Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Journey
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     











Journey
#4 หัวหิน
 
   

ช่วงกลางเดือนมีนาคม น่าจะเป็นช่วงเวลาของฤดูร้อน แหงนหน้ามองฟ้าตอนสายๆบ่ายๆ น่าจะได้เห็นฟ้าสีครามจัด ออกไปถ่ายรูปมักจะได้ภาพสีสดสวย เจอแดดร้อนเปรี้ยงก็ทนไหว แต่ปีนี้เดือนมีนากลายเป็นเดือนแห่งความชุ่มฉ่ำ ท้องฟ้าสีขมุกขมัว เวลาออกไปไหนมาไหนก็ชวนให้ลังเลใจ จะพกร่มไปก็กลัวเกะกะ แต่ออกไปมือเปล่าๆก็มีสิทธิ์เปียก


แต่ฝนฟ้าก็ไม่ใช่ปัญหา ถ้าใจมันอยากจะเที่ยว ฝนอยากจะตกก็ให้มันตกไป ถ้าเราห้ามฝนไม่ได้ ฝนก็ห้ามเราไม่ได้เหมือนกันแหละ คิดแล้วไม่รอช้า ตื่นมาตอนเช้าวันเสาร์จัดแจงแพ็คกระเป๋า มุ่งหน้าลงใต้ เป้าหมายทริปนี้ไม่ใกล้ไม่ไกล แค่หัวหินนี่เอง เที่ยวกันแบบกองโจร ไม่มีการวางแผนใดๆทั้งสิ้น ทั้งๆที่ยังไม่แน่ใจว่าจะมีที่พัก ใครจะไปคิดว่าโรงแรมแทบทุกโรงในประจวบคีรีขันธ์จะประกาศกร้าวว่า "เต็มค่ะ" ไม่รับจอง พวกเราโทรจองโรงแรมกันตั้งแต่เช้าจนเกือบเที่ยง เสียค่าโทรศัพท์รวมๆกันน่าจะใกล้เคียงกับค่าห้องพักโรงแรมระดับสองดาวในช่วง Peak แต่ก็ไม่สำเร็จ จะถอยหลังกลับก็คงไม่ใช่วิสัยอันควร เพราะขับรถออกมาแล้วมากกว่าสองร้อยกิโลเมตร

เหตุการณ์แบบนี้ ในรอบห้าปียังไม่เคยเจอ หรือว่าเศรษฐกิจมันดีช่วงสงคราม คนไทยเลยแห่กันไปเปิดห้องจองโรงแรมตากอากาศกันยกใหญ่ หรือว่าชาวอิรัคลี้ภัยสงครามมาหลบอยู่ที่หัวหิน โรงแรมมันเลยเต็ม... สมาชิกท่องเที่ยวได้แต่สันนิษฐานกันไปต่างๆนานา แต่ลึกๆยังไม่เชื่อว่าเราจะหาที่นอนไม่ได้จริงๆ ก็แหม ...ที่นี่มันประเทศไทยไม่ใช่เหรอ แล้วมันก็ไม่ใช่ช่วงสงกรานต์ ไม่มีเทศกาลอะไรทั้งนั้น แถมยังไม่ใช่วันสิ้นเดือนอีกต่างหาก

พวกเราชะล่าใจพอที่จะแวะกินอาหารทะเลแถวสมุทรสงคราม อาหารทะเลพื้นๆ รสชาติพอใช้ได้ แต่ที่ลืมไม่ลงคือราคา ไม่มีราคาอาหารปรากฏอยู่ในเมนู ขณะที่สั่งอาหารก็หวั่นใจกันเล็กๆ แต่ทุกคนก็ยังไม่กังวลมากเพราะอย่างที่บอก พวกเราก็กินอาหารธรรมดา ไม่ได้สั่งหนวดเต่าเขากระต่าย เนื้อโกเบ (แบบที่นายกทักษิณชอบ) หรือพระกระโดดกำแพง ที่สั่งไปก็มีหอยหลอดผัดฉ่า แกงส้มกุ้ง ปลาหมึกผัดกระเทียม อีกสักครู่เกิดนึกขึ้นมาได้ว่าอาหารที่สั่งไปรสค่อนข้างจัด เลยสั่งปลาทอดมาจานหนึ่ง จะได้มีของจืดๆให้นักเที่ยวรุ่นเยาว์ คาดว่าจานนี้คงจะแพงกว่าจานอื่นพอสมควร เพราะเป็นปลาจาระเม็ดขาว แต่ตอนสั่งก็ไม่คิดว่าจะแพงมหาโหดจนแทบหงายหลัง ซึ่งเมื่อสั่งเช็คบิลก็ได้หงายหลังจริงๆ เพราะแค่ปลาทอดจานนั้นจานเดียวก็ราคาหกร้อยบาทเข้าไปแล้ว ขอย้ำ…ปลาทอดราดน้ำปลา ราคาหกร้อยบาท!!!

