| "เฮ้อ!"
ได้ยินเสียงตัวเองถอนหายใจดังๆ ขณะหย่อนตัวลงนั่งบนเก้าอี้ขนาดพอดีตัวในแถวที่นั่งผู้โดยสารชั้นประหยัด
ลมที่ถอนหายใจออกมาราวกับจะช่วยพัดเป่าความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า ออกมาจากความรู้สึกได้
เหนื่อยหรือ
?
ใช่ มันเหนื่อย...
แต่ยังตอบไม่ได้ทันทีว่าเหนื่อยอะไรหนักหนา
พอคิดได้อย่างนี้ก็อดเผลอยิ้มออกมาบางๆ กับตัวเองไม่ได้ รู้สึกเขินกลัวคนที่นั่งข้างๆ
เขาจะหาว่าไม่เต็มเต็ง ก็เลยทำเป็นก้มหน้าลงดูมือที่กำลังรัดเข็มขัดนิรภัยอยู่แก้เขิน
นั่นนะสิ...แล้วจะเหนื่อยอะไรกันนักกันหนา
กะอีแค่สะพายกระเป๋าถือใบหนึ่งกับย่ามพะรุงพะรังอีกสักใบสองใบที่หอบหิ้วจากสนามบิน
เอามายัดใส่ช่องเก็บของเหนือศีรษะในเรือบินเสร็จสรรพ..แค่นี้เอง
เดินทางกลับบ้านช่วงสงกรานต์ไม่ใช่เพียงแค่ธรรมเนียมไทย แต่เป็นเหมือนธรรมเนียมส่วนตัวที่กลายเป็นนิสัยของฉันอย่างหนึ่ง
วันเดินกลับในแต่ละปีมักหมุนเวียนมาสู่ช่วงเวลาเดิมแทบทุกคราว ซึ่งมักจะเป็นวันก่อนสงกรานต์สักสองสามวันและปีนี้ก็เช่นเดียวกัน
เสียงถอนหายใจด้วยความเหนื่อยเหน็ดของตัวเองนั่นแหละ ที่นำความคิดล่อยลอยไปสู่วันนี้ของฉันเมื่อสิบกว่าปีก่อน
รถไฟชั้นสามกับกระเป๋าใบโต กลิ่นไก่ย่าง กลิ่นควันรถ และกลิ่นของเก่าของเสียจากร่างกายใครก็ไม่รู้ทับถมหมักหมมกันมาเป็นร้อยปีเป็นอย่างต่ำ
(ข้อมูลนี้ไม่ผิดพลาดแน่ เพราะได้ยินว่าการรถไฟไทยเพิ่งมีงานฉลองครอบ
101 ปี แห่งการก่อตั้งไปไม่นาน) บวกกับกลิ่นเหงื่อไคลหลังเลิกงานของคนที่ต้องแอบย่องหนีเจ้านายมาขึ้นรถให้ทันตอนเย็น
และยังมีนักเรียนมัธยมที่เดินทางกลับจากการมาสอบเข้าเรียนต่อชั้นม.4
ในกรุงเทพฯอีกหนึ่งคน
ความเหนื่อยตอนนั้นไม่ใช่สิ่งที่มีไว้รู้สึกในวันนั้น แต่คงมีไว้เพื่อให้หวนระลึกถึงในวันนี้
เพราะเพียงแค่จะซื้อตั๋วโดยสารซึ่งไม่มีเลขที่นั่ง และหาช่องเพื่อแทรกตัวเองกับกระเป๋าเข้าไปในตู้รถไฟที่มีคนเบียดกันแน่นไปถึงในส้วมให้ได้นั้น
ก็ต้องใช้สมาธิมากจนไม่มีอารมณ์จะเหนื่อยเสียแล้ว ความฝันอันฟูฟ่องและความตื่นเต้นที่จะได้กลับบ้าน
ทำให้ความอ่อนแอกลายเป็นเรื่องตลกสำหรับเด็กผู้หญิงอายุ 14 ปีที่มีทั้งกระเป๋า
ถุง และลังของฝากหนักแสนหนักอยู่ในอ้อมแขน
ความแออัดยัดเยียดภายในขบวนรถไฟกับการซื้อตั๋วยืน
ยังเป็นตำนานที่มีชีวิตและเลือดเนื้ออยู่เสมอบนรถไฟไทย แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเจ็บปวดอะไร
