Let's talk
หลายคนสงสัยมานานจนเลิกสงสัยไปแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับเว็บ
yes-wedo.com ในหลายเดือนที่ผ่านมานี้ นับตั้งแต่งานฉลองวันเกิดครบรอบปีที่สองของเราเมื่อปีกลาย
เว็บ YES! ดูอืดๆนิ่งๆ ไม่ค่อยได้อัพเดตพวกคอลัมน์บทความต่างๆเลย จะมีเรื่องใหม่ๆมาเสนอถี่หน่อยก็คือบทสัมภาษณ์
reality support ยิ่งบทบรรณาธิการแล้วยิ่งหายห่วง เพราะบก.ไม่เคยย่างกรายเข้าไปเขียนหน้านั้นมานาน
จนบางคนนึกว่าบก.คนเก่าที่ชื่อ 'วีร์วิศ' ทิ้งเว็บ YES-WEDO.COM ไปเสียแล้ว
สิ่งที่น่าชื่นใจสำหรับพวกเราทีมงาน แต่ก็ชวนให้ละอายใจอยู่ไม่น้อย
คือจำนวนเพื่อนสมาชิกชาว YES! ที่ยังอุตส่าห์มีแก่ใจแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมดูเว็บบอร์ดกันแทบทุกวัน
เหมือนเข้ามาเยี่ยมไข้ (หรือเยี่ยมผู้ต้องขัง) ซึ่งเป็นข้อมูลที่เราได้จากสถิตติการเข้าชมเว็บ
ตัวเลขคนเข้าเว็บที่ไม่เพิ่มไม่ลด แม้ว่าจะไม่มีการอัพเดตอย่างสม่ำเสมอ
ตัวเลขคนเข้าเว็บวันละ 100 - 200 คนนี้อาจจะไม่มากมายหากเทียบกับเว็บใหญ่ๆดังๆ
แต่เป็นจำนวนที่หล่อเลี้ยงกำลังใจคนทำงานไม่กี่คนในกองบก.เล็กๆแห่งนี้
ให้มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ
คำถามแรกคือ...ที่ผ่านมาได้เกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงไม่ขยันทำเว็บกันเหมือนก่อน
คำถามที่สองคือ...หนังสือ YES! คู่มือล่าฝัน เลิกทำไปแล้วหรือไร
หลังจากออกมา 2 เล่ม จะมีเล่ม 3 ต่อไปไหม ทำไมไม่ทำต่อ เบื่อ ขี้เกียจ
หรือไม่มีตังค์?
ขอตอบคำถามที่สองก่อน ที่ยังไม่ทำ YES! เล่มต่อไป เพราะยังหาทีมงานกองบรรณาธิการที่ถูกใจ
คือเขียนหนังสือเก่ง และมีอุดมการณ์เดียวกันยังไม่เจอ ทำคนเดียวยากที่จะออกมาดี
หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ทำเพื่อหวังรวย ทำด้วยหัวใจ ถ้ายังมีจำนวนหัวใจเหมือนๆกันไม่มากพอก็รอไปก่อน
ไม่รีบ แต่ไม่เลิกแน่นอน วันหนึ่งถ้าได้ 'คนที่ใช่' มาช่วยทำเหมือนสองเล่มแรก
ก็จะทำต่อ เรื่องเงินแม้เราจะไม่รวยแต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ เพราะ YES!
พิมพ์ขาวดำ เล่มเล็กนิดเดียว ใช้ทุนไม่มาก
ส่วนคำตอบสำหรับคำถามแรกคือ ที่ผ่านมานั้น เว็บไซต์ YES-WEDO.COM เกิดขึ้นจากการทำงานของทีมงานประจำเพียงไม่กี่คน
ซึ่งทีมงานประจำของ YES! แท้จริงแล้วเป็นพนักงานงานประจำของบริษัท
dp-studio ซึ่งเป็นบริษัท PRODUCTION HOUSE ของวีร์วิศและหุ้นส่วน
ซึ่งมีงานหลักที่แท้จริงคือการทำงานด้าน DESIGN COMMUNICATION VISUALIZATION
& COMPUTER GRAPHIC โดยมีพ่องานใหญ่คือคุณเอกวีร์ ซึ่งเป็นทั้งดีไซน์เนอร์ของdp-studio
และช่วยเป็นเว็บมาสเตอร์ให้กับ YES! เป็นงานรอง นอกจากนั้นก็มีกองบก.