(เฮือก) ...มื้อเที่ยงในร้านเหม็นๆ ริมถนนทางลูกรังนี่แหละ ค่าอาหารเอามาหารกันสี่คน ราคาแพงกว่าบุปเฟต์ในโรงแรมเสียอีก เรียกว่าโดนเขาเขกซะหัวน่วมเลย จะโวยวายก็ไม่ได้ เพราะกินไปแล้ว แถมอยู่ในร้านเขา กินอาหารไม่จ่ายตังค์เดี๋ยวโดนหาว่าชักดาบ ทั้งๆที่ความจริงทางร้านก็คิดราคาแบบตามใจเขาอยู่เหมือนกัน ไม่รู้ใช้หลักเกณฑ์อะไรมาตั้งราคาอาหาร เจ้ามือก็เลยต้องควักก้อนใหญ่เป็นพิเศษโดยไม่ได้ตั้งใจ จ่ายค่าโง่กันไปตามระเบียบ โอ้ลัลล้า เมืองไทย


นี่แค่เริ่มต้นเท่านั้น เคราะห์หามยามร้ายยังดำเนินต่อไป เมื่อถึงตัวเมืองหัวหิน เราพบว่าโรงแรมระดับสองดาวขึ้นไปขึ้นป้ายว่าเต็มเกือบทุกโรงแรม ถนนหนทางมีรถราแน่นขนัดไม่ต่างจากย่านธุรกิจในกรุงเทพฯ ทะเบียนรถบนท้องถนนและที่จอดอยู่ตามที่ต่างๆเป็นทะเบียนรถกรุงเทพฯเสียส่วนใหญ่ ป้ายแดงก็เยอะ ผู้คนที่เดินๆอยู่ในเมืองหัวหินก็หน้าตาคุ้นๆยังไงชอบกล บางคนหน้าคล้ายคนแถวบ้าน บางคนก็หน้าเหมือนคนที่ทำงาน บางคนก็รู้สึกเหมือนเคยเจอบนรถไฟฟ้า หาคนหน้าตาแบบหัวหินจริงๆไม่ค่อยเจอ แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับไม่ค่อยมีให้เห็นมากนัก มีบางที่เรากลั้นใจเดินเข้าไปถามหาห้องพักหน้าเคาน์เตอร์ ก็ได้ทึ่งกับราคาที่แพงจนน่าประหลาดใจ คือไม่ได้ประหลาดใจในความแพงหรอก แต่ประหลาดใจในความมั่งคั่งของนักท่องเที่ยวชาวไทย ว่าทำไมถึงรวยกันจังหนอ ค่าห้องอย่างต่ำคืนละห้าหกพัน เอาเงินที่ไหนกันมาเนี่ย โถ... เราก็เข้าใจผิดมาซะนานว่าประเทศไทยเรายากจน ที่ไหนได้ รวยชะมัดยาดต่างหาก

การที่โรงแรมเขาจะคิดแพงในช่วงนี้ก็ไม่ว่าเขาหรอก เพราะเวลามันไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยวเขาก็ยืนต้องกัดฟันรัดเข็มขัดกันแทบตายเหมือนกัน พอได้เวลาตักตวง เขาก็ต้องขอถอนทุนกันหน่อย เป็นธรรมดา แต่ที่แปลกใจเพราะนึกว่าเงินที่ไหลจ่ายราคานี้จะเป็นเงินสกุลต่างประเทศ ทำไปทำมามีแต่เงินไทย…ก็ดี สนับสนุนการท่องเที่ยวในประเทศกันเอาไว้ เงินทองจะได้ไม่รั่วไหลไปต่างประเทศ คนในท้องถิ่นจะได้มีงานทำ มีรายได้ ไม่ต้องทิ้งถิ่นฐานเข้ามากระจุกกันอดตายในเมืองหลวง
เลี้ยวเข้าโซฟิเทลหัวหิน ฝากความหวังไว้กับบรรยากาศเก่าแก่ที่คุ้นเคย ค่าห้องห้าพันบวกๆ …สถานที่เขาสวยงาม มาตรฐานเก่าแก่น่าจะเชื่อถือได้ แต่ดันเหลืออยู่ห้องเดียว เราต้องการสองห้อง ถ้าจะให้นอนรวมกันเป็นสลัม เราขอกลับไปนอนบ้านน่าจะดีกว่า สรุปว่าไปหาที่ใหม่ ขอตายเอาดาบหน้า

หลังจากบ่ายคล้อย แดดเริ่มจัดขึ้น อากาศร้อนอบอ้าว ขับรถหาห้องพักกันจนเหนื่อยก็ยังไม่ได้สักแห่ง โรงแรมสี่-ห้าดาวเต็มเกือบทั้งหมด ที่เหลืออยู่ก็แพงเฉียดหมื่น ระดับสามดาวก็เต็ม พวกเรามากันสี่ห้าคน ต้องการสองห้อง ถ้าต้องจ่ายค่าห้องอย่างเดียวเป็นหมื่น ก็คงเซ็ง เงินหมื่นนึงนี่ซื้อทัวร์บินไปเที่ยวฮ่องกง รวมค่าตั๋วเครื่องบินและนอนโรงแรมได้ตั้งสองคืนเชียวนะ จะเอามาทำเป็นเล่นๆแถวนี้ ก็คงไม่เข้าท่า เลยตัดสินใจไปหาที่พักแถวเขาตะเกียบ


เส้นทางไปหาที่พักย่านเขาตะเกียบก็ไม่ค่อยเจริญหูเจริญตาเท่าไหร่ ถนนชำรุด บางส่วนเป็นทางลูกรัง เมื่อหลายปีก่อนเคยมา มันแย่ยังไง ...ตอนนี้ก็ยังไม่ดีไปกว่านั้น เรื่องความสกปรกไม่ต้องพูดถึง ขยะมาตรฐานสำหรับแหล่งท่องเที่ยวฉิ่งฉับมีประดับให้เห็นอยู่ดาษดื่น เปรียบเทียบกับพัทยาหลังปรับปรุงใหม่ปี 2546 นี้แล้วราวฟ้ากับดิน สวยสะอาดกว่ากันเยอะ (เอาไว้จะพาไปวันหลังนะเจ้าคะ)

สี่โมงเย็น ทุกคนชักใจคอไม่ค่อยดี เป้าหมายสุดท้ายของเราเป็นโรงแรมเล็กๆ หรือจะเรียกว่ารีสอร์ทก็ไม่ทราบ อยู่หลังเขาตะเกียบ ที่จอดรถแน่นขนัด และแน่นอน ...เกือบทุกคันเป็นรถจากกรุงเทพฯ พวกเราเปิดห้อง Suite ได้ในราคาหกพันบวกๆ

