|
ตอนเด็กๆเคยฝันว่าอยากเป็นอะไร?
แพทย์ (ตามอย่างป่ะป๊า) , นักการเมือง , ผู้กำกับหนัง
, นักแสดง และสุดท้ายนักดนตรี ( ไม่ค่อยเกี่ยว กับสองอันแรกเท่าไหร่เลยนะนาย)
มีแรงจูงใจหรือมีเหตุผลอะไรที่ทำให้อยากเป็นอย่างนั้น
?
แพทย์ - ความคิดเด็กๆในตอนนั้นยังไม่ได้คิดอะไรมากมาย
แค่อยากจะเป็นเหมือนป่ะป๊าที่เป็นฮีโร่ในดวงใจเท่านั้นเองเลยคิดจะเรียนแพทย์
แต่ปัจจุบันมีเหตุผลที่ลึกซึ้งกว่านั้นจึงเลือกเรียนสาขาวิชานี้
นักการเมือง - เห็นแต่คนบ่นกันว่าโครงการของประเทศอันโน้นไม่ดีอย่างโง้นอย่างงี้
แต่ไม่เห็นมาลงมือทำอะไรเสียที ดีแต่พูด เลยทำให้อยากลองโดดลงมาอยู่ในตำแหน่งรับภาระหน้าที่ตรงนั้นดูบ้าง
บางทีอาจจะเจอปัญหาที่เราคาดไม่ถึงหากไม่ลงมาเผชิญเองก็เป็นได้
ผู้กำกับหนัง - เนื่องจากชอบวิเคราะห์วิจารณ์ภาพยนตร์จึงอยากจะไปรับผิดชอบดูบ้าง
ว่าต้องทำอะไรกว่าจะเป็นหนังสักเรื่อง อาจจะต้องฝ่าฟันอุปสรรคอะไรมากมายกว่าที่คิดก็เป็นได้
บางทีถ้าเรามาทำหนังเองอาจจะแย่กว่าหนังที่เราบ่นว่าห่วยๆ สักล้านเท่าเห็นจะได้
เราเป็นแค่คนดูก็พูดไปเรื่องๆ ไม่รู้หรอกว่าคนสร้างต้องเหน็ดเหนื่อยสักเพียงใด
ตรงนี้เองที่ทำให้สนใจ
นักดนตรี - มีความคิดทางปรัชญาและแนวทางดนตรีหลายอย่างที่อยากจะนำเสนอออกมาให้สาธารณชนได้ลองรับชม
ถ้าเพลงของเรามีพลังพอที่จะสามารถเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต หรือความเชื่อที่ไม่ถูกต้องของผู้หลงผิดได้บ้าง
คงจะเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมไม่มากก็น้อย
ตอนมัธยมเรียนทางสายไหน
?
สายทางด่วนสุขสวัสดิ์-ยมราช (อันนี้ล้อเล่น) สายวิทยาศาสตร์
หลักสูตรพิเศษ 2 ปี
ปัจจุบันเรียนชั้นไหน คณะไหน
มหาวิทยาลัยไหน?
ตอบไปแล้วนี่นา (ล้อเล่นอีกครั้งหวังว่าคงไม่โกรธกัน)
เป็นนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
เหตุผลที่เลือกเรียนคณะนี้
?
คงเริ่มจากการที่ป่ะป๊าเป็นหมอ แล้วก็เห็นอยู่ทุกวันว่าได้ช่วยเหลือคนป่วยไม่สบาย
ช่วยขจัดปัดเป่าความทุกข์บนใบหน้าของเขาให้เลือนรางหายไปได้ ช่วยให้เขายิ้มได้อีกครั้ง
ตรงนี้เป็นสิ่งที่ประทับใจมาก ไม่ว่าป๊าจะไปที่ไหนก็มีคนยกมือไหว้
ยายแก่ๆก็ยังเคารพนับถือ เราเป็นลูกเห็นก็ยิ่งทึ่งในตัวป๊าเข้าไปอีก
อยากเดินตามแนวทางของท่านเพราะท่านเป็นตัวอย่างที่ประเสริฐยิ่งเหลือเกิน
แต่ตอนที่เรียนมัธยมปลายดันไม่ได้คาดหวังเอาว้าว่าต้องเอนท์ติดหมอ
เพราะหลงใหลในดนตรีมากเกินไปหน่อย โชคดีที่กลับมาเข้าลู่เข้ารอยตามเจตนารมณ์เก่าได้ทันท่วงที
ก่อนที่จะเตลิดเปิดโปงไปมากกว่านี้
การเตรียมตัวสำหรับการสอบเอนทรานซ์หรือสอบเข้าคณะนี้
?
