|
"อีแต๊ก"
เป็นรถที่นำรถไถนามาดัดแปลงต่อเติมตัวถังเพื่อใช้งาน ลักษณะคล้ายๆ
รถอีแต๋น ต่างกันตรงที่รถอีแต๋นบังคับด้วยพวงมาลัย
แต่อีแต๊กต้องบังคับด้วยการโยกซ้าย-โยกขวา..เหมือนควายเหล็กยังไงยังงั้น
"รถอีแต๊ก" พาเราลัดเลาะไปตามถนนดินลูกรังท้ายหมู่บ้านมุ่งหน้าสู่
"ป่าดงใหญ่"-ป่าชุมชนของบ้านวังอ้อ ...
"ซ้ายมือ ที่เห็นเขียวๆ คือแปลงถั่วลิสงนะครับ"
สิงหา มงคลแก้ว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชุมชนของหมู่บ้าน ชี้ให้ดูแปลงถั่วลิสงข้างทาง
และต้นถั่วที่กำลังโตเต็ม
สิงหาบอกว่าชาวบ้านวังอ้อมีอาชีพทำการเกษตรเป็นหลัก
และส่วนใหญ่จะทำการเพาะปลูกกันทั้งปี คือหลังจากเกี่ยวข้าวเสร็จ ชาวบ้านจะปลูกพริก
หรือ ถั่วลิสง เพื่อเป็นรายได้เสริมในช่วงหน้าแล้งโดยมีรายได้ประมาณ
4,000-6,000 บาท หรือบางรายที่ขยันดูแลเอาใจใส่หน่อยก็อาจจะมีรายได้ถึง
10,000 บาทเลยทีเดียว
"เอาแล้ว เอาแล้ว! เข้าเขตป่าแล้วระวังกิ่งไม้ด้วยนะครับ"
พ่อประสิทธิ นายประสิทธิ์ ศรีพิมพ์ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ชุมชน
ส่งเสียงเตือนมาจากทางด้านหลังของรถอีแต๊ก
วันนี้ สิงหา และพ่อประสิทธิ์ ได้สวมบทบาทมัคคุเทศก์สมัครเล่นนำพวกเราซึ่งก็คือนักท่องเที่ยวสมัครเล่น
(อีกเหมือนกัน) ไปเที่ยวชม "ป่าดงใหญ่" ของหมู่บ้านซึ่งมีพื้นที่กว่า
1,810 ไร่
ย้อนหลังไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน พื้นที่ป่าของหมู่บ้าน ถูกชาวบ้านบุกรุกทำลายจนแทบไม่เหลือความเป็น
"ป่า" แต่ด้วยความร่วมแรง ร่วมใจของสมาชิกในชุมชนซึ่งเห็นถึงความสำคัญของการมีป่า
และช่วยกันอนุรักษ์ฟื้นฟูอย่างจริงจังทำให้ผืนป่าเสื่อมโทรมกลับกลายเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์อีกครั้ง
หลังจากประสบความสำเร็จในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าขึ้นมาได้..ชาวบ้านวังอ้อ
จึงได้เปิดพื้นที่ให้กับผู้คนภายนอกเข้าไปเยี่ยมชมป่า และเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับป่าของพวกเขา
โดยมีกิจกรรมท่องเที่ยวเชิงนิเวศเป็นสื่อกลาง..