ในเวลาที่ไม่มีทางเลือกอื่น โรงแรมนี้ก็ดูจะดีมาก หน้ากว้างที่ดินส่วนที่ติดชายหาดกว้างประมาณสามสิบถึงสี่สิบเมตร ตัวตึกเป็นอาคารสองชั้น ก่ออิฐถือปูน ดูเผินๆอาจเรียกได้ว่าเป็นสไตล์เมดิเตอร์เรเนียน ทาสีส้มๆ ตัดกับสีแมกไม้เขียวๆ สระว่ายน้ำสีฟ้าสดใสก็ดูสวยดีเหมือนกัน บรรยากาศครึกครื้นหายห่วง ผู้คนในชุดตากอากาศเดินกันขวักไขว่ ตรงบาร์ริมหาดมีคนยืนย่างหมูตัวโตๆ กลิ่นตลบอบอวล คนชอบก็ยืนสูดดมน้ำลายไหล คนไม่ชอบก็เดินปิดจมูกหนีไปให้ไกลๆ หรือไปตรงหัวลมก็จะปลอดภัยจากกลิ่นควัน เด็กๆมายืนล้อมเตาย่างหมู ดูเขาหมุนซากสัตว์เคราะห์ร้ายที่ถูกคนเขาจับเชือดผ่ากลางลำตัว เอาเหล็กแหลมเสียบจากก้นทะลุปาก ดูป่าเถื่อนดีแท้ ใครจะชอบก็ไม่ว่าอะไร แต่นึกภาพตัวเองกลายเป็นหมูโดนฆ่าโหด แล้วเอาศพมาทำอนาจารบนเปลวเพลิงอย่างนั้น พาลกินอะไรไม่ลง



ภายในห้อง suite หรือห้องชุด ซึ่งอยู่ตรงชั้นสองมีห้องนอนสองห้อง เข้าใจว่าสถาปนิกคงโดนข้อจำกัดของหน้ากว้างแปลงที่ดิน เลยไม่สามารถทำให้ห้องนอนทั้งสองห้องสามารถเห็นวิวทะเลได้เท่าเทียมกัน ซ้ำร้ายพอเปิดหน้าต่างห้องนอนเล็กออกไปยังเห็นที่ทิ้งขยะอีกต่างหาก แต่จะไปโทษใคร อยากเที่ยวแบบประมาทก็ต้องเจอแบบนี้แหละ สมน้ำหน้าตัวเอง (อีกแล้ว) แต่ในห้องบรรยากาศรวมๆก็โอเค ห้องยังใหม่มาก ตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เกรดค่อนข้างดี สะอาด มีทีวีจอยักษ์ให้สองเครื่อง ห้องน้ำสองห้อง

ภายในห้องนอนใหญ่มีพื้นที่กว้างขวางให้เด็กๆวิ่งออกกำลังกายจนเหนื่อยและหลับตั้งแต่หัวค่ำ ผู้ใหญ่จะได้หมดภาระ ก็จัดว่าเป็นข้อดีอีกประการหนึ่งของโรงแรมนี้ ที่พวกเราชอบกัน
ภายในห้องโถงแบ่งออกเป็นพื้นที่นั่งเล่นสองส่วนใหญ่ๆ ส่วนแรกอยู่ใกล้ทางเข้า ติดกับครัว ซึ่งน่าจะเป็นโต๊ะรับประทานอาหาร แต่ดันจัดวางชุดรับแขกเป็นเก้าอี้หวายเอาไว้แทน และอีกส่วนหนึ่งเป็นที่นั่งเล่นจริงๆ มีโซฟาหนานุ่มนั่งสบายวางอยู่หน้าทีวี ติดกับระเบียงที่เป็นประตูหน้าต่างกระจกบานใหญ่สูงจากพื้นจรดเพดาน เขาเช็ดสะอาดใสแจ๋ว ดูเผินๆนึกว่าไม่มีกระจก เกือบเดินชน สงสัยว่าจะมีคนเมาเดินชนแตกมาแล้ว เขาเลยต้องติดสติ๊กเกอร์เอาไว้ ให้คนระวังตัว เปิดประตูกระจกออกไปเป็นระเบียงกว้างใหญ่ ติดริมหาด ลมพัดเย็นสบาย มีโต๊ะกินข้าวขนาดใหญ่ตั้งไว้เอาใจพวกขี้เหล้า


