|
ตอนเด็กๆ ฝันอยากเป็นอะไร
ในสมัยเด็กๆ จำได้ว่ามีอาชีพอยู่อาชีพหนึ่งที่อยากเป็น และตอนนี้ก็ยังคิดที่อยากจะเป็นอยู่
นั่นก็คือ การเป็น "ครูหรืออาจารย์พิเศษ" ที่สอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
มีแรงบันดาลใจ - เหตุผลอะไรที่ทำให้อยากเป็นอย่างนั้น
ทำไมถึงอยากเป็นอาจารย์ก็เพราะว่าตั้งแต่ สมัยเด็กๆ แล้วจะเป็นคนที่ชอบสอนหนังสือให้เพื่อนๆ
รวมถึงแนะนำวิธีจำเด็ดๆ และเพื่อนๆ เขาก็ชอบรูปแบบที่สอนหรือติวให้เข้า
จนถึงตอนนี้นิสัยที่ ชอบติวเพื่อนก็ยังไม่หายไปไหน และผมก็คิดว่านิสัยตรงนี้เองที่น่าจะไปใช้ในอาชีพ
"อาจารย์พิเศษตามมหาวิทยาลัย" ได้เป็นอย่างดี
ตอนมัธยมเรียนทางไหนมา
สมัยที่เรียนอยู่มัธยมขอเริ่มตั้งแต่มัธยมปีที่ 1 เลย ตอนม.1 ถึงม.
3ผมเรียนอยู่ที่โรงเรียนปานะพันธุ์วิทยาฯ แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี
ตั้งแต่ม.4 -ม.6 และได้เลือกเรียนสายศิลปภาษาฝรั่งเศส
ปัจจุบันเรียนไหนที่ไหน
ปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
เหตุผลที่เลือกเรียน
เหตุผลแรกที่เลือกเรียนที่นี่คงเป็นเพราะชื่อเสียง และภาพลักษณ์ที่ดีและมั่นคง
ของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย อีกทั้งบรรดาญาติๆ เขาก็แนะนำให้มาเรียนที่นี่กันเยอะเหมือนกัน
อีกอย่างในเรื่องของการเดินทางไปเรียน ก็สะดวกสบายระยะทางก็ไม่ไกล
เตรียมตัวการสอบ Entrance หรือ
สอบเข้าคณะนี้อย่างไร
หลังจากพลาดหวังจากการสอบ Entrance แล้วก็คิดที่จะมาสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ส่วนหนึ่งเราก็เอาความรู้เดิมจากที่ได้อ่านจากการสอบEntrance และอีกส่วนหนึ่งก็ต้องมาอ่านหนังสือเพิ่มเติมครับ
จะอ่านวิชา ภาษาอังกฤษเยอะมาก รองลงมาคือสังคม และภาษาไทย ส่วนเวลาในการอ่านหนังสือนั้นก็จะตื่นมาแต่เช้า
7 - 8 โมงเช้าแล้วก็อ่านจนถึง 4 - 5 โมงเย็นเลย ผมจะไม่ค่อยอ่านหนังสือตอนดึกๆ
เพราะมันจะง่วงแล้วก็จะทำให้อ่านหนังสือไม่รู้เรื่อง
ครอบครัวมีความเห็นอย่างไรกับคณะที่คุณเลือกเรียน?
ทางพ่อกับแม่เขาไม่ได้ห้ามหรือบังคับให้เราเลือกเรียนคณะ หรือสาขาวิชาใดเลย
แต่เขาจะปล่อยโอกาสให้เราเป็นคนเลือกเรียนเองมากกว่า เพราะเขาเห็นว่าถ้าเราได้เลือกเรียนในสาชาวิชาที่เรา
ชอบแล้วก็จะทำให้เรามีความพร้อมและตั้งใจเรียนมากกว่า
คณะนี้เรียนอะไรบ้าง เหมือนกับที่คิดไว้ก่อนเข้ามาเรียนหรือเปล่า
เรียนแล้วมีความน่าสนใจอย่างไร?
