Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Point of View
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     

บุคคลที่ 1


บุคคลที่ 2


บุคคลที่ 3
(ภาพจาก mars magazine)

Point of View
ภาพลักษณ์

 
   
เมื่อสักพักใหญ่ๆ ที่ผ่านมา มีแก๊งค์สาวรุ่นโทรมาชวนไปดูคอนเสิร์ต วงที่มีสมาชิกเป็นดาราหนุ่มสุดเลิฟขวัญใจสาวๆ คนใส่แจ็คเก็ตตัวยาวสวมแว่นดำ ชอบแอ่นสโลว์โมชั่น หลบกระสุนนั่นไง ถามว่าชอบเพลงแบบนั้นเหรอ หล่อนบอกว่าไม่รู้จักเพลงที่พี่แกเล่นสักเพลงเดียว คำตอบคือ ...."ก็คนมันหล่อ"

หลายวันผ่านไป แก๊งเดิมมาหาอีก ขอให้เล่นเส้นติดต่อสัมภาษณ์จิตรกรหนุ่มฝีมือดีคนหนึ่ง แปลกใจ เพราะไม่เคยเห็นว่า พวกเจ้าหล่อนเคยสนใจงานศิลปะ ถามว่าหล่อนเคยไปแกลอรี่ ดูงานพี่เขามาแล้วชอบหรือไง คำตอบคือ "เคยเห็นงาน จำไม่ได้หรอกว่าสไตล์ไหน แต่ว่าพี่เค้าเท่ดีค่ะ"

ไม่กี่วันนี้เอง เห็นหนึ่งในพวกเธอถือหนังสือดีมาเล่มหนึ่ง เล่มนี้เพิ่งได้รางวัลมาหมาดๆ เกือบดีใจที่เยาวชนของชาติรักการอ่าน สัมภาษณ์ว่าอ่านแล้วเป็นไง ชอบไหม คำตอบคือ"ยังไม่ได้อ่านเลยค่ะ ซื้อมาเก็บไว้จะได้อินไงคะ แหมพี่เค้าออกจะดัง" ในฐานะคนเขียนหนังสือ ได้ยินแล้วก็ต้องรีบเอามาผูกเป็นเรื่องราว

งานเขียน หรืองานศิลปะแขนงต่างๆ ของนักเขียนหรือศิลปินรุ่นใหม่ จะป๊อปปูลาร์ได้ไม่ใช่แค่เพราะงานดีเท่านั้น ปัจจัยในเรื่องการโฆษณาประชาสัมพันธ์ และภาพลักษณ์ของศิลปิน หรือคนเขียนหนังสือเอง ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน แต่เราก็สามารถมองเห็นเองด้วยตาเปล่า ว่าในปัจจุบันหนังสือที่วางอยู่บนแผงส่วนใหญ่ จะเป็นงานเขียนของคนที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว หรือนักร้องนักแสดงหน้าตาดีๆ ซึ่งเมื่อเปิดอ่านแล้วบางเล่มก็ดี บางเล่มแค่พอใช้ หรือพอทน บางเล่มอาจถึงขั้นไม่อยากทน แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น หากมองด้วยใจเป็นกลางและเข้าใจสภาพความเป็นจริงของสังคม ซึ่งศิลปวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการเมืองมีความเป็นหนึ่งเดียวเกี่ยวพันกันอย่างแนบแน่นนี้ จะเห็นว่าศิลปิน นักเขียนหรือสำนักพิมพ์ที่เข้าใจธรรมชาติของตลาด การโฆษณา การเข้าถึงผู้บริโภคมักจะประสบความสำเร็จในการส่งผลงานเข้าสู่การเสพ-บริโภคของผู้อ่าน
คู่ชกต่างรุ่น แต่ดูแล้วมีลุ้น อาจจะเป็นนักเขียนรุ่นเก๋าในมาดศิลปินผู้สมถะ ต้องออกมาลุยเฉือนคมแข่งกับเทร็นด์หน้าใสขวัญใจเยาวชน คุณภาพงานเขียนอาจจะต่างชั้น แต่สื่อมวลชนไทยก็มักมีตั๋วผี ให้คนดังหน้าตาดีโผล่หน้ามาโฆษณาหนังสือตัวเอง ได้บ่อยและง่ายกว่านักเขียนธรรมดาทั่วไป
การโฆษณาทำให้คนรู้จักสินค้า บอกให้รู้ว่ามีสินค้าตัวนี้อยู่ในโลก หาซื้อได้ที่ไหน ใครผลิต การโฆษณาที่ไม่มากพอจึงทำให้งานดีๆบางชิ้นไม่มีคนรู้จัก ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นโฆษณาชวนเชื่อหรือบรรยายสรรพคุณ ขอแค่โฆษณาให้คนได้รู้ว่า "มีอยู่" เพียงเท่านี้ก็ดีถมไปแล้ว