ในห้องครัวมีตู้เย็นสูงกว่าตัวคน ถ้าพวกเราหมดเงินเที่ยวจนอดตายต้องฆ่ากินกันเอง คงเอาศพยัดตู้เย็นนี่ได้สบาย มีทั้งเตาแก๊สเตาอบให้ครบ ทางโรงแรมบอกว่าคนที่มาเช่าห้องนี้ส่วนมากเขาชอบมาอยู่กันเหมือนอยู่บ้าน คือออกไปซื้ออาหารทะเลมาหุงหาอาหารกินกันเอง เวลาเขามาพักก็จะแบกขนหม้อไห กะทะมีดช้อนจานชามมาเองจากบ้าน ไม่เคยซื้อข้าวน้ำโรงแรมกินแม้แต่บาทเดียว โรงแรมเขาเลยตั้งราคาค่าห้องให้มันแพงเข้าไว้ จะได้คุ้มค่าความสกปรกเลอะเทอะ ค่าเสื่อมราคา ค่าไฟ ค่าแก๊ส ก็รู้สึกแปลกๆดีเหมือนกัน เพราะรสนิยมการเที่ยวแบบนั้นจะต่างกับแก๊งค์เราแบบคนละขั้ว จะให้แบกไหปลาร้าไปล้อมวงตำส้มตำละไม่มีทางเด็ดขาด

คือพวกเราจะชอบไปแบบตัวเปล่าๆ ไม่ชอบตระเตรียมอะไรมาก นิยมไปหาเอาข้างหน้า เพื่อความตื่นเต้น (หวาดเสียว) เวลาหิวก็ไปหาของกินแปลกๆตามที่เขามีขายในท้องถิ่นนั่นแหละ หรือถ้าขี้เกียจไปเที่ยวข้างนอก ก็กินในโรงแรม อยากขี่จักรยานเสือภูเขาหรืออยากเล่นเจ็ทสกี วินเซิร์ฟก็หาเช่าเอาแถวๆนั้น (เพราะไม่มีเงินซื้อเป็นของตัวเอง มันแพงจะตายไป) โดยมีคอนเซ็ปต์ว่า ต้องให้ผู้ประกอบการเขามีกำไรบ้าง เพราะถ้าเขาเจ๊ง เราก็ลำบาก ไม่มีที่พักสบายๆ ก็เหมือนไม่มีที่เที่ยว น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า คนเราต้องพึ่งพาอาศัยกัน ขอแค่ไม่เขกไม่ขูดจนน่าเกลียด เราก็โอเคแล้ว



หลังจากอุ่นใจว่าคืนนี้มีที่นอน ไม่ต้องร่อนเร่เป็นซำเหมาพเนจรอีกต่อไป ต่างคนก็เริ่มหาความสบายตามอัธยาศัย บางคนก็ไปเดินเล่นริมทะเล ไปเล่นน้ำในสระ พวกที่ห่วงเรื่องปากท้องก็ลงมาสำรวจเมนูห้องอาหารโรงแรม แต่เมื่อหันไปเห็นศพหมูถูกเสียบก้นเผาไฟอยู่กลางร้าน ก็ได้ข้อสรุปว่าสมาชิกเราคงไม่เอ็นจอยดินเนอร์รอบกองไฟมื้อนี้แน่ๆ และที่สำคัญพวกเราเพิ่งจะโดนเขกเรื่องกินมาหมาดๆเมื่อกลางวัน หัวหน้าคณะของเราจึงสั่งพวกลิ่วล้อให้ขับรถออกไปซื้อของกินที่ตลาดหัวหินมาปรนเปรอพวกที่นอนผึ่งพุงอยู่ริมสระ

บรรยากาศตลาดโต้รุ่งกลางเมืองหัวหินคึกคักสนุกสนานมาก นี่อาจจะเป็นสิ่งดีที่น่าประทับใจที่สุดเพียงสิ่งเดียวสำหรับการมาเที่ยวครั้งนี้ มีแผงขายของกินของใช้สารพัดสารพัน แผงอาหารทะเลสดๆพร้อมปรุงมีกุ้งหอยปูปลาวางเรียงรายขายกันในราคาไม่น่าเกลียด นักท่องเที่ยวเดินกันขวักไขว่ ขนมนมเนยอาหารพื้นถิ่นอุดมสมบูรณ์ ข้าวเหนียวมูลของที่นี่อร่อยหลายเจ้า ชิมแล้วดีพอๆกัน ได้ปลาเผาตัวงามไปหนึ่งตัว อาหารทะเลสดครบชุดพร้อมน้ำจิ้มสูตรจี๊ดจ๊าด ถึงช่วงนี้มะนาวจะแพง แต่คนที่นี่เขาไม่ขี้เหนียวก็เลยได้ความเปรี้ยวหวานเผ็ดเค็มสะใจ ผัดไทยใส่หอยเยอะเป็นพิเศษ ข้าวผัดทะเลรสชาติถึงใจพระเดชพระคุณ (อร่อย) ไก่ย่างร้อนๆสามสี่น่อง แอบหิ้วเนื้อเค็มไปด้วยเผื่อแกล้มเบียร์ โดยไม่ลืมผลไม้สด มะม่วง แตงโม มะละกอ ส้มโอ หิ้วกันพะรุงพะรังเต็มสองมือ แต่เจอรถเข็นกาลอจี๊ร้อนๆน่ากิน ก็ยอมหนัก หิ้วเอาไปด้วยอีกหนึ่งกระทง จนดูท่าจะถือไม่ไหวต้องเอาไปเก็บในรถก่อนหนึ่งรอบ


