Creative Culture Thailand | วัฒนธรรมสรรค์สร้าง สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์
 
CreativeCultureThailand.com
YES! Magazine สาระบันเทิงเพื่อชีวิตที่ "ใช่" ในแบบของคุณ
 [ Home ] [ About ] [ Advertising ] [ contact ]
Contents / คอลัมน์ประจำ
 
 
 
หน้าแรก  >  Reality support for professional Dreamers   >  ครูลิลลี่

ครูลิลลี่

กิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ ครูลิลลี่
I WAS BORN TO BE ครูลิลลี่

"ลิลลี่" ชื่อที่เพื่อนๆ สมัยเรียนที่เตรียมอุดมฯ ตั้งให้ในวันที่ละครเรื่องพลับพลึงสีชมพูกำลังดัง ลิลลี่ของเพื่อนๆ ในวันนั้น มาเป็นครูลิลลี่ในวันนี้ได้อย่างไร "เริ่มต้นจากการติวให้เพื่อนๆ จากนั้นก็มีโอกาสสอนหนังสือกลุ่มเล็กๆ ก็เลยรู้สึกชอบ และมีโอกาสเข้ามาสอนเต็มตัว เป็นเรื่องเป็นราวเรื่อยมา"

ทำไมถึงต้องเป็นวิชาภาษาไทย                                                                                                                                                        "เพราะว่าชอบตั้งแต่เด็ก คือเป็นวิชาเดียวที่เรียนได้คะแนนดี มันเริ่มมาจากความชอบ ความรัก ซึมซับไปเรื่อยๆ แล้วเพื่อนๆ ก็ให้ความไว้วางใจว่าภาษาไทยต้องให้ลิลลี่ติว มันเป็นพลังเสริมอย่างหนึ่ง พอรู้ว่าไปได้ก็ฝึกฝน ต้องใช้เวลาแก้ไข ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง"

แม้จะไม่ได้เรียนจบมาเพื่อเป็นครูของใคร แต่เธอก็ถูกใครๆ เรียกว่า "ครูลิลลี่" อย่างเต็มปากด้วยความเต็มใจ                                                                                                                                                   "จริงๆ แล้ว ชอบการโต้วาทีมาก่อน โต้วาทีตั้งแต่สมัยเรียนเตรียมอุดมฯ เป็นนักโต้ของโรงเรียน ของจุฬาฯ คือ การโต้วาทีเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง จะพูดอย่างไรให้คนฟัง จะค้านอย่างไร จะแสดงเหตุผล จะชักนำ จะโน้มน้าวอย่างไร คือถูกฝึกมา แล้วตอนเรียนที่จุฬาฯ ได้เรียนมาทางนี้โดยตรง คณะนิเทศฯ วาทะวิทยาและสื่อสารการแสดง เหมือนถูกฝึกให้เป็นนักสื่อสาร แต่วิญญาณของครูมาจากไหนไม่รู้ มันมาเองนะ"


หลายปีก่อน คงเป็นเรื่องแปลกที่ "เธอ" นายกิจมาโนชญ์ ได้รับความไว้วางใจจากผู้ปกครองให้เป็นแม่พิมพ์ของลูกหลาน เพราะในยุคนั้นมนุษย์ที่ถูกเรียกว่าเพศที่สาม ยังไม่ได้รับการยอมรับนัก                 "ผลของงาน ทำให้ได้รับการยอมรับ ไม่งั้นเขาไม่มีคำว่า ค่าของคนอยู่ที่ผลของงานหรอก ถ้าคุณจะดูเปลือกของฉันก็ต้องโรงเรียนอื่น ถ้าจะเลือกครูลิลลี่ คุณต้องมองที่แก่น ที่กึ๋น ที่สมองของฉัน เราก็ต้องทำผลงานให้เขาเห็นกระจ่างให้ได้"

เคล็ดลับของการเป็นครูลิลลี่ที่สามารถยืนอยู่กลางใจเด็กๆ                                                                   "การเป็นผู้ให้อย่างแท้จริง ความรู้ต้องคู่กับความเมตตา เทคนิคตรงนี้ไม่มีตำราเล่มไหนสอน เราเลียนแบบครูที่เป็นตัวอย่างของเรา เราเจอแต่ครูดีๆ เราก็จำมา ก็อปปี้ภาพมาเป็นตัวเรา เอาข้อดีของครูแต่ละคนมาใส่ในตัวเรา อีกอย่างหนึ่ง คือ เราต้องมองย้อนว่า ถ้าเราเป็นนักเรียน เราไม่ชอบอะไร ชอบอะไร ทำไมเราเบื่อภาษาไทย เราต้องมองอกเขาอกเรา ต้องหาปัญหาให้เจอก่อนแล้วแก้ทีละจุด"

