อังกูร ทองสุนทร

เจ้าของความฝันสีรุ้ง ในโลกสีเทา

เรื่อง : YES!!
ภาพ : บัญญัติ ส่งเสริมกิจ

     
"ความตาบอดมันเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวครับ เป็นความกลัวที่ไร้สาระ"
| Home |  | About Us |  | Magazine |  | News |  | Gallery |  | Club |  | Webboard |  | Job |
 



ถ้าวันหนึ่งคุณตื่นเช้าขึ้นมา และพบว่าตัวเองตาบอด คุณจะทำอย่างไร ตกใจ เสียขวัญ ร้องไห้ กลัวความมืด กลัวปัจจุบัน กลัวอนาคต

คุณจะคิดฆ่าตัวตายหรือเปล่า ?

ชายหนุ่มหน้าใส หุ่นนายแบบ คนนี้ชื่อ แฮ็ค

เขาใช้ชีวิตวัยรุ่นอยู่ดีๆ วันหนึ่งก็กลายเป็นคนตาบอด...โลกที่เคยสวยงามกลายเป็นสีเทาตุ่นๆเหมือนมองผ่านถุงแกงร้อนๆ

แต่ความฝันที่เกิดขึ้นเมื่อสูญเสียการมองเห็น...กลับยิ่งใหญ่และชัดเจนกว่าที่เคย

เราพบกันที่ซุ้มขายหนังสือบนสถานีรถไฟฟ้า สะดุดตากับหน้าตาหล่อๆของเขา และสะดุดใจกับสิ่งที่เขาเอ่ยปากขอ

ผมอยากให้นักเขียน และอาสาสมัคร ช่วยอ่านหนังสืออัดใส่เทป ผมจะเอาไปเปิดให้เด็กๆตาบอด...นักเรียนของผมฟัง

พวกเขาจะได้มีโอกาสเข้ามาสู่โลกหนังสือเหมือนคนอื่นๆบ้าง...

 
คุณเป็นใครคะ
สวัสดีครับท่านผู้ฟังที่เคารพ ผมอังกูร ทองสุนทร เพื่อนๆ เรียกว่าแฮ็ค ครับ ปัจจุบันอายุ 24 ปี ครับ เพิ่งเรียนจบราชภัฎสวนดุสิตครับ คณะมนุษยศาสตร์ เอกการศึกษาพิเศษ
การศึกษาพิเศษก็คือ การศึกษาเกี่ยวกับสำหรับคนพิการครับ
 
ที่มองไม่เห็นนี้ ไม่ได้เป็นแต่กำเนิด มันเกิดอะไรขึ้น เป็นตั้งแต่เมื่อไร

มันเป็นเมื่อประมาณ 5 ปี ที่ผ่านมานี้ครับ อยู่ๆ มันก็มองไม่เห็นไม่รู้ว่ามันเป็นอะไรเหมือนกัน แต่หมอเขาบอกว่ามันเกิดจากเซลล์ประสาทตาเรามันไม่มีแรงนำภาพไปที่สมองประสาทตาเสื่อม หมอบอกว่ามีหลายสาเหตุ อาจจะเกิดจากสารเคมีบางอย่าง เช่น เกิดจากพันธุ์กรรมด้วยแล้วก็อยู่ๆ ก็เป็นเอง จนบัดนี้เขาก็วิเคราะห์ไม่ได้ว่าเกิดจากอะไร ตอนนั้นอายุ 19 ครับจบ ปวช. ใหม่ๆ จบทางด้านศิลปกรรมที่สถาบันเทคโนโลยีราชมงคล วิทยาเขตพระนครใต้

ช่วงนั้นก็มันเหมือนกับว่าเสียใจด้วย อีกใจหนึ่งมันก็คือแบบเอ่อ เป็นไปได้ไง ทำไมมันเกิดกับเรา
ช่วงที่ผมตามัวใหม่ๆ ยังไม่เคยไปหาหมอ ตื่นมาก็ตามัวๆ

ผมคิดว่าวันนี้นอนหลับไปพรุ่งนี้ตื่นมาก็คงหายแล้ว แต่มันไม่หาย ตื่นมาก็เป็นอีกแล้วทำไมมันมองไม่ชัด หลับไปตื่นมาทำไมมันไม่หายสักที


