Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Journey
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้

เที่ยวกาญจน์ด้วยรถไฟสายมรณะ


Text : นายสัญจร
ภาพ : at-bangkok.com


หลังจากใช้บริการ รฟท.เที่ยวชมทุ่งทานตะวันเมื่อปลายปีที่แล้วก็หวนนึกถึงการเดินทางเก็บเกี่ยวความสำราญจากรถไฟอีกครั้ง ไม่กี่เดือนจะเข้าเทศกาลท่องเที่ยวกันแล้ว และคิดว่าทุ่งทานตะวันจะเป็นลำดับต้นๆ ที่หลายคนกล่าวถึง แต่หนนี้ไม่ได้ชวนไปเที่ยวทุ่งทานตะวันนะครับ เอาไว้ให้ถึงช่วงทานตะวันอวดโฉมกันก่อนค่อยไปกัน คราวนี้ผมจะพาเพื่อนๆ ไปเที่ยวเมืองกาญจน์ด้วยรถไฟสายมรณะกันครับ

เริ่มด้วยการโทรฯ ไปสำรองที่นั่งกับการรถไฟเพราะไม่เช่นนั้นอาจชวดการเดินทางครั้งนี้ได้ แต่ต้องรีบจ่ายเงินภายในระยะเวลาที่กำหนดนะครับไม่เช่นนั้นทางรถไฟจะถือท่านสละสิทธิ์ทันที เพื่อให้คนอื่นไม่เสียโอกาสคนละ 100 บาทสำหรับการเดินทางด้วยรถไฟ 1 วันเต็ม พร้อมน้ำเสิร์ฟ 1 แก้วไม่แพงๆ

ถึงกำหนดการ 6.30. รถไฟคำรามเสียงดังลั่นเป็นการเตือนว่าพร้อมที่จะพาทุกท่านออกจากหัวลำโพงไปพบความสำราญ และความงามสองฝั่งทาง เพียงครึ่งชั่วโมงเราก็ทิ้งความวุ่นวายไว้ข้างหลังมุ่งหน้าสู่ทุ่งนา และป่าเขา หยุดไหว้พระปฐมเจดีย์ ที่นครปฐม พอหอมปากหอมคอ ใครกระเพาะเริ่มก่อม็อบด้วยการปล่อยพลน้ำย่อยออกมาทำลายลำไส้เพราะว่าไม่ได้รับอาหารก็ยอมจำนนหามาเลี้ยงพวกมันให้อิ่มหนำเสียตอนนี้ เพราะคุณอาจเพลิดเพลินจนลืมทานไปเลยก็ได้ ผืนนาสีเขียวที่เพิ่งได้รับน้ำแผ่กว้างเป็นแนวเดียว สูดอากาศเข้าไปจนล้นปอดก็ไม่มีอาการสำลักเพราะควันจากท่อไอเสีย เสียงรถไฟยังคงคำรามเป็นระยะประกอบกับเสียงล้อเหล็กบดขยี้รางเป็นเสียง ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง ถึงเสียงจะดังหนวกหูแต่มันก็เป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง ซึ่งถ้าเสียงอย่างนี้เกิดขึ้นในเมืองกรุงผมคงบ้าคลั่งเพราะรำคาญเสียงของมัน

ผมเลือกที่นั่งริมหน้าต่างเพราะนอกจากจะมองเห็นควายเฒ่ายืนเคี้ยวเอื้องหันมองรถไฟด้วยท่าทีเฉยเมิน แตกต่างกับเด็กน้อยที่มักจะโบกไม้โบกมือทักทาย โดยไม่แคร์สายตาคนในตู้โดยสารว่าจะมองร่างเปลือยของตัวเองด้วยท่าทีอย่างไร ผมยังได้รับลมโกรกที่พัดผ่านเข้ามา มันดีกว่าจะไปนั่งคอยรับความเย็นที่เกิดจากพัดลมของรถไฟ คนที่เคยนั่งรถไฟชั้นสามคงทราบกันดีว่ามันให้ความเย็นจนอ้าวเพียงใด

กล้องหนึ่งตัว หนังสือหนึ่งเล่ม และเบียร์ทีละกระป๋อง นี่คือเพื่อนเดินทางของผมจิบเบียร์อุ่นๆ (เพราะซื้อมานานจนความเย็นหนีหายไปหมด) อ่านหนังสือที่ไม่ค่อยมีเวลาอ่าน พร้อมกับรับลมจากธรรมชาติที่ไม่ค่อยได้พบในเมืองหลวงเทาไหร่ต่อให้รถไฟไม่จอดให้ผมเที่ยวชมแหล่งท่องเที่ยวต่างๆ เท่านี้ก็นับว่าคุ้มแล้วละครับ

