| Home |  | About Us | | News |  | Yes! Club | | Job | | Book Shelf | | Webboard |  | Letter | 
 

Reality Support

แฉเบื้องลึก สมศักดิ์ อ่อนศรี
เจ้าแห่งธุรกิจสถานบันเทิงชื่อดัง the Piano, Forte และ the Pent


เมื่อความจนเป็นแรงบัลดาลใจสำคัญที่ผลักเขาให้ก้าวสู่วิถีคนกลางคืน
: จากทหารสู่คนขายประกัน แต่ในที่สุด! เขากลับพบขุมทองจากการเป็นบาร์เทนเดอร์


เรื่อง : YES! man
ภาพ : dp-studio

บทสัมภาษณ์ ช่วงที่ [ 1 ] [ 2 ] [ 3 ]
อยากทราบประวัติของพี่จ่าจากปากของพี่จ่าเอง

ประวัติพี่เป็นเด็กบ้านนอก คุณพ่อเป็นกรรมกรรถไฟ คุณพ่อคุณแม่เป็นคนย้ายถิ่นฐาน ย้ายถิ่นฐานจาก สุพรรณบุรี เนื่องจากยุคนั้นเป็นยุคของการจับจองที่ดินรกร้างว่างเปล่า แล้วก็ปักษ์ใต้ก็คือแหล่งขุมทอง ซึ่งคน ภาคกลางจะย้ายไปทำมาหากินกันเยอะ ครอบครัวพี่เข้าไปจับจองที่ดิน เผาถ่านขาย เผาถ่านแล้วก็แจวเรือมา ขายที่ตลาด ที่จังหวัดสุราษฏร์ แต่ตอนฝันที่จับจองที่ดินของครอบครัวรุ่นยุคคุณพ่อคุณแม่หรือคุณตาอะไรอย่างเนี้ยไม่ประสบความ
สำเร็จ เนื่องจากอิทธิพลท้องถิ่นมั้งครับ ซึ่งเราเป็นคนต่างถิ่นไป เราจับจองได้แต่ก็โดนอิทธิพลยึดที่ดินของเราไป
ตอนนั้นคุณพ่อต้องหันมาเป็นพวกจับกัง ท้ายที่สุดก็ต้องเป็นกรรมกรรถไฟเป็นลูกจ้างประจำของการรถไฟ ก็ถือ ว่าช่วยเหลือจุนเจือครอบครัว มีเงินส่งลูกเรียนได้ มีพี่น้อง 3 คน คนที่ 1 จบปริญญา คหกรรมศาสตร์ จาก สุโขทัย ตอนนี้เป็นอาจารย์ระดับ 7 คนที่ 2 จบ เวชนิทัศน์ มหิดล ตอนนี้ยศนาวาโททหารเรือ แล้วก็มีผมคนสุดท้อง เริ่มต้นก็จบ มศ. 3 เพราะพ่อแม่ส่งให้เรียนขนาดนั้น มีเงินอยู่แค่นั้น ตัวเองกับพี่ชายก็มาสอบนักเรียนจ่า จ่าทหารเรือได้ รับราชการ 11 ปีอายุราชการ ตอนนี้เป็นข้าราชการบำนาญ รับเงินบำนาญประมาณ พันแปด
ร้อยกว่าบาทในกองทัพเรือ ตอนช่วงซักประมาณก่อนจะลาออกจากกองทัพเรือ ซัก 5 ปีก่อนที่จะลาออก….
8 ปีนะครับ ประมาณ 8 ปีด้วยความ…ด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจมั้งครับ ในความที่ตัวเองเป็นคนจนมั้งครับ ก็
มองเห็นเวลาโหนรถเมล์ก็จะมองเห็นคนที่ขี่รถเก๋งก็น่าอิจฉา (หัวเราะ) เกิดการอิจฉาในสังคมมากกว่า ว่าทำไม
เค้ามีอะไรมากกว่าเราหรือ เหมือนเค้ามีสิทธิของสังคม หรือเค้ามีอะไรมากกว่า นั้นก็คือแรงบันดาลใจหนึ่งที่ต้อง
ให้หาจ๊อบพิเศษทำ คือมาทำงานกลางคืน


ตอนนั้นอายุเท่าไหร่คะ

ตอนนั้นอายุซัก 20 ต้นๆ 22-23 ประมาณ 22 ก็หาเงินไปเรียนบาร์เทนเดอร์ แล้วก็เรียนจบก็ทำงาน
กลางคืนเป็นบาร์เทนเดอร์

ขณะที่เป็นทหารเรือก็มารับจ๊อบนี้ได้

ใช่ ก็คือกลางคืนครับ ไม่ถึงกับกลางวันเช้า 7 โมง ตื่นนอนเลิกงาน 4 โมงครึ่ง แล้วก็ทำงานเริ่มทำงาน
6 โมงเย็น เลิกตี 1

แล้วจุดพลิกผันจากคนทำข้าราชการแล้วไปทำงานกลางคืนมันฟังเหมือนง่ายๆนะพี่แต่ว่าของพี่กระโดดเข้าไปตรงนั้นได้อย่างไร

คือตอนนั้นเราปฏิเสธไม่ได้ว่าพี่ชายยังเรียนหนังสือไม่จบ พี่สาวก็ยังเรียนหนังสือไม่จบยังไม่มีใครทำงาน มีเรา
คนเดียวที่ทำงาน ทำงานรับราชการเงินเดือนประมาณไม่เกิน 3,000 ไม่เกิน 2,500 ไม่เกินนี้นะ ที่บ้านขาด
รายได้เพราะว่าที่บ้านคุณพ่อป่วย…ป่วยเป็นวัณโรค ต้องนอนโรงพยาบาลต่อเนื่องกันไป เนื่องจากแกเป็นลูก
จ้างรายวัน ก็จะไม่ได้รายได้มาสนับสนุนมา Support รายได้ให้ครอบครัวทำให้เราต้องหางานกลางคืนทำด้วย
ปัญหานั้นเหมือนกัน โดยเอางานกลางคืนเอาค่าใช้จ่ายส่งทางบ้าน เงินทิบเราก็เก็บเอาไว้ ด้วยเหตุผลหลัก
ของมันเป็นอย่างนั้น

หมายถึงมีคนรู้จักอยู่ในตรงนั้นด้วยรึเปล่า

เปล่าครับ

ที่ถามเพราะว่าถ้าไม่มีเงินก็จะทำงานอะไรซักอย่าง แต่คงก็ไม่ใช่งานกลางคืน เพราะชีวิตมันหาจุดแตะกันไม่ได้ ก็เลยอยากจะรู้ว่าจุดแตะของมัน เวลามันตรงกัน

ก็เหตุผลของมันก็คือว่าเราทำงานกลางวันกลางคืนเป็นเวลาที่เราว่างอยู่แล้ว เราก็ทนอีกซักนิดนึง ทีนี้เราทำ
อย่างนี้ก็ยังไม่รวยอีก กำลังทำซักปี หรือสองปี พี่สาว พี่ชายก็จบทำงานรับราชการ ก็พอจะจุนเจือครอบครัวได้ดี
ขึ้นมาหน่อย ไอ้เราก็รับราชการ มันก็ยังไม่ดีเท่านั้นนะครับ เราก็คิดว่าเราน่าจะมีเวลาช่วง 4 โมงครึ่ง ถึง 6 โมง
ครึ่งเนี่ยมีเวลาอยู่ 2 ชั่วโมง มันน่าจะทำอะไรได้ ก็…ก็ไปขายประกัน ของบริษัท AIA ตอนที่ผมขายประกัน ก็คือ
เงินทิบที่เก็บมาในระดับหนึ่งมีเงินอยู่ประมาณซัก 2-3 หมื่นบาทได้ ก็มีตัวแทนมาขายประกัน เราก็มีความรู้สึก
ว่าไอ้เงื่อนไขประกันชีวิตมันน่าจะเป็นเรื่องที่ดี เราน่าจะทำได้ใช้เวลา 2 ชั่วโมงนั่นหมายถึงว่าหลังจากที่เราทำ
ประกันกับตัวแทนนั้นแล้ว เราก็ไปสมัครเป็นตัวแทนขายประกัน ก็ 3 เดือนจากนั้นหลังจากการอบรมเรา
ก็ขายประกันชีวิต ใน 2 ชั่วโมงที่เหลืออยู่ ก็ตั้งเป้าว่าจะนัดลูกค้าวันละ 2 รายในช่วงนั้น แล้วก็ขายได้ ช่วงเดือน
ที่ 4 เดือนที่ 5 ที่เริ่มเข้า AIA เราก็เป็น Top Sale เราก็เริ่มขายได้ ที่ประทับใจมากที่สุดก็ 11 วันมั้งครับ เราขายได้
14 ราย ก็ถือว่าจากเดิมที่เราเคยรับเงินเดือนกลางคืนสัก 2 พันกว่าบาท เราก็จะมารับเช็คของ AIA เดือนละเป็นแสน เมื่อประมาณสักหลังจากทำงานกลางคืนสัก 5 ปี อายุประมาณสัก 27 เราเริ่มมีเงินแสนรู้จักเช็คเงินแสนมันเป็นยังไง