ย้อนกลับมาเอาข้าวเหนียวมะม่วงที่สั่งไว้ กลิ่นมะม่วงหอมหวานชวนน้ำลายสอ ไปยืนรอเขาปอกทุเรียนให้หนึ่งลูก ทั้งๆที่ตั้งใจว่าจะไม่กิน…ไม่กิน แต่มันอดไม่ได้ แม่ค้าทุเรียนเป็นเด็กสาวผิวสีน้ำผึ้ง หน้าตาน่ารัก หุ่นสูงเพรียวเหมือนนางแบบ ใส่ถุงมือหนัง เฉาะ-ฉีกทุเรียนฉับๆทะมัดทะแมง ด้านหลังแผงขายทุเรียนเป็นรถเข็นขายก๋วยเตี๋ยวขาหมู ท่าทางน่ากินอีกเหมือนกัน เป็นของแปลก แต่ขอฝากไว้ก่อน!! เพราะกลัวท้องจะแตกตาย ซื้อของกินตอนหิวมันก็อารมณ์ชูชกดีๆนี่เอง เห็นอะไรมันก็อยากกินไปเสียทุกอย่าง แล้วของก็ราคาน่าซื้อ จะหยิบจะฉวยอะไรก็สบายใจมีราคาติดไว้ชัดเจนไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง เหตุการณ์ที่เผชิญมาตลอดหลายชั่วโมงทำให้เราระมัดระวังการใช้จ่ายมาก (เพราะไม่อยากฆ่าพวกเดียวกันกินเหมือนที่คิดไว้)

ตอนขนของลงไปตั้งโต๊ะกินมื้อค่ำในห้องโรงแรม ได้อารมณ์ดินเนอร์บุฟเฟต์จริงๆ เพราะซื้ออาหารมาเยอะมาก พวกลิ่วล้ออย่างเราก็ปวารณาตัวเป็นบ๋อยด้วยความรัก คอยยกเสิร์ฟเป็นชุดๆ อย่างมีวัฒนธรรม ตบท้ายอาหารคาวหวานด้วยผลไม้สดเย็นฉ่ำ คอยรินเติมเครื่องดื่มไม่ให้พร่องแก้ว เห็นคณะทัวร์ซำเหมาแก๊งค์นี้มีความสุขแล้วเราก็สบายใจ…(เพราะเขาก็ไม่ใช่ใครที่ไหน…บิดามารดา ซึ่งเป็นสปอนเซอร์หลักของเรา นั่นเอง ha ha)

ตกค่ำก่อนเสิร์ฟเบียร์เย็นๆ ริมระเบียง ต้องทำข้อตกลงกันให้เรียบร้อย ใครกินเบียร์ห้ามกินทุเรียนกับข้าวเหนียวมะม่วง ถ้าใครเลือกกินสองอย่างหลังห้ามแตะเบียร์ ไม่ใช่กลัวไม่พอแบ่ง แต่เกรงว่าจะมีโศกนาฏกรรมเส้นเลือดระเบิดขึ้นริมทะเล จะหามส่งโรงพยาบาลไม่ทัน