นักเขียนที่มีการประชาสัมพันธ์ทั้งงานเขียนและตัวเอง อย่างเป็นทางการออกหน้าออกตา มักจะโดนค่อนขอดว่าทำเกินหน้าที่นักเขียนที่ดี ทั้งๆที่ความจริง ความฝันขั้นที่หนึ่งของคนเขียนหนังสือ ก็คือการที่หนังสือตัวเองได้มีคนมาอ่าน และการทำให้คนมาอ่านโดยการประชาสัมพันธ์ ก็ไม่ได้เป็นเรื่องผิดกฎหมายหรือศีลธรรมแต่ประการใด ปัญหาส่วนหนึ่งเกิดขึ้นเพราะนักเขียนมักเป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัว หมกมุ่นครุ่นคิดเงียบๆอยู่ในโลกเฉพาะของตัวเอง นักเขียนไม่ใช่ดารา นอกจากไม่มีบุคลิกที่ตามตาต้องใจเหมือนพวกนักแสดงแล้ว รูปร่างหน้าตาหรือการแต่งเนื้อแต่งตัวก็ไม่ชวนให้สะดุดตาน่าสนใจอีกต่างหาก มีนักเขียนสักกี่คนในประเทศไทย ที่ราศีดีพอจะขึ้นปกนิตยสาร หรือได้ไปออกรายการทีวี ถึงบางคนจะบอกว่าเพราะไม่อยากจะดังต่างหากก็เลยไม่ไปออก แต่ความจริงก็คือไม่มีใครเอาไปออก เพราะภาพลักษณ์มันไม่น่าสนใจ
หนักๆเข้าก็บ่นพึมพำด้วยความน้อยใจว่า ภูมิปัญญาผู้บริโภคสื่อในบ้านเรา ยังไม่แหลมคมพอที่จะเลาะเปลือกหนาๆเรื่องรูปลักษณ์ ยังสนุกกับการหลอกตัวเองด้วยละครน้ำเน่า อยากเห็นทุกคนที่โผล่หน้าออกมาในเรื่องหน้าตาผ่องเช้งวับตั้งแต่พระเอกยันมหาโจรห้าร้อย นางเอกเข้านอนก็ต้องตาเปลือกตาสีฟ้าเอาไว้ เมื่อกล้องจับยามหลับจะได้ดูสวย

ในสังคมปัจจุบัน เราจะเริ่มเห็นมากขึ้นว่า มีจิตรกร-ศิลปินผู้เก่งกาจและโชคดีหลายท่าน นอกจากจะฝีมือไม่เลวแล้วยังมีความไหวทัน และมีความไม่กระแดะต่อความเป็นจริงของโลกการบริโภค (แต่อาจถูกศิลปินด้วยกันประนามว่าท่านเหล่านั้นกระแดะบ้าง เป็นตัวปลอมบ้าง ขายวิญญาณบ้าง ซึ่งก็ไม่เห็นว่าผู้ประนามจะได้ดีกว่าผู้ถูกประนามแต่ประการใด) เพราะท่านจะพากันสวมชุดที่ดูเป็นไทยๆ หรูๆแบบผ้าไหมบ้าง หรือม่อฮ่อมบ้าง ออกมาโชว์ตัวตามสื่อต่างๆ ทำให้คนได้รู้จักทั้งตัวท่านและตัวงานควบคู่กันไป บางคนจะจำชุดที่ท่านชอบสวมได้ก่อน แล้วจึงสนใจงาน บางคนเคยชอบงานแต่จำไม่ได้ว่าใครเขียน เมื่อเห็นตัวก็จะเริ่มเชื่อมต่อความทรงจำได้ เมื่อศิลปินรู้จักถ่อมตัว หัดเป็นนกรู้ หัดทำตัวให้น่าจำ ก็จะง่ายแก่การจดจำ บางคนใช้บุคลิกเป็นตราสัญลักษณ์ เช่นชอบพูดเสียงดังๆ หัวเราะดังๆ บางคนทำท่าเงียบขรึม บางคนชอบพูดภาษาถิ่น บางคนชอบสวมเครื่องประดับอันโตๆ คนเห็นไม่กี่ทีก็จำได้ และเมื่อนั้นงานก็จะเริ่มเดิน ถ้าเป็นรุ่นอายุน้อยๆก็จะเห็นใส่เสื้อทีเชิ้ต กางเกงยีนหรือกางเกงหลวมๆสีกากี รองเท้าผ้าใบ สะพายเป้ บางคนหุ่นดีๆหน่อยก็ล่อแจ็คเก็ตยีน สาวๆก็พากันกรี๊ด ส่วนมากจะเห็นศิลปินหรือนักเขียนฝ่ายชาย ส่วนฝ่ายหญิงเรื่องการแต่งกายจะไม่ค่อยโดดเด่น เน้นหน้าตาสวย มีชื่อเสียง ให้ทันยุคทันสมัยพอควร แนวอื่นๆก็อาจจะมีปนๆบ้าง แต่ตอนนี้ยังนึกไม่ออก

