|
ปีใหม่นี้มีวันหยุดมากเกินไป
เด็กบ้านนอกคนไหนไม่ยอมกลับบ้าน พ่อแม่อาจจะน้อยใจว่าลูกไม่รัก ฉันก็เป็นเด็กบ้านนอกเข้ากรุงคนหนึ่งเหมือนกัน
ถึงจะเข้ามาตั้งสิบห้าปีแล้ว ก็ยังไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองกลายพันธุ์เป็นคนกรุงแท้ๆกับชาวบ้านเขาได้สักที
ทำแต่งานกับงาน ไม่ได้รีบจองตั๋วเดินทาง แต่ลึกๆก็ตั้งใจไว้แล้วหลวมๆว่าอาจจะขับรถไป
จะได้ไม่ต้องแย่งชิงอะไรมาก ไม่นึกเหมือนกันว่าจะต้องมาแย่งชิงถนน
ใครจะไปนึกว่ามันจะโหดขนาดนั้น ก็ถนนกลับใต้มันยาวตั้ง 800 กว่ากิโลเมตร
น่าจะมีพื้นที่มากพอ ให้รถที่ขับลงใต้ทั้งหลาย แบ่งปันเส้นทางกันได้แบบสบายๆ
ออกจากกรุงเทพฯวันที่
28 ธันวาคม เกือบสิบเอ็ดโมง ตั้งใจว่าจะออกให้เช้ากว่านี้ แต่ไม่สามารถ
รถติดแทบไม่ต้องสงสัย ติดยาวจากจุดลงทางด่วนแถวบางขุนเทียนเรื่อยไปจนถึงเพชรบุรียังไม่เลิกติด
ขับคลานๆไปได้ไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ง่วงงัวเงียยังไม่ทราบ
เลยชวนพี่แอ๊ดคาราบาว พี่เสก โลโซ มาขึ้นรถด้วย แต่ห้ามดื่มเกินวันละสองขวด
ที่นี้ก็ชักตาสว่างขึ้นมาเชียว รสชาติสูสีกัน แต่กินไปกินมาคิดว่าชอบ
"ลูกทุ่ง" มากกว่า...ถูกดี
ขับเรื่อยๆมาเรียงๆ ไปถึงชุมพรเกือบหกโมง แวะไปดูที่พักแถวหาดทุ่งวัวแล่น
เคยไปพักที่ชุมพรคาบาน่าสองครั้ง เมื่อสองสามปีก่อน ไปถึงริมหาดเผ่นออกมากลับเข้าทางหลวงแทบไม่ทัน
คนแน่นอย่างกะสนามหลวง เลยตัดสินใจขับต่อไป
 |
| << |
สิ่งเดียวที่ทำให้การมาเที่ยวทะเลครั้งนี้
หรูหราที่สุด คืออาหารเช้าแบบฝาหรั่ง มื้อเดียวเท่านั้น
ในร้านที่มีคนยกมาให้กิน นอกนั้นเป็นบุฟเฟต์ริมทางตลอด ไก่ย่างที่นี่อร่อยลืมตายจริงๆ
เดินตรงนี้ได้กลิ่นพัทยา
ป่าตอง ตลบอบอวล แต่ชอบทางเดินกว้างๆพื้นเรียบๆแบบนี้จัง
ส่วนภาพด้านขวาสุดเป็นรถเข็นไก่ย่างส้มตำ และโรตี ที่บอกว่าแซบหลายๆ
แถมราคาไม่โขกเขกตาม high season เหมือนสินค้าและบริการประเภทอื่นๆ
ฝรั่งเข้าคิวซื้อกันยาวเหยียด |
|
ปลอบใจตัวเองว่าอีกนิดนึงก็ถึงสุราษฏร์แล้ว
แต่ความจริงก็ไม่นิดหรอก แถมฝนยังตกหนักอีกด้วย ไปแตะเขตสุราษฏร์ตอนสีทุ่มพอดี
เจอทางแยกให้เลือกว่าจะขับต่อไปทุ่งสง เพื่อตรงไปตรังรวดเดียว หรือจะเลี้ยวไปกระบี่