ดูเหมือนว่าคนที่ยืนอัดกันอยู่บนรถไฟแสนเหม็น จะยิ้มได้บ่อยๆอย่างมีความสุข
และดูน่าชื่นใจกว่าคนบนเรือบินเสียอีก แม้แต่ตัวฉันเองในวันนั้น ก็เคยเป็นคนยิ้มง่ายกว่าตอนนี้หลายเท่า
รัดเข็มขัดเสร็จปุ๊บ
หนุ่มสาวสวยและหอมประจำเครื่องก็ลากรถเข็นเข้ามาแจกหนังสือพิมพ์ มีทั้งไทยและเทศให้ได้เลือกกันตามอารมณ์
ร่ำๆจะหยิบหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษมาดู เผื่อคนข้างๆ เขาจะได้เข้าใจเสียทีว่านังผู้หญิงผอมๆ
ดำๆ หน้าไม่ทันสมัยคนนี้ ความจริงแล้วไม่ธรรมดานะยะ แต่มือก็ดันไพล่ไปหยิบเอาหนังสือพิมพ์ไทยสไตล์ชาวบ้าน
จั่วหัวเรื่อง "... ..." มาเสียนี่ อ่านๆ ไปไม่ทันได้ความอะไรแค่พลิกไปหน้า
"ดวงประจำวัน" หน่อยเดียว มือก็เปื้อนหมึกพิมพ์ดำปี๋เลยต้องวาง
แล้วต้องทำท่ารังเกียจรอยเปื้อนและหาผ้าเช็ดมือเสียหน่อย ไม่งั้นคนเขาจะว่าเราเป็นคนสกปรก
ไม่ด๊าย...ไม่ด้าย เอาไปให้พ้นเลยเนี่ย หนังสือพิมพ์..สกปรก
หนังสือพิมพ์กับการเดินทางนั้นเป็นของคู่กัน
สโลแกน "รถนอน ห้าบาท" คนที่ไม่เคยนั่งรถไฟชั้นสามตอนสงกรานต์สมัยเมื่อสิบปีก่อน
ฟังอย่างไรก็คงไม่ซึ้ง ผู้โดยสารรถไฟจำนวนไม่น้อยเป็นคนอ่านหนังสือไม่ออก
เขียนหนังสือไม่เป็น อย่างดีก็แค่วาดเส้นยึกยักแล้วจำให้แม่นๆ ว่านี่คือลายเซ็นของข้าพเจ้า
หรือหนักหน่อยก็ใช้แปะโป้งเอาเวลาไปอำเภอ พอได้มาขึ้นรถไฟต่างก็ซื้อหนังสือพิมพ์กันถ้วนหน้า
กลิ่นน้ำหอมราคาแพงที่ลอยมาอีกระลอก
บอกให้ทราบด้วยความคุ้นเคยว่าเขาหรือหล่อนผู้ได้ชื่อว่าเป็นนายและนางฟ้าแห่งสายการบิน
กำลังเคลื่อนรถเข็นเข้ามาบริการอาหารเช้ามื้อเล็กๆ สำหรับการบินช่วงสั้นแค่ชั่วโมงกว่าๆ
ให้เป็นการเดินทางที่แสนสำราญที่สุดตามอัตภาพของชั้นโดยสาร รสชาติอาหารก็ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวอะไร
ค่อนข้างตลกด้วยซ้ำเมื่อสายการบินในประเทศที่มีผู้โดยสารส่วนใหญ่เป็นคนไทย
กลับบริการอาหารฝรั่งประเภทแซนด์วิชจืดๆ พร้อมเครื่องเคียงเป็นผักดองแบบฝรั่งอีกเหมือนกัน
จะดีอยู่หน่อยก็ตรงที่มีผลไม้แช่อิ่มที่เป็นผลไม้ไทย ซึ่งก็เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เรียกว่าเป็นรสเป็นชาติ
แต่อย่างไรเสียการได้กินอาหารในเรือบินก็ยังให้ความรู้สึกดีๆทุกที
แต่จะให้ยอมรับว่ารู้สึกพิเศษเชียวแหละ..เห็นจะต้องขอตัว เดี๋ยวใครเข้าจะรู้ว่าเราเห่อเรือบิน
เชอะ..ไม่มีทางเสียละ อย่าว่าแต่นั่งเครื่องในประเทศแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงเลย
นั่งกันจนตูดแฉะทั้งวันทั้งคืนข้ามประเทศข้ามโลกฉันก็นั่งมาแล้วทั้งนั้นย่ะ
แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถ้าเครื่องบินเขาเกิดเปลี่ยนมาบริการอาหารประเภทที่ใครๆ
ก็ชอบ เช่นไก่ย่างส้มตำ หมูปิ้ง ซาลาเปา อะไรเข้าจริงๆ ความรู้สึกดูดีมีระดับเวลาได้ขี่เรือบินนี้มันจะหดหายไปมากน้อยแค่ไหน
สรุปว่าเป็นอย่างไรมาก็เป็นอย่างนั้นต่อไปก็แล้วกัน ใครอยากกินอะไรแบบชาวบ้านๆ
ก็จงไปนั่งรถไฟรถส้มเถิดอย่าถลามาขึ้นเครื่องเลย เปลืองเงินเปล่าๆ
เขาไม่มีให้กินหรอก ไอ้ของพรรค์นั้นน่ะ
รถไฟชั้นสามช่วงสงกรานต์
มันแน่นเสียจนนายตรวจตั๋วเบ้หน้า แทบจะต้องจับไม้สั้นไม่ยาวกันมาตรวจ
แต่ก็ต้องยกนิ้วให้พวกพ่อค้าแม่ขายทั้งหลาย ผู้มีแก่ใจทั้งหิ้วทั้งทูนหัวกันมาขายในขบวนรถ
มีไก่ย่าง เนื้อย่างและข้าวเหนียวเป็นตัวชูโรง ถั่วต้มและของกินเล่น
มักจะซื้อขายกันแค่ทางหน้าต่าง เพราะคนขายเองก็คงเข้าใจหัวอกคนจนด้วยกันว่าเงินในกระเป๋าคนนั่งรถไฟชั้นสามหลายๆ
คนนั้นมีไว้แค่ซื้อของกินอิ่ม ไม่ใช่ของกินเล่น หรือบางคนก็ไม่ได้มีไว้ซื้ออะไรกินเลย
แต่มีไว้สำหรับค่ารถสองแถวนั่งต่อเข้าหมู่บ้านเมื่อถึงปลายทาง ส่วนรถเสบียงนั้นเป็นเรื่องของความหรูหราอีกระดับหนึ่ง
ซึ่งหลายคนยังไม่เข้าใจในขณะนั้น รวมทั้งตัวฉันเอง กลิ่นไก่ย่างแห้งๆ
ที่เด็กน้อยตัวดำร้องโยเยให้แม่มันซื้อรบกวนจิตใจยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
แต่การจะให้ซื้อกินเองกลับเป็นเรื่องเล็กๆ และยากเย็นสำหรับฉัน ไม่ใช่ว่าไม่มีเงิน
เงินนั้นมีแน่
เยอะเสียด้วย แต่การเที่ยวซื้อของกินตามข้างทางนั้นไม่ใช้นิสัยของฉันเอาเสียเลย
รวมทั้งการนั่งแทะกระดูกไก่อยู่ข้างๆ คนแปลกหน้าที่ต้องเบียดกันจนหัวไหล่แทบชนกันเป็นสิ่งที่ฉันนึกภาพตัวเองไม่ออก
และที่สำคัญ..มันไม่เท่
เรื่องหิวนั้นไม่ต้องพูดถึงพอทนได้
แต่ความอยากก็สำคัญไม่ใช่เล่นเหมือนกัน ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากจะต้องละสายตาไปจากเจ้าเด็กตัวดำกับไก่ย่างไม้นั้น
สิ่งเดียวที่ยังตราตรึงอยู่ในใจ
คือ.. ..อยากกินเป็นที่สุด
ถึงแม้ตอนนี้
จะได้กินไก่ย่างที่แสนวิเศษมามากแค่ไหนก็ตาม ภาพไก่ย่างในมือเจ้าเด็กน้อยก็ยังติดแน่นอยู่ในความรู้สึกตลอดมา
ใครจะคิดออกบ้างว่าสิ่งที่ทำให้ชีวิตของคนเรามันหอมหวานและเย้ายวนนั้น
แท้จริงแล้วคือการเลี้ยงตัวให้กลิ้งไปกลิ้งมาระหว่างความอยากและความอดกลั้นนี่เอง
นานเสียจนเกือบสายไป กว่าที่ฉันจะได้รู้ว่าความสุขในชีวิตที่มันหายากขึ้นทุกวัน
เป็นเพราะความอดกลั้นไม่ได้ทำหน้าที่ของมันเท่าที่ควร การได้อะไรมาง่ายๆ
สนองความอยากเพียงชั่วแล่น ได้ทำลายรสชาติที่หอมหวานของชีวิตไปเสียมากมาย
เมื่อเราเป็นเด็ก โลกได้หล่อเลี้ยงความอยากของเราไว้ด้วยกลไกของมัน
การถูกห้าม บังคับ ความกลัวและความอายที่จะต่อสู้ให้ได้มา ทำให้เราไม่ได้อะไรมาง่ายๆ
การอดกลั้นและความอยากนี่เอง ทำให้หัวใจเต้นแรงด้วยความอยากและความพยายาม
เป็นศิลปะในการหล่อเลี้ยงความอยากนั้นไว้ให้ได้นานที่สุด หาใช่การได้สิ่งใดมาง่ายๆ
ตอนเอาตั๋วเครื่องบินไปของเลขที่นั่งและบัตรขึ้นเครื่อง
หากทำเป็นจู้จี้สักหน่อยก็จะมักจะได้ที่นั่งดีๆ ตามต้องการ อย่างถ้าชอบดูฟ้า
ดูเมฆ ก็ขอนั่งติดหน้าต่าง แต่ถ้าอยากใกล้ชิดนางฟ้านางสวรรค์ก็ต้องนั่งติดทางเดิน
แต่ก็มีบางทีโชคร้ายต้องนั่งกลางระหว่างคนแปลกหน้าทั้งซ้ายขวา หรือ
แย่ไปกว่านั้นก็คือได้เก้าอี้นั่งตัวที่ปรับเอนไม่ได้ เช่นแถวๆ ประตูฉุกเฉิน
แต่ร้ายที่สุดคงไม่มีอะไรเกินแม่ลูกอ่อนหรือพ่อลูกอ่อน ประเภทมาคนเดียวหอบลูกมาสองทั้งๆที่ฉันเองก็เป็นคนรักเด็ก
แต่มักหวาดผวาทุกครั้งที่ต้องเจอ โชคดีคราวนี้ได้นั่งริมหน้าต่าง และคนข้างๆ
ก็ดูเฉยๆ ไม่มีพิษภัยอะไรจึงได้นั่งคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยสบายๆ จนรู้สึกว่าแอร์เย็นไปนิดก็เลยกดปุ่มเรียกนางฟ้ามาเสกผ้าห่มให้
พอห่มผ้าแล้วก็พาลจะเคลิ้มหลับ แต่พอข้อศอกคนข้างๆ มากระทบเข้าเบาๆ
โดยบังเอิญ ก็ตาสว่างแกมหงุดหงิดขึ้นมาทันควัน เห็นทีถ้ารวยเมื่อไหร่คงลองนั่งชั้นหนึ่งดูสักหน
อยากรู้นักว่ามันจะสบายกว่าไอ้ชั้นประหยัดนี่สักแค่ไหน
รถไฟชั้นสามก็เป็นรถไฟชั้นประหยัด
แต่ภายในชั้นประหยัดนี้ก็ยังสามารถแบ่งชั้นย่อยได้อีกเมื่อถึงเวลานอน
คนรอบคอบและรู้จักจองตั๋วเดินทางแต่เนิ่นๆ ล่วงหน้าไปสัก 2-3 เดือน
ก็จะได้นั่งหลับคอพับคอแอ่นอยู่บนเก้าอี้อย่างมีเกียรติ เอาหัวพิงขอบหน้าต่างบ้าง
พิงพนักบ้าง พวกนี้ถือเป็นผู้โดยสารชั้นหนึ่ง พวกที่มากันเป็นคู่ๆ
หนุ่มๆ สาวๆ ก็มีการนั่งแอบอิงพิงซบกัน บ้างก็นอนหนุนตักกันโดยมีฝ่ายหนึ่งเสียสละยอมนั่งหลังขดหลังแข็งให้หนุนด้วยความรัก
หากเป็นคู่หญิงชายวัยกลางคนก็มักจะไม่ค่อยโรแมนติกเหมือนหนุ่มสาวแต่จะมาในรูปรักแท้คือการให้
ฝ่ายชายมักจะเป็นฝ่ายต้องทนกึ่งนั่งกึ่งยืนบนเท้าแขน เพื่อให้ภรรยาได้นอนคดคู้อยู่บนเก้าอี้อย่างสบาย
คงนับได้ว่าเป็นชั้นสอง ส่วนเรื่องความรักของบุพการีคงไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน
คนเป็นพ่อเป็นแม่จะทำทุกท่าทุกทางให้เจ้าตัวเล็กได้หลับสบายที่สุด
กระดาษหนังสือพิมพ์ได้เข้ามาเป็นพระเอกตลอดกาลก็ยามนอนนี้เอง
ชั้นสามจริงๆของรถไฟชั้นสามคือชั้นหนังสือพิมพ์
พวกพ่อแม่จะปูกระดาษหนังสือพิมพ์ลงบนพื้น ตลอดไปจนถึงใต้เก้าอี้ แล้วมุดตัวเข้าไปนอนเพื่อให้ลูกได้นอนสบายอยู่บนเบาะที่นั่ง
บางรายกลัวลูกจะกลิ้งตกลงมาจากเบาะ ก็เอาลูกมานอนเสียข้างล่างด้วย
แล้วอุตส่าห์มีแก่ใจพยักเพยิดให้เพื่อนร่วมทางมาหย่อนกายลงแทนที่ตัว
ฉันมองเสื้อเชิ้ตสีขาวแขนยาวตัวใหม่เอี่ยม ที่หมายใจจะใช้แปลงโฉมตัวเองให้ดูเป็นชาวกรุงยามก้าวย่างลงจากรถไฟอย่างปลงๆ
ความง่วงอย่างคนขี้เซาที่ต้องถูกปลุกในตอนเช้า เทียบกันไม่ได้เลยกับความง่วงและเพลียที่ต้องอดนอน
ความร้อนอบอ้าวเหนอะหนะ สกปรก ความหิวและความเมื่อยล้ายังเป็นรองอีกหลายขุมเมื่อเทียบกับความง่วง
มือเล็กๆ
ของเจ้าเด็กตัวดำที่ร้องจะกินไก่ย่างเมื่อตอนเย็นมาสะกิดตรงหัวไหล่
ฉันหันไปพบรอยยิ้มของแม่เด็กที่ตัวดำพอๆ กับลูก แกยื่นกระดาษหนังสือพิมพ์คู่หนึ่งมาให้
พร้อมกับบอกให้เข้าไปนอนใต้เก้าอี้แก
มันเป็นคืนหนึ่งที่ฉันได้ยอมรับกับตัวเองว่า
"ชีวิตมันก็แค่นี้เอง" เป็นคืนหนึ่งที่ฉันค่อยนับเร่งเวลาแต่ละวินาทีให้มันผ่านไป
เป็นคืนหนึ่งที่ฉันได้รู้ว่าฉันรักบ้านแค่ไหน คืนที่ฉันได้รู้ว่าน้ำใจไม่ได้วัดกันที่สารรูป
และก็เป็นคืนเดียวกันที่ฉันภูมิใจได้ผ่านมันมา และเมื่อเอาเรื่องนี้กลับไปเล่าให้คนที่บ้านฟัง
จึงเป็นที่มาของสโลแกน "รถนอน ห้าบาท" แห่งรถไฟสายใต้ไปโดยปริยาย
ถึงแม้ตอนนี้ราคาหนังสือพิมพ์จะแพงกว่าห้าบาทแล้วก็ตาม
เสียงประกาศให้เตรียมลงจากเครื่องบิน
โดยไม่ลืมตรวจตราข้าวของทุกชิ้นให้ครบถ้วน ฉันหอบหิ้วสัมภาระไม่หนักหนาแต่ค่อนข้างพะรุงพะรัง
เดินตัวปลิวออกมาจากฝูงคนที่ยืนออกันเพื่อรอรับกระเป๋าที่มากับเครื่อง
ฉันมักหิ้วสัมภาระทั้งหมดขึ้นเครื่องเองเสมอ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรงเพราะขี้เกียจนั่งรอกระเป๋าอีกทั้งกลัวข้าวของจะแตกหักเสียหาย
"เฮ้อ"
ถอนหายใจใหญ่ด้วยความเคยชิน..... รู้สึกล้าหลังการเดินทางทั้งๆ ที่บางทีมันก็ไม่ได้เหนื่อยแรง
กับการนั่งสบายๆ ได้คิดอะไรเพลินๆ มาชั่วโมงนึง
ได้กินของว่าง
แล้วก็ถึงบ้าน...แค่นี้เอง
เมื่อก่อนนี้ ยืน นั่ง นอน...เบียดกับคนเยอะแยะ แถมยังท้องหิวมาตั้ง
15-16 ชั่วโมงยังไม่เห็นเหนื่อยอะไร
"เฮ้อ"
คิดแล้วเหนื่อย.
|