แทบจะสรุปแบบกำปั้นทุบดินได้เลยว่า เมื่อใดที่ศิลปินทำตัวเลิศลอยเหนือเมฆ หรือลงลึกสู่ใต้ดินจนเกินไป เริ่มดูถูกรสนิยมของสังคม เมื่อนั้น ช่องว่างก็จะยิ่งกว้างขึ้นจนน่าเป็นห่วง ศิลปินที่ดูถูกคุณค่าของบรรจุภัณฑ์ ภาพลักษณ์ ของตัวตนและตัวงาน ก็จะไม่ได้รับประโยชน์จากปัจจัยเหล่านั้น ในขณะเดียวกันก็จะเฝ้าตำหนิเหน็บแนม คนที่เขาพยายามผลิตและขายของที่ดีทั้งเนื้อและดีทั้งเปลือก ว่าสงสัยจะดีแต่เปลือก โดยตัวเองก็ฝันเพ้อไปว่ายุคที่คนนิยมผ้าขี้ริ้วห่อทองจะต้องรุ่งเรืองสักวันหนึ่ง ที่แย่ไปกว่านั้นคือ ตัวเองก็ไม่เคยสำรวจจริงๆด้วยซ้ำว่า ที่ห่อเหลืองๆอยู่ในผ้าขี้ริ้วของตัวเอง นั่นมันทองหรือขี้กันแน่ แต่ถ้าได้เห็นใครดังเกินหน้าเกินตา ออกงาน ออกทีวีหรือโผล่หน้าตามข่าวในหนังสือ เป็นต้องโดนยำเละ ว่าเป็นพวกขายเปลือกบ้าง เป็นตัวปลอมบ้าง ก็แล้วแต่จะพูดกันไป หารู้ไม่ว่ากว่าที่คนเหล่านั้นเขาจะมายืนตรงจุดนั้นได้ ก็ต้องฟันฝ่าอะไรมาไม่น้อยเหมือนกัน หรือบางทีคนด่าเองก็รู้อยู่แก่ใจ แต่ก็ยังอยากจะว่าเขาอยู่ด

อย่างไรก็ดี ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำงานหนักให้กล่องสวย จะมีคุณค่ามากไปกว่าการผลิตของดีๆมาใส่กล่อง เพียงแต่บางครั้งผู้สร้างก็ต้องเตือนตัวเองบ่อยๆว่างานชั้นสูงลิบลิ่ว ชนิดที่ต้องปีนกะไดดู อ่าน หรือฟัง อาจจะขายได้เฉพาะกับเทวดาบนสรวงสวรรค์เท่านั้น ส่วนคนบนโลกนี้ โดยมากจะเป็นพวกมักน้อยและมีปัญญาแค่เข้าใจอะไรที่ไม่ต้องตีความหลายชั้น อีกทั้งกิเลสหนา จึงต้องการแกะกล่องสวยๆก่อนสัมผัสงาน ความพยายามเข้าใจสังคมกับการดูถูกสังคม และหากินกับการล่อลวงสังคม จึงใกล้ชิดเสียดสีกันอย่างหวาดเสียว แค่เส้นยาแดงผ่าแปด ขึ้นอยู่กับว่าใครจะตบะแข็งกว่ากัน การไหลไปตามกระแส ก็ดีตรงไม่ต้องเหนื่อยออกแรงพาย แต่ก็ต้องระวังกันเอาเอง เพราะความชั่วกับน้ำ มันเหมือนกันตรงที่ชอบไหลลงสู่ที่ต่ำนี่แหละ
 
   
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618