คือน้องปุ๊กช่วยทำเนื้อหาสัมภาษณ์ เขียนคอลัมน์ ทำข่าว อีก 1 คน กับ
บรรณาธิการอีก 1 คน ช่วยกันเตรียมเนื้อหา โดยมีคุณเอกวีร์ช่วยทำหน้าที่อัพเดต
ช่วงปี 2547 คุณเอกวีร์ไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย เป็นช่วงที่บริษัท
dp-studio มีงานเข้ามาเยอะมากจนต้องเปลี่ยนวิธีการบริหารจัดการ คือจากเดิมที่ทำกันแบบเล็กๆ
รับงานขนาดเล็กและขนาดกลาง เข้ามาช่วยกันทำเองคนละไม้คนละมือ ก็จำต้องเปลี่ยนมาทำตัวเสมือนเป็น
AGENCY คือต้องฟอร์มทีมงานใหม่ขึ้นมา เปลี่ยนจากการมีพนักงานประจำแบบ
INHOUSE มาเป็นพนักงาน FREELANCE จำนวนมากรับงานออกไปทำเองที่บ้าน
รวมทั้งพนักงานประจำก็ขอเปลี่ยนมารับงานแบบ FREELANCE แทน ข้อดีคือทำให้เราสามารถขยายขนาดของการรับงานได้กว้างขวางขึ้น
แต่ข้อเสียคือเราไม่มีพนักงาน INHOUSE ที่คอยช่วยดูแลเว็บ YES! เหมือนแต่ก่อน
ต้องใช้คนที่เหลืออยู่ช่วยๆกันไปแบบถูๆไถๆ ส่วนจะรับสมัครพนักงานประจำเข้ามาทำ
YES! อย่างเดียวก็เป็นเรื่องที่เกินกำลัง เพราะ YES! ของเราไม่ได้มีกำรี้กำไรอะไร
ทำกันด้วยใจรักล้วนๆ ช่วงปี 2547 ก็เลยเป็นช่วงที่งานเว็บชักจะอืดๆ
แต่เนื้อหายังมีใหม่ๆเข้ามา เพราะมีทีมกองบก.ไฟแรงแสนขยันคือน้องปุ๊ก
กับ น้องโอม จากลาดกระบัง และน้องแฟม จากจุฬา มาช่วยอย่างเต็มกำลัง
โดยมี backup ที่เข้มแข็งจากน้องไก่ รมย์ และอาจารย์วศิน เจ้าของเว็บไซต์
at-bangkok.com รวมถึงคุณเอกวีร์ซึ่งแม้จะอยู่ไกลถึงต่างประเทศ
ก็ยังช่วยเหลือและดูแลอยู่อย่างสม่ำเสมอ ไม่ทอดทิ้งกัน
ถึงจะเป็นการเดินอย่างช้าๆ เว็บ yes! ก็ยังเดินหน้า จนมาถึงช่วงกลางปี
2547 เป็นช่วงที่ดิฉัน วีร์วิศ ได้รับโอกาสจากนิตยสาร HI-CLASS ให้ไปทดลองทำงานเป็นบรรณาธิการนิตยสาร
ซึ่งเป็นงานที่ดิฉันใฝ่ฝันมานาน ตามประสาคนอยากทำงานสื่อ-หนังสือ (แต่มัวไปทำอย่างอื่นเสียก่อน)
ซึ่งอยากได้ประสบการณ์มาพัฒนาความรู้ความสามารถในการทำ YES! ทั้งเว็บไซต์และทั้งหนังสือให้ดีขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังเหมือนที่ฝันไว้
ก็เลยตัดสินใจรับงานเป็นบรรณาธิการให้กับ HI-CLASS อีกเล่มหนึ่ง
สารภาพว่าตอนนั้นไม่ได้รู้อิโหน่อิเหน่เลย ว่าการอาจหาญไปทำงานเป็นบก.นิตยสารรายเดือนเล่มใหญ่ๆ
โดยไม่มีประสบการณ์ในวงการนิตยสาร เป็นภาระอันสุดโหดเพียงใด แต่ด้วยความหวังและความฝัน
ว่าวันหนึ่งจะต้องหาทางเรียนรู้จนเชี่ยวชาญในงานที่เรารัก ดิฉันก็พยายามอดทนต่อสู้ในโลกใบใหม่นี้
แม้จะมีเสียงทัดทานจากพี่ๆเพื่อนๆที่รักและหวังดี ว่าอย่าเสียเวลาไปทำหนังสืออื่นเลย
เอาเวลาทั้งหมดตั้งหน้าตั้งตาทำ YES! อย่างเดียวให้ได้ดิบได้ดีไปเลยดีกว่า
พูดง่ายๆคือให้พยายาม FOCUS นั่นเอง
แต่ในมุมมองของดิฉันตอนนั้นกลับมองว่าถ้าได้เราผ่านงานนิตยสารเล่มอื่นมาก่อนจะมาทำของตัวเองน่าจะดีกว่า
เมื่อมีความรู้เข้มแข็งแล้วค่อยกลับมาลุยแหลกเดินหน้าทำหนังสือ YES!