คราวนี้เราก็เริ่มทำงาน ด้วยความคิดน่าจะบอกได้ว่าความคิดที่เป็นนักการตลาดของ AIA ที่ปลูกฝั่งเรา ความคิดที่เป็นทหารเรือ แต่ทหารเรือในลักษณะที่เป็นนักบัญชีฐานการเงิน เราก็จะรู้โครงสร้างของธุรกิจของนักบัญชีมันเป็นยังไง ลักษณะการเป็นผู้นำ การรับผิดชอบงาน การตรงเวลา ที่ทหารปลูกฝั่งเรามันก็คงจะเป็นองค์ประกอบหนึ่ง เราเกิดในครอบครัวที่เป็นศิลปิน คุณตาเราเป็นหมอทำขวัญ ทำขวัญนา ทำขวัญนาค ทำขวัญบ่าวสาว เป็นหมอยา เป็นสัปปะเหร่อ เพราะฉะนั้นตาผมจะเป็นศิลปินโดยแท้ ถ้าใครเจ็บไข้ได้ป่วย เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะวิ่งเข้ามาหาคุณตาเพื่อทำพิธีกรรม และในเวลาเดียวกันก็เป็นหมอยาด้วย คุณยายก็จะเป็นคู่ขวัญคุณตา ก็จะเห็นว่าคุณตาคุณยายแล่ทำขวัญ นิทานพื้นบ้านที่คุณยายเล่าให้ฟังในขณะที่แก่ตำหมากเสียง กุก กุก แล้วก็เล่านิทานเรื่องโน้นเรื่องนี้ให้ฟัง เราก็หนุนตักดูดวงจันทร์ แล้วฟังคุณยายเล่าสิ่งนั้นมันอาจจะซึมซับ พี่ชายเรียนเพาะช่าง ช่างศิลป์ เป็นศิลปิน ครอบครัวก็จะเป็นอย่างนี้ ทำให้เราคิดว่างานกลางคืนที่เราทำอยู่นี่มันน่าจะมีอนาคต คนที่เข้ามาเที่ยวกลางคืนมันปลดภาระการเป็นหน้ากาก การเป็นหัวโขนลงไป มันจะมีแค่การเป็นธรรมชาติของมนุษย์ งานประกันเราคิดว่าทำไมชีวิตต้องลำบากลำโบนขนาดนั้น ที่จะต้องไปวิ่งไปพบลูกค้าเก็บเบี้ยประกันที่นนทบุรี แล้วต้องไปทำเคลมประกันที่ปากน้ำ แล้วต้องไปขายประกันใหม่ที่บางประกอก วันเวลา 3-4 แหล่ง ในเวลาเดียวกันที่จะต้องใช้เวลา บางทีก็ไม่ได้เพิ่มพูนรายได้เลย ก็ต้องทนทุกข์ทรมานขับรถบนถนนวันทั้งวัน นี่คือเหตุผลที่จะเลือกจ๊อบไหนดี ผมเป็นคนที่เรียนเก่ง เป็นคนไม่ยอมแพ้กับการเรียน

ไม่เคยเชื่อว่าข้อสอบที่ครูให้มาผมจะทำไม่ได้ การเป็นนักเรียนจ่าของผมจบมาก็จะมียศจ่าเอก จ่าโท แล้วก็ขึ้นมาเป็นพันจ่าโท พันจ่าเอก ความฝันของทหารทุกคนมันก็คงเลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์ ผมก็ต้องการเป็นนายเรือตรี สอบ 2 ครั้ง เวลาที่เราออกห้องสอบทุกครั้งเราคิดว่าเราทำได้ทุกข้อ เราทำได้ดีด้วย สามารถอธิบายจนเข้าใจขนาดเราอ่านเรายังเข้าใจ แต่เราสอบไม่ได้ ในปีแรกที่เราสอบไม่ได้เราเฟลไปประมาณ 6 เดือน แล้วถามตัวเองว่าทำไม ในขนาดที่คนอื่นเค้า เค้าน่าจะไม่เก่งเท่าเรา ในขณะที่สอบอยู่เค้ายังมาลอกเรา แต่เค้าได้แต่เราไม่ได้ ไอ้ความน้อยเนื้อต่ำใจมันก็จะเกิดขึ้นตามธรรมชาติของมนุษย์ พอครั้งที่ 2 เราสอบไม่ได้อีกแล้ว เราก็ไม่รู้จะเสียเวลาไปกับมันทำไม งานประกันเราก็เสียเวลากับมัน สู้เราปลีกตัวมาทำอะไรในสิ่งที่เราคิดว่ามันเป็นจินตนาการ และความรู้สึกที่ดีๆ ในขณะที่เราเห็นผู้หญิงไทยมาทำงานกลางคืน เป็นผู้หญิงไทย ถือบัตรประชาชนแต่ถูกเดียดฉันจากผู้หญิงด้วยกันที่ถือบัตรประชาชน แต่เค้าทำงานกลางวัน คำว่าคนมันอยู่ตรง เราก็เริ่มจะเห็นภาพนั้น ลูกค้าที่มาเที่ยวในยุคก่อน ก็ประมาณ 10 ปีที่แล้ว จะมีมาดเสี่ยใช้เงินเป็นใหญ่ที่จะฟาดหัวใครก็ได้ ซื้อใครก็ได้ ถ้าเราจะมีทัศนคติในขายประกัน เราจะรู้เราจะเข้าใจคนที่จะไปขายเพื่อจะบอกเค้าเพื่อปิดการขายได้ เพราะฉะนั้นเราจะเป็นคนศึกษาคนก่อนมีการเตรียมตัวก่อนที่จะไปขาย

ก็เหมือนกันกลับมามองอีกทีว่าเวลาที่เราเป็นบาร์เทนเดอร์ที่อยู่หลังเคาเตอร์บาร์มองออกไปข้างนอกเราก็จะเห็นสาวๆ ที่ทำงาน เห็นลูกค้าที่มาเที่ยว บางคนก็จะเอะอะโว้ยวายใช้เงินเป็นซื้อสิ่งที่ตัวเองตั้งใจเอาไว้ และผู้หญิงเหล่านั้นก็ปฏิเสธไม่ได้บางคนสถานภาพทางชีวิตเค้าไม่ได้แตกต่างจากเราเค้าต้องทนจมปรักอยู่ในอารมณ์ของคนมีเงิน ปีหนึ่งแล้วสองปีก็แล้ว ฐานะของเราด้วยปัญหาและปัจจัยทั้งปวงในอาชีพที่เราทำพร้อมกันทั้ง 2 อาชีพ เราก็มาสรุปกับตัวเองว่าไม่มีอะไรดีขึ้น เราทำงานขายประกันรายได้ดี ดีมาก แต่เราไปสร้างฐานะมันจะผิดหรือถูกก็ไม่รู้ ตอนนั้นเรามีแฟนเราก็มีความรักที่จะสร้างฐานะเราก็เอาเงินทั้งหมดไปซื้อบ้านซื้อรถ เราเป็นคนทำงานเยอะเราก็จะไม่มีเวลาเรื่องนิติกรรมต่างๆ ทั้งหมด เราก็จะให้แฟนเป็นคนจัดการนิติกรรมทั้งหมด ท้ายที่สุดก่อนที่เราจะลาออกจากราชการ ลาออกจากการขายประกัน เราเลิกกับแฟน ทรัพย์สินต่างๆ ทั้งหมดก็เป็นชื่อเค้า เค้าก็ไม่เคยคิดใส่ใจกับเรา สาเหตุที่เลิกกับแฟนเพราะเค้าไปมีสามีใหม่ ทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำมาที่ก่อร่างสร้างตัวมาในช่วงแรกล้มเหลวเป็นศูนย์ไม่เป็นท่า เราก็คงตัดสินใจเมื่อความตั้งใจมันเป็นศูนย์หมดแล้วก็เลยลาออกจากราชการ ไม่ขายประกันแล้ว ทำงานเป็นแค่กัปตันในบาร์ที่เลื่อนฐานะจากบาร์เทนเนอร์มาเป็นกัปตัน ซึ่งรองจากผู้จัดการอีกที ได้เงินเดือน 5 พันก็ยังดี นั้นคือจุดเริ่มต้น

จากกัปตันบาร์แล้วมาเรื่อยๆ มาถึงนี้ได้ยังไง

มันสืบเนื่องมาจากเรื่องราวที่เรา fail ลาออกหมดทุกอย่าง คือเรามีความรู้สึกอกหัก เราก็ไม่ได้คิดว่าอะไร เราก็ทำงาน ดื่มเหล้าแล้วเราก็เมา ด้วยความที่เราอยู่กับแฟนมาหลายปี เราก็ทนทุกข์อยู่นานพอสมควร อกหักอยู่หลายปี ทีนี้การอกหักกับตัวตนของเรามันคืบคลานมาเข้าสู่ความตัวเองมากขึ้น การที่ฟูมฟายมันก็จะหายไป เราก็จะมีเพื่อนเยอะ เราจะมีอารมณ์แจ่มใส เรามีอารมณ์แจ่มใสเพื่อนเราก็จะมีเยอะขึ้น เพราะเราเป็นคนชอบสนุกอยู่แล้ว นั้นก็คือพื้นฐานของกำลังใจ ทีนี้เราก็มองธุรกิจ ตัวเลขที่เราขายอยู่จากร้านที่เราเป็นกัปตันเราก็จะเห็น ตัวเลขเราขายอยู่ขณะนี้ ถ้าเราเพิ่มตัวเลขขึ้นไปอีกนิด โดยการขายประกัน การให้ขวัญและกำลังใจของพนักงานที่เค้าขายประกันให้ AIA เราก็เริ่มมาใช้ด้วยวิธีเดียวกัน กับพนักงานของเรา เมื่อเราคิดวันหนึ่งเคยขายได้ 2 หมื่น เราตั้งไว้ในใจ ลองกำลังของตัวเองดู

ในตอนนั้นได้เลื่อนเป็นผู้จัดการแล้ว พอเริ่มมีมิตรมีสหายอารมณ์อกหักก็หายไป เจ้านายเราก็ไม่มีใครเค้าก็ให้เราเป็นผู้จัดการ เราก็ตั้งใจว่าลองทำตัวเลขวันละ 3 หมื่นดูสิ แค่เพียงคิด และพูดไม่กี่คำเราก็ทำได้ ขายวันละ 3 หมื่น ลองเป็น 4 หมื่นดูสิ เราก็ทำได้ ทีนี้ที่เป็น 4 หมื่นคูณ 30 ไป พอดูคอร์สต้นทุนที่เราเคยเป็นทหารเรารู้เรื่องบัญชีเราก็จะเห็นกำไร เราจะเห็นกำไรจากการขายประกัน จากการเป็นทหาร ความเป็นผู้นำความมีความเชื่อเราก็จะเห็นภาพธุรกิจที่ชัดเจน เราก็รู้ว่าตรงนี้มันสามารถทำกำไรได้ อีกอย่างหนึ่ง พนักงานทำงานกลางคืนมันขาดการรับรู้สื่อสารมวลชน รับรู้ทางวิชาการ อีกอย่างความรู้ตอนนั้น ของผู้หญิงทำงานกลางคืน ก็ไม่ได้แตกต่างกัน เป็นที่สูงสุดไม่น่าเกิน มศ. 3 มันก็คือความรู้ระดับเดียวกับเรา เพราะฉะนั้น เราจะพูดภาษาระดับเดียวกับเค้าค่อนข้างจะใกล้ แต่เราจะมีหนังสือใหม่มาสอน มาดุ มาด่า มาว่า มากล่าว มาแนะนำ อ่านหนังสือเล่มนี้มาได้เรื่องราวของคุณธรรมวิธีคิดการดำเนินชีวิต มาเล่าสู่กันฟัง พวกพนักทำงานกลางคืนเค้าไม่เคยรับฟัง ไม่ได้รับการรับรู้ ไม่เคยอ่าน การปิติ การอุ่นใจจากการพูด วิธีคิด เราเป็นคนปลูก ฝั่งให้เค้า เค้าก็จะมีความเชื่อ เพราะฉะนั้นปีกขาแขนของเราจะแข็งพอสมควร นั้นก็หมายถึงว่าทุกคนย่อมที่จะเชื่อพูดด้วยลัทธิความเชื่อมันเริ่มเกิดขึ้นแล้วในองค์กรเล็กๆ ของเรา ก็เริ่มต้นที่จะคิดเป็นเจ้าของธุรกิจ แต่ไม่มีเงิน