คณะที่เรียนอยู่ตอนนี้ก็คือ"คณะนิเทศศาสตร์"ครับ และผมได้เลือกเรียนในสาขาวิชาประชาสัมพันธ์
ซึ่งการเรียนการสอนในปีแรกผมจะต้องปรับตัวเองเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นนิสัยการอ่านหนังสือสอบ
เราจะต้องให้ความสนใจและทุ่มเทกับมัน มากกว่าสมัยที่เราเรียนตอนมัธยมปลาย
เพราะข้อสอบส่วนใหญ่แล้ว จะเป็นในลักษณะที่ต้องการ ให้นักศึกษารู้จักวิเคราะห์และนำทฤษฎีต่างๆ
นำไปใช้อธิบายในกรณีศึกษา (Case Study) ได้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด
โดยในปีหนึ่งนั้นวิชาต่างๆ จะมีลักษณะที่เหมือนกับการปูพื้นฐานในศาสตร์ด้านนิทศ
นอกจากนี้ก็ยังจะมี วิชาต่างๆ ที่ เกี่ยวพันธ์กับศาสตร์แขนงต่างๆ อีกด้วย
เช่น นิเทศศาสตร์เบื้องต้น จิตวิทยาสังคมเบื้องต้น กฎหมายเบื้องต้น หลักการตลาด
การบริหารธุรกิจ ฯลฯ
ในส่วนของปีที่สองการเรียนการสอนก็เริ่มมีความเข้มข้นขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นวิชาต่างๆ ที่เริ่มมีเนื้อลึกลงไปศาสตร์ทางด้านนิเทศ โดยจะมีวิชาจำพวก
หนังสือพิมพ์เบื้องต้น การประชาสัมพันธ์เบื้องต้น การโฆษณาเบื้องต้น
วิทยุโทรทัศน์และวิทยุกระจายเสียงเบื้องต้น การถ่ายภาพเบื้งต้น ฯลฯ
ซึ่งในวิชาต่างๆ เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นตัวผมเองหรือเพื่อนๆ ในห้องเรียนก็รู้สึกตื่นเต้นและรู้สึกว่าเรากำลังได้เรียน
ในสิ่งที่เราชอบแล้ว
ในส่วนของปีที่สามและปีที่สี่ วิชาที่เรียนนั้นได้เริ่มแยกตามสาขาต่างๆ
แล้วในส่วนของสาขาวิชาการประชาสัมพันธ์นั้น เนื้อของวิชาจะมีความเข้มข้นมาก
เพราะเราจะเรียนรู้กระบวนใช้สื่อในทุกๆ ด้าน ได้ฝึกการเขียนข่าวจริง
ได้ฝึกจัดงานหรือกิจกรรมต่างๆ หรือจะพูดง่ายๆ ก็คือในสองปีสุดท้ายนี้เนื้อหาต่างๆ
ก็จะมุ่งให้ผู้เรียนมีความรู้ตามแนวทฤษฎีเพื่อนำไปใช้และปฎิบัติในชีวิตจริงได้นั่นเอง
จากที่ได้เรียนมาตลอดสี่ปี ผมรู้สึกว่า "นี่แหละสิ่งที่เราอยากจะเรียน"
เพราะผมพอจะทราบเกี่ยวกับเนื้อหาเกี่ยวกับวิชาต่างๆ มาบ้างแล้วจากพี่ชาย
เพราะว่าพี่ชายของผมเขาก็เรียนมาทางด้านนี้เหมือนกัน แต่เขาเรียนสาขาโฆษณา
คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุดนี้เองที่ทำให้ผมอยากเรียนในคณะที่เกี่ยวกับนิเทศศาสตร์
หากจะพูดถึงความประทับใจเกี่ยบกับการเรียนการสอนในคณะนี้
ถ้าจะให้ผมพูดมันคงจะต้องยาวมากๆ แน่เลยนะครับ !!!!! [-_-] งั้นผมจะขอพูดถึงความประทับใจสัก
2 - 3 ข้อแล้วกันนะครับ ความประทับใจแรกเห็นจะเป็นความเอาใจใส่และความใกล้ชิดระหว่างอาจารย์ในคณะ
กับลูกศิษย์ทุกคน คณาจารย์ในคณะของผมเกือบทุกคน สามารถเป็นที่ปรึกษาให้กับผมและเพื่อนๆ
ได้เป็นอย่างดีครับ และผมก็ยังความประทับใจเกี่ยวกับ สวัสดิการต่าง
ๆ ที่ทางคณะ และมหาวิทยาลัยมีให้กับนักศึกษา และเจ้าหน้าที่ครับ ไม่ว่าจะเป็นการมอบทุนการศึกษากว่า
700 ทุนในทุกๆ ปี การมีรถตู้รับส่งอาจารย์ เจ้าหน้าที่และนักศึกษา
ซึ่งหากมองดูเผินๆ มันอาจเป็นเพียงจุดเล็กๆ ไม่เห็นจะสำคัญอะไร แต่ในทางกลับกันผมคิดว่าจุดเล็กๆ
