Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Journey
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     






Journey
#2 เที่ยวไป-บ่นไป -mini south trip
 
   

ปีใหม่นี้มีวันหยุดมากเกินไป เด็กบ้านนอกคนไหนไม่ยอมกลับบ้าน พ่อแม่อาจจะน้อยใจว่าลูกไม่รัก ฉันก็เป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุงคนหนึ่งเหมือนกัน ถึงจะเข้ามาตั้งสิบห้าปีแล้ว ก็ยังไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองกลายพันธุ์เป็นคนกรุงแท้ๆกับชาวบ้านเขาได้สักที

ทำแต่งานกับงาน ไม่ได้รีบจองตั๋วเดินทาง แต่ลึกๆก็ตั้งใจไว้แล้วหลวมๆว่าอาจจะขับรถไป จะได้ไม่ต้องแย่งชิงอะไรมาก ไม่นึกเหมือนกันว่าจะต้องมาแย่งชิงถนน ใครจะไปนึกว่ามันจะโหดขนาดนั้น ก็ถนนกลับใต้มันยาวตั้ง 800 กว่ากิโลเมตร น่าจะมีพื้นที่มากพอ ให้รถที่ขับลงใต้ทั้งหลาย แบ่งปันเส้นทางกันได้แบบสบายๆ


ออกจากกรุงเทพฯวันที่ 28 ธันวาคม เกือบสิบเอ็ดโมง ตั้งใจว่าจะออกให้เช้ากว่านี้ แต่ไม่สามารถ
รถติดแทบไม่ต้องสงสัย ติดยาวจากจุดลงทางด่วนแถวบางขุนเทียนเรื่อยไปจนถึงเพชรบุรียังไม่เลิกติด ขับคลานๆไปได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ง่วงงัวเงียยังไม่ทราบ เลยชวนพี่แอ๊ดคาราบาว พี่เสก โลโซ มาขึ้นรถด้วย แต่ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด ที่นี้ก็ชักตาสว่างขึ้นมาเชียว รสชาติสูสีกัน แต่กินไปกินมาคิดว่าชอบ "ลูกทุ่ง" มากกว่า...ถูกดี

ขับเรื่อยๆมาเรียงๆ ไปถึงชุมพรเกือบหกโมง แวะไปดูที่พักแถวหาดทุ่งวัวแล่น เคยไปพักที่ชุมพรคาบาน่าสองครั้ง เมื่อสองสามปีก่อน ไปถึงริมหาดเผ่นออกมากลับเข้าทางหลวงแทบไม่ทัน คนแน่นอย่างกะสนามหลวง เลยตัดสินใจขับต่อไป


<< สิ่งเดียวที่ทำให้การมาเที่ยวทะเลครั้งนี้ หรูหราที่สุด คืออาหารเช้าแบบฝาหรั่ง มื้อเดียวเท่านั้น ในร้านที่มีคนยกมาให้กิน นอกนั้นเป็นบุฟเฟต์ริมทางตลอด ไก่ย่างที่นี่อร่อยลืมตายจริงๆ เดินตรงนี้ได้กลิ่นพัทยา ป่าตอง ตลบอบอวล แต่ชอบทางเดินกว้างๆพื้นเรียบๆแบบนี้จัง ส่วนภาพด้านขวาสุดเป็นรถเข็นไก่ย่างส้มตำ และโรตี ที่บอกว่าแซบหลายๆ แถมราคาไม่โขกเขกตาม high season เหมือนสินค้าและบริการประเภทอื่นๆ ฝรั่งเข้าคิวซื้อกันยาวเหยียด



ปลอบใจตัวเองว่าอีกนิดนึงก็ถึงสุราษฏร์แล้ว แต่ความจริงก็ไม่นิดหรอก แถมฝนยังตกหนักอีกด้วย ไปแตะเขตสุราษฏร์ตอนสีทุ่มพอดี เจอทางแยกให้เลือกว่าจะขับต่อไปทุ่งสง เพื่อตรงไปตรังรวดเดียว หรือจะเลี้ยวไปกระบี่ นอนเล่นสักคืนสองคืน