"ประธานป่าชุมชนถามว่า ทำอย่างไรจะให้ป่าอนุรักษ์มันเป็นได้มากกว่าป่าอนุรักษ์
ความหมายของเขาคือ มันควรจะเป็นได้มากกว่านั้น เพราะหลังจากที่ชุมชนเขารักษาป่าและเห็นว่าป่าของเขาดีขึ้นแล้ว
ชุมชนแห่งนี้จึงเกิดความคิดว่าไม่ต้องการที่เน้นแค่เป็นป่าอนุรักษ์
ไม่ใช่อนุรักษ์แล้วเก็บมันไว้กับตัว แต่ต้องการที่จะเปิดป่าตรงนี้ให้คนดู
"
นางสาวกาญจนา ทองทั่ว หัวหน้าโครงการวิจัย รูปแบบการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศบ้านวังอ้อ
สำนักกองทุนสนับสนุนการวิจัย(สกว.) เล่าถึงเหตุผลในการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศของชุมชน
เพราะจริงๆแล้วการดำเนินงานเพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ชุมชนตั้งไว้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
"คือเรารู้แต่ว่าเราอยากนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับป่าของเราให้กับคนที่เขาเข้ามาศึกษาเรียนรู้
แต่เราไม่รู้ว่า ควรจัดกิจกรรมท่องเที่ยวแบบไหน ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรแค่ไหน
เพราะที่ผ่านแม้จะมีคณะที่มาศึกษาดูงานเป็นร้อยคณะ เราก็พาเข้าไปดูป่า
บรรยายไปตามที่เรารู้ แต่พอจะจัดเป็นการท่องเที่ยว คงทำแค่นั้นไม่ได้
"
พ่อวิชัย กองมณี รองประธานป่าชุมชน ฝ่ายปกครองป้องกัน เล่าถึงจุดติดขัดเมื่อครั้งเริ่มต้น
นับตั้งแต่วันที่ชาวบ้านมีความเห็นชอบร่วมกันให้มีการดำเนินการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชน
คณะกรรมการหมู่บ้านซึ่งได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นนักวิจัยชุมชน
ได้ช่วยกันรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับประวัติความเป็นมา บริบทของชุมชน ข้อมูลเกี่ยวกับป่า
และการอนุรักษ์ป่า การศึกษาดูงานเกี่ยวกับการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนอื่นๆ
แล้วนำมาวางแผนในการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวของชุมชน พร้อมทั้งได้ทดลองจัดให้มีการท่องเที่ยวขึ้น
เพื่อให้ได้รูปแบบการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวที่เหมาะสมกับชุมชน โดยใช้เวลากว่า
1 ปีทีเดียว
"แต่ละครั้งที่ทำการทดลองท่องเที่ยว เราจะให้นักท่องเที่ยวประเมิน
รวมทั้งให้ข้อเสนอแนะ และคุยกันว่าตรงไหนที่เราเห็นว่ามีเหตุผล ตรงไหนที่เราต้องปรับปรุง
คือ บางทีกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มาก็ไม่ได้เข้าใจว่าชาวบ้านมีเป้าหมาย
