|
สวัสดีครับ พี่ๆ ทีมงานเยส ผมมีเรื่องที่อยากเล่าสู่กันฟังกับพี่ๆ และเพื่อนๆ ชาวเยสทุกคน เรื่องมีอยู่ว่า ผมใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นประจำ ซึ่งผมก็จะซื้อตั๋วเดือนประเภทนักศึกษาใช้เป็นปกติ (ผมยังเป็นนักศึกษาอยู่ครับ ขอโทษครับ ลืมบอกตั้งแต่แรก) เพราะมันประหยัดกว่าซื้อรายวันมาก เรื่องของเรื่องมันมีอยู่ว่า ระยะหลังๆ นี้ (คิดว่าเพื่อนๆ ที่ใช้บีทีเอสเป็นประจำ ก็คงเคยเห็นกันมาบ้าง) จะมีเจ้าหน้าที่จากไหนไม่รู้ แต่สวมเสื้อประทับตราบีทีเอสที่ด้านหลัง คอยเรียกตรวจบัตรประชาชนและบัตรนักศึกษา กับผู้ใช้บริการที่ใช้บัตรเดือนประเภทนักศึกษา คงประมาณตรวจจับว่าคนไหนแอบเอาบัตรของลูกมาใช้ละมั้ง ผมไม่ได้แอนตี้อะไรพวกเขาหรอกนะครับ เพียงแต่มันเกิดความสงสัยขึ้นว่า การทำแบบนี้มันจะได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา และถึงยังไง ผมก็มองว่ามันเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุอยู่ดี พนักงานตรวจนั้น (เท่าที่ผมพบเห็น) 99% เป็นผู้หญิง แล้วเวลายืนดักตรวจกันทีก็มาแค่ทีละคน 2 คน มันไม่ครอบคลุมหรอก เพื่อนๆ ว่าไหมครับ คล้ายๆ สุ่มตรวจ แล้วในเวลาเร่งด่วนก็จะกีดขวางทางเดินมาก ผมมองไม่เห็นประโยชน์ในการวางมาตรการแบบนี้จริงๆ หรือเพื่อนๆ พี่ๆ มีความเห็นว่ายังไงกันบ้างครับ อยากฟังความเห็นของคนอื่นบ้าง
เด็กขี้สงสัย
.
ตอบ
ดูท่าทางเราคงต้องเคยเดินสวนทางกันมาบ้างแน่เลยนะครับคุณเด็กขี้สงสัย เพราะผมเองนั้นก็ใช้บริการรถไฟฟ้า BTS เป็นประจำเหมือนกัน ผมเข้าใจความรู้สึกของคุณพอสมควร เพราะผมเองก็ใช้บัตรเดือนประเภทนักเรียนนักศึกษาอยู่เหมือนกัน ไม่ได้ขโมยของลูกหรือตบแย่งเอาจากเด็กแถวป้ายรถเมล์หรอกนะครับ แต่เผอิญอายุยังไม่ถึงเกณฑ์ (555) แต่นั่นแหละครับ ถึงแม้อายุจะยังไม่เกิน แต่ในส่วนของใบหน้านั้นเกินไปไกลแล้ว ดังนั้น จึงไม่แคล้วที่เวลามีเจ้าหน้าที่ตรวจจับมายืนดักรออยู่ ผมมักจะโดนเรียกตรวจเป็นประจำ (ในใจเขาอาจจะคิดว่า คุณเสร็จเราแล้วกระมัง)
ในส่วนของความคิดเห็น ผมค่อนข้างจะเห็นคล้อยกับคุณเด็กขี้สงสัยนะครับ ผมมองว่าหากนี่คือมาตรการแก้ปัญหาไม่ให้ผู้ใหญ่ที่อายุเกิน 23 ปี แอบใช้บัตรประเภทนักเรียนนักศึกษา (ไม่ว่าจะโดยช่องทางหรือวิธีใดก็ตาม) ซึ่งถูกกว่าบัตรเดือนแบบธรรมดามาก ก็ถือได้ว่าเป็นมาตรการที่แก้ตรงปลายปัญหาอย่างมาก ก็อย่างที่คุณเด็กขี้สงสัยพูดมานั่นแหละครับ การใช้ผู้หญิงแค่คนสองคนคอยดักจับนั้น แม้ว่าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่มันไม่ครอบคลุม และไม่อาจครอบคลุมได้ แม้ว่ามาตรการต่อจากนั้น