หะแรก...ตัดสินใจมุ่งไปทางทุ่งสง ขับไปขับมาได้สักสองสามกิโล ฉุกใจคิดได้ว่าถ้าไปถึงตรังแล้ว คงต้องอยู่บ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เที่ยวแน่เลย อุตส่าห์เอารถลงมาทั้งที ขอเถลไถลหน่อยเถอะพ่อจ๋าแม่จ๋า ลูกก็อายุปูนนี้แล้ว

จำได้ว่าทำแบบนี้มาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนโน่นแหละ คนอื่นเขาเดินทางกลับบ้าน...นั่งรถทัวร์คืนเดียวถึง แต่ฉันต้องแวะโน่นแวะนี่ไปก่อนตลอดทาง บางทีปาเข้าไปห้าวันเจ็ดวัน เพราะฉะนั้น...เวลาจะกลับบ้านทีไร ไม่เคยโทรบอกให้ใครไปรอรับที่สนามบินหรือท่ารถทัวร์ เพราะไม่อยากจะกำหนดว่าวันไหนจะถึง พ่อแม่ก็ชักชินกับสันดานลูก มันจะมาถึงวันไหนก็ช่างหัวมัน เดี๋ยวมันโผล่ที่บ้านก็เจอมันเองแหละ ไปจู้จี้ซักถามให้มันต้องโกหกโกเจ็ดต่อบุพการี จนต้องผิดศีล...เป็นบาปแก่ตัวมันเสียเปล่าๆ


<< ริอ่านเที่ยวช่วงpeak ขับรถไปถึงกระบี่ตอนตี1 ห้องพักที่เคยเช่าในราคาไม่เกิน 2000 บาท ถีบราคากลายเป็น 5000 บาท ++ แถมทุกที่ยังใช้มุขเดียวกันหมดคือ...เหลือห้องเดียว จะเอาไม่เอา!! ในที่สุดได้พักที่นี่ Dream House ห้องเล็ก แต่ใหม่เอี่ยม สะอาดสะอ้าน เจ้าของต้อนรับดีมาก อบอุ่น สบายใจ เป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ถ้าเป็นเรื่องอัธยาศัย และบริการ เราให้ห้าดาว ทางลงหาด และท่าเทียบเรืออ่าวนาง ตรงนี้จอแจมาก มีเจ้าของเรือมาตอมหึ่ง ลากไปขึ้นเรือลำนั้นลำนี้ แย่งลูกค้ากันเอง น่าจะจัดคิวให้เป็นระเบียบเหมือนวินมอเตอร์ไซค์ แต่คงยาก เพราะผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร >>

คิดได้ดังนั้นก็เลยกลับรถ ย้อนไปทางสายสุราษฎร์-พังงา เพื่อล่องไปกระบี่ ฝนตกน่ากลัวมาก เส้นทางค่อนข้างเล็ก เป็นทางแบบรถสวน ไม่ได้เป็นแบบคู่ขนานสองเลน เหมือนตอนที่ขับมาจากกรุงเทพถึงสุราษฎร์ พายุพัดแรงจริงๆ สองข้างทางก็ไม่มีไฟ เป็นแนวเขา-ป่า และสวนยางทึบ มืดตึ๊ดตื๋อ กลัวผี แล้วก็กลัวตายเป็นผี เพราะมองอะไรแทบไม่เห็นเลย ใช้แสงไฟจากท้ายรถคันหน้า ซึ่งนานๆจะเจอสักคัน ค่อยส่องกำหนดทาง จะแวะจอดก็ไม่ได้ ไม่รู้ว่าข้างทางเป็นอะไร ไม่มีบ้านคนเลย

ภูมิทัศน์สองข้างทางในความมืดดูเหมือนจะมีชีวิตของมันเอง ราวกับเป็นตัวอะไรใหญ่ๆดำๆสักตัวที่นอนหมอบจ้องอยู่นิ่งๆ คอยแอบหายใจเวลาเราเผลอ กลัว...บอกไม่ถูก เคยเจอแบบนี้ครั้งหนึ่งสมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ ตอนขับรถย้ายบ้านจากอาริโซนาไปอยู่โคโลราโด เส้นทางตอนกลางคืนต้องผ่านไปในหุบเขาหินรูปร่างแปลกๆ


คืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงเสียด้วย ถนนทั้งสายมีรถวิ่งอยู่คันเดียว บนจุดที่สูงที่สุดของเส้นทางบนเทือกเขา เห็นดวงจันทร์ลอยต่ำ ชนิดที่...ถ้าเราขับตรงไปอีกนิดก็จะชนโครมเข้ากลางดวง มองไปสองข้างทาง แสงจันทร์สีเหลืองสาดส่องบนหินผาหน้าตาประหลาด พื้นผิวสีขาวตะปุ่มตะป่ำ เวลาทอดสายตามองนานๆ จะรู้สึกว่ามันกำลังขยับยวบยาบขึ้นลงช้าๆ คล้ายหน้าท้องคนที่กำลังหายใจ

ขับไปถึงอ่าวนาง กระบี่ตอนตีหนึ่ง บรรยายกาศเมืองท่องเที่ยว แม้จะค่อนข้างดึก ก็ยังเป็นโอเอซิสสำหรับคนที่หลงอยู่ความมืดกลางห่าฝนมาเป็นระยะทางเกือบสองร้อยกิโล ความกังวลที่เกิดขึ้นตลอดทางที่ขับมาหายไปหมด ทั้งที่รู้ว่าอ่าวนางในฤดูท่องเที่ยวจะไม่ใช่สววรค์ของแบคแพคเกอร์ชาวไทย แต่ก็ขอตายเอาดาบหน้า

ตรงไปที่แรก ชื่อ Wanna's place เคยมาพักเมื่อเจ็ดเดือนก่อน ตอนนั้นค่าห้องแพงสุด 2000 บาท คืนนี้ 5000 บาท แถมเต็มหมด...ลองตระเวณขับหาไปตามสถานที่ระดับใกล้เคียงกัน อีกสี่ห้า หก เจ็ดที่ ได้คำตอบแบบเดียวกัน ถึงตอนนี้ชักคิดหนัก เพราะข้าวของที่ขนมาค่อนข้างจะเยอะ กล้องดิจิตอล กล้องวิดีโอ คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปสองเครื่อง รถ...ฯลฯ ถ้าไปพักในที่ไม่ปลอดภัยมีสิทธิ์เดือดร้อน โดยเฉพาะสมองชอบคิดแต่เรื่องน่ากลัวของคุณวีร์วิศที่สิงอยู่ในตัวฉัน จะเห็นภาพล่วงหน้า ว่าเราจะโดนเอายานอนหลับใส่ให้กินในอาหาร จากนั้นก็จะถูกลากเอาไปทิ้งทะเล เป็นการฆ่าชิงทรัพย์ที่นุ่มนวลและเรียบง่าย ไร้ร่องรอย เพราะไม่มีใครรู้สักคนว่าเรามากระบี่ วันไหน และพักที่ไหน

นี่คือเวรกรรมสำหรับพวกชอบเถลไถล...พึงสังวรณ์ไว้
ไปไหนไม่บอกใคร ตายเป็นศพอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ พวกมิจฉาชีพ/ฆาตกรชอบนักล่ะ พวกนักท่องเที่ยวแบบนกขมิ้นเนี่ย...

ในที่สุดก็หมดแรง เลยมากองกันอยู่ที่บังกาโลเล็กๆ ด้านหน้าเป็นร้านอาหาร ชื่อ Dream House เปิดห้องได้ปุ๊บ กระโดดขึ้นเตียง หลับเป็นตาย.............เดี๋ยวรอตื่นจะกลับมาเล่าต่อ :::

 
   
     
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618