แต่ผมก็คิดว่าผมมีความหวังตลอด มันต้องดีขึ้น ถึงว่าตามันจะไม่ดีขึ้น ก็อย่างอื่นก็ต้องปรับตัวให้มันดีขึ้นด้วย
ความมั่นใจลดไปเลย จนบอกกับแม่อยากจะไปเรียนหนังสือ มีที่เรียนไหมไปเรียนฟื้นฟูก็ได้เรียนอักษรเบรลล์หรือไม้เท้า จริงๆ แล้วไม่คิดว่าจะเรียนขนาดนี้ด้วย แต่ว่าเบื่อไม่อยากอยู่บ้าน อยากไปหาอะไรทำมากกว่า แม่ก็เลยติดต่อประสานงานให้พาไปอยู่วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายาครับ

ตอนนั้นแม่ร้องไห้ เห็นแม่แล้วสงสาร ความหวังรู้สึกแบบความมั่นใจอะไรในตัวเขาลดไปเลยทำไมต้องเกิดขึ้น อะไรอย่างนี้ พ่อ…ก็รู้สึกว่าเขาซึมๆ ทำไมต้องเกิดขึ้น

ไปเรียนหนังสือไปเรียนที่มหิดล พ่อขับรถไปส่ง แล้วอยู่หอครับ อยู่คนเดียวเลย ตอนนั้นเป็นตึกแถวสี่ตึกติดกันอยู่กับแม่บ้านสองคนเหงาซิบเป๋งเลย แต่ก็เห็นอาจารย์ที่นั้นมันจะมีอาจารย์เก่งๆ พี่เก่งๆ ที่เขาตาบอดอย่างนี้ แล้วเรามีความรู้สึกเขาเล่นคอมพิวเตอร์ได้ อาจารย์สอนนักศึกษาปริญญาโทได้ว่ะ เราก็รู้สึกว่าเขาทำได้ เราก็ต้องทำได้ซิวะ เราแค่ตอนนี้เห็นรางๆ นี่ เขามองไม่เห็นเลยนะ แต่ตอนนั้นก็คิดอย่างนี้ พอเริ่มเรียนอาจารย์ก็ให้เรารู้จักอักษรเบลยังไม่เท่าไร่อักษรเบลมันมีอะไรน่าสนใจจนะ อยากเรียนรู้ด้วย แต่พอบอกว่าเธอต้องใช้ไม้เท้าด้วยนะ เราเฮ้อต้องใช้ไม้เท้าหรือวะ
นี่มัน...คนตาบอดนี่หว่า คนตาบอดต้องใช้ไม้เท้า เราต้องเป็นคนตาบอดแล้วหรือ ตอนนั้นกลัวแล้วรู้สึกกลัวๆ ยังไงไม่รู้

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
   
 
แล้วอาจารย์ว่าไง

อาจารย์บอกว่าเธอต้องใช้มัน เพราะว่าพ่อแม่ไม่ได้อยู่กับเราไปจนตายนะ วันหนึ่งเขาไม่ได้อยู่กับเรานะเราต้องช่วยเหลือตัวเอง เราต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้นะ เรารู้สึกว่ามันก็จริงอยู่แล้วแหละ อันนี้มันก็เป็นเรื่องจริงอยู่แล้วผมฟังแล้วเฮ้อ แต่ก็ร้องไห้จะต้องใช้ไม้เท้าหรือ... จะต้องใช้อย่างนี้หรือ

 
คุณร้องไห้เพราะคุณกลัวมองไม่เห็นหรือว่าคุณกลัวเป็นคนตาบอด

กลัวเป็นคนตาบอด

 
ขนาดคุณมองไม่เห็น คุณยังไม่กลุ้มใจเท่าๆ กับที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนตาบอด คิดดู...มันเป็นวัตถุนิยมตามติดไปทุกแห่งหน ไม่ว่ากระทั่งในโมดที่รู้สึกแย่ที่สุดแล้ว

(หัวเราะ) ดีว่ะพี่ ตรงไปตรงมาดี
ด้วยแหล่ะมันก็กลัวตาบอด
กลัวว่าจะแตกต่างจากกลุ่มเพื่อนไป แต่ช่วงนั้นดีครับมีเพื่อนดีๆ เยอะ

