|
 |
Reality Support :
คุณมาริยา สุทธินนท์
พยาบาลสาวจากโรงพยาบาลตรัง
ตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ
6 ว. (ซี 6 )
ที่ทำงาน : โรงพยาบาลตรัง (ห้องคลอด) |
|
|
เข้าสู่อาชีพได้อย่างไร
เมื่อจบชั้นมัธยมปีที่ 6 ก็มีสมัครสอบ Entrance เลือกคณะพยาบาล
มีสมัครสอบพยาบาลของกระทรวงสาธารณะสุขซึ่งสอบหลัง Entrance ก็สมัครไว้อีก
รวมทั้งสมัครสอบพยาบาลของสภากาชาดไว้ด้วย เลือกสอบพยาบาลถึง 3
ที่ด้วยกันดูเหมือนว่าอยากจะเป็นพยาบาลมาก แต่จริงๆ ในเวลานั้นยังไม่รู้ว่าอยากเรียนอะไร
แต่ผู้ใหญ่ใกล้ตัวปลูกฝังว่าเรียนพยาบาลดีกว่าสมัยนั้น (เมื่อ
14 ปีก่อน) อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพที่ไม่ตกงาน ไม่ต้องหางานทำ คือเมื่อเรียนจบก็สามารถบรรจุเข้าราชการได้เลย
อีกอย่างอาชีพพยาบาลได้ช่วยเหลือคนอื่น ก็เลยเห็นด้วยกับผู้ใหญ่
ปรากฎว่าสอบได้ทั้ง 3 ที่ แต่ก็เลือกเรียนของกระทรวงสาธารณสุข
เพราะได้เรียนใกล้บ้านเป็นรุ่นแรกของวิทยาลัพยาบาลตรังใช้เวลาเรียนทั้งหมด
4 ปี ได้วุฒิประกาศนียบัตรพยาบาลศาสตร์และผดุงครรภ์ เทียบเท่าปริญญาตรี
ความฝันดั้งเดิมก่อนที่จะเข้ามาทำอาชีพนี้
ตั้งแต่เด็กๆ เรียนอนุบาลจนถึงมัธยม มักจะได้แสดงบนเวทีอยู่ตลอด
ไม่ว่าจะเป็น ร้องเพลง ร้องเพลง เต้นรำ หรือรำไทย และเป็นสิ่งที่เราชอบทำด้วย
แต่เหตุผลที่ถูกเลือกอยู่บ่อยๆ ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร เพราะเค้าเห็นแววของหรือเปล่าก็ไม่รู้
แต่ที่คิดในตอนนั้นก็คิดว่าเป็นเพราะแม่เราเป็นครู ทุกคนรู้จักก็เลยให้แสดงออกอยู่บ่อยๆ
อาจจะเป็นเหตุผลหนึ่งจริงๆ ก็ได้ จนกระทั้งมาเรียนพยาบาล ก็ถูกเลือกจากเพื่อนๆ
ให้มีการแสดงออกอีก และถูกเลือกจากอาจารย์ให้เป็นผู้นำกล่าวคำปฏิญาณตน
กล่าวคำไหว้ครูทุกๆ ปี เป็นนักร้องของวิทยาลัย เพราะชอบร้องเพลง
ในตอนนั้น รู้สึกว่าทำไมจะต้องเป็นเราที่รับหน้าที่นี้รู้สึกถูกบังคับหรือกะเกณฑ์โดยคนอื่น
ไม่ใช่โดยสมัครใจ จนได้คุยกับกุ้ง (ญาติคนหนึ่ง) จึงได้มุมมองว่า
คนเหล่านั้นเค้ามองเห็นคุณค่าของเรา แต่เราเองกลับไม่เห็นคุณค่าของตนเอง
ก็น่าแปลกใจนะ
เมื่อเข้าเรียนด้านพยาบาลศาสตร์แล้ว
รู้สึกอย่างไร ตรงกับความคาดหวังหรือไม่
เรียนพยาบาลปี 1 ก็ยัง o.k. คือเรียนพื้นฐานต่อเนื่องจากมัธยม
6 มีพื้นฐานทางการพยาบาลบ้างเป็นทฤษฎี พอขึ้นปี 2 จะต้องมีฝึกปฏิบัติใน
Ward (หอผู้ป่วย) กับผู้ป่วยจริงๆ โอ้โฮ้ รู้สึกแย่มากเลย ไม่เหมือนที่คิดไว้
ถูกกดดันจากพยาบาลรุ่นพี่ซึ่งตอนนั้นคิดว่าพวกเค้าดุมาก จนเรากลัว
ได้เจอผู้ป่วยหลายๆ โรค หลายๆ อารมณ์ แถบต้องอดหลับอดนอนเวลาขึ้นเวรจากที่เราเคยนอนเป็นเวลานอนกลางคืนตื่นนอนตอนเช้า
