หนีจากอาการตกใจแล้วก็กระโดดขึ้นรถไฟเลือกที่นั่งได้ตามสบายครับ แต่อย่าไปนั่งใกล้แฟนใครเข้าล่ะเพราะอาจได้ลงเยี่ยมชมโรงพยายบาลก่อนก็เป็นได้ รถไฟที่ผมนำเรื่องราวมาเล่าให้ฟังนี้คือเที่ยวท่องเที่ยวทุ่งทานตะวัน แต่ทว่าขณะที่เขียนอยู่นี้คือฤดูฝน หลายคนอาจฉงนว่าแล้วจะมาเล่าทำไม ทุ่งทานตะวันที่ไหนจะมาเสนอหน้าในช่วงนี้ ถือว่าใช้เป็นตัวเลือกในการหาแหล่งท่องเที่ยวของฤดูกาลแห่งการชมเมืองไทยในไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้วกัน เพราะถึงวันเข้าจริงๆ จะตัดสินใจไม่ถูก ก็เมืองไทยเรามีที่เที่ยวเยอะเสียนี่กระไหน หัวรถไฟเริ่มกระชากขบวนเสียง ครึก ครืด แล้วคำรามเสียงดัง ปู๊ดๆ ทั่วอณาบริเวณ ผู้โดยสารในตู้โบกี้เอนตัวไปตามจังหวะโยกของรถไฟ มันไม่นิ่มเหมือนเหลนที่วิ่งอยู่บนรางลอยฟ้าของเมืองกรุง แต่มันให้ความเย็นจากธรรมชาติ และความร้อนอย่างทารุณกรณีแดดส่องยามเที่ยงวัน แต่เคราะห์ดีที่การเดินทางครั้งนี้คือช่วงหน้าหนาว
ผมกระชับเสื้อกันหนาวผ้าร่มตัวบางที่พกติดตัวมาเพียงตัวเดียวแน่นขึ้นทุกขณะที่ความห่างระหว่างผมกับเมืองกรุงเริ่มเพิ่มขึ้น ไม่ยอมดึงกระจกขึ้น และไม่หนีไปที่อับลม เพราะบรรยากาศเช่นนี้ที่ถวิลหา
หลังจากการบริการเครื่องดื่มและอาหารเช้าข้าวเหนียวไก่ย่าง และหมูปิ้ง (กับเลือกได้อน่างเดียว) ของ บริกรสาวสวยและหนุ่มงามทั้งหลายแล้ว วิทยากรประจำรถไฟก็จะมาแนะนำ และบแกตารางการท่องเที่ยวให้เราฟังพอคร่าวๆ ตะวันยังไม่ทันพ้นขอบภูเขาดีเราก็มาถึงทุ่งทานตะวัน แทบทั้งผืนยาวชนขอบภูเขากั้นเหลืองอร่ามงามตาท่ามกลางอากาศขมุกขมัว แม้ว่าช่อดอกจะมีสภาพเหมือนคนหมดหวังสิ้นกำลังใจ แต่กลีบดอกที่น้ำค้างเพิ่งแห้งไปหมาดๆ ยังเปร่งรัศมีความงามแห่งสีเหลืองน่ายืนเคียงถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกดียิ่งนัก ช่อดอกก้มมองพื้นเหมือนคนสิ้นหวังของทานตะวันเพราะหาแสงแรกของวันยังไม่เจอ ไม่เป็นอุปสรรคต่อนักท่องเที่ยวเพราะไม่มีใครคิดว่ามันจะเศร้า หรือหงอยเพียงใดพวกเขาเหล่านั้นมีความสุขกับอากาศบริสุทธิ์ และสีเหลืองงามตา ซึ่งนั่นคือความรู้สึกแบบปัจเจก เพียงพอแล้วกับความอิ่มของตนเอง หลังจากทำตัวเหมือนวัวที่เหยียบย่ำทานตะวันต้นน้อย เพียงเพื่อต้องการยืนข้างๆ ต้นใหญ่ ช่อดอกหนาๆ ของนักท่องเที่ยวบางคนเสียงผู้นำทีมก็เริ่มโหวกเหวกเรียกหาให้ทุกคนกลับเข้าประจำที่ มุ่งหน้าไปรับอากาศและลมหนาวบนน่านน้ำของเขื่อป่าสักกันต่อ สำหรับผมมายืนคอยอยู่นานแล้วความสุขของผมนั้นเพียงยืนมองอยู่ไกลๆ ให้เห็นทุ่งทานตะวันกลายเป็นผืนเดียวกัน รู้สึกว่ามันสวยงามกว่าไปยืนจ้องมองเพียงต้นเดียว ยิ่งมองก็ยิ่งหวนคิดถึงความสามัคคีหากทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันความงามในด้านต่างๆ ก็คงไม่ต่างกับความเป็นระเบียบของสี เหลืองที่สายตาผมรับได้ในขณะนั้น เลือกซื้อของฝากจากเจ้าของไร่ชิ้นสองชิ้นก็กระโจนขึ้นตู้รถไฟไปสู้เป้าหมายข้างหน้า ยังไม่อิ่มกับบรรยากาศที่ผมตักตวงมาตลอดระยะทาง รถไฟก็มาจอดลอยอยู่บนน้ำเหนือเขื่อป่าสักฯ ออกมายืนรับลมข้างตัวรถแล้วเสียวไส้อย่างบอกไม่ถูก เหมือนยืนอยู่บนกลางทะเลลึก ลมพัดแรงกระทบตัวยิ่งต้องกระชับเสื้อกันหนาวเข้าหาแน่นยิ่งขึ้น แรงลมทำให้เกิดคลื่นน้อยๆ เป็นระลอก จนถึงขณะนี้เกือบเที่ยงเข้าไปแล้วแดดแรกของวันก็ยังไม่โผล่มาให้เห็นหรือเป็นเพราะว่าเป็นเที่ยงวันเสาร์ พระอาทิตย์จึงขอทำงานแค่ครึ่งเดียว ทานตะวันทั้งทุ่งคงยังไม่หายเหงา และคงมองหาแสงแรกอยู่ เหมือนกับที่ผมหวนหาความเป็นธรรมชาติอย่างไม่สิ้นสุด เจอแล้วก็สวาปามมันลงไปอย่างไม่รู้สึกอิ่ม จะต่างกันก็ตรงที่มันยังไม่เจอส่วนผมนั้นยังไม่อิ่มเป็นเพราะว่าคงยังไม่เจอธรรมชาติชนิดที่เนื้อแน่นๆ ก็เป็นได้
ถัดจากนั้นผมก็ได้นั่งรถชมรอบเขื่อน แล้วรถไฟก็มาปล่อยให้เที่ยวรอบเขื่อนกันตามสบาย 2 ชม. จะเดินเที่ยวหรือซื้อของฝาก ก็สุดแล้วแต่ความพึงพอใจ ผมเดินชมพื้นที่บริเวณเขื่อนโดยไม่ลืมนำภาพที่เห็นนั้นลงกล้อง เพื่อมาให้เพื่อนๆ ได้ดูประกอบบทความที่อ่าน หวังเพียงให้เกิดความกระหายอย่างไปยืนตรงที่ผมเคยไปบ้างเท่านั้น บริเวณเขื่อนก็ไม่มีอะไรมาก มีช้างและม้าเอาไว้บริการนักท่องเที่ยวอย่างละ 1 ตัวราคาแนะนำว่ายืนดูดีกว่า
บริเวณเขื่อนประดับประดาด้วยพันธุ์ไม้ต่างๆ เหมือนกับการจัดสวนหย่อมทั่วไป หรือว่าผมไม่มีรสนิยมในการชื่นชมการจัดสวยจึงมองของเหล่านั้นเป็นสิง่ธรรมดาไป ในนี้มีอาคารที่ใช้จัดแสดงเรื่องราวความเป็นมาของเขื่อป่าสัก และยังจำลองสภาพป่าอีกด้วย ส่วนนี้กระตุ้นความสนใจของผมได้มากทีเดียว เดินวนจนครบรอบก็ได้กำหนดเวลาเดินทางกลับ
เรื่องราวการสะพายเป้หนนี้จึงจบลงด้วยการเดินทางโดยสวัสดิภาพของผม และกลายมาเป็นตัวอักษรในเว็บไซต์อันนี้ หวังว่าหนังสือเล่มน้อยเล่มนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านรับมันไว้เป็นเพื่อนทางออนไลน์บ้าง เจอกันใหม่คราวหน้า ขอตัววาดแผนผังเดินทางต่อครับ