สรุปก็คือศรัทธาในองค์การ ทุนบุคลากร พี่จ่าเริ่มจับหัวใจอะไรบางอย่างในธุรกิจขายความสุข ความบันเทิงได้ เฉลยได้เปล่า

คือตัวเองเป็นคนกินเหล้า สาเหตุเริ่มที่พ่อยังไม่ป่วยพี่เลยตัดสินใจเรียนบาร์เทนเดอร์ สาเหตุคือเราต้องกินเหล้า รับเงินเดือนสมมติสมัยก่อนรับ 2,400 จ่ายหนี้ก่อนเลยนะครับ จ่ายหนี้ค่าเหล้า 1,500 จ่ายก่อนเลย คือยืมเงินมากินเหล้า เหลือ 900 จ่ายค่าเช่าห้อง 500 เหลือเงิน 400 กินทั้งเดือน รับจ้างเข้าเวรบ้างเข้ายามบ้างจะเหลือประมาณนี้ ทุกเดือนเป็นปีๆ จนเราเบื่อ ถ้าเรามีเงิน 3,000 กินเหล้า 1,500 เหลือเงินไปเรียนบาร์เทนเดอร์เวลาไปเรียนเค้าผสมเครื่องดื่มกันเราก็จะมานั่งคนสุดท้าย เพราะมันจะจีบกันแค่รสชาติแต่เราจะกระดก ปึ้ด ปึ้ด ที่นี้เรารู้ว่าบรรยากาศของคนกินเหล้า มาถึงตอนหลัง ที่จริงสุรา เมรยะ มัฉ…มันพูดกันมาก่อน 2,540 กว่าปี สิทธัตถะเข้าใจสุรามันเป็นยังไง แต่คนบางคนมันไม่เข้าใจคำว่าสุรา ถ้าเหล้ามันไม่แน่จริงมันคงไม่เดินทางมาถึงขนาดนี้หรอก ไวน์ที่มีแอลกอฮอล์ธรรมชาติมันก็เป็นองค์ประกอบที่สำคัญในพิธีกรรมของศาสนาคริสต์เพราะฉะนั้นเหล้ากับคนมันคลุกคลีกันตลอด มันจะอยู่กันมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั่วโลกนะ ยกเว้นศาสนาอิสลาม มันจะอยู่คลุกคลีในวัฒนธรรมอย่างกลมกลืน ซึ่งเราเป็นคนดื่มเราเราก็จะเห็นบรรยากาศในการดื่มสนุกคนไม่พูดก็พูดได้ คนมีความคิดความอ่าน ฟังผมก่อนซิ ฟังผมก่อนซิ ต่างคนต่างแย่งกันพูดให้คนอื่นฟัง มันเป็นการแสดงความคิดเห็นถ้าเราหยุดฟังสักนิดเราก็จะได้รู้อะไรเยอะ เราก็จะได้เพื่อน เราถึงจะได้บรรยากาศของการทำธุรกิจขายเรา
( บทสัมภาษณ์ ช่วงที่ 2 )
สรุปให้ตรงกัน เราต้องเข้าใจมันในฐานะลูกค้า อย่างจริงจัง

ใช่ เราต้องเป็นคนกินก่อนแล้วเราจะเข้าใจ เราจะจัดวางอะไรรอบโต๊ะคนกินเหล้าให้มันดูดี

ตอนนี้ลืมความเป็นลูกค้าหรือยัง

ไม่ลืม ยังคิดอยู่เสมอถ้ามันดีเรามันดีกับเค้าด้วย

นึกว่าพอทำไปนานๆ แล้ว ไม่ดื่ม

ไม่ ไม่ ยังดื่มอยู่ ยังมีอะไรขัดหูขัดตาก็ยังบอกอยู่ แนะนำอยู่

แล้วนอกจากนั้นคะ มันไม่ใช่ว่าบรรยากาศกินเหล้าอย่างเดียวมันก็มีเรื่องอย่างอื่นที่เป็นหัวใจ จริงๆ พี่จ่าก็ได้ตอบไปในระดับหนึ่งแล้วลองขยายความ

หัวใจธุรกิจเนี่ยคือพื้นฐานเลย เข้าใจต่อไปคือเรื่องคน ธุรกิจเอนเตอร์เทนเม้นท์เค้าบอกว่าเป็นโรงแรม มาตรฐานการให้บริการมาตรฐานทั่วโลกยอมรับคือธุรกิจโรงแรม แต่ถามว่าบริกรของโรงแรมสัมผัสกับลูกค้าที่เข้าไปพัก วันหนึ่ง 24 ชั่วโมง เข้าไปสัมผัสถึงชั่วโมงไหม แต่บริการของเราอย่างน้อย 3-4 ชั่วโมง ต้องนั่งสัมผัสอย่างใกล้ชิด เพราะฉะนั้นคุณภาพของคน ความเข้าใจของคนในหมายถึงความเข้าใจในองค์กรของคนเรา เราจะสร้างทิศทางความเชื่อ พฤติกรรม มารยาท คำพูด อารมณ์ ความรู้สึก การมีส่วนร่วม เราต้องสร้างให้เค้า ถ้าเราชี้ สอน เทรนนิ่ง ข้อหนึ่ง ข้อสอน ข้อสาม จด วิธีการนี้มันไม่ใช่ มันไม่ได้ออกมาตามธรรมชาติ มันต้องสอนหลักของความคิดว่าคุณคิดดีหรือยัง ถ้าคุณคิดดี คุณจะทำดี คุณรู้จักอนาคตไหม อดีตแนะนอนมันคือบทเรียนคุณจะไปชีซ้ำกับมันคุณไม่ต้องไปจมปรักกับในอดีตมันทำให้ปัจจุบันคุณหน้าตาอย่างเนี่ย แล้วก็ประชดประชันชีวิตในปัจจุบันทำให้อนาคตของคุณไร้ที่มุ่งหวังที่ชัดเจน คุณมายืนตรงนี้ได้ไหมอดีตนั้นคือประสบการณ์ของคุณแล้วมามองตรงนี้ มองไปตรงหน้าว่าคุณจะทำตัวอย่างไงจะอยู่กินอย่างไง จะสร้างฐานะครอบครัวอย่างไง สร้างความคิดอย่างไง วันหนึ่งคุณต้องเป็นแม่ของลูกนะคุณต้องเป็นภรรยาที่ดีของสามี

วันนี้คุณไม่ได้แต่งงานกับใครการที่จะมีอะไรกับใครผมไม่ได้พูดว่ามันเลวหรือไม่เลวแต่คุณต้องเชื่อว่าอนาคตของคุณต้องเป็นคนดี เมื่อคนมันพูดดีมันก็ต้องทำดีเพราะฉะนั้นมันจะเกิดขึ้นจากเค้า มนุษย์มันอยู่ด้วยผลประโยชน์ มนุษย์มันไม่ได้อยู่ที่ความรักอย่างเดียวมนุษย์ต้องการผลประโยชน์ ทมยันตีบอกว่าคุณก้มกราบพระซึ่งเป็นอิฐ เป็นปูน เป็นหิน คุณจะต้องขอโน้นขอนี่ เพราะฉะนั้นมนุษย์อยู่ด้วยกันเพราะผลประโยชน์ล้วนๆ แล้วตอบแทนกับเค้าอย่างคุ้มค่า คนทำงานเยอะย่อมได้เงินเยอะ คนไม่ทำงานจะมาได้เยอะไม่ได้ นี่คือทฤษฎีของนักขายประกัน คนต้องทำจริงๆ เมื่อเค้าเห็นต้นหมายปลายทางอยู่ที่ 2 หมื่น มันก็จะมีศักยภาพที่ 2 หมื่น แต่ถ้าเค้าบอกว่าถ้าโซ่มันไม่มีปลายละมัน ได้มากกว่า 2 หมื่น เต็มที่ตัดยอดวันที่ 30 คุณมีสิทธิทำได้ 6 หมื่น คุณก็ต้องทำให้ได้ 6 หมื่นนะ ถ้าคุณทำได้ผมให้คุณ 6 หมื่นนะ องค์ประกอบอนาคต องค์ประกอบวิธีคิด มิเช่นนั้นเรื่องการฟิกลูกค้า ไม่ต้องเกร็ง ไม่ต้องข้อหนึ่ง ข้อสอง ข้อสาม วิธีหลักเกณฑ์ทางวิธีคิด ทางวิจัย ไม่ต้องมาพูด พูดตามธรรมชาติ เอามาสัมผัสตัวตนกัน มันจะเข้าใจกัน แล้วเค้าก็จะพูดในลักษณะนี้ อ้างถึงคุณธรรม การใช้ชีวิต ธรรมชาติ แล้วก็ตายมาเป็นตัวตั้งแล้วเค้าก็คิดแล้วเค้าก็ทำงาน เพราะฉะนั้นเค้าไม่แคร์ที่จะหยิบแก้วเหล้าชนกับลูกค้าเป้ง แล้วบอกว่าพี่โชคดีแล้วซัดหมดแก้ว ลูกค้าก็สะใจตัวเองก็มันในอารมณ์เมามากก็อ้วกแล้วก็กลับบ้าน
แล้วในด้านของลูกค้า ร้านแบบเนี่ยมันมีเยอะแยะทำไมเค้าถึงต้องมาร้านพี่

(หัวเราะ) ก็ธรรมชาติของคนภายในองค์กร คือผมพูดไปมันเป็นเพียงแค่จิตนาการแต่มันเป็นเรื่องจริง ใครบ้างอยากจะคบคนไม่จริงใจ พนักงานของผมฝึกขึ้นมาเป็นคนที่จริงใจ เพราะเค้าคิดดี เค้าพูดน่ารัก นั่นคือธรรมชาติที่เป็นเสน่ห์