หนังท้องตึงหนังตาหย่อน แต่ยังนอนไม่หลับ ออกไปนับดาว ฟ้าก็มืดจนมองไม่เห็น นั่งรับลมริมระเบียงฟังเสียงคลื่น คุยกันไปคุยกันมาจนหมดเรื่องคุย เลยต้องพักนอนเอาแรง



ตื่นเช้ามาทุกคนยังจุกกับมื้อใหญ่จากเมื่อคืน เลยปฏิเสธบุปเฟต์มื้อเช้า ขอแค่กาแฟกับปาท่องโก๋ พอมีเรี่ยวแรงออกไปว่ายน้ำ ใครมีหน้าที่ถ่ายรูปก็ไปถ่าย ใครอยากทำอะไรก็ไปทำ ตัวใครตัวมัน แต่ชายหาดตรงเขาตะเกียบก็ไม่มีอะไรให้ทำมากนัก ลงว่ายน้ำในสระแล้วขึ้นมาอาบน้ำ ออกไปหาก๋วยเตี๋ยวเป็ดกินในตัวเมือง ในหัวหินมีร้านก๋วยเตี๋ยวเป็ดอยู่หลายร้าน กินอิ่มก็ลากกันไปขี่ม้า จะได้เรียกว่ามาถึงหัวหิน แบบคลาสสิค (ha ha)

ม้าผอมๆชื่อทาโร เดินพลางถอนหายใจไปอย่างหมดอาลัยตายอยาก เกิดเป็นม้าเป็นช้างนี่ซวยอย่าบอกใคร เกิดมาเป็นหมูเป็นวัวยังดีเสียกว่า ถึงจะตายทุเรศ แต่ตอนมีชีวิตอยู่ก็สุขสบาย กิน ขี้ ปี้ นอน ไม่ต้องอยู่จนแก่ ไม่เจ็บป่วย แต่เกิดเป็นม้า วันๆโดนผูกโดนขัง จูงไปจูงมา ม้าเป็นสัตว์ชอบวิ่ง แถมวิ่งได้เร็วเสียด้วย แต่จะวิ่งไปไหนมาไหนตามใจชอบก็ไม่ได้ คงอึดอัดใจเป็นบ้า



นั่งกินลมชมทะเลยามบ่าย ดูดน้ำมะพร้าวอ่อนเย็นเจี๊ยบ มองไปทางซ้ายเห็นแต่คน มองไปทางขวาก็เห็นแต่คน ก้มลงมองมะพร้าวอ่อนในมือแล้วถามตัวเองว่า เรามาที่นี่ทำไม…เพราะสำหรับทริปนี้ และสำหรับคนที่เคยมาแล้วหนึ่งครั้ง เมืองนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจชวนให้เที่ยว ในความรู้สึกของนักท่องเที่ยวที่ชอบธรรมชาติ ไม่สวยสงบพอที่จะพักผ่อนอย่างสบายใจ (ยกเว้นว่าคุณจะนอนเล่นอยู่ในหาดส่วนตัวของโรงแรมดีๆ) เมืองนี้ไม่หรูหราพอสำหรับการจ่ายแพงๆ ไม่เหมือนภูเก็ตหรือสมุย และราคาค่าครองชีพไม่ถูกพอที่คนหาเช้ากินค่ำจะมาเที่ยวในที่สวยๆได้อย่างประหยัด เพราะโรงแรมดีๆเขากีดกันไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปกวนแขกรวยๆบนหน้าหาด(ของเขา) รวมๆแล้วอะไรๆที่นี่ มันครึ่งกลางๆขาดๆเกินๆยังไงไม่ทราบ สำหรับคำว่า "เที่ยว" ของเราคงไม่ใช่ความหมายนี้ ประชุมกันแล้วมีมติร่วมกันว่า ครั้งนี้เราพลาด กลับดีกว่า เพราะอยู่ต่อไปอีกวันหรือสองวันก็คงไม่รู้สึกประทับใจได้มากไปกว่านี้ ถ้าเที่ยวแล้วไม่รู้สึกดีจะรู้สึกเสียดายเงิน เก็บไว้แก้ตัวคราวหน้า…แล้วจะมาบ่นให้ฟังใหม่

๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

 
   
     
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618