มีวัตถุประสงค์อะไร หรือในการทำกิจกรรมนั้นๆ ชาวบ้านเขาคิด หรือมีเหตุผลอะไร
โดยเฉพาะกลุ่มสุดท้ายที่เป็นกลุ่มนักวิชาการ เราก็ได้เตรียมชาวบ้านแล้วว่า
เราเชิญเขามาเพื่อให้ข้อเสนอแนะ เพื่อให้เราได้นำมาปรับปรุง แก้ไข
ให้รับฟัง แล้วค่อยชี้แจงในตอนท้าย ไม่ให้โต้เถียง แต่การวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างแรง
ก็ทำให้ชาวบ้านท้อ ซึ่งภายหลังก็ได้มีการมานั่งคุยกันว่า จุดยืนการจัดการท่องเที่ยวของเราอยู่ตรงไหน
เราทำเพื่อใคร แล้วมันบรรลุวัตถุประสงค์หรือเปล่า ก็ทำให้มีกำลังใจกันขึ้นมา"
พ่อวิชัยกล่าวเสริมว่า "กิจกรรมหลายอย่างเราคิดกันมาก แต่คนที่มาเที่ยวอาจจะเป็นห่วง
เพราะไม่รู้ เช่น เรื่องที่ฐานเถาวัลย์ มีเถาวัลย์ที่มีน้ำสามารถกินได้
เราก็ตัดให้นักท่องเที่ยวได้ทดลอง เขาก็บอกว่าจะทำให้เถาวัลย์หมด แต่จริงๆ
แล้วเรารู้ว่า พอตัดแล้วเถาวัลย์มันจะแตกหน่ออกมาอีก 3-4 หน่อ ขยะเราก็ขนขึ้นอีแต๊กกลับมาหมด
เราระวังเรื่องผลกระทบกับป่าของเราอยู่แล้ว"
"พวกอาจารย์ต่างๆ ที่มาท่านก็ถามว่า ค่าบริการที่เราคิดกับนักท่องเที่ยว
คิดว่าคุ้มไหม ผมก็บอกว่าไม่คุ้มหรอก เพราะเราไม่ได้คิดเอากำไร ท่านก็บอกว่า
ไม่คุ้มแล้วทำทำไม ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องการรักษาป่า จุดยืนของเราคือต้องการให้ชุมชนเข้มแข็ง
เราช่วยกันดูแล ไปลาดตระเวนทุกวันๆ ไม่มีค่าจ้าง ถ้าเราไม่สามัคคีกันถึงมีค่าจ้างให้ก็ไม่มีคนไปหรอก
จุดยืนของเราอยู่ที่ว่าเราอนุรักษ์ป่า คือ ป่าที่ถูกทำลายไปแล้วเรากลับมาฟื้นฟู
เราทำขึ้นมาได้ นักท่องเที่ยวมา อยากให้มาเที่ยวป่า อย่างน้อย 5 คน
10 คน ขอเพียง 50% ที่กลับไปแล้วเข้าใจ และนำไปพูดต่อว่าชาวบ้านเรารักษาป่ากันอย่างไร
หรือเขาอาจจะไปพูดต่อ" พ่อประสิทธิ์ย้ำถึงจุดยืนในการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ปัจจุบันชุมชนวังอ้อได้จัดให้มีโปรแกรมท่องเที่ยวออกเป็น 2 แบบ คือ
แบบไป-กลับ และพักค้างคืน โดยในส่วนของรูปแบบกิจกรรมท่องเที่ยวมุ่งเน้นให้เกิดการเรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับป่าเป็นหลัก
ซึ่งมีทั้งหมด 7 ฐาน ด้วยกัน คือ ฐานแผนที่,ฐานไก่ป่า,ฐานเถาวัลย์,ฐานทำลาย,ฐานอนุรักษ์,ฐานสมุนไพร,ฐานลำเซบาย
สำหรับเส้นทางศึกษาธรรมชาติมี 2 เส้นทาง คือ เส้นทางระยะสั้นใช้เวลาประมาณ
1 ชั่วโมง เส้นทางปกติ ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ฐานแต่ละฐาน จะมีชาวบ้านซึ่งเป็นผู้มีความรู้ในเรื่องนั้นเป็นวิทยากร
นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมในส่วนของสันทนาการเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ผ่อนคลายอีกด้วย
หัวหน้าโครงการวิจัยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การทำงานวิจัยเชิงปฏิบัติการครั้งนี้
นอกจากจะทำให้ชาวบ้านสามารถพัฒนากิจกรรมและรูปแบบการจัดการท่องเที่ยวให้เป็นรูปธรรรมชัดเจนได้แล้วนั้น
ยังทำให้ชาวบ้านชาวบ้านมีความมั่นใจมากขึ้นในการเปิดพื้นที่ป่าเพื่อการท่องเที่ยว
เพราะงานวิจัยทำให้กระบวนการทางความคิดเป็นระบบขึ้น ให้รู้ว่าเวลาจะทำอะไรควรต้องมีข้อมูลจะทำให้การทำงานง่ายขึ้น
ต้องมีการทดลอง ประเมินผล ไม่ใช่สุ่มสี่สุ่มห้าทำ ยังได้เรียนรู้วิธีการการนำเสนอเรื่องราวอย่างเป็นระบบ
ไม่สะเปะสปะแบบเดิม
"เราทำการอนุรักษ์ป่ามาตั้งแต่ปี 2539 มีคนมาถามว่าคุณรักษาป่ามากี่ปี
สภาพเดิมเป็นอย่างไร เราก็ได้แต่บอกว่า สมัยก่อนมันโล่งเตียน ไหนละรูป
มันเป็นยังไง เราไม่ได้ถ่ายรูปไว้เลย เราไม่มีหลักฐานอะไร เพราะตรงนี้ชาวบ้านไม่ได้คิด
ไม่ได้มอง ข้อมูลเราไม่มี มาทำวิจัยก็ได้ข้อคิดว่า เราได้ข้อคิดว่าทำอะไรต้องมีหลักฐาน
ต้องมีข้อมูล มันมีประโยชน์ ซึ่งข้อมูลนี้อาจจะทั้งข้อมูลภาพ จากคำพูด
การบันทึกข้อเสนอแนะ แต่ก่อนนี้ใครเสนอแนะอะไรไม่เคยจดกันเลย เดี๋ยวนี้เรามีสมุดคนละเล่ม
จดกันเอง และข้อมูลเกี่ยวกับป่าก็มีการเก็บไว้แล้ว เช่น ขณะนี้กำลังมีการสร้างฝายปะอาว
เราเริ่มเก็บข้อมูลลำเซบายไว้ว่า ตรงไหนเป็นหาด ตรงไหนเป็นแก่ง ถ่ายรูปไว้
เผื่อว่าจะได้เก็บไว้เปรียบเทียบ หรือเป็นข้อมูลให้ลูกหลานดู"
สิงหากล่าวเสริม
ไม่เพียงผู้ใหญ่เท่านั้น หากแต่เยาวชนซึ่งเข้ามาร่วมเป็นทีมวิจัย ได้มีโอกาสรับฟังข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนได้รับรู้เรื่องราวของชุมชนมากขึ้น
เช่น ได้รู้ประวัติของหมู่บ้าน ได้รับรู้แนวคิดของผู้ใหญ่ ได้รู้ว่าชุมชนมีวัฒนธรรม
ความเชื่อที่น่าสนใจ เกิดความภาคภูมิใจ และต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมจัดการท่องเที่ยวของชุมชน
ทั้งในส่วนของสันทนาการ และการเป็นวิทยาการ เพราะจากที่ได้ฟังฟังผู้ใหญ่บรรยาย
เขาคิดว่าควรมีเทคนิคในการบรรยายให้สนุกมากกว่านั้น แต่ไม่ทราบว่าต้องทำอย่างไร
จึงคิดว่าอาจจะจัดให้มีโครงการฝึกอบอบรมยุวมัคคุเทศก์เพื่อพัฒนาศักยภาพของเยาวชน
เป็นต้น
"นี่ฐานเถาวัลย์..เถาวัลย์นี่เขาบอกว่าเป็นนักบุญแห่งป่า แต่ขณะเดียวกันก็เป็นนักฆ่าที่เลือดเย็น
เป็นนักบุญเพราะมันสวยงามดี ที่เป็นนักฆ่าเพราะถ้ามันไปเกี่ยว ไปพันต้นไม้อื่นๆ