พูดเหมือนมุมมองของพี่ลูกค้าชอบไปที่ใหม่ๆ ไม่ใช่เหรอ

ผมถามความรู้สึกคนที่มากินเหล้าตอนกลางคืนทุกคนมีฐานะมีอำนาจในการจ่าย ผมถามว่าเค้าจะไป adventure ที่ใหม่ๆ ได้อย่างไง เค้ามีสิทธิ security นะ เค้าต้องการคนที่คุ้นเคย ต้องการที่ที่ปลอดภัยกูจะเมาเท่าไหร่ไม่ใครเค้าทำอะไรกู ที่นี่ไม่เคยมีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง ที่นี่จะมีแต่ความหรรษา สนุก ดนตรีสุดยอด
แสดงว่าที่รู้มามันผิดใช่ไหมพี่ มันไม่จริงใช่ไหม

มันไม่ผิดหรอก มันเป็นความเข้าใจของคนทั่วๆ ไป เมื่อก่อนผมก็เคย แม่ผมบอกว่าดูผู้หญิงคนนั้นซิเหงือกสีเขียวคาบบุหรี่ เล็บทาแดงๆ มันเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี อย่าไปทำอย่างนี้นะ เราก็จะเกลียดเพราะแม่เราบอกแต่วันนี้เรามาเจอกับมันไม่น่าเกลียดเลย เค้าคือมนุษย์คนหนึ่งมีความคิดดีๆ แต่เค้าไม่มีสิทธิ

แล้วในมุมมองของพี่จ่า เอาสังคมจริงๆ นะ สังคมต้องการธุรกิจนี้รึเปล่า

ยามค่ำคืนการขับกล่อมมโหรีมันเพื่ออะไร ถ้าถามจริงๆ ถ้ามันไม่มีสุราเมไรมันฟังดนตรีเพาะไหม แล้วมันจะมีความรู้สึกนึกคิดที่จะฟังดนตรีไหม ทำไมถึงต้องมีนาฎศิลป์ นาฎกรรม มีคีตศิลป์ มีวรรณกรรม ไอ้สิ่งนั้นเค้าเรียกความเจริญของมนุษย์ในสังคมนั้น ประเทศไหนที่มีเหล้ากินนะ แสดงว่าประเทศนั้นมีความเจริญมาก มีความสมบูรณ์มาก หมายถึงว่าอาหารที่เป็นแป้งและน้ำตาลของมันใช่จนเกินประเทศ เค้าต้องแปรสภาพมาเป็นผลิตภัณฑ์ผลิตผลทางการเกษตร เพราะฉะนั้นมันจึงเคียงคู่กันมา สังคมไทยไม่ต้องพูดมาก กว่าผู้ชายคนหนึ่งจะก้าวขึ้นมาสู่สังคมได้ คำว่าไอ้ทิดนี่มีความหมายมากวันที่ยังไม่เป็นไอ้ทิดไม่มีสิทธิมานั่งกินเหล้าในวงเด็ดขาด นั่นถือว่าสังคมไทยมันถูกกำจัดว่า you ต้องเป็นคนประเภทไหน you ยังไม่ได้เป็นไอ้ทิดไปกินเหล้าหัวราน้ำถูกติเตียนตาย แต่ไม่ต้องมาก วันที่คุณสึกออกจากวัดมาเดินออกจากวัดมาครอบครัวที่มีลุงป้าน้าอานั่งวงอยู่เนี่ยแก้วหนึ่งถูกรินเหล้าเกือบจะค่อนแก้วส่งไอ้ทิดกิน ไอ้ทิดต้องกินให้หมดนั่นบ่งบอกความเป็นชายในสังคม มันมากกว่านั้นเยอะ เพราะฉะนั้นผมว่าธุรกิจนี่มันจำเป็นนะ ฮ่องกง เกาหลี ญี่ปุ่น จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ย่านเอเชียมีความคิดแบบตะวันออกนักธุรกิจส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าคนจีน หรือเวียดนาม ทุกคนคิดแบบเดียวกันเมื่อกินเหล้าแล้วสันดานมันจะออก เพราะฉะนั้นนักธุรกิจถ้าผมจะเซ็น ผมเป็นคนสิงคโปร์ผมมาเซ็นสัญญากับคนไทยที่ซื้อขายสินค้ากันมูลค่าปีหนึ่งเป็นพันล้าน ผมหยิบคุณมานั่งซัดกันในวงเหล้าผมจะดูสันดานคุณ

ผมเชื่อที่ผมเปิดร้านอยู่ตรงนี้มีการเซ็นสัญญากันเชิงธุรกิจปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 5-6 พันล้าน นี่คือการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมทางความคิดของการเป็นมนุษย์ อะไรที่สลายคราบใครเกล็ดมันออกเปลือกมันก็ได้สลายไปมันอยู่ตรงไหน เพียงแต่ว่าผู้ประกอบการมองเห็นถึงคุณทำธุรกิจคุณ คุณไปทำให้สังคมมันเลวร้ายหรือเปล่า คุณขายเหล้าให้เด็กที่ยังไม่เป็นไอ้ทิดเนี่ยมันถูกไหมแล้วคุณจับผู้หญิงมาแก้ผ้าโชว์อย่างขาดศิลปะ ถามว่ามันเลวไหม ถ้าอย่างนั้นมันสั้นเกินไปไง แต่ลองพูดว่าจับมาแก้ผ้า แล้วผู้หญิงคนนั้นสมัครใจที่จะแสดงสรีระของตัวเอง ที่ตัวเองมองว่ามันโดดเด่น สวยงาม เอว สะโพก หน้าอก ของคุณดูดี แล้วคุณอยากจะโชว์ด้วยท่า ด้วยแสง ด้วยสี ด้วยผ้าอาภรณ์ ที่ประดับกาย ผมเชื่อว่ามันก็เป็นเรื่องสวยงามเหมือนกันแหละ ทำไมจะต้องมานั่นเดียดฉันธรรมชาติกันอยู่ว่าอนาจาร โป๊ มันไม่เข้าท่า
สรุปแล้วว่าจำเป็น แต่ต้อง 21 up

มันก็จำเป็น สังคมจะรู้จักอะไรบ้าง ทุกอย่าง

องค์ประกอบที่ทำให้เกิดเป็น The Forte และ The Piano มันต้องมีคนฝ่ายไหนบ้าง
เยอะ ทุกฝ่าย

เอาเป็นรูปธรรม เช่น เด็กปิดเทอมมาฝึกงาน

ไม่กล้าหรอก พ่อแม่เค้าห้าม

ก็ผู้ชายก็มาเป็นบาร์เทนเดอร์ก็ได้

มันคงไม่มี

มันมีตำแหน่งอะไรบ้าง หมายถึงว่าจะประกอบมาเป็นธุรกิจ เช่นมันต้องมีพนักงานบัญชี มันเหมือนกับธุรกิจทั่วไป

ก็เหมือนกับทำงานกลางวัน โครงสร้างธุรกิจไม่ได้แตกต่าง organization ไม่แตกต่างกัน มีโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ฝ่ายบุคคล มีบัญชี มีทุกอย่างครับ
 
ไม่มีอะไรที่มันพิเศษ หรือต้องใช่ความเป็นพิเศษ

ความพิเศษของมันคือมุมมองทางศิลปะการนำเสนอเชิงอารมณ์ พนักงานของเรามีวิธีคิดแบบเป็นนักบริการที่ดีแล้วต้องรู้จักทำบริการที่ดี แล้วต้องทำอย่างไงให้ให้ลูกค้าประทับใจ เมื่อไหร่ที่ลูกค้าประทับใจก็แสดงว่างานบริการที่ดีก็คือศักดิ์แต่ว่าทำ ไม่ใช่ คุณแค่เป็นงานรูทีนธรรมดา

แล้วอย่างผู้ที่ทำโชว์ละคะมันต้องมีคนมาฝึกหรืออะไรที่เต้นๆ มันมีแยกย่อยอะไรอีก

ถูกต้อง กิจกรรมมันคงต้องใช้คนที่มันอยู่ในอารมณ์นั้นของการสร้าง มันต้องจ้างคนมาสอน เช่นต้องเอาภัทรวดีเธียเตอร์มาสอน ลองยกตัวอย่าง คือผมไม่เลย คือตัวของผมไม่เลยเราสอนด้วยองค์กรของเราเอง

มีเต้น ทำกันเองเหรอ

เราทำกันเอง เราออกแบบกันเอง เราไม่เคยจ้างใครมา เราทำกันเอง วันแรกเข้ามาอาจเป็นพนักงานเสิร์ฟ แต่พนักงานเสิร์ฟจบนาฎศิลป์มา เค้าอาจจะเป็นเกย์ เค้าจบนาฎศิลป์ เค้าเรียนการแต่งหน้ามาด้วย มีคนรู้จักเรื่องเสื้อผ้าสวยๆ มันก็คือสั่งสมประสบการณ์ของเค้ามา ของแต่ละคน ใช้ประสบการณ์ของเค้ามาให้เป็นประโยชน์ แล้วจัดองค์กร โดยใช้ประสบการณ์ของเค้ามาเป็นตัวช่วย และทุกคนก็เอาความรู้ ความสามารถของตัวเองมาใส่ที่เดียวกัน แล้วคุณคิดดู คนที่ได้แสดงออกในสิ่งที่ตัวเองสั่งสมมา สิ่งแรกที่จะได้รับ ก็คือความภาคภูมิใจ การยอมรับในสังคม สิ่งที่ตามก็คือรายได้ที่ดีของเค้า ตำแหน่งที่ดีของเค้า
คนที่จบมาจากอะไรสักอย่างที่มันสอนเต้นมาสมัครสอนเต้นให้ที่ The Forte จะรับไหมคะ เพราะมันไม่จำเป็น

คุณจบมาก็ใช่ คุณอาจจะเก่ง แต่ถ้าฟีลลิ่งของคุณไม่เป็นนักบริการ คุณมาสอนคนอื่นคุณก็ถ่ายทอดไม่ได้ คุณก็ได้มาเต้น ตุง ตุง ตุง แล้วก็ลงเวทีไป แล้วสิ่งที่มันเกิดขึ้นกับคนดูล่ะ ฟีลลิ่งตรงนี้ต่างหากที่มันยังตกค้างอยู่ ซึ่งบ้างคนไม่เข้าใจ