รถไฟวิ่งเรื่อยโดยไม่จอดรับผู้โดยสารอื่น ดังนั้นจึงพอจะอวดได้ว่านี่คือรถไฟส่วนตัวของเรา (เพราะมีเพื่อนร่วมทางหลายคน) ขึ้นชื่อว่ารถให้บริการท่องเที่ยวแล้วย่อมต้องมีไกด์บริการความรู้แก่เรา แต่ส่วนใหญ่ไกด์ผู้นี้จะแนะนำว่าแหล่งใดอาหารอร่อยเป็นส่วนมาก เขาจะพูดกล่อมเราจนคล้อยตามและหลงไปกับเขาควักเงินจ่ายไปหลายรายจนอดสงสัยไม่ได้ว่าร้านอาหารเหล่านั้นจ่ายเปอร์เซ็นต์ให้ด้วยหรือเปล่า ในตู้โดยสารแห่งนี้เราสามารถเรียนรู้การขับรถไฟได้ด้วยความเอื้อเฟื้อของคนขับ สามารถไปเหยียบวูดรถไฟได้ตามใจชอบ หรือจะไปยืนดูตรงที่คนขับก็ไม่มีปัญหาอันใด นอกจากนี้การสับเปลี่ยนรถไฟมีหลักการอย่างไรเราก็สามารถทราบได้จากปากของไกด์คนนี้ครับ ถือว่ากำไรนอกเหนือจากแหล่งท่องเที่ยวแล้วกันครับ

รถไฟเข้าตัวจังหวัดกาญจนบุรี แต่ไม่จอดให้ลงครับไกด์บอกว่าจะแวะให้มาเยี่ยมสุสานที่ใช้ฝังศพทหารพันธมิตรสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ขากลับและแวะซื้อของฝากกันด้วย แต่ไหนๆ ก็ผ่านมาแล้วผมก็ชวนเพื่อนๆ ลงมาเที่ยวตรงจุดนี้ก่อนเลยครับอาหารแนะนำคือ ปอเปี๊ยสดทอดครับ นุ่ม หอม และอร่อย ร้านขอไม่เอ่ยนามเพราะถ้าคุณไปด้วยวิธีเดียวกับผมทางรถไฟเขาจะพาไปเหยียบถึงที่ไม่ต้องลำบากถามทาง แต่เขาจะจอดให้เที่ยวไม่นานนะอย่ามัวโอ้เอ้ ทางเข้าสุสานมีเข้าทางเดียวคือเราต้องอ้อมกลับมาเพราะร้านขายของฝากอยู่หลังสุสานครับ ผมขอเตือนคุณหน่อยนะ เพราะที่นี่มีคนคุมอยู่ด้วยเป็นฝรั่งขาวสูงใหญ่พูดไทยพอฟังกันรู้เรื่องในการย้ำครั้งที่ 2-3 เขาเป็นคนดุและไม่ชอบให้ใครเข้ามาเที่ยวในสุสานแต่ทำไม่ได้เพราะทางเมืองกาญจน์ต้องการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว ผู้อาศัยเลยเถียงไม่ขึ้นผลออกมาคือหน้าตาที่ไม่รับแขก และคอยจับผิดทุกคนที่ขวางหูขวางตา ด้วยความที่ต้องการภาพที่แปลกไปจากคนอื่นจึงวางกล้องด้วยขาตั้งแล้วตั้งเวลาถ่าย แล้วไปนอนถ่ายภาพข้างๆ หลุมศพที่ประดับด้วยดอกไม้พุ่มเล็กๆ สวยงามทุกหลุมนับหลายร้อยต้น หากก้มมองหรือนอนดูจะเห็นเป็นแนวสวยงามมาก ผลที่ตามมาฝรั่งคนนั้นเดินมาด่าทันทีว่าไม่ให้ความเคารพคนตายทีแรกก็ฟังไม่ถนัด แต่พอขอให้เขาย้ำอีกทีจึงเข้าใจ ไม่น่าถามซ้ำเลย

ก่อนไปสัมผัสความงามของทางรถไฟสายมรณะ เราจะหยุดแวะเที่ยวสะพานข้ามแม่น้ำแควกันก่อนสักครึ่งชั่วโมง ถ่ายรูปและซื้อพลอยที่เลื่องชื่อของเมืองกาญจน์แค่พองาม แล้วกระโจนขึ้นรถขับเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไป รถไฟผ่านสะพานเส้นนี้อย่างช้าๆ ตัวคุณจะค่อยๆ ผ่านขอบเหล็กกั้นของสะพานชนิดที่เงื้อมมือฉุดมันมาได้โดยไม่ได้รับแรงปะทะ ผมไม่ทิ้งโอกาสนี้ไปอย่างสูญเปล่ารีบวานให้เพื่อนร่วมตู้ลั่นชัตเตอร์ให้ทันที ผมถ่ายคู่กับนายแบบราคาแพงก็ขอบกั้นสะพานนั่นล่ะครับโดยชะโงกหน้าออกไปพองาม ขืนออกไปมากมีหวังหัวฝาดกับราวสะพานได้ถึงรถวิ่งไม่เร็วแต่ก็มีสิทธิ์หัวแตกได้เช่นกัน ลองก้มมองดูน้ำเล่นเอาวิงเวียนศีรษะไปมากเหมือนกันขากลับจึงไม่กล้าก้มลงไปมองอีก

เสพความงามสองข้างทางที่รถไฟป้อนให้จนแทบสำลักออกมา เกือบเที่ยงเราก็มาปรากฏกายตรงเส้นทางสายมรณะรถไฟชะลอความเร็วเกือบหยุดนิ่งให้โอกาสทุกคนถ่ายภาพสะพานที่หลายร้อยชีวิตสังเวยให้ในการก่อสร้าง ทางฝั่งซ้ายเป็นแม่น้ำแคว มีแพท่องเที่ยวบ้างประปราย ขนาดไม่ก้มหน้าลงมองก็สร้างความหวาดเสียวได้ไม่น้อยทีเดียวเพราะมันเป็นหน้าผาสูงมองผ่านๆ ก็เจอก้นแม่น้ำเป็นสายขุ่นกว้างและยาวเป็นแนว โค้ง แม้แต่รถไฟยังไม่กล้าส่งเสียงดัง แล้วนับประสาอะไรกับผมจะกล้าแม้กระทั่งหายใจ ภูเขาไม่นับว่าต้นไม้ขึ้นทึบนัก สะพานทอดเอียงมาทางซ้ายแทบหายใจไม่ค่อยถนัดเพราะกลัวแรงลมหายใจจะไปกระทบให้รถไฟตกสะพาน แม้แต่จะยกกล้องเก็บความทรงจำก็แทบจะไม่กล้าทำ กว่าจะรวบรวมความกล้าได้เล่นเอาเกือบสุดสะพานเสียแล้ว หันกลับมามองสะพานไม้ที่ปักหลักริมผาดูเหมือนจะไม่มั่นคง แต่ก็ไม่เห็นเคยเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงอันใดและภาพนั้นก็กลายมาอยู่ในแผ่นกระกระดาษผืนผ้าขนาด 4 คูณ 6 นิ้วเรียบร้อยแล้ว

เที่ยงกับเศษนิดหน่อยเราก็เดินทางมาสุดสายมรณะที่นำตกไทรโยกน้อยพักทานอาหารและเล่นน้ำตกที่นี่จนถึงบ่าย 2 รถไฟก็พาเรากลับด้วยเส้นทางเดิมรับความงามในแบบบ่ายๆ เย็นๆ จนถึงบ้านอย่างสวัสดี

ยัง! ยังไม่จบแค่นี้ ผมยังไม่ได้เล่าเรื่องการเที่ยวน้ำตกเลย หลังจากนำอาหารส่งให้กระเพาะย่อยแล้ว เบียร์เย็นๆ ก็ตามลงไป (คราวนี้เย็นเพราะผมเพิ่งไปไถ่ตัวมันออกมาจากร้านสะดวกซื้อใกล้เคียงนี้เอง) ผมเก็บความสุข รอยยิ้ม เสียงหัวเราะจากคณะเดินทางมาเก็บไว้ในฟิล์ม 35 มม.ของผมเรื่อยเปื่อย เหนื่อยหน่อยก็เอาเท้าราน้ำเล่น นึกเสียว่าตัวเองเป็นนางกินรีที่ไม่กล้าลงเล่นน้ำเพราะกลัวพรานมาจับไป น้ำตกมีขนาดเล็กสมชื่อแทบจะไม่ต้องก้าวเดิน หรือปีนเขาให้เหนื่อย เพราะที่นี่มีน้ำตกเพียงชั้นเดียว และแอ่งเล่นน้ำก็มีจุดเดียวเช่นกัน แต่ความร่มรื่น และสายน้ำที่ร่วงพรายลงมาสวยงามเกินกว่าชื่อหลายเท่าตัว

ผมทิ้งความเหนื่อยล้าลงที่นั่น แล้วชวนความทรงจำกับความสุขกลับมา แต่ขณะนี้ผมได้ผลักไสความทรงจำนั้นให้เพื่อนๆ ผู้อ่านไปแล้ว ส่วนความสุขนั้นไปหากันเอาเองนะครับ ผมใช้มันหมดไปแล้ว กะจะไปตามกลับมาอยู่เหมือนกันว่างๆ ใครไม่มีเพื่อนเดินทางนึกถึงผมบ้างก็ได้นะครับ ยินดีครับสนใจก็โทรฯ สอบถามได้ที่การรถไฟครับ เบอร์ 02-621-8701 ต่อ 5217 หรือสายด่วน 1690 หรือถ้าสนใจแหล่งท่องเที่ยวอื่นด้วยบริการ รฟท.ก็เข้าไปค้นหาได้ที่ http://www.railway.co.th/tour/tour_1.asp หากใครยังไม่กล้าตัดสินใจจะให้ผมนายสัญจรพาไปเที่ยวด้วยตัวอักษรก่อนก็ได้ครับ เพราะคิดอยู่เหมือนกันว่าจะเที่ยวด้วยรถไฟให้ครบทุกเส้นทาง ไม่รู้ทำไมคงเพราะหลงใหลบทละครที่เกิดขึ้นทุกนาทีสองฝั่งรางรถไฟเป็นแน่แท้ อีกอย่างก็คือประหยัด แถมความรู้จากผู้บรรยายครับ




 
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618