(ซึ่งผมคัดลอกมาจากเว็บไซต์ http://www.bts.co.th/th/news/news_detail.asp?id=42) จะดูเข้มงวดดีก็ตาม ดังนี้
หากถูกเจ้าหน้าที่ตรวจสอบหลักฐาน โดยไม่มีบัตรประชาชน หรือบัตรนักศึกษา ที่ระบุวันเดือนปีเกิดอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือขาดหลักฐานทั้ง 2 อย่าง แสดงแก่เจ้าหน้าที่ในขณะที่ถูกตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ก็จะขอยึดบัตรไว้ชั่วคราว และออกใบแจ้งการยึดบัตรให้ โดยสามารถนำหลักฐานที่แสดงสถานภาพ พร้อมใบแจ้งการยึดบัตรดังกล่าวมาขอรับบัตรคืนได้ที่สถานีที่ถูกตรวจภายใน 3 วัน
สำหรับผู้ที่มีอายุเกิน
ผู้ที่มีอายุเกิน และมีคุณสมบัติไม่ตรงตามเงื่อนไขที่ระบุ เมื่อนำบัตรไปใช้และถูกเจ้าหน้าที่ขอตรวจสอบจะถูกยึดบัตรโดยสาร และสามารถปรับผู้โดยสารที่ใช้บัตรผิดเงื่อนไขได้ ไม่เกิน 20 เท่าของอัตราค่าโดยสารสูงสุด ตามประกาศเรื่อง เงื่อนไขการออกตั๋วของบริษัทฯ ซึ่งได้ติดไว้ที่ทุกสถานี โดยเจ้าหน้าที่จะออกใบเสร็จรับเงิน (ไม่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม) ให้กับผู้โดยสารไว้เป็นหลักฐาน
ดูเข้มงวดนะครับ แต่กระนั้นก็เถอะ ปัญหาหลักใหญ่ก็คือมันไม่ครอบคลุม และเรื่องของเรื่องก็คือ บ้านเราเมืองเราปัจจุบัน คนหน้าด้านมันเยอะมากเสียด้วยสิ
วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด คือการป้องกันไม่ให้เกิด ไม่ใช่ปล่อยให้เกิดปัญหาแล้วค่อยมาหาวิธีการแก้กัน อันนี้เป็นหลักคิดที่ถูกต้องและใช้ได้ดีที่สุด แต่ก็อย่างว่าแหละครับ มีผู้หลักผู้ใหญ่น้อยคนเหลือเกินจะเล็งเห็น
โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเรา
สุดท้ายก็คงต้องปล่อยให้มันเป็นไปแหละครับ เพราะสารภาพตามตรงว่าผมเองก็ไม่ได้มีอำนาจบารมีอะไรที่จะไปให้ความเห็นแก่ผู้หลักผู้ใหญ่เจ้าของแนวคิดนี้ได้ ก็คงได้แต่ฝากไว้ว่า ควรมีมาตรการที่สามารถควบคุมปัญหานี้ได้ตั้งแต่ตอนซื้อตั๋ว ไม่ใช่มาดักจับเอาตอนเขาซื้อตั๋วกันไปแล้ว หรือถ้าจะเห็นดีเห็นงามกับมาตรการแบบที่เป็นอยู่ ก็ให้มันเข้มงวดและเป็นระบบระเบียบมากกว่าที่เป็นอยู่นี้สักหน่อย
สักหน่อยก็พอครับ...ไม่ขอมากมายหรอก
คนช้ายขอบ
|