กลับต้องมาไม่ได้นอนตอนกลางคืนคิดว่าเราไม่ไหวแล้ว บอกแม่ว่าขอลาออกเถอะ
แม่บอกว่าทนหน่อยแล้วกัน ก็ต้องทนอีก จนชั้นปี 3 ก็เจอเหตุการณ์เหมือนเดิมอีก
เราต้องทำในสิ่งที่เราไม่เคยทำให้ใครแม้แต่พ่อแม่ของเรา เช่นเช็ดตัว
สระผม แปรงฟัน ฯลฯ ก็บอกแม่ขอลาออกอีก แม่ก็บอกให้ทน จนชั้นปี
4 ยังรู้สึกเหมือนเดิม แต่ก็นทนจนจบพยาบาลมาได้ |
|
|
 |
พยาบาล
เรียนอะไรบ้าง ทัศนคติที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เหมาะกับการปฏิบัติวิชาชีพ
เหมือนที่บอก เรียนพยาบาลปี 1 เรียนพื้นฐานต่อเนื่องจากมัธยม 6
มีเรียนวิชาคำนวณ ซึ่งเราชอบเรียนมากแต่พอปี 2 3 4 เรียนวิชาที่เกี่ยวกับการพยาบาลมากขึ้น
ซึ่งเป็นวิชาที่ต้องท่องจำและเข้าใจ นำไปปฏิบัติได้ ไม่รู้ว่าที่รู้สึกว่าเรียนพยาบาลแล้วต้องทนตลอด
เพราะเราชอบเรียนคำนวณ ชอบตัวเลข ชอบคิดเลข คิดอยากจะทำงานธนาคารหรือเปล่า
แต่ไม่ได้ทำอย่างที่อยากทำ
เมื่อจบออกมาแล้วต้องทำอะไรบ้าง
เมื่อจบพยาบาลออกมาทำงานจริงๆ สถานภาพต่างจากตอนเป็นนักศึกษามาก
กลับกลายเป็นว่า เมื่อทำงานแล้วมีคุณค่ามากขึ้น มีเกียรติ ผู้ร่วมงานทุกคนก็ดี
มีคนเคารพเรา ไว้วางใจเรา เมื่อเราเป็นพี่พยาบาลเราจึงเข้าใจว่าทำไมรุ่นพี่ที่เราว่าดุตอนเราเป็นนักศึกษาจึงเป็นอย่างนั้น
เพราะเค้าอยากให้เรามีวันนี้ไง ถ้าเค้าไม่ดุเรานะเกิดความผิดพลาดขึ้นหมายถึงชีวิตคนหนึ่งคนเลยนะ
เค้าจะดีขึ้นหรือแย่ลงขึ้นอยู่กับฝีมือเรา อยากจะขอบคุณพี่ๆ ทุกคนที่ช่วยให้เรามีวันที่ดีจนถึงทุกวันนี้
|
|
|
 |
ชอบงานที่ทำหรือไม่
อย่างไร
ตอนจบออกมาช่วง 1 ปี แรกจะมีการหมุนเวียนไปอยู่ในแต่ละแผนก เพื่อฝึกความชำนาญ
ฝึกประสบการณ์จนสุดท้ายได้อยู่ประจำแผนกห้องคลอด บอกตรงๆ ไม่เคยชอบงานห้องคลอดเลย
ตอนเรียนพอขึ้นฝึกห้องคลอดร้องไห้ทุกที เพราะอะไรนะหรือ เพราะคนที่เจ็บท้องคลอดนะจะร้องไห้ทุรนทุราย
ไม่ค่อยฟังเราพูด ดื้อว่างั้นเถอะ แถมคลอดมีแต่เห็นเลือด เพื่อนๆ
เป็นลมกันหลายคน ที่สำคัญพี่พยาบาลดุเราด้วย ขึ้นเวรก็ต้องอดหลับอดนอน
แต่พอทำงานจริงๆ เหมือนที่บอกว่าเข้าใจพี่พยาบาลมากขึ้น การทำงานกับชีวิตคนจะเครียดมาก
ยิ่งงานห้องคลอด เราต้องดูแลถึง 2 ชีวิต และ 2 ชีวิตนี้มีค่ากับครอบครัวมาก
เป็นภาระหนักที่เราจะต้องรับผิดชอบ พวกเค้ารวมถึงครอบครัวคาดหวังว่าทุกอย่างจะต้องดีหมด
แค่ถ้าผลที่ออกมาเป็นลบ ความรู้สึกก็แย่แต่ถ้าทำออกมาทุกอย่างดีหมด
เราก็จะได้รับแต่สิ่งดีๆ มีความสุข ความรู้สึกว่าชอบงานที่ทำเริ่มสะสมขึ้นเรื่อยๆ
จนตอนนี้ก็รู้สึกว่าชอบงานที่ทำขึ้นมาบ้างแล้ว
|
|
|
ทราบว่าประจำอยู่แผนกคลอด
มีหน้าที่ต้องทำอะไรบ้าง