เหล่านี้นี้แหละที่สามารถสร้างความรู้สึกที่ดี ให้กับบุคลากรทุกฝ่ายในมหาวิทยาลัยหอการค้าแห่งนี้
และความประทับใจสุดท้าย ผมขอยกความประทับใจนี้ให้กับเพื่อนทุกๆ
คนในชั้นปีของผม เพราะว่าเพื่อนของผมทุกคนสนิทสนมกันมาก และบางครั้งที่มีกิจกรรมอะไร
หรือมีงานอะไรที่ต้องใช้ Team Work พวกผมและและเพื่อนๆ ก็ให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดีและก็ทำงานต่างๆ
ออกมาได้อย่างดี และผมยังคิดว่าความประทับใจเกี่ยวกับ"เพื่อน"นี้เองเป็นเหมือนการเติมประสบการณ์การใช้ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัยของผม
ได้อย่างดีเยี่ยมเลยครับ
กิจกรรมที่ทำระหว่างเรียน
กิจกรรมที่เคยทำระหว่างเรียน ถ้าจะแบ่งผมคงแบ่งได้เป็นสองส่วนครับ หนึ่งคือส่วนของกิจกรรมที่ผมทำในมหาวิทยาลัย
นั้นก็คือผมเคยเป็นตัวแทนของคณะ ไปร่วมเข้าค่ายยุวสื่อสารมวลชนที่จัดขึ้นโดย
ศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สังกัดกระทรวงวัฒนธรรม และก็เคยเป็นผู้ช่วยประสานงานการจัดงาน
I LOVE C.A. ซึ่งหน้าที่ของผมก็คือคอยดูแล และเตรียมการแสดงต่างๆ และยังช่วยคิด
Theme หรือ Concept ของงานในโอกาสที่ทางคณะนิเทศศาสตร์ ครบรอบ 12 ปี
เมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งเราจัดงานกันที่โรงแรมรีเจ้นท์ กรุงเทพฯ ครับ
และกิจกรรมภายนอกมหาวิทยาลัยฯ ที่เคยทำก็เช่น เคยเป็น Backstage Staff
ของการจัด งาน Fashion Show, Events ต่างๆ และที่ผมชอบมากก็คือการเป็นตากล้องถ่ายภาพงานรับปริญญาครับ
หลังจากจบการศึกษาแล้วตัวเองอยากทำอะไร
- แล้วจะมีส่วนช่วยสังคมอย่างไร?
ที่วางแผนไว้ก็คือจะทำงานไปก่อนอาจ1 -2 ปีครับ แล้วพอเรามีประสบการณ์แล้วผมก็คิดที่จะเรียนต่อปริญญาโท
ไม่ทางด้าน Marketing ก็อาจจะเป็น Mass Communication ส่วนงานที่ผมอยากทำก็คืองานด้าน
PR Agency ต่างๆ เพราะว่าตัวเองเป็นชอบงานที่ต้องคิดอะไรใหม่ๆ เสมอและชอบงานที่ต้องเจอคนเยอะ
ๆ ครับ เพราะในบางครั้งงานด้าน PR Agency นี้เราต้องเจอทั้งลูกค้าและบุคคลต่างๆ
หลายรูปแบบ ซึ่งจุดนี้เองผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ท้าทายผมได้เป็นอย่างดี
นอกจากนี้ผมยังคิดว่าในอนาคตอีก 4 - 5 ปีข้างหน้าเมื่อเรามีประสบการณ์ในการทำงานมากพอแล้ว
ผมก็ยังอยากที่จะเป็น "อาจารย์พิเศษ" ที่สอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ
อีกด้วยครับ
แล้วจะมีส่วนช่วยสังคมอย่างไรนะเหรอครับ??
จุดนี้ผมคิดว่าสิ่งที่ผมจะช่วยสังคมได้ก็คือ ถ้าผมได้ทำงานในสายงานที่ผมชอบแล้วล่ะก็
ผมก็คงทำงานโดยคำนึงถึงจรรยาบรรณในวิชาชีพของตัวเองให้มากที่สุดครับ
ซึ่งก็อาจหมายถึง เราจะต้องทำงานด้วยซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ที่เราติดต่องานด้วยเสมอไม่คิดถึงผลประโยชน์เล็กๆ
น้อยๆ ที่จะได้มา แม้ว่าจุดนี้มันอาจจะดูเป็นการช่วยสังคมเพียงจุดเล็กๆ
เท่านั้น แต่ผมเห็นว่าจุดเล็กๆ นี้แหละครับ ที่จะทำให้สังคมมนุษย์เรามีความเจริญขึ้นมีปัญหาการ
Corruption ลดลงนั่นเองครับ
|