แสดงว่ามันมีเส้นแบ่งระหว่างการแสดงอย่างอื่นกับการแสดงแบบนี้

ละคร การแสดงทุกอย่างบทสรุปคือแบบนี้ถ้าดูหนังฝรั่งจะเห็นได้ชัด พอหนังจบไปคนยังนั่งค้างอยู่อีก 3 นาที นั่นนะครับคือผลสรุปของการแสดง เราไม่ต้องคิดมาก วันนี้เรานุ่งกางเกงยีนส์ได้อย่างภาคภูมิ กางเกงยีนส์สะบัดแล้วก็ใส่ได้ คุณรู้ไหมว่านั่นคือวัฒนธรรมของอเมริกา จากหนังเรื่องอะไร จากการแสดง จากสิ่งที่ประทับใจจากการแสดงมา แต่คุณก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นจากตัวคุณได้ไง แล้วคุณก็เป็นทาสวัฒนธรรมเค้าไปเรียนร้อยแล้ว ก็เหมือนกัน เราก็เหมือนกัน เรามีการแสดงของเรา โชว์ศักยภาพความสามารถขององค์กร ถ้าลูกค้าจะไปเที่ยวที่อื่น ความสามารถหรือศักยภาพของคุณไม่มีสู้เรา นอกเหนือมีบริกรที่ดี ต้องมีนักแสดงที่ดีด้วย มันน่าจะมากกว่า

นอกเหนือจากโชว์ใช่ไหม หมายถึงการทุกอย่างตั้งแต่การเปิดประตูจนถึงการแสดง

ทั้งหมด

เป็นการลงทุนมหาศาลได้ค่าตอบแทนมหาศาล

การลงทุนมันขึ้นอยู่กับเวลา สถานที่หมายถึงโลเคชั่น ตลาดทาเก็ตมุ่งหวังจะมหาศาลหรือไม่มหาศาลขึ้นอยู่กับตรงนั้น คุณอาจจะมีตังแค่ 5 หมื่นบาทคุณก็สามารถจะลงทุนได้กับธุรกิจที่มันขายเหล้าทั่วไป เป็นร้านเล็ก ทำเป็นเพิงเอาไม้มากั้นๆ ทำเป็นครัว เอาเหล้ามาขายกัน ก็ลงทุนได้ มหาศาลไม่มหาศาลมันขึ้นอยู่กับปัจจัย สุขุมวิทเนี่ยจะไปลงทุน 5 หมื่นมันไม่ได้ ตัวเลขขายเดือนหนึ่งก็ไม่น่าจะเกินแสน

ถ้าสมมติว่าเด็กหัวดีสามารถเป็นหมอได้ แล้วบ้านรวย เห็นพี่จ่าทำแบบนี้แล้วมันรุ่ง ไม่เป็นแล้วหมดทำอย่างคุณสมศักดิ์ดีกว่า มันได้ไหมพี่ คำถามที่แท้จริงจะบอกว่าสิ่งพิเศษที่คนควรจะมีหากจะมายืนในตำแหน่งของพี่จ่า


คือผมบอกได้เลย ว่าใครที่จะมาทำธุรกิจประมาณนี้ คุณเข้าใจอะไรบ้างเกี่ยวกับเรื่องวิถีความคิดของมนุษย์ แล้วมนุษย์นั้น เป็นมนุษย์กินเหล้าด้วย ซึ่งมันพูดซ้ำซากอยู่นั้นแหละ ทำยังไงให้คำพูดซ้ำซากของคนเมาให้สนุก ของคนเมาด้วยที่พูดซ้ำซาก ก็ยังพูดเราก็สนุกกับคำพูดซ้ำซากของคำพูดนั้นด้วย อย่างนี้มันไม่ใช่ด้วยวิชาชีพ มันเหมือนการเรียนรู้ด้วยชีวิต มันไม่เหมือนเรียนโรงแรมมันมีคนสอน แต่อันนี้มันไม่มี คนละเรื่องกัน

พี่ว่าสอนได้ไหม

สอนได้
พี่จะทำเป็นโรงละคร พี่จะก้าวจากตรงนี้ไปให้มันเป็นเรื่องเป็นราว

ใช่ นั่นเป็นเรื่องจริง มันทำได้คือเราก็บอกว่าเรื่องธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ การเติบโตธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กลางคืน สถานที่กลางวัน แม้แต่ร้านที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าทั่วไป คุณเดินไปอเมริกาคุณจะเห็นว่ามันสนุกมาก คนจะโอเวอร์แอ๊กชั่นหมดไม่ว่าจะขายน้ำหอม คนขายแต่งชุดขายน้ำหอมที่อเมริกาในห้างสรรพสินค้าเนียบตั้งแต่หัวจรดเท้า ทรงผมหน้าตาเนี่ยแทบจะเมคอัพใช้มือใช้ไม้แทบจะเป็นนักแสดง

ที่อเมริกาเรื่องเอ็นเตอร์เทนเม้นท์เค้าไปถึงสุดขั่วจนเป็นอุตสหกรรมภาพยนต์ไปแล้ว เค้านำเสนอขนาดนั้น โรงละครไม่ต้องพูดถึง เรื่องอาคารของเค้า เค้าสอดแทรกความเป็นเอ็นเตอร์เทนหมดเริ่มตั้งแต่ประตูเข้าไป ร้านเล็กๆ ก็เป็นสีสันอาคาร ดีไซน์ออกมาเอ็นเตอร์เทนหมด แต่เราไม่เข้าใจมันต่างหาก ไปเลียนแบบเอาแต่เปลือกเค้ามาเอาอะไรไม่รู้ไปใส่ไว้ข้างใน แต่เค้าทำตั้งแต่สตรัคเจอร์ รีเทลทั้งหมด ฟีลลิ่ง ได้หมด นั่นหมายถึงความเข้าใจมัน
ในมุมมองของพี่จ่า ธุรกิจมันก็มีตัวตนอยู่เป็นรูปธรรมและมันก็มีเงินหมุนเวียนมหาศาลใช่ไหมคะ

ทำไมมันไม่มีสถาบันที่สอนเราอย่างนี้เป็นเรื่องเป็นราวเหมือนการสอนการโรงแรม การท่องเที่ยว พี่ว่าเพราะอะไร
เมืองจีนก็มีนะ บ้านเราก็บอกแล้วไงว่าไม่มีใครสักคนที่เห็นผู้หญิงที่ทำงานกลางคืนเป็นผู้หญิงไทย มันมองเห็นเป็นผู้หญิงนกฮูก นอกรีด เป็นผู้หญิงที่ไม่ใช่ผู้หญิงทุกคนเดียดฉันกับสังคมนี้ นักการเมืองก็จะมาหาเสียงกับเรื่องของเรา เวลาเสียงไม่ค่อยมี ก็จะมาจัดระเบียบสังคมมั่ง จะมาปิดร้าน ผับ บาร์ อะไรอย่างเนี่ย ทุกคนไม่รู้อะไรแต่ก็มาใช้อำนาจมาเพื่อจะได้เสียงการตอบรับ นั่นหมายถึงคนนั้นรังเกียจ คนทั่วไปรังเกียจธุรกิจประเภทนี้ พอนักการเมืองทำอะไรแค่นี้ก็จะดี มันมีคุณธรรมปิด ปิดไอ้พวกนี้ซะก็ดี ถามว่าถ้าปิดแล้วเค้าจะทำอะไรเป็นโจร หรือขายยาบ้าดี

ถ้าพูดแบบรูปธรรมก็คือพื้นฐานวัฒนธรรมมันไม่เปิดมาตั้งแต่ต้นเลย

คือเราไม่เข้าใจมัน เราพยายามที่จะตั้งข้อรังเกียจ บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศศาสนาพุทธ สุรา เมรยะ ก็ห้าม กาเม เป็นข้อห้าม การพนันเป็นข้อห้าม แต่จริงๆ แล้วมันสอดแทรกอยู่กับชีวิตอยู่แล้ว ไม่ยอมรับความจริงต่างหาก

คือจะบอกว่าการไม่ยอมรับความจริงเป็นที่พื้นฐานวัฒนธรรม

ไม่ใช่พื้นฐานวัฒนธรรม เป็นการอคตินิยมที่มันเกิดขึ้นมาจากคนที่เขลา ไม่เปิดใจกว้างเท่านั้นเอง เขลา
ภาพที่มองเห็นตัวเองและธุรกิจของตัวเองในขณะนี้ประมาณกี่เปอร์เซ็นต์
ก็เป็นไปได้ดังตามความฝัน ว่าลองทำในสิ่งที่จินตนาการก่อน แล้วมันเดินทางมาถึงจุดที่เราพอใจ

ตั้งอะไรให้มันสูงตั้งแต่ต้นรึเปล่า หรือว่าตั้งไปทำไป

คือเราสร้างจินตนาการสมมติว่าเราเปิดร้านสักร้านหนึ่งมีคนเยอะๆ คนเยอะๆ ของเราก็มาตีสภาพว่าต่อคนจะต้องจ่ายเท่าไหร่กับเรา มาอยู่ตรงนี้เราได้ราคาอย่างที่เราต้องการแล้ว นั่นหมายถึงเราได้กำไรจากธุรกิจ เงินที่เราลงทุนไปเราได้คืน พนักงานที่อยู่ในองค์กรของเราพัฒนาคุณภาพสูงมีศักยภาพสูงมีสิ่งรอบตัวสูง มันก็ไม่ได้หมายถึงประสบความสำเร็จเท่าฝันมันไม่ถึง แต่สิ่งที่เราได้มาก็ถือว่าโอเค เราได้ในสิ่งที่ฝันเอาไว้ในระดับที่เราต้องการ
ทุกอาชีพมีจรรยาบรรณ จรรยาบรรณของอาชีพนี้คืออะไร

เราจะต้องไม่โกหกกัน สิ่งที่เราพูดนั้นต้องเป็นเรื่องจริง ผมพูดได้เลยว่าส่วนใหญ่ที่ทำอาชีพนี้ ภาพลักษณ์วิธีคิดไม่ดี สิ่งแรกเลยที่เราเห็นกันที่เราหลุดตัวเองเข้ามาทำงานในอาชีพ เมื่อเราเห็นลูกค้าคนหนึ่งเอาเงินซื้อเซ๊กส์กับผู้หญิงที่ไม่อยาก แต่จำเป็นต้องไปด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจของตัวเอง ความจำเป็นของตัวเอง สิ่งนั้นต่างหากที่เป็นแรงบันดาลใจสามารถ สมมติว่าเรามาอยู่ตรงนี้เราช่วยแนะนำเราสอนเค้าวันนี้ไม่เป็นไรหรอกแต่ถ้าคุณมีโอกาสมากกว่าคุณจะต้องไม่ทำ เพราะฉะนั้นจรรยาบรรณของมันผมพูดว่ามันไม่เป็นมาตรฐาน ทุกคนต้องการได้ตังค์หมด เพราะฉะนั้นทำอะไรก็ได้ที่ได้ตังค์ เพราะพูดถึงเรื่องของการปกครอง เจ้าหน้าที่ปกครอง เจ้าหน้าที่ที่ดูแลกฎหมายฉบับสถานบริการคือตำรวจ เค้าได้ประโยชน์กับธุรกิจนี้ มันก็ต้องทำให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจนี้ เมื่อธุรกิจนี้มีต้นทุนที่มากขึ้นเค้าก็จะไม่คิดเรื่องจริยธรรม คุณธรรม เค้าคิดว่าตีเข้าบ้านทิ้งปัญหาอะไรที่มันเกิดขึ้นกับสังคมก็ทิ้งมันไป แต่ถ้าสมมติว่าเจ้าหน้าที่ที่ดูแลกฎหมายฉบับสถานบริการกลับมาคิดซะใหม่ถ้าเค้าไม่ทำแล้วกับมาจัดระบบให้มันดีล่ะ รายได้ประโยชน์เก็บภาษีให้มันชัดเจนกว่านี้ ค่าใบอนุญาตที่ต่อรายปี เหมือน license เหมือนกับเมืองนอกที่เค้าทำกันเป็นรายเส้นในการเปิด คุณห้ามทำอะไรที่มันผิดจากที่คุณประกาศกับรัฐหรือคนที่ปกครอง สังคมมันจะดีขึ้นไหม จรรยาบรรณมันจะมีไหม ทุกคนอยากเป็นคนดีนะ ผมพูดได้เลยว่าคนไทยทุกคนอยากเป็นคนดี อยากทำธุรกิจที่สุจริตชนทุกคน แต่ต้องไม่ถูกสังคมเดียดฉัน

ถ้าธุรกิจนี้มันหันมาทางสว่างมากๆ เช่นที่พี่ว่ามีสถาบันเปิดสอนมีนักเรียนไปเรียนแล้วออกมาเต้นออกมาโชว์ออกมาบริการออกมาเอาใจ ทำภาษีอย่างเปิดเผย ที่นี้เสน่ห์ของคนที่อยากออกมาปล่อย

คือธุรกิจพวกนี้ออกมาสว่างอย่างที่คุณคิดไม่ได้ แต่มันต้องมีระเบียบ เป็นระเบียบได้ออกมาที่สว่าง แต่ออกมาที่สว่างจ้าไม่ได้ มันต้องเห็นลาง สีลางมันจะสวย มันต้องเป็นเทาๆ ถ้าคนมันมีระเบียบทางความคิดนะ พีชคณิตที่เรียนมาเมื่อสมัยก่อนเราก็พยายามถอดค่ามันเหลือเกิน อาจารย์ก็ให้โจทย์ที่มันวกวน เราก็พยายามถอดค่ามันให้ได้ คำว่าแทนค่าของมันเนี่ยแล้วก็ไปปรับปรุงตรงความคิดผมว่ามันคือระเบียบบางครั้งปัญหาในชีวิตจริงมันจะมีการแทนค่าขึ้นมา เรื่องเลขาคณิตที่เราเรียนมาเส้นตรงเส้นหนึ่งตัดเส้นตรงเส้นหนึ่งมุมตรงข้ามย่อมเท่ากันมันเป็นเรื่องของความชัดเจน คำพูดของคน 1+1=2 บางครั้ง 1+1 =1 ก็ได้สิ่งตรงนี้มันคือความเชื่อของคนเบื้องต้นบางครั้งมันไม่ได้ถูกต้องเสมอไป

เพราะฉะนั้นความเชื่อที่เราเรียนเพื่อทำข้อสอบก็คือความเชื่อนะปัจจุบันนั้นแต่มาถึงตอนนี้การใช้ชีวิตมันจะใช้ความเชื่อจากเดิมมาใช้ชีวิตประจำวันไม่ได้เราเบื่อมากกับนักศึกษาจบใหม่ที่ไฟแรงทำอะไรให้มันถูกต้องตามห้องเรียนเราก็เคยพูดกับเค้าประจำว่าที่นี่ไม่ใช่ห้องเรียนนะนี่คือชีวิตจริงๆ คุณทำตามทฤษฎีตามที่คุณเรียนมาไม่ได้ คุณต้องทำตามความรู้สึกที่คุณทำอยู่ตรงนี้ว่าอะไรได้มาถึงประโยชน์ของบริษัทสูงสุด ไอ้ตรงนั้นคือระเบียบให้คุณคิดเป็นเท่านั้น
ถ้าให้ย้อนไปตั้งแต่ต้นสมัยเด็กๆ ไม่ได้ลำบาก อยากจะรวยแบบนี้ พี่คิดว่าพี่ยังอยากจะเป็นอย่างนี้อีกไหม พี่คิดว่าพี่จะทำอะไรให้มันมากกว่านี้หรือว่าเป็นอะไรสักอย่างหนึ่ง

ตรงนี้ผมยังไม่รวยนะ ผมยังมีหนี้มีสินผมยังไม่พร้อมเท่าไหร่ แต่ผมอยากมีเงินมากกว่าที่เคยเป็นในอดีต มันมีเรื่องรันทดนะ คือผมเกิดในครอบครัวที่แม่ประหยัด ประหยัดมาก ตระหนี่ ขี้เหนียวมาก และในขณะที่พ่อผมมีรายได้น้อยมีลูก 3 คนที่จะต้องกินต้องใช้เพราะฉะนั้นผมจะไม่ค่อยได้กินอะไร การกินก๋วยเตี๋ยวชามหนึ่งของผมเมื่อสมัยก่อนมันเป็นเรื่องงานใหญ่ต้องมีการเตรียมการล่วงหน้าว่าจะได้กินก๋วยเตี๋ยวอย่างน้อย 3 วัน การจะนั่งรถเมล์ไปตัวเมืองจะต้องถูกวางแผนกันเป็นเดือนๆ การจะกินลูกชิ้นสักไม้ต้องลำบากมาก กินลูกชิ้นไม้ละสลึงเนี่ยเป็นอะไรที่ลำบากมาก การจะหาลูกชิ้นกินต้องไปเดินเตร่แถวคนมาซื้อลูกชิ้นคนรวยหรือคนในตลาดที่มันกินที่พ่อแม่มันตามใจกินเม็ดสองเม็ดแล้วมันโยนทิ้งเข้าไปในป่าเราก็ต้องเดินเข้าไปในป่าเอาลูกชิ้นมาล้างน้ำกิน ซึ่งความรู้สึกตรงนี้มัน "อะไรวะ" มันเกิดถามตัวเองว่าทำไมมันต้องขนาดนั้น เราไม่อยากให้ลูกเรา เราไม่อยากให้ใครเป็นเหมือนเรา เราจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ตี 3 ครึ่ง เพื่อจะให้ไปทันไปก่อนเด็กๆ ในหมู่บ้านที่มันไปเก็บกระป๋องที่สถานีรถไฟ กระป๋องนม ที่เค้าเปิดฝาเอาไว้ใส่น้ำเต้าหู้ ใส่ข่าวต้มหมูข้าวต้มไก่ที่เค้าขายกันทุกเช้าซึ่งรถไฟจากกรุงเทพฯไปถึงสุราษฎร์จะพอดีเช้า เราต้องไปเก็บกระป๋อง 12 ใบบาท เราต้องไปยืนซอกเล็กระหว่างรถไฟสวนกันถ้าเราพลาดไปล้มไปถึงตาย เราเสร็จตรงนั้นเอากระป๋องไปล้างเสร็จแล้วต้องรีบออกมารถไฟมันจะมาจอดเราต้องเอากระป๋องไปซุกเอาไว้ในที่ที่ไม่มีคนเห็น เพื่อมารับจ้างแบกของผู้โดยสารที่จะเดินทางต่อไปพังงา ไปภูเก็ต ไปสมุย ชิ้นละ 2 สลึง ชิ้นละสลึงทำไมเราจะต้องทำขนาดนั้น เราเด็กเราน่าจะมีชีวิตที่มีความสุขกับการเรียนมากกว่าแต่แม่เราใช้ขนาดนั้น ตอนเย็นเลิกเรียนมาเสร็จได้กางเกงตัวเสื้อตัวเราก็ต้องรีบไปเก็บลูกเทนนิส บางลูกที่มันพุ่งเร็วๆ มาชนสมองตูมเราล้มไปมึน ได้เดือนละ 3 บาท วันเสาร์วันอาทิตย์เราต้องวิ่งจับโบกี้รถไฟซึ่งแต่ก่อนรถไฟใช้ฟืนใส่ในตู้รถ เราก็ต้องวิ่งจากหน้าบ้านเพื่อเอาเชือกสีแดงไปผูกตู้นั้นเพื่อให้รู้ว่าเราจองแล้ว แล้วก็ไปโยนฟืน ที่มันใสตู้ไปจัดวางเรียงเอาไว้ในนั้นมีแมงป่อง ตะขาบ ด้วยแล้วก็ต่อยเรา เราได้ตู้ละ 8 บาท ทำไมเราต้องทำขนาดนั้น
 
ที่พี่พูดจากความรู้สึกตอนนี้หรือว่าตอนนั้นพี่ก็รู้สึกแบบนี้

รู้สึกมาตลอด

แต่ตอนเป็นเด็กพี่รู้สึกอย่างไง

รู้สึกซิ

เคยคุยกับคนหลายคนที่เค้าลำบากตอนเด็ก แต่ตอนเด็กเค้าไม่คิดว่านั้นคือความลำบาก

รู้สึกซิ คือเด็กเราเรียนห้องเดียวกับเพื่อน เราจะเห็นว่า ชุดที่เราใส่ไปโรงเรียน เสื้อเราจะยับเยินมาก ตรงที่ปักชื่อเราก็จะมีเสื้อพี่มาใส่ เราคับติ้วแล้วแต่แม่ก็ยังไม่เปลี่ยน รอให้จบเทอมนี้รอให้พี่ชายส่งมาหาเรา ทรงผมเราไม่เคยตัดร้านแม่เราจะใช้โกนหมดแล้วใช้กรรไกรตัดเพราะฉะนั้นเราต้องใช้เวลาเป็นอาทิตย์เพื่อที่จะให้ผมมันเท่ากัน เราจะต้องเอากระเป๋าเทินหัวไปโรงเรียนไม่งั้นจะเห็นขั้นบันได กางเกงที่มันถูกใช้มา 2 ปีเต็มๆ ตูดมันจะถูกปะแม่เค้าจะตัดรูปใบโพธิ์ใหญ่ๆ เราวันไหนต้องตัดผมกระเป๋าเราจะถูกปิดตูดดีหรือเอาไว้ที่หัวดี
แสดงว่าไม่ชอบชีวิตที่ผ่านมา
มันอายเค้านะ อายที่เราจะอยู่ในสังคมเข้าไปหาคนมีความรู้สึกว่าเค้าไม่คุยกับเรา เค้าไม่ให้เกียรติเราเลย

เป็นเพราะพี่อยู่ในที่ที่ความไม่เท่ากันหรือเปล่า

ถูก

แต่ถ้าอยู่กับคนชาวด้วยกันหรือคนต่างจังหวัดด้วยจะไม่รู้สึกอะไรรึเปล่า

ถูก ถึงอย่างไงก็แล้วแต่สังคมมีโอกาสเลือก มีโรงเรียนวัดไม่กี่โรงเรียนทุกคนไปโรงเรียนวัดมีความเด่นชัดอยู่
เป็นไปได้ไหมว่าพี่จ่ามีความรู้สึกไม่เหมือนเด็กคนอื่นเลยรู้สึกได้มากกว่าคนอื่น
มันเปรียบเทียบไม่ได้ แต่เรารู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เราจะมองเห็นว่าทำไมที่มันเป็นอย่างนี้ ถามว่าเราพอใจกับความรักที่ครอบครัวให้ไหม พอใจนะ
คนที่มันเหมือนกันมันจะโดดขึ้นมาบนกราฟสูงสุดได้สักคนหนึ่ง ซึ่งคนคนนั้นมันจะไม่เหมือนคนอื่น
ไม่เรามีเรื่องในวัยเรียนถ้าเราโดนชกเราจะโดนคนหลายคนลุมชกเราเพราะเค้าพวกเดียวกัน เราเจ็บ
เป็นเพราะว่าเราไม่เหมือนคนอื่น มันไม่ใช่แค่ความรวยความจน
แค่จน เป็นคนประมาณตัวเองตลอดเวลาว่าตัวเองได้แค่นี้นะ จะเห็นวรรณะ จะเห็นชนชั้น

ตอนนี้วรรณะตามมาไหม ตอนนี้วรรณะไหน

ถ้าเพื่อนฝูงที่เคยชกเคยตีรุ่นเดียวกันเราก็ถือว่าเพื่อนฝูงก็โอเคกับเรา เรามีเพื่อน ถึงบอกว่าเริ่มทำสิ่งมีชีวิตที่มันอยู่ในสังคม กินเหล้าได้ก็จะมีเพื่อนเยอะ เพราะเป็นคนกระหาย มีความรู้สึกว่าอยากมีเพื่อน ยิ่งไปเป็นทหารสะใจเลยเพื่อนเป็นร้อยๆ เราเป็นทหารเค้าจะไม่พูดถึงแล้วเรื่องจนเรื่องรวย จะพูดถึงว่าเรื่องเดียวกัน สถาบันเดียวกันทำให้เราคลี่คล้ายความรู้สึกที่เรามี

( บทสัมภาษณ์ ช่วงที่ 3 )
ที่ดีที่ได้จากการไปเป็นทหาร

ความรับผิดชอบ แม้กระทั่งคำพูด คำพูดทหารจะถือเรื่องคำพูดเป็นเรื่องใหญ่ สัญญา เรื่องการแสดง เรื่องการรับผิดชอบ การใช้อำนาจ

หมายถึงเราใช้อำนาจกับใคร

ทุกคน การยอมรับผิด ผิดกับลูกน้องด้วยอารมณ์ของตัวเองก็ต้องขอโทษ แล้วมันก็จะดีเข้าไปอีกว่าเมื่อเค้าไปอยู่ในครอบครัวเวลาผิดคนในครอบครัวก็จะขอโทษ

สิ่งที่ได้จากการขายประกัน

ได้แน่นอน ทั้งวิธีคิดและการตลาด การคิดเรื่องโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การวิเคราะห์คน การมองพนักงานใต้บังคับบัญชา การจับผลประโยชน์กับทุกฝ่ายทุกแผนกทุกคนที่เข้ามาร่วม การกล้าที่จะเดินไปพบลูกค้า การไปพูดคุยต่อรองปิดการขาย

แล้วสิ่งที่ได้จากการทำอย่างอื่นคืออะไร

เพื่อน ทุกระดับเลยตั้งแต่รัฐมนตรีไปจนโจร

แล้วฐานะด้วย

ฐานะเนี่ยผมไม่ชอบ เค้าอาจจะเห็นผมเก่งผมประสบความสำเร็จผมมีเงินก็ได้เค้าถึงยกยอปอปั้นกันแต่ผมไม่ใช่ผมยังเป็นเด็กที่นุ่งกางเกงตูดปะเหมือนเดิมซึ่งผมว่าเรื่องนี้ไม่จริงที่คุณให้มาผมไม่รู้ผมไม่ชอบ ผมถือว่าฐานะในสังคมผมจะเป็นคนกำหนดเองมากกว่าคนอื่นกำหนดให้ผม ผมอาจจะพูดจาอ่อนน้อมถ่อมตนยกระดับคนคนหนึ่งในฐานะเค้าเป็นลูกค้า ซึ่งอาจจะมีวัยวุฒิที่ต่ำกว่าผม รวยน้อยกว่าผม มีเพื่อนน้อยกว่าผมก็ได้แล้วถามว่าฐานะผมอยู่ตรงไหนไม่มี
แล้วอยู่กับสาวๆ เยอะๆ มีอะไรพิเศษที่ได้มารึเปล่า

มีซิ รู้จักผู้หญิงมากกว่าใครในประเทศไทย ผมเคยใช่คำพูดง่ายๆ สั้นๆ ว่าผู้หญิงทุกคนสวยทุกคน ผู้หญิงทุกคนมีเสน่ห์ทุกคน ผู้หญิงมันทำให้โลกใบนี้ที่มันเป็นภูเขาหินที่มันแข็งมันดูอ่อนไหวไป ผู้หญิงเป็นมากกว่าดอกไม้ ผมว่าผู้หญิงทุกคนผมเข้าใจเค้าเกือบทุกเรื่องแม้กระทั้งโรคของผู้หญิง

เข้าใจเหมือนเจ้าของสวนส้มเข้าใจโรคส้มรึเปล่า

นั่นแหละ ว่าใส่ปุ๋ยเมื่อไหร่ ใส่น้ำเมื่อไหร่ เวลาเค้าอกหักมาผมจะนั่งอยู่ตรงเนี่ยแล้วให้เค้าพูดพร่ำพรรณาถึงบทเจ็บปวด ผมก็ทนได้ที่จะฟังเค้าทั้งหมดแล้วก็พูดคุยให้เค้าหัวเราะและยอมรับความเป็นจริงซะ ผู้หญิงทุกคนความต้องการทางเพศไม่ได้แตกต่างจากผู้ชายผมว่าดีไม่ดีจะมากว่าซะด้วยซ้ำเพราะผู้หญิงผมเชื่อว่าความต้องการของเค้ายังถูกประเพณีบ้างวัฒนธรรมบ้างความเชื่อในตัวเองของเค้ากดดันมันทำให้เค้าเจ้าอารมณ์ หงุดหงิดง่าย ไขว้คว้าบางสิ่งบางอย่างที่มันผิดๆ มาตลอดระยะเวลา แล้วท้ายที่สุดเจ้าหล่อนก็จะทำร้ายตัวเอง เชื่อในสิ่งที่ไม่จริงไง ผู้หญิงที่ทำงานค่อนข้างจะรู้จักเรื่องเพศเยอะนะเค้าสะอาด เค้าสะอาดเค้ารู้จักการดูแลความเป็นผู้หญิงของเค้าอย่างดี เค้ารู้จักด้วยซ้ำไปจะป้องกันอย่างไรจะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้ชายมีความสุข ทำมากได้ขนาดไหน เค้ารู้จุดอ่อนของผู้ชายมันมีอะไรบ้างแล้วเค้าสามารถจะปรนนิบัติผู้ชายได้อย่างเหนือชั้นกว่าปกติ เค้าไม่ได้ยึดติดกับสิ่งที่มันเป็นความรังเกียจ ความสกปรก เค้านำเสนอกับผู้ชายหลายๆ คนหรือเกือบทุกๆ คนที่เค้ามีชีวิตรักด้วยเต็มที่ ผู้ชายจริงๆ แล้วมันเป็นทาสของผู้หญิงตั้งแต่เกิดจนตาย ผู้หญิงเท่านั้นที่กำหนดให้โลกใบนี้หมุน ทุกวันที่ผู้ชายทำงานหนักเพื่อผู้หญิง ผู้หญิงชอบขึ้นข้างบน ผู้หญิงต้องการเป็นฝ่ายรุกมากกว่าเป็นฝ่ายรับ

คือจะบอกว่าอาชีพนี้เข้าใจคนทั้งสองเพศใช่ไหมได้อย่างน่ากลัวจะไปทำอาชีพอะไรก็ได้

ประมาณนั้น เพราะผู้ชายที่เสียงดังมีอำนาจมีฐานนันดรกินเหล้าเมาระดับหนึ่งเสียงดังใช้อำนาจกับผู้ชายด้วยกันกับลูกน้องในบริวารแต่เจอผู้หญิงคนหนึ่งตัวเล็กๆ หน้าอกเล็กๆ ด่าได้อย่างเต็มปากแล้วผู้ชายคนนั้นก็กลัวเดินตามออกไป มันอาจเป็นเพราะว่าผู้ชายคนนั้นชอบอย่างนั้นก็ได้

สรุปแล้วในทางกลับพี่ก็เข้าใจว่าผู้ชายต้องการอะไรผู้หญิงต้องการอะไร พี่เปิดสถานบันเทิงสำหรับผู้หญิงได้ไหม

สถานบันเทิงผู้หญิงมันทำไม่ได้ เพราะมันไม่ใช่ธรรมชาติ ส่วนใหญ่ผู้หญิงจะเป็นตัวกำหนดเอง ผู้หญิงโรคจิตเท่านั้นที่จะไปใช่บริการอย่างนั้น ผู้ชายจะเริ่มต้นได้ผู้หญิงต้องเป็นคนเปิดโอกาสให้เพราะฉะนั้นผู้หญิงมีโอกาสเป็นคนเลือกผู้ชายมากกว่าผู้ชายเป็นคนเลือกผู้หญิง ผู้หญิงต้องกล้าพอที่จะเปิดโอกาสให้ ถ้าผู้ชายคนนั้นคุณคิดว่าดีแล้วคุณเปิดโอกาสให้แล้วผู้ชายคนนั้นจะกล้าเข้ามาหาคุณ ผู้ชายขี้กลัวมาเลยนะ ถึงได้ซื้อกินไง
พี่จ่าทำอะไรวันๆ ในอาชีพนี้

งานของพี่มันเป็นงานในจินตนาการ เมื่อเราจัดว่างคน เราจัดคอนเซ็บท์ เราจัดปรุงแต่ง รูปแบบคน รูปแบบดนตรี การบริการ เตรียมการตลาด การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การเร่งเร้าให้ตลาดเกิดภาพของการขาย เป้าผลผลิตที่ลงไปสู่พนักงาน ผลประโยชน์ถูกจัดการให้มันถูกแจกแจงให้รู้ที่หมาย ทุกคนทำงานมีเป้าหมายทำงานแล้วจะได้ผลประโยชน์เท่าไหร่ บทระเบียบการลงโทษ ให้ทุกคนอยู่ในกรอบ มีวันเวลาชัดเจนให้รับผิดชอบกัน อันนั้นคือสิ่งที่เราเซทอัพเบื้องต้นเยอะมาก เริ่มต้นเราต้องทำเอง ต้องคัดคนเข้ามาทำงานแต่ละคนต้องจัดว่างโพซิชั่นว่าคนนี้มันมีความสามารถยังไง แต่ละอย่างว่างให้ตรงกับเหตุผลของงานของเรา เนื้องานแต่ละส่วนของเราที่เราต้องการจะทำเอา database ลูกค้าที่เป็นสมาชิกทำสื่อสารจัดเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ดีหรือว่านิตยสารดี ถูกจัดวางให้มันเกิดความต่อเนื่องทางการขายในอนาคต และก็วางกรอบการทำงาน หลังจากตรงนั้นงานบริการมันกินเหล้าร้านมันมีดนตรีถ้าดนตรีมันอยู่นิ่งอาทิตย์หนึ่งมีเพลงใหม่แค่เพลงสองเพลงเล่นเพลงเก่าๆ เล่นทุกวันมันก็คงสร้างความเบื่อหน่าย

พอสร้างความเบื่อหน่ายการพัฒนาบุคลากรข้างในซึ่งจะต้องความสามารถขนาดนี้มันยังไม่เพียงพอมันต้องได้คุณสมบัติการเป็นนักแสดงด้วยเพราะมันจะเซทอัพอารมณ์ได้ ผู้หญิงคนหนึ่งซึ่งยังไม่เคยผ่านแคทวอล์กเวทีมาเลยแต่วันนี้เข้ากำลังถูกช่างแต่งหน้าทำผมแล้วใส่ชุดที่สวยและสง่างามที่สุดกำลังจะก้าวขึ้นบนแคทวอล์ก ผมไม่ต้องถามว่าความดีใจความลิงโลดมีมากขนาดไหน ความประหม่าไม่ต้องพูดถึงเหงื่อชุ่มฝ่ามือขนาดนั้น แต่เมื่อเค้าลงจากเวทีแคทวอล์กเสียงปรบมือดังลั่นทั้งร้านเค้าจะเปลี่ยนจากคนหนึ่งไปอีกคนหนึ่งเดี๋ยวนั้นเลย เค้าจะเป็นอย่างนี้ไปสักพักหนึ่ง แต่เราจะต้องควบคุมอีกนะครับไม่งั้นมันจะเตลิด เพราะความหลงตัวเอง ว่าโอเค ว่าทุกคนปรบมืออย่างนั้น ตัวเองก็จะลิงโลดด้วยความด้อยปัญญา และควบคุมความต้องการของตัวเองไม่ได้ เราก็ต้องมีวิธีการของเราอีก นั่นคือการพัฒนาคนในองค์ให้เป็นนักแสดง ในเวลาเดียวกันเราก็ต้องดูบรรยากาศ ดูความลงตัวว่ามันประสมกลมกลืนอย่างเป็นเรื่องเดียวกันไหม ถ้าเมื่อไหร่ที่มันเป็นเรื่องเดียวกันมันจะกลมพอมันกลมรสชาติมันจะพอดี

ปัญหาในระหว่างทาง ปัญหาที่มันเกิดขึ้นส่วนใหญ่ปัญหาเรื่องบุคคลทัศนคติเรื่องความขัดแย้งในความคิดในคำพูดเราไม่พอใจเรื่องคำพูด ปัญหาเรื่องผลประโยชน์ ทะเลาะเบาะแว้งเรื่องส่วนตัว ปัญหาเรื่องผลประโยชน์เรื่องเงินเรื่องทอง ของหายอะไรประมาณนี้ นี่คือปัญหาระหว่างทาง ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นเราต้องไม่ให้มันบานปลายเพราะความกลมที่เราต้องการทุกๆ วัน มิเช่นนั้นเราต้องสร้างสถานการณ์ของตามคำพูดของโชนหุยว่า "โฮ่ร้องทางบูรพา…" นั่นหมายถึงว่าเราต้องมาให้ทุกคนได้รับรู้ก่อนว่าต้องทำตรงนี้ก่อนเพื่อ 3 เดือนข้างหน้ามันจะไม่เป็นปัญหาที่ผมพูดในวันนี้ เพราะฉะนั้นคุณต้องทำอย่างนี้เพื่อสิ่งนั้นอีก 3 เดือน สมมติว่าคุณต้องทำผลประโยชน์ให้ได้ 150 ดื่มนะ คุณจะได้เงิน 1 หมื่นบาทรวมเงินดื่มของคุณปกติจะได้ 90 บาท หรือ 80 บาท ผมจะให้คุณ 100 บาท ถ้าคุณได้ 100 ดื่ม คุณจะได้แค่ 8 พัน ถ้าคุณทำได้ 150 ดื่ม คุณจะได้หมื่น 5 พัน เงินเดือนคุณถ้าคุณได้ไม่ถึง 150 ดื่ม คุณจะได้แค่ 8 พัน ถ้าคุณได้ 150 คุณได้ 1 หมื่น 1 พัน รวมแล้ว 2 หมื่น 6 พัน ที่คุณจะได้ เค้าก็จะได้ทำได้ เดือนที่หนึ่งเราจะไม่ชมเค้า พอเดือนที่สองเราก็บอกว่าคุณเก่ง เดือนที่สามเค้าก็ทำได้อีกจากเดือนที่ 3 เราบังคับผลผลิตร้านเราได้กำไรแล้วแต่เค้าหารู้ไม่ว่าฐานันดรของเค้าความสามารถของเค้าอยู่ในราว 2 หมื่น 6 พันบาท สามเดือนผ่านไปก็เป็นการเคยชินแล้วเพราะฉะนั้นของความคิดของเค้าการปรุงแต่งตัวของเค้า การปรนนิบัติลูกค้าจะเป็นในธรรมชาติของเค้าใน 2 หมื่น 6 ไม่ใช่ 8 พัน

นี่คือวิธีการทำงานทางไซโคโลจีแมเนจเม้นท์มากกว่าเหมือนกันทุกที่แต่ช่วงต้นๆ จะเหนื่อย แบบคนมันจะสื่อสารไม่ค่อยเข้าใจเราว่าเราคิดอะไรอยู่ เหมือนทิ้งระเบิดเข้าไปตูม ตูม จุดอะไรมันด้อยเราก็จะทิ้งระเบิดจุดนั้นเรียกว่าปูพรมไปเรื่อยๆ เพื่อให้เค้าอยู่ในกฎเกณฑ์ที่เรากำหนดให้เค้ายอมรับ บางทีเราแอดไซน์คนนี้มาเป็นหัวหน้าแต่ศักยภาพการเป็นหัวหน้าเค้ายังไม่ยอมรับ พอไม่ยอมรับขึ้นมาก็เป็นปัญหา เราต้องสร้างสถานการณ์อย่างไรเมื่อเราเห็นว่าคนนี้มีโอกาสเค้าสามารถทำได้ ซึ่งต้องใช้ทรัพยากรการบริหารคนอย่างเดียว

แสดงว่าเราต้องมีอะไรพิเศษที่ไม่เหมือนคนอื่น

ก็นี่ไงครับ ทหารสอนผม AIA สอนผม

มันกลับทางกันค่อนข้างพอสมควร อย่างเช่นว่าเป็นทหารสอนให้คนเหมือนกัน แต่จริงๆ มันก็คนเหมือนกัน ไม่ใช่คนเหมือนกันอย่างเดียว ต้องอดทนต่อแรงเสียดทาน อดทนต่อคำพูด ต่อแรงเตะบ้างจากการที่จะต้องวิ่งตอนตี 2 ยันเช้า 6 โมง ต้องไปนอนแช่น้ำทั้งคืนเค้าสอนให้เราอดทนด้วย เพราะฉะนั้นตัวเราจะอดทนมากใครจะพูดอะไรกับเราถึงจะพูดให้เราเสียๆ หายๆ เราก็คิดว่ามันเป็นแค่คำพูด ถ้าเราโกรธเมื่อไหร่เราโง่เมื่อนั้น
 
คนที่มาที่นี้มีแต่เมมเบอร์

ส่วนใหญ่ ร้อยละ 95 เปอร์เซ็นต์

แล้วคนธรรมดาที่มา

แพงมาก ปกติถ้าจะเปิดเหล้า 2 พัน 5 ถ้าเป็นสมาชิกก็ไม่เกิน 2 พัน ถ้าไม่ใช่สมาชิก 4 พัน บอกเซอร์วิสชาร์จอีก 10 เปอร์เซ็นต์ก็เป็น 4 พัน 4 มาคนเดียวไม่เป็นสมาชิกนั่งคนเดียวทั้งคืนขี้หมูขี้หมาก็สักหมื่น

นั่งหมายถึงอย่างไงคะ


ก็นั่งกับสาวๆ สักคน แต่ถ้าเป็นสมาชิกที่นี่จากที่เคยจ่ายหมื่นก็จ่ายไม่ถึงพันห้าแต่เราสบายใจถ้าเค้ามาประจำๆ ก็เป็นเพื่อนกันแล้ว

คนต้องมาสักพักใหญ่ถึงจะเป็นสมาชิกใช่ไหม


คนที่เค้าเข้าในร้านของเราส่วนใหญ่เค้าจะมีการแนะนำมา ต้องมีคนรู้จัก เพื่อนเคยพามาแล้ว รู้จักพนักงานในนี่แล้วถึงเข้ามา ถ้าพวกอยู่เข้ามามีน้อยมาก หรือบางพวกได้ยินคำร่ำลือของชื่อเสียงว่าสนุกนะดีนะถึงมา มาถึงก็เป็นสมาชิกเลย

-----------------
 
 

Copyright 2002 yes! magazine All rights reserved
 
อ่านบทสัมภาษณ์ที่น่าสนใจก่อนหน้านี้

Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact us: editor@yes-wedo.com