ในแผนกห้องคลอด มีงานที่ต้องรับผิดชอบมาก จะต้องดูแลหญิงตั้งครรภ์ทั้งในภาวะปกติและมีภาวะแทรกซ้อน
ทำคลอดปกติและผิดปกติ รวมถึงดูแลทารกแรกคลอด และมารดาหลังคลอดภายใน
2 ชั่วโมงแรก ภายใต้วิสัยทัศน์ว่า "แม่ลูกปลอดภัย ประทับใจบริการ"
แต่งานหลักของเราคือการทำคลอด
ในห้องคลอด คนจะคลอดลูกต้องผ่านขั้นตอนอะไรบ้าง (โกน ผ่า เย็บ
ฯลฯ) และเด็กที่ออกมา เราต้องทำอะไรกับเด็กบ้าง
จะเล่าให้ฟังว่าคนจะคลอดลูกต้องผ่านอะไรบ้าง เริ่มจากเมื่อรู้สึกเจ็บท้องคลอดมานอนโรงพยาบาลเพื่อรอคลอด
จะเจ็บท้องถี่ขึ้นเรื่อยๆ คือมดลูกจะมีการบีบตัวบ่อยขึ้น จนสุดท้ายเจ็บอยากเบ่ง
เหมือนเบ่งถ่ายอุจจาระ จะย้ายเข้าห้องทำคลอด ให้เบ่งจนเห็นศีรษะเด็กทางช่องคลอดเท่ากำปั้น
เราก็จะช่วยตัดฝีเย็บเพื่อให้ช่องทางคลอดกว้างพอที่เด็กจะคลอดออกมาได้ทั้งตัวในตอนนั้นผู้คลอดจะไม่รู้สึกเจ็บ
เพราะศีรษะเด็กมาตุงอยู่จะเจ็บมากกว่า (อันนี้เค้าบอกมาอีกทีนะ
ไม่เคยรู้สึกเอง เพราะยังไม่มีครอบครัว) เมื่อคลอดออกมาแล้วก็ตัดสายสะดือ
ทำความสะอาดเด็ก เช็ดคราบเลือด ไขมันให้สะอาด แล้วให้แม่กอดไว้
ส่วนเราก็จะทำคลอดรก แล้วเย็บแผลฝีเย็บให้เรียบร้อย เป็นอันเสร็จขั้นตอนในการทำคลอด
ในปัจจุบันเรามีมาตรฐานผดุงครรภ์ที่มาใช้กับผู้คลอด คือไม่ต้องโกนขนอวัยวะเพศ
ไม่ต้องสวนอุจจาระ ในการคลอด เป็นธรรมชาติที่สุด ซึ่งผู้มาคลอดก็รู้สึกพอใจมาก
(จากการถามระบบสอบถาม) |
|
|
|
ตอนที่ทำคลอดตอนแรกๆรู้สึกอย่างไร
และงานที่เราทำอยู่ ทำให้เรามีทัศนคติที่เปลี่ยนไปหรือไม่เกี่ยวกับการมีลูก
และมุมมองอื่นๆเกี่ยวกับครอบครัว
ประสบการณ์ครั้งแรกเมื่อขึ้นฝึกห้องคลอด เริ่มจากดูเขาทำคลอด ครั้งแรกที่เห็นศีรษะเด็กโผล่ออกมาทางช่องคลอดนะ
น้ำตาไหลเลยรู้สึกถึงความมหัศจรรย์ที่เกิดขึ้น รู้สึกถึงความเจ็บปวดแต่ได้มาซึ่งความสุข
ยิ่งเห็นคนเป็นแม่ยิ้มดีใจกับลูกที่คลอดมากยิ่งรู้สึกดีมากๆ อีกอย่างทำให้เรารู้สึกรักแม่มากขึ้น
เห็นคุณค่าของเค้ามากขึ้น จะไม่ทะเลาะกับเค้าอีก เมื่อได้ลงมือทำคลอดเองยิ่งรู้สึกดีมากขึ้นอีก
ว่าเราสามารถช่วยให้คนอื่นมีความสุขได้ เราทำให้ชีวิตน้อยๆ ได้มีโอกาสออกมาลืมตาดูโลก
ทุกครั้งที่ทำคลอดแล้วเห็นแม่กอดลูกแล้วร้องไห้หรือยิ้มด้วยความดีใจ
เราก็จะตื้นตันน้ำตาจะไหลทุกที คิดตลอดตั้งแต่วันนั้นว่า ถ้ามีโอกาสนะเราจะคลอดเองทางช่องคลอด
จนถึงทุกวันนี้ก็ไม่เคยเปลี่ยนความตั้งใจ บางคนบอกว่าเจ็บมากนะแม่เราก็บอก
เราจะทนได้หรือ เราก็รู้ว่าเจ็บมาก เพราะเราเห็นอยู่ แต่ภาพที่มันติดตาติดใจเราตลอด
คือ แม่กอดลูกแล้วยิ้มดีใจ รู้สึกดีมากๆ ไม่เคยลืมเลย |
|
| |
|
| อ่านบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจก่อนหน้านี้ |
|
|