ได้เมื่อไรก็จะต้องรัดจนต้นไม้ต้นนั้นตายไปในที่สุด " พ่อประสิทธิ์
ทำหน้าที่บรรยายในฐานนี้เพราะมีความรู้เกี่ยวกับเถาวัลย์ค่อนข้างดี
พ่อประสิทธิชี้ให้ดู เถาวัลย์ชนิดหนึ่ง ที่ลำต้นของมันกำลังออกดอกเป็นช่อสีเขียวๆ
เรียกว่า "ต้นม่วย"
ดอกของมันกินได้ ส่วนลำต้นจะเป็นเส้น สมัยก่อนชาวบ้านจะเอาไปแช่น้ำ
และเอาเส้นใยไปทำเชือกคันธนู เพราะเหนียวทนทาน และการออกดอกของต้นม่วย
ยังช่วยทำนายปริมาณฝนอีกด้วย คือถ้าหากออลูกตั้งแต่โคนต้นไปจนสุดปลาย
ปีนั้นฝนจะดี แต่ถ้าออกเป็นบางส่วน แสดงว่าฝนไม่ดี จะแห้งแล้ง
ต่อมาคือฐานทำลาย พ่อเฉลิม ขันชะลี ผู้ใหญ่บ้าน และอดีตนักเผาถ่านประจำหมู่บ้าน
ให้เล่าถึงการทำลายล้างป่าของชาวบ้านในอดีตว่า
"ประมาณปี 2522 ชาวบ้านเข้ามาตัดไม้ในป่าวันหนึ่งๆ ประมาณ 40-50
คน ที่จริงก็มีงานอื่นๆ ทำนะ แต่มันคงเป็นเพราะกลัวเพื่อนได้ดีด้วยมั้ง
อีกอย่างคือมันสนุก เข้ามาป่าตัดไม้ตะโกนคุยกัน ตัดไม้ฟังเสียงไม้ล้มแข่งกัน
ผมจะเผาถ่านเป็นหลัก ไม่แค่เผาถ่านนะ ยังตัดไม้แปรรูปเป็นไม้กระดานไว้ขายอีก
หลุมนี้ขุดเมื่อปี 2518 แล้ว กว้างประมาณ 2 เมตร ลึก 2 เมตร จุไม้ได้
5 คิว ได้ถ่านประมาณ 25 กระสอบ ขายกิโลละ 6 บาท กระสอบหนึ่งได้ร้อยกว่าบาท
ตอนทำกันเยอะมาก เตาถ่านมีกว่า 120 เตา ควันโขมงเต็มป่า ใครเข้ามาสำลักเลย
ที่เลิกทำเพราะว่า หลังจากทำไปแล้วมันได้เงิน แต่ก็ไม่เหลืออะไร เพราะอะไรรู้ไหม
ขายเอาเงินได้ ตัวมันก็เหนื่อย ไม่ได้ไปหากินในป่า ลำเซ ก็ต้องไปซื้อเค้ากิน
เงินก็หมด ผมก็เลยคิดไปทำนากันดีกว่า ที่นาก็มีเยอะ อีกอย่างระยะหลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็เข้ามาบ่อย"
ที่ลำเซบาย..สิงหากระโดดลงเล่นน้ำนำร่องทันที เนื่องจากน้ำในลำเซบายใสแจ๋ว
ลำน้ำมีหินเป็นเกาะแก่งสวยงาม ใกล้ๆ ลำเซมีลานสำหรับตั้งเต๊นท์พักแรมสำหรับนักท่องเที่ยว
ซึ่งสำหรับนักท่องเที่ยวที่พักค้างแรม จะได้ล่องแพไปตามลำเซบายในช่วงเช้าไปขึ้นท่าที่หมู่บ้าน
และอาจจะแวะซื้อผลิตภัณฑ์ของชาวบ้านติดไม้ติดมือก่อนเดินทางกลับ เสียดายว่าพวกเรามีเวลาไม่มากพอจึงได้แต่เพียงแวะมาชมความงามของลำเซบายเท่านั้น
ด้วยเวลาที่จำกัดพวกเราจึงมีโอกาสได้สัมผัสกับฐานเรียนรู้เกี่ยวกับป่าวังอ้อเพียงไม่กี่ฐาน
แต่อย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ได้รับรู้ว่า ชาวบ้านวังอ้อต้องใช้ความมานะพยายามเพียงใดในการรักษาป่า...ซึ่งมิใช่เป็นเพียงการรักษาป่าเพื่อประโยชน์ของพวกเขาเท่านั้น..หากแต่ความสมบูรณ์ของผืนป่าผืนนี้ยังมีคุณค่า
และความหมายอย่างยิ่งสำหรับพวกเราทุกคน ...
|
|