 
คุณมีแฟนหรือเปล่า ตอนเรียนตอนหน้าตาดีๆ น่าจะมีหญิงมาติด

ตอนปวช. ก็มีอย่างที่บอกอยู่กับเพื่อนมาก แล้วชอบผู้หญิง ก็ชอบเขา
จะมีเพื่อนผู้หญิงคนนี้แหละ ตอนเรียนอยู่ยังพาไปหาหมอด้วย ก็เห็นเค้าตั้งแต่ผมยังตาดี และตอนนี้ก็ตาไม่ดีแล้วก็คุยกันอยู่ ก็ครบกันอยู่สามปีแล้ว เกินสามปีแล้วห้าปีหกปีแล้ว
รู้สึกว่าช่วงนั้นเราตาดีก็ไปสนุกกับเพื่อน พอเริ่มมีปัญหาสายตา เริ่มจะเป็นคนตาบอดแล้ว มองคนในแง่ลบไปหมดเลยนะ ลบจริงๆ ดูข่าวที่เค้ามีความสุขกันก็ด่าเค้า เด็กเอ็นทรานซ์ ติดตีกลองร้องเพลงกันน่าหมั่นไส้ว่ะ มันอะไรยังงี้ จนคบอย่างที่บอกคบกับผู้หญิง อย่าไปคบกับเค้าเลย เลิกยุ่งกับเค้าดีกว่า อย่าไปยุ่งกับเค้าเลยให้เขาไปหาคนใหม่ดีกว่า เรามันเป็นอย่างนี้แล้ว

 
การที่เขาเป็นแฟนกับเรา เรารู้สึกว่าเราเป็นภาระกับเขาใช่ไหม มันทำให้เรารู้สึกตกต่ำในตัวเองข้อจำกัดตรงนี้ เราก็รู้สึกเราก็ลำบากคนเดียว

เคย คิดบางคุยโทรศัพท์กันอย่างนี้พอคุยๆ ไป คิดขึ้นแวบ อยู่ต่อไปจะเป็นอย่างไรหว่ะนี้ เราจะเป็นภาระให้เขาหรือเปล่านี้
แล้วเขาจะรำคาญเราหรือเปล่า ก็เป็นอย่างนี้ครับจัวหวะประจวบเหมาะเขาจะไปอยู่ต่างจังหวัดด้วย เอ่อไปเลย โชคดี โชคดีนะ แล้วก็ไม่ติดต่อกัน ผมก็เลยไปมีคนใหม่…ล้อเล่น (หัวเราะ)
ก็ห่างหายกันไป จนมีอยู่วันหนึ่งเขาอยู่ที่หาดใหญ่นะพี่ ผมมีวันหนึ่งเขาประชุมกันที่สมาคมคนตาบอด เขามีประชุมกัน ผมเลยไปกับเขาไปที่หาดใหญ่ ผมอยากไปหาจังเลย ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ก็ไปเจอกันก็รักกัน จนปัจจุบัน จบ…แฮปปี้แอนด์ดิ้งเลย ความรู้สึกครั้งที่ตอนนั้นเมื่อก่อนมันมองโลกในแง่ลบไงครับ ไม่ชอบแต่ตอนนี้มันรับได้แล้ว ปรับตัวได้แล้ว แต่ตอนนี้รู้สึกว่าทำไมเราโทษตัวเองว่า เราก็ปรับปรุงแก้ไขให้มันดีซิ แต่ก็มีอยู่บ้างนะที่คิดว่าต่อไปจะคบกันยังไง ว่าเขาจะเป็นอย่างไง ตอนนี้ก็ดูๆ กันไปครับ ยังไม่แน่นอน

 
แสดงว่าที่ไปเรียนนี้ช่วยยกระดับจิตใจได้พอสมควร จากมองโลกในแง่ร้ายก็ดีขึ้น

ใช่ครับ ดีครับ พอไปเรียนเสร็จประมาณ 2 เดือน มันมีที่สวนดุสิตเขาก็เปิดรับนักศึกษาผมก็เลยไปสมัครและก็เรียนสอบติดเรียนเลย เริ่มเรียนปริญญาตรีตอนที่เริ่มเรียนก็ไปปีสี่หนึ่ง สองห้าสี่หนึ่งครับ เริ่มมีเพื่อนใหม่เริ่มเจอสังคมดีๆ มีเพื่อนตาบอดด้วยกันมีเพื่อนหูหนวก มีเพื่อนปกติรวมกัน
สมัยเรียนตอนนั้น มันเป็นความรู้สึกที่มีดีมากเลยมีเพื่อนในห้องเรียนเป็นสังคมที่แบบช่วยเหลือกันเกื้อกูลกัน คือในห้องเรียน เรียนร่วมกันมีเด็กอุด หูหนวก ตาบอด เด็กปกติ แล้วเวลาเรียนก็จะทำภาษามือด้วย มันรู้สึกนี่มันใช่เลย มันคือชีวิตในสังคมจริงๆ เลยที่แบบว่ามันต้องอยู่ด้วยกันไม่ใช่ว่าเมื่อก่อนเราคนปกติ
ก็คุยกันครับ ภาษามือคุยกัน ผมก็รู้ภาษามือบ้างผมก็คุยภาษามือ
รู้สึกว่านี่นะสังคมจริงๆ โว้ย ไปไหนมาไหนก็ไปด้วยกัน กินข้าวก็กินด้วยกัน เราพูดได้แต่เราใช้ภาษามือไม่เป็นเราก็ให้เพื่อนที่ปกติเป็นล่ามส่งต่ออะไรอย่างนี้ คุยกัน มันสนุกดี ก็เรียนมาเรื่อยๆ
เวลาสอน…เราจะเรียนด้วยกันในห้องด้วยกัน แต่ว่ามีบางวิชาเท่านั้นที่ไปลงแล้วแต่เราจะเรียนลงอะไร