นอนเล่นสักคืนสองคืน
หะแรก...ตัดสินใจมุ่งไปทางทุ่งสง ขับไปขับมาได้สักสองสามกิโล ฉุกใจคิดได้ว่าถ้าไปถึงตรังแล้ว
คงต้องอยู่บ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่ได้เที่ยวแน่เลย อุตส่าห์เอารถลงมาทั้งที
ขอเถลไถลหน่อยเถอะพ่อจ๋าแม่จ๋า ลูกก็อายุปูนนี้แล้ว
จำได้ว่าทำแบบนี้มาตลอดตั้งแต่สมัยเรียนโน่นแหละ
คนอื่นเขาเดินทางกลับบ้าน...นั่งรถทัวร์คืนเดียวถึง แต่ฉันต้องแวะโน่นแวะนี่ไปก่อนตลอดทาง
บางทีปาเข้าไปห้าวันเจ็ดวัน เพราะฉะนั้น...เวลาจะกลับบ้านทีไร ไม่เคยโทรบอกให้ใครไปรอรับที่สนามบินหรือท่ารถทัวร์
เพราะไม่อยากจะกำหนดว่าวันไหนจะถึง พ่อแม่ก็ชักชินกับสันดานลูก มันจะมาถึงวันไหนก็ช่างหัวมัน
เดี๋ยวมันโผล่ที่บ้านก็เจอมันเองแหละ ไปจู้จี้ซักถามให้มันต้องโกหกโกเจ็ดต่อบุพการี
จนต้องผิดศีล...เป็นบาปแก่ตัวมันเสียเปล่าๆ
 |
| << |
ริอ่านเที่ยวช่วงpeak
ขับรถไปถึงกระบี่ตอนตี1 ห้องพักที่เคยเช่าในราคาไม่เกิน
2000 บาท ถีบราคากลายเป็น 5000 บาท ++ แถมทุกที่ยังใช้มุขเดียวกันหมดคือ...เหลือห้องเดียว
จะเอาไม่เอา!! ในที่สุดได้พักที่นี่ Dream House ห้องเล็ก
แต่ใหม่เอี่ยม สะอาดสะอ้าน เจ้าของต้อนรับดีมาก อบอุ่น สบายใจ
เป็นศิษย์เก่าธรรมศาสตร์ ถ้าเป็นเรื่องอัธยาศัย และบริการ
เราให้ห้าดาว ทางลงหาด
และท่าเทียบเรืออ่าวนาง ตรงนี้จอแจมาก มีเจ้าของเรือมาตอมหึ่ง
ลากไปขึ้นเรือลำนั้นลำนี้ แย่งลูกค้ากันเอง น่าจะจัดคิวให้เป็นระเบียบเหมือนวินมอเตอร์ไซค์
แต่คงยาก เพราะผลประโยชน์มันไม่เข้าใครออกใคร >> |
|
คิดได้ดังนั้นก็เลยกลับรถ
ย้อนไปทางสายสุราษฎร์-พังงา เพื่อล่องไปกระบี่ ฝนตกน่ากลัวมาก เส้นทางค่อนข้างเล็ก
เป็นทางแบบรถสวน ไม่ได้เป็นแบบคู่ขนานสองเลน เหมือนตอนที่ขับมาจากกรุงเทพถึงสุราษฎร์
พายุพัดแรงจริงๆ สองข้างทางก็ไม่มีไฟ เป็นแนวเขา-ป่า และสวนยางทึบ
มืดตึ๊ดตื๋อ กลัวผี แล้วก็กลัวตายเป็นผี เพราะมองอะไรแทบไม่เห็นเลย
ใช้แสงไฟจากท้ายรถคันหน้า ซึ่งนานๆจะเจอสักคัน ค่อยส่องกำหนดทาง จะแวะจอดก็ไม่ได้
ไม่รู้ว่าข้างทางเป็นอะไร ไม่มีบ้านคนเลย
ภูมิทัศน์สองข้างทางในความมืดดูเหมือนจะมีชีวิตของมันเอง ราวกับเป็นตัวอะไรใหญ่ๆดำๆสักตัวที่นอนหมอบจ้องอยู่นิ่งๆ
