|
หนทางสู่คำตอบ
text : ภาวิดา
ในสมัยเป็นเด็กพวกเราเรียนรู้กันมาแบบกลาย ๆว่า ถ้าเราตอบคำถามในข้อสอบของคุณครูได้ถูกต้องเราจะได้คะแนน
แม้บางครั้งวิธีทำจะเป็นวิธีที่ผิดก็ตาม ( วิธีที่ผิดในที่นี้ผู้เขียนหมายความถึงวิธีการในการหาคำตอบที่ผิดจริง
ๆ ไม่ใช่ผิดกติกาแบบลอกเพื่อนมา ) เพราะข้อสอบที่ใช้ในโรงเรียนมักเป็นข้อให้เลือก
ไม่ก็เว้นที่ให้ตอบ จึงทำให้บางครั้งการตอบหรือคาดคะเนอะไรได้ถูกต้อง
ไม่ได้หมายความว่าเราเข้าใจในเรื่องนั้น ๆได้ดีพอ
สิ่งที่น่าสังเกตในการหาคำตอบหรือคาดคะเนเรื่องใดเรื่องหนึ่งก็คือ
บางครั้งคนเราชอบคิดว่าสิ่งต่าง ๆ เป็นสาเหตุของกันและกัน
ทั้ง ๆที่ความจริง สิ่งเหล่านั้น เพียงแค่สัมพันธ์กัน หรือมักจะเกิดขึ้นพร้อม
กันบ่อย ๆก็เป็นได้ เช่น การที่เรารอรถเมล์สายหนึ่ง เรามักพบว่ารถเมล์อีกสายหนึ่งมักมาก่อนรถเมล์สายนั้นเสมอ
แต่เหตุการณ์สองเหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นