The Art of Being Alone
ศิลปะการอยู่คนเดียว
Text
: Hallelujah
ในหยุดนิ่ง คือขับเคลื่อน ในลอยเลื่อน คือแจ่มชัด
................................................
ผมเคยมีโอกาสได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (หรือว่ารางวัล ซีไรต์ ที่คนทั่วๆ ไปคุ้นชิน) 2 สมัย ในปี 2540 จากนวนิยาย ประชาธิปไตยบนเส้นขนาน และในปี 2542 จากรวมเรื่องสั้น สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าคน
คุณวินทร์เป็นคนที่ช่างสังเกตและช่างคิดตามวิสัยนักเขียนโดยทั่วไป มีครั้งหนึ่งที่คุณวินทร์เคยไปนั่งรองานสัมมนาทางวรรณกรรม ที่เนิ่นช้าตามประสาพิธีกรรมแห่งสยามประเทศ คุณวินทร์สามารถนั่งนิ่งๆ ได้เป็นชั่วโมง ไม่ลุกด้วยเมื่อย ไม่พร่ำเรื่อยเปื่อยด้วยคันปาก แต่นั่งนิ่งๆ นานๆ อยู่คนเดียวโดยไม่เกี่ยวกับใคร
ในความนิ่งของภายนอก เชื่อว่าภายในของคุณวินทร์อาจกำลังเหาะเหินตีลังกาท้าสายลมไปไหนต่อไหนก็อาจเป็นได้ นั่นคือการไหลเลื่อนเคลื่อนที่ของจินตนาการ ของความคิด ของสมอง
การจินตนาการเป็นเรื่องแสนสนุก อย่างน้อยก็สำหรับนักเขียนหรือศิลปินที่มีการทำงาน 2 ขั้นตอน คือทำภายใน ก่อนทำภายนอก
ภายในคือการคิด จินตนาการ ปรับแต่งสร้างสรรค์
ภายนอกคือลงมือเขียน พิมพ์งาน หรือทำงานศิลปะให้ออกมาเป็นรูปธรรม
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เมื่อศิลปินหลายท่านพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า การทำงานภายในกินเวลาเนิ่นนานกว่าการทำงานภายนอกมากนัก
นี้เองกระมัง ที่ทำให้ศิลปินหรือนักเขียนส่วนใหญ่โปรดปรานการอยู่คนเดียว รักในความสงบ เพื่อที่โรงละครในตัวจะได้เปิดการแสดงอย่างไม่สะดุดด้วยสิ่งรบกวนภายนอก
เป็นความจริง ที่ศิลปินส่วนใหญ่โดดเดี่ยว แต่นั่นก็เพียงเปลือก เพราะภายในระดะแน่นด้วยตัวละครและเหตุการณ์ที่ดำเนินไปอย่างไม่รู้หยุดและจบ
ตรงกันข้ามกับประชากรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ที่สถานการณ์ชีวิตในแต่ละวันไม่อำนวยแก่การเปิดโรงละครในตัวตน หากที่ต้องจัดการคือกองกระดาษหรือวัตถุหาเลี้ยงปากท้องเบื้องหน้า ประชากรในประเทศส่วนใหญ่ต้องเลื่อนไหลทางกายภาพไปตามกระแสสมัยที่ไหลเลื่อนไปอย่างไม่รอช้า เพราะหากหยุดนิ่งไม่ติงไหว นั่นคือการหยุดรอความตายที่กำลังวิ่งตามมาข้างหลังติดๆ
ความเคยชินในการแตะต้องและใช้เวลาอยู่กับวัตถุภายนอกก่อเกิดเป็นความเคยชิน เมื่อหมดจากงานพร้อมหยาดเหงื่อที่หยดผล็อย จึงไม่ชินที่ต้องอยู่กับตัวเอง
เหตุนี้กระมัง เราจึงเห็นยามค่ำคืนในเมืองกรุงยืดยาวออกไปทุกที
เที่ยงคืนเมื่อก่อนคือดึกมากที่สุด แต่เดี่ยวนี้น่ะหรือ แทบเรียกได้ว่าคือเส้นสตาร์ทในการย่ำราตรี
เพราะประชากรไม่ชินในการอยู่กับตัวเอง รู้สึกไหมว่าเรานอนไม่ค่อยหลับกันมากและหนักขึ้น ซึ่งถ้าไม่หาเครื่องไม้เครื่องมือของเล่นเพื่อนคุยเพื่อนเล่นไว้แก้เหงา เราก็คงต้องออกไปหาอะไรแก้เหงาภายนอกบ้าน
หากนักเขียนเปรียบได้กับปราชญ์ ที่มองเห็นชีวิตและสัจธรรมแห่งโลกได้แจ่มชัดกว่าผู้อื่น หลายคนยกย่องนักเขียนในแง่ที่ว่า แต่เอาอย่างไม่ได้ เพราะไม่ชินกับการนั่งนิ่งนอก แต่ไหวใน
หากนักเขียนและศิลปินคือแบบฉบับของสุนทรียะในการใช้ชีวิต เชื่อว่าหลายคนคงอยากเป็นบ้าง แต่ก็ดังที่กล่าวไป เรากับตัวตนของเรากลายเป็นแขกแปลกหน้าที่เข้าหน้ากันไม่ค่อยติด
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ นักเขียนแบบคุณวินทร์คือแบบอย่างในการอยู่คนเดียวแบบไม่เหงา เหนืออื่นใดนักเขียนแบบนี้ไม่ค่อยมีความเครียดมารบกวน เพราะการเคลื่อนไหวจินตนาการภายในนอกจากจะชะลอและชะล้างความเหงาแล้ว ยังเป็นประตูที่เปิดไปสู่ดวงตาสัจธรรม ที่มองเห็นโลกและภาวการณ์ต่างๆ ในความเป็นจริง
คือนิ่งขึ้น เข้าใจขึ้น จึงไม่ทุกข์ทรมานตีอกชกหัว
นี้กระมัง ความสุขในระดับหนึ่งที่ประชากรปัจจุบันไม่มีไว้ในครอบครอง
การขับเคลื่อนจินตนาการไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในผู้ที่อยากจะเป็นนักเขียนหรือศิลปิน แต่ใช้ได้ดีกับทุกคน
แม้ปลายทางแห่งการขับเคลื่อนอาจไปไม่ถึงดวงตาสัจธรรม แต่อย่างน้อย ก็เชื่อได้ว่าในโรงละครที่นิรมิตได้ตามใจนั้น จะมีตัวละครหนึ่งที่เราคุ้นหน้าที่สุด
เชื่อไหมว่านั่นคือตัวเราที่เคยเข้าหน้ากันไม่ติด
หากในโลกแห่งความจริงมันน่าหน่ายเกินทำได้ ลองจับมือกับเขาในโลกแห่งโรงละครในตัวเรา
นอกเหนือจากขับไล่ความเหงา อย่างน้อยที่สุด เราก็จะเห็นตัวเอง และรอยยิ้มอาจจะกลับมาหาริมฝีปากอีกครั้ง
"""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""
|