คอยแอบหายใจเวลาเราเผลอ กลัว...บอกไม่ถูก เคยเจอแบบนี้ครั้งหนึ่งสมัยเรียนอยู่ต่างประเทศ
ตอนขับรถย้ายบ้านจากอาริโซนาไปอยู่โคโลราโด เส้นทางตอนกลางคืนต้องผ่านไปในหุบเขาหินรูปร่างแปลกๆ
คืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงเสียด้วย
ถนนทั้งสายมีรถวิ่งอยู่คันเดียว บนจุดที่สูงที่สุดของเส้นทางบนเทือกเขา
เห็นดวงจันทร์ลอยต่ำ ชนิดที่...ถ้าเราขับตรงไปอีกนิดก็จะชนโครมเข้ากลางดวง
มองไปสองข้างทาง แสงจันทร์สีเหลืองสาดส่องบนหินผาหน้าตาประหลาด พื้นผิวสีขาวตะปุ่มตะป่ำ
เวลาทอดสายตามองนานๆ จะรู้สึกว่ามันกำลังขยับยวบยาบขึ้นลงช้าๆ คล้ายหน้าท้องคนที่กำลังหายใจ
ขับไปถึงอ่าวนาง กระบี่ตอนตีหนึ่ง บรรยายกาศเมืองท่องเที่ยว แม้จะค่อนข้างดึก
ก็ยังเป็นโอเอซิสสำหรับคนที่หลงอยู่ความมืดกลางห่าฝนมาเป็นระยะทางเกือบสองร้อยกิโล
ความกังวลที่เกิดขึ้นตลอดทางที่ขับมาหายไปหมด ทั้งที่รู้ว่าอ่าวนางในฤดูท่องเที่ยวจะไม่ใช่สววรค์ของแบคแพคเกอร์ชาวไทย
แต่ก็ขอตายเอาดาบหน้า
ตรงไปที่แรก ชื่อ Wanna's place เคยมาพักเมื่อเจ็ดเดือนก่อน ตอนนั้นค่าห้องแพงสุด
2000 บาท คืนนี้ 5000 บาท แถมเต็มหมด...ลองตระเวณขับหาไปตามสถานที่ระดับใกล้เคียงกัน
อีกสี่ห้า หก เจ็ดที่ ได้คำตอบแบบเดียวกัน ถึงตอนนี้ชักคิดหนัก เพราะข้าวของที่ขนมาค่อนข้างจะเยอะ
กล้องดิจิตอล กล้องวิดีโอ คอมพิวเตอร์แล็ปท็อปสองเครื่อง รถ...ฯลฯ
ถ้าไปพักในที่ไม่ปลอดภัยมีสิทธิ์เดือดร้อน โดยเฉพาะสมองชอบคิดแต่เรื่องน่ากลัวของคุณวีร์วิศที่สิงอยู่ในตัวฉัน
จะเห็นภาพล่วงหน้า ว่าเราจะโดนเอายานอนหลับใส่ให้กินในอาหาร จากนั้นก็จะถูกลากเอาไปทิ้งทะเล
เป็นการฆ่าชิงทรัพย์ที่นุ่มนวลและเรียบง่าย ไร้ร่องรอย เพราะไม่มีใครรู้สักคนว่าเรามากระบี่
วันไหน และพักที่ไหน
นี่คือเวรกรรมสำหรับพวกชอบเถลไถล...พึงสังวรณ์ไว้
ไปไหนไม่บอกใคร ตายเป็นศพอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ พวกมิจฉาชีพ/ฆาตกรชอบนักล่ะ
พวกนักท่องเที่ยวแบบนกขมิ้นเนี่ย...
ในที่สุดก็หมดแรง เลยมากองกันอยู่ที่บังกาโลเล็กๆ ด้านหน้าเป็นร้านอาหาร
ชื่อ Dream House เปิดห้องได้ปุ๊บ กระโดดขึ้นเตียง หลับเป็นตาย.............เดี๋ยวรอตื่นจะกลับมาเล่าต่อ
:::
|