ตั้งใจเรียนในชั้นเรียนเต็มที่ อย่าคาดหวังกับการเรียนเสริมพิเศษ
เป็นการสิ้นเปลืองโดยมี่จำเป็น ทำแบบฝึกหัดเยอะๆขยันทำข้อสอบเอนท์ปีเก่าๆ
และทำความเข้าใจกับเฉลยแต่ละเล่มให้กระจ่างชัด หาเหตุผลให้ได้ว่าทำไมถึงตอบเช่นนี้
มีหลักเกณฑ์อะไรเป็นหลักสำคัญ แบ่งเวลาเรียนและเล่นให้ถูก เรียนเป็นเรียนเล่นเป็นเล่น
ตั้งระยะเวลาการอ่านหนังสือของแต่ละวัน แล้วปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
จะทำให้เล่นได้โดยไม่เสียการเรียน อย่าหมกมุ่นและใส่ใจกับผลการเรียนมากเกินไป
ชีวิตมีสีสันมากมายที่เรายังเคยมองเห็นมัน อย่าปิดตัวเอง เปิดโลกและมุมมองของชีวิตให้กว้าง
จุดมุ่งหมายของชีวิตคือความสุข ไม่ใช่การแข่งขันเพื่อชิงรางวัลที่หนึ่ง
ถึงได้ที่หนึ่งมาก็ไม่มีประโยชน์หากไม่มีความสุข ต้องมาเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลา
ชีวิตมีอะไรมากกว่าที่เราคาดคิดได้ อย่าลืมจุดนี้เชียว
ครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับคณะที่คุณเลือก
?
ค่อนข้างเปิดกว้างกับความคิดเห็นในการเลือก และให้การสนับสนุนเป็นอย่างดี
เพราะอนาคตมั่นคงเลี้ยงดูตนเองได้ มีเกียรติ และได้ช่วยเหลือผู้เจ็บป่วย
แต่อย่างไรก็ตาม ควรจะยึดตามเจตนารมณ์ของพระบิดาที่ว่า
ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตัว เป็นที่สอง
ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์ เป็นกิจที่หนึ่ง
ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศ จะตกแก่ท่านเอง
หากท่านทางธรรมะแห่งอาชีพ ไว้ให้บริสุทธิ์
คณะนี้เรียนอะไรบ้าง เหมือนกับที่คิดไว้ก่อนเข้ามาเรียนหรือเปล่า
เมื่อเรียนแล้วมีความน่าสนใจอย่างไร ?
จริงๆคงไม่ต้องบอกว่าเรียนอะไรบ้าง เพราะคาดว่าคงทราบกันอยู่แล้ว
แต่จะสรุปโดยย่อดังนี้
ปี 1 เรียนพื้นฐานวิทยาศาสตร์เหมือนกับนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์
ปี 2 - 3 เรียนกว่าชั้นพรีคลินิก (Preclinic) จะเรียนโครงสร้างของร่างกาย
(Anatomy & Histology) กลไกการทำงานของร่างกาย (Physiology) โรคต่างๆ
(Pathology) และการให้ยาเบื้องต้น (Pharmacology) ยังมีวิชาปลีกย่อยอีกเล็กน้อย
เช่น Cmmunity Medicine (เวชศาสตร์ชุมชน) ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์แห่งนี้
จะเป็นการเรียนการสอนแบบบูรณาการโดยจะเรียนเป็นระบบ Block คือจะเรียนเป็นระบบ
ระบบย่อยอาหารก็เรียนทุกอย่างเกี่ยวกับระบบนั้นไปเลย แตกต่างกับที่อื่นที่จะเรียนเป็นวิชาๆไป
ซึ่งระบบใหม่จะมี PBL (ProblemBased Lesrning) โดยจะเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
(Discussion) ใน Scenario ที่มีอาการและประวัติของผู้ป่วยจริงมาให้ศึกษากัน
ซึ่งมีทั้งแบบ Discuss เป็นภาษาไทยและอังกฤษ เนื่องจากเป็นคนชอบภาษาอังกฤษเลยสนุกไปกันใหญ่
เรียนที่นี่แล้วมีความสุขกับ PBL มาก โดยส่วนตัวแล้วไม่เครียดและกังวลกับการเรียนเลย
ยิ่งเรียนยิ่งอยากรู้ เพราะความรู้มีมากมายเต็มไปหมด สิ่งที่เรารู้นั้นเป็นเพียงเศษเสี้ยวของความรู้ที่ชาวบ้านเขาแตกฉานไปหมดแล้ว
ทำให้เกิดแรงกระตุ้นให้ค้นคว้าเยอะ ไม่ใช่เพราะคะแนนแต่เป็นเพราะความอยากรู้
ทำให้เรียนสนุก ไม่น่าเบื่อ และเหมือนโดนบังคับให้ท่องจำ เพราะเป็นความต้องการที่จะเรียนรู้ของตัวเราเอง
รายละเอียดยังมีมากกว่านี้ เรื่องสนุกๆมันส์ๆ ก็เกิดขึ้นอยู่แทบทุกวัน
นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น หากนำมาเสนอในที่นี้คงจะยืดยาวมากเกินไป
เอาไว้คุยกันหลังไมค์ดีกว่า
ปี 4-6 ชั้น Clinic เป็นการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติหัตถการและวินิจฉัยโรคกับผู้ป่วยจริง
การเรียนในคณะนี้ได้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งตนเองและผู้อื่นมากมายเหลือคณานับ
ถึงอาจจะไม่ได้ประกอบอาชีพตามสาขาวาที่ร่ำเรียนมา แต่เราก็สามารถดูรักษาคนใกล้ชิดและคนที่เรารักได้
ความรู้ที่มีอยู่จะฝังติดตัวไปจนวันตาย นำมาใช้ได้ทุกเมื่อ นี่ถือเป็นผลประโยชน์ที่สำคัญที่สุดที่ได้จากการเรียนวิชาชีพแพทยศาสตร์
กิจกรรมที่ทำระหว่างเรียน
ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวกับการเรียน
เป็นนักดนตรีของคณะ เป็นแกนนำหลักของวง Anastomosis วงดนตรีที่มีฝีมือที่สุดวงหนึ่งในคณะ
เล่นดนตรีประกอบงานต่างๆของนักศึกษา เข้าร่วมการประกวดดนตรี PSU Awards
2002 ชิงแชมป์อุดมศึกษาภาคใต้ เข้ารอบชิงชนะเลิศ โดยปีนี้มุ่งมั่นจะคว้ารางวัลมาเป็นเกียรติแก่คณะให้จงได้
แต่งเพลงประกอบละครและกิจกรรมต่างๆของคณะ
เป็นประธานสโมสรนักศึกษาแพทย์ฝ่าย IT@PHOTO โดยดูแลทางด้านการผลิตผลงานสื่อต่างๆจากคอมพิวเตอร์
และงานถ่ายภาพ เป็นนักถ่ายภาพสมัครเล่นที่มีฝีมือคับแก้ว (เปลี่ยนแก้วมาหลายใบแล้วเพราะแตกหมด)
สนใจงานถ่ายภาพบุคคลและการถ่ายภาพแนวสารคดี เป็น Webmaster ของ Websit
ประจำชั้นปี เป็นตากล้องประจำชั้นปี
เข้าร่วมประกวดหนุ่ม Oral Med จัดโดยผลิตภัณฑ์ Oral-B สมัยยังเอ๊าะๆ
(ปี 1) เข้ารอบ 4 คนสุดท้าย แต่พลาดท่าไปอย่างน่าเสียดาย แป่ววววว
สมน้ำหน้า
คิดว่าหลังจบการศึกษาแล้ว
ตัวเองอยากทำอะไร หรือจะมีส่วนช่วยเหลือสังคมอย่างไรบ้าง ?
ขณะนี้สนใจศาสตร์ด้านจิตเวช วางแผนว่าจะเป็นจิตแพทย์ให้คำแนะนำปัญหาครอบครัว
ปัญหาเด็กและวัยรุ่น ไม่ให้เดินไปในเส้นทางที่ผิด แก้ปัญหาที่ต้นน้ำ
ไม่ใช่มาตามเก็บเมื่อสายไปแล้วให้ความรู้แนะนำเกี่ยวกับเรื่องเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน
ซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญที่สมควรได้รับการเอาใจใส่อย่างถูกต้อง การห้ามโดยไม่มีเหตุผลไม่สามารถนำมาใช้กับสังคมวัยรุ่นปัจจุบันนี้แล้ว
หากแต่การพูดคุยอย่างนิ่มนวลด้วยเหตุผลจะเป็นการทางออกที่ดีกว่าสำหรับภาวะปัญหาในปัจจุบัน
เนื่องด้วยสังคมที่เร่งรีบมากขึ้น ฉาบฉวยมากขึ้น ผู้คนมีความตึงเครียดมากขึ้น
หงุดหงิดโมโหง่าย สภาพของจิตไม่สมดุล ไม่เสถียร แปรปรวนได้ง่าย ส่วนตัวแล้วอยากจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะเข้าไปช่วยเหลือหาหนทางสู่ความสุขแก่ผู้ป่วยที่สับสนและบุคคลปกติที่ต้องการคำแนะนำ
อยากเป็นคนหนึ่ง ที่สามารถสร้างรอยยิ้มอย่างจริงใจ ให้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าอันผ่องใส
ของผู้คนที่รับคำแนะนำไปได้ใช้ชีวิตอย่างสมบูรณ์พูนสุขดั่งที่พึงจะเป็น
ปัญหาทุกอย่างไม่ใช่ปัญหาหากเรามองเท่าทันมัน หากเรารู้สาเหตุของปัญหาและหาทางแก้
สิ่งนั้นก็จะไม่เรียกว่าปัญหาอีกต่อไป การคิดตัดสินใจใดๆย่อมขึ้นกับความสุข
ความพึงพอใจ และความสบายใจในการกระทำสิ่งนั้นๆ หากไม่เช่นนั้นแล้วจะเกิดผลกระทบที่น่าปวดหัวก่อเกิดตามมาอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอนาคตจะเป็นเช่นไรก็ยังจะแบ่งเวลาเล่นดนตรีอันเป็นที่รักยิ่งนี้ต่อไป
แหม...ก็เล่นอยู่ในกระแสเลือดแล้วนี่น่า
|