 
แล้วถามเรื่องคนที่ไปเรียน คนพวกนี้เขาสงสารตัวเองเปล่า

มันชินแล้ว มันก็มีบ้างนะพี่แต่เป็นแบบคุยกันสนุกๆ มากกว่า แต่ไม่ได้นั่งคุยกัน เฮ้อกูเกิดมามองไม่เห็นว่ะ เป็นเรื่องตลกซะมากกว่า

 
บ่อยไหมที่ใช้ประโยชน์จากที่มองไม่เห็น มันต้องได้อยู่แล้วหญิงต้องชอบ

บางทีผมนั่งเรียนอยู่ในห้องเรียนกับเอกอื่น นั่งเขียนอักษรเบล จึกๆ (เสียชื่อ ถ้าเอาไปลงนะ ยุ่งเลย)
ก็ขีดๆ เขียนๆ อยู่ตึ้ก ๆๆๆ คนอื่นที่เขาไม่รู้จักเขาก็สนใจ สาวๆก็ถาม มันคืออะไรหรือคะ มันคืออะไรหรือพี่
ผมก็จะได้เพื่อนคุย…อ๋อ…มันเป็นอุปกรณ์สำหรับเขียนอักษรเบรลล์ครับ นี่มันเป็นยังไงแล้วเขาดูยังไง มันก็เริ่มเป็นการได้คุยกันแล้ว มีปฏิสัมพันธ์กันแล้วแทนที่มองไม่เห็นนั่งเฉยๆ เขาก็ไม่รู้จะคุยอะไร เราหาแก๊กหาทำอะไรให้เขาสนใจ มันก็ได้เองแหละครับ

     
  พอเริ่มคุยมันก็มีเพื่อน เรียกว่าเพื่อนดีกว่า มีเพื่อนต่างเอกแล้วพอมีเพื่อต่างเราก็สนใจ เขาก็สนใจก็อยากจะช่วยเหลือนอกจากจะช่วยเหลือเราเขาจะได้เข้าใจถึงเพื่อนๆ คนอื่นด้วย เพื่อนๆ คนอื่นที่เขาเป็นอย่างเราเพราะมันไม่ใช่เอกผมอย่างเดียวที่มีคนพิการเรียนด้วย ในสถาบันมันจะมีคนพิการที่เรียนอยู่ในเอกอื่นด้วยเขาจะได้เข้าใจว่าคนพวกนี้ไมใช่คนแปลกนะไม่ใช่ว่าคุยกับเขาไม่ได้นะ มีอะไรไม่เข้าใจถามเขานะ อย่าไปตัดสินใจคิดเอง
   
 
ก่อนจะมองไม่เห็น มีความฝัน อะไรกับชีวิตหรือเปล่า อยากเห็นอะไร อยากทำอะไร
อยากครับ ตอนนั้นอยากเรียนพาณิชย์ศิลป์ อยากเป็นนักออกแบบ อยากเรียนออกแบบโฆษณา
 