นอกจากการเป็นครูสอนหนังสือแก่เด็กๆ แล้ว ครูลิลลี่ยังมีงานเขียนเป็นของตัวเองอีกหลายเล่ม เป็นพิธีกรก็เคย แม้กระทั่งทอล์คโชว์ก็ทำมาแล้ว แต่ใจจริงของเธอ งานสอนคืองานที่เธอชอบและรักที่สุด "อยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุด ทำตรงนี้ให้ดีกว่าเดิม เรามีจุดยืนของเรา ต้องมั่นคงในจุดยืน อยากช่วยให้เด็กรักการเรียนหนังสือ ช่วยเด็กไทยให้รู้จักการอ่าน ชอบอ่านหนังสือ รักภาษาไทย อนุรักษ์ของไทยเอาไว้ คืออย่างน้อยๆ อย่าให้เกลียดภาษาไทย ซึ่งเป็นมรดกของชาติ"
เมื่อเราขอให้ครูลิลลี่นิยามคำว่านักปฏิวัติ ในมุมมองของผู้สอนวิชาภาษาไทย เราได้คำตอบว่า " คือนักเปลี่ยนแปลง คำนี้ส่วนมากจะแรงและหนัก ใช้กับทางทหารและการปกครอง การปฏิวัติฟังแล้วมันหนักไป ทำให้นึกถึงการเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างที่ดีขึ้น แต่ดีขึ้นตามความต้องการจองคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ใช่ของคนทั้งประเทศหรือต้องการจะปฏิวัติ ถึงได้มีคำว่า กลุ่มผู้ปฏิวัติ" หลังได้รับคำตอบแรก เรายิงคำถามต่อทันทีว่าใครกันที่คือผู้ปฏวัติวงการศึกษาในความคิดของครูลิลลี่
"รัชกาลที่ 5 และ 6 พระองค์ส่งพระโอรสไปเรียนต่อต่างประเทศ เพราะเห็นว่าการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ และมองการณ์ไกล มองว่าเราจะจำกัดอยู่แค่สยามประเทศไม่ได้ ร.5 ท่านปูรากฐานการศึกษาแล้ว ร.6 ช่วยสานต่อ ถ้าไม่มี 2 รัชกาลนี้ การศึกษาบ้านเราไม่มาถึงจุดนี้หรอก พระองค์ทรงให้สร้างโรงเรียนมหาดเล็ก โรงเรียนข้าราชการพลเรือน รัชกาลอื่นๆ จะสร้างวัดประจำรัชกาล แต่ ร.6 เห็นว่ามีเยอะแล้ว ทรงสร้างโรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยแทน"
แต่สำหรับเรา ครูลิลลี่ คือ ผู้ปฏิวัติวงการศึกษา โดยเฉพาะในเรื่องของวิชาภาษาไทยให้กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งหลังจากที่กระแสของอาจารย์แม่แผ่วลง "ยิ่งสูงยิ่งหนาว" ครูลิลลี่บอกกับเราอย่างนั้น และถ้าปฏิวัติตัวเองได้ เธออยากกลับไปเป็น "ครูลิลลี่" ก่อนที่จะได้ออกรายการตีสิบ เมื่อปี 2544 เพราะคืนนั้นมุมบางอย่างของชีวิตถูกนำมาตีแผ่ และนั่นทำให้ชีวิตของเธอเปลี่ยนไป "คนรู้จักมากขึ้น เราต้องทำตัวดีๆ จะไปไหนมาไหน พูดจาอะไรเราอยู่ในสายตาของคน เราอยู่ในที่สว่าง คำว่าถูกต้องกับถูกใจ คำว่าถูกต้องต้องมาก่อน เรากลายเป็นคนของสังคมต้องคำนึงถึงจุดนี้ด้วย เราต้องเข้าใจบทบาทของเราที่เปลี่ยนไป เวลาเดินเราต้องระวังมากขึ้น"
"ฉันจะเป็นครูอย่างที่ฉันอยากจะเป็น" คือคำประกาศของเธอ และในวันนี้เราจึงมี "ครูลิลลี่" ครูผู้ปลุกวิชาภาษาไทยให้มีชิวิต

 
 
แสดงความคิดเห็น
Add a Comment.
967416  Verify Text
Email :
 
 
วันที่ขึ้นเนื้อหา: 19 พฤษ���าคม 2554
จำนวนครั้งที่เปิดอ่าน: 10311
นำเสนอโดย:
MisterFruitThailand.com