ให้มันได้เรื่องได้ราว
เรื่องจริงในธุรกิจหนังสือที่คนล่าฝันชื่อวีร์วิศได้ทุ่มชีวิตส่วนหนึ่งไปกับการเรียนรู้
นอกจากจะมีความสนุกสนานได้รับประสบการณ์ใหม่ๆ ในอีกด้านหนึ่งก็เต็มไปด้วยปัญหา
ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดในธุรกิจ การบริหารองค์กรเก่าแก่ที่ไม่ใช่เรื่องง่าย...คนที่รู้แล้วก็โชคดีไป
คนที่ไม่รู้ก็ฟังไว้เป็นอุทาหรณ์
งานแรกที่เข้าไปทำจริงๆไม่ใช่การคิดสร้างสรรค์ทำหนังสือให้ดี แต่เป็นงานบูรณะซ่อมแซมองค์กรล้วนๆ
หกเดือนผ่านไป รางวัลที่ได้คือประสบการณ์อันเผ็ดร้อน แถมด้วย 'หมายศาล'
อีกหนึ่งคดี เสมือนเป็นประกาศนียบัตรใบแรกของคนทำงาน
ลูบหลังตัวเองแล้วบอกว่า ไม่เป็นไร ชีวิตคือการเรียนรู้
บรรดาคนที่ห่วงใยยังคงตั้งคำถามเดิม "จะเหนื่อยกับการเติมชีวิตให้กับต้นไม้เก่าแก่ไปทำไม
เอาพลังมาเพาะต้นกล้าน้อยๆของเราเองให้เติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ที่แข็งแรงสมบูรณ์ไม่ดีกว่าหรือ?"
ย่างเข้าเดือนที่เจ็ด ต้นไม้ใหญ่ที่เคยทรุดโทรมเริ่มสดชื่นขึ้น ใบใหม่ๆแตกยอดออกมาให้ชื่นชม
แต่พอหันกลับมามองต้นกล้าน้อยๆของตัวเองเหี่ยวเฉาแล้วใจหาย โชคดีต้นไม้เล็กๆของเราต้นนี้เกิดจากเมล็ดฝันที่สมบูรณ์
จึงมีรากแก้วที่หยั่งลึก อีกทั้งยังได้ปลูกบนผืนดินอันชุ่มชื้น แม้คนปลูกจะไม่ค่อยได้ใส่ปุ๋ย
ยังได้น้ำใจจากเพื่อนฝูงแวะมาคอยช่วยรดน้ำไม่ขาดสาย
จำได้ว่า...เคยสัญญากับตัวเองและบอกกับ 'พี่โหน่ง
วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์' เอาไว้ "จะขอลองไปฝึกวิชาทำหนังสือที่
HI-CLASS ดูสักครึ่งปีนะพี่ รู้ดีรู้ชั่วแล้วจะได้กลับมาทำ YES! ต่อ"
วันนี้ ผ่านไปกว่าครึ่งปี หลังจากบทเรียนอันหนักหนาในการทำนิตยสารเล่มใหญ่
ถึงเวลาแล้ว ที่ดิฉันจะกลับมาทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง แม้จะยังทิ้ง
HI-CLASS ไม่ได้เด็ดขาด แต่ YES! เป็นหนึ่งเดียวในใจของดิฉันเสมอ เพราะที่ตรงนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้นของความฝันของตัวเอง
แต่ยังเป็นแหล่งเติมฝันให้กับเพื่อนนักล่าฝันคนอื่นๆได้มีกำลังใจและหนทางสู้เพื่อฝันตัวเองต่อไป
เจ็ดเดือนที่ผ่านมา กับการออกไปล่าฝันของคนที่ฝันทำหนังสือคนหนึ่ง
มีเรื่องให้เจ็บตัวเพียบ ส่องกระจกดูหน้าตาตัวเองก็แก่ไปเยอะ เพราะความเครียด
แต่การเดินตามฝันไปให้ถึงจุดหมาย หากจะต้องเจ็บบ้างถือเป็นเรื่องธรรมดา
ได้กลับมายืนตรงนี้ ขอตะโกนดังๆว่าคิดถึง...คิดถึงที่สุด
ขอบคุณเพื่อนเก่าที่ยังไม่ทิ้งกันไปไหน ช่วงที่หายหน้าไป มีอะไรกลับมาเล่าให้ฟังเยอะแยะ
ขอบคุณเพื่อนใหม่ที่เข้ามาทักทาย
ขอบคุณทุกกำลังใจ
ขอบคุณมาก
ขอบคุณจริงๆ
รัก
วีร์วิศ
|