แต่ตอนไปเรียนที่สวนดุสิต…เรียนเกี่ยวกับอะไร

ที่สวนดุสิตนี้นะครับ ในวิชาของคณะครุศาสตร์ เอกการศึกษาพิเศษ ก็คือการให้การศึกษาเกี่ยวกับคนพิการ ตอนเรียนมีอาจารย์ เขาชื่ออาจารย์ มณเฑียร? ตอนที่ผมอยู่ที่ ราชสุดา เขาบอกว่าแล้วนี่จะไปเรียนอะไรต่อ ผมบอกว่าผมจะไปเรียนศิลปะ ผมเป็นอย่างนี้ ผมจะเรียนได้หรือเปล่า คุณก็ลองเรียนสิ ผมก็คิดในใจว่าจะเรียนอย่างไรล่ะ drawing ก็ไม่ได้ มองก็ไม่เห็น
รู้สึกอยากเรียนพวกดนตรี อยากหา ประสบการณ์ ตอนนี้อยากจะหาประสบการณ์
ถ้ามีโอกาสดีๆ ก็จะไปเรียนดนตรีก็อยากเรียน ถ้าเกิดมีคอร์สสั้นๆ เกี่ยวกับปั้นเซรามิคก็อยากจะไปเรียนเพราะก็ปั้นได้ ทำอะไรได้อยู่
ฝันตอนนี้เหรอ……….ถ้าพูดแบบว่าหรูๆ นะ "ทำวันนี้ให้ดีที่สุดครับ"

 
ตอนเรียนอักษรเบรลล์นี่ เรียนเหมือนตอนเด็กๆ เปล่า

กอไก่ถึงฮอนกฮูก รู้จักอยู่นะ แต่ว่าเหมือนเริ่มเรียนภาษาเขียนอีกแบบหนึ่ง เหมือนมาเรียนรู้รหัสมอส ตู้ด ตู้ด

 
อย่างนี้มันก็แคบเข้าไปใหญ่ซิ ไม่ ไม่สามารถสื่อสารกับคนทั่วไปได้

ได้ซิ เพียงแต่การเขียนมันต่างกันเฉยๆ

 
อย่างพี่เขียนอะไรให้แฮ็คอ่าน พี่ตายห่าเลยซิ ต้องมาหัดอักษรเบรลล์

มันจำยาก มันต้องจำใหม่ไง
ตอนนี้ระดับความเร็วการอ่านผมเหมือนเด็กปอสี่

 
 
 
 
   
 
แล้วคนที่แฮ็คสอนตอนนี้ มีอายุตั้งแต่เท่าไรนะ

คนที่ผมสอนอยู่หรือ ก็มีตั้งแต่อายุ สิบแปดถึงประมาณหกสิบมีอยู่สิบคนได้ ลูกศิษย์มีไม่ถึงสิบคน มีประมาณเจ็ดคน ที่พอเรียนได้ พอพูดได้ตอบโต้ได้ปกติ อีกสองคนนี้ไม่ไหวแล้ว คือเขาจะล่องลอย ไม่เคยได้รับการสอน ผู้ปกครองเขาไม่ใส่ใจ อยู่แต่ในบ้านไม่เคยเจอโลกภายนอก ทำอะไรได้ได้เลย ปรับตัวไม่ได้

 
แล้วมันแพงไหม สมมติว่าใครมีลูกพิการ แล้วอยากให้เรียน จะต้องเป็นคนมีฐานะเปล่า มีคำแนะนำอย่างไรสำหรับคนที่เจอปัญหาแบบเดียวกัน

ไม่แพงครับ ราคาปกติ สำหรับใครถ้าเกิดมีลูกพิการต้องหาที่เรียน ต้องเข้าใจเขาก่อนว่าเขาเป็นอะไร เราต้องหาวิธีช่วยเหลือยังไงเขา ชดเชยชดแทนส่วนที่เขาหายไปอย่างไง มันจะมีหนังสือ ครอบครัวต้องสนใจต้องใส่ใจบางคนอยากจะช่วยไม่รู้จะช่วยยังไงก็มี คนต่างจังหวัดก็จะได้อยู่ในบ้าน คนในเมืองเขาก็จะมีที่เรียน ศูนย์เด็กก็ไปอย่างที่สวนดุสิตเขาก็จะมีศูนย์คอยดูแล

     
  ทราบว่าตอนนี้แฮ็คกำลังทำโครงการการคนมาอ่านหนังสือใส่เทปให้คนตาบอดฟัง
  ตอนนี้ก็รู้จักกับเพื่อนหลายคน พวกนี้เขาก็ช่วยในการอ่านหนังสือใส่เทป แล้วเราก็เอาเทปให้เพื่อนที่มองไม่เห็นฟังกัน ที่ทำอยู่นี้เราทำกับในหมู่ไม่กี่คนเอง ช่วยๆ กันทำหน้าที่กว้างๆ แล้วเราก็ให้คนอื่นอ่านให้ฟังบ้าง แต่ว่าปัจจุบันหนังสือที่มัตก็มีแหละหนังสือที่แบบนิตยสารมันยังไม่มี เป็นแบบหนังสือนวนิยายเล่มหนาๆ ใหญ่ๆ เลย ฟังได้ทุกครั้งทุกคราวอมตะ
   
 
หนังสือนิตยสารมันจะอายุสั้น?
อายุสั้น แล้วก็คนอ่านก็คงคอแหบคอแห้งเหมือนกันแหละ แต่มันจะทำให้ผู้ที่หมกหมุ่นกับสิ่งสื่อพิมพ์มีโลกทัศน์มีอะไรกว้างขึ้นด้วย
 
นอกจากนี้ทำอะไรอีก

บางทีก็ไปช่วยงานที่สมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย อยู่ตรงดินแดง
ใครมีปัญหาก็โทรไปปรึกษาได้
เขาจะให้คำปรึกษาอะไร อาจจะมีสวัสดิการให้เราได้ มีการรวมตัว มีการรวมกลุ่มทำอะไรทำประโยชน์ให้สังคมและตัวเองได้บ้างมากกว่าอยู่คนเดียว
มันเป็นที่ที่คนตาบอดเขาทำงานกัน เกี่ยวกับการศึกษา มีเทปหนังสือมีสื่อต่างๆ คอมพิวเตอร์ มีครูสอนคอมพิวเตอร์ มันเป็นศูนย์รวมเกี่ยวกับความสิ่งอำนวยสะดวก เพื่อช่วยเหลือคนตาบอด เป็นสมาคมที่คนตาบอดจัดตั้งขึ้นมา ช่วยเหลือกันเอง

 
ถ้ามีใครสักคนตกอยู่ในสภาพพิการทางสายตาแบบปัจจุบันทันด่วน จะทำอย่างไรดีกับชีวิต

ก่อนอื่นก็ต้องเข้าใจเสียก่อนว่าจริงๆแล้ว ความตาบอดมันเป็นสิ่งที่ไม่น่ากลัวครับ เป็นความกลัวที่ไร้สาระ

 
จริงเหรอ แต่พี่คิดว่ามันน่ากลัวนะ

เอ่อ มันไม่น่ากลัว ขนาดที่คนเขากลัว กลัวความมืดมากกว่าถ้าเกิดมีปัญหาให้มองว่ามีอีกหลายคนที่เขาแย่กว่า แย่กว่าที่เขาเป็นอยู่ โทร.ไปถามสมาคมฯดีกว่า เขายินดีช่วย

 
อะไรตอนนี้ที่คนตาบอดอยากให้มีตอนนี้

อ๋อ หนังสือ หนังสือที่เป็นอักษรเบรลล์
อยากให้พวกนักเขียนที่เขียนหนังสือของตัวเองแล้วไม่ห่วงลิขสิทธิ์ก็อ่านหนังสือใส่เทปมาสักหน่อยก็ได้แล้วก็ให้สมาคม แต่ก็เกิดไม่รู้จักวิธีอ่านหนังสือใส่เทปก็โทร.ไปถามเขาดีกว่าโทร.ไปถามเขาวิธีอ่านหนังสือใส่เทปอ่านอย่างไง

 
อ๋อ แล้วพี่ต้องทำเสียงให้แบบเน้นเหมือนละครวิทยุ หรืออ่านปกติ

อ่านธรรมดา ไม่ช้าไม่เร็วจะเกินไป ไม่มีเสียงรบกวนด้วย ใช้เทปม้วน 60 นาทีครับ มันจะได้มาตรฐานดี ส่วนมากจะใช้ 60 นาที อย่างเรื่องอสรพิษ ที่พี่โม่อ่านให้ก็ใช้ 2 ม้วนครับ 60 นาที 2 ม้วน

 
รำคาญไหมเวลาที่คนเขาจะพูดอะไรกับเรา แล้วเขาต้องหยุดก่อนหลีกเลี่ยงไม่พูดคำที่แบบสะเทือนใจ จับได้ป่ะ เช่นพอถึงคำว่าตาบอด จะต้องสะดุดแล้วเปลี่ยนเป็น มองไม่เห็น หรืออะไรอื่นๆแทน

มีบ้าง รู้สึกเฉยๆ ผ่านไป บางทีมันก็รู้สึกกับเขานิดหน่อย มันเหมือนชินแล้ว แต่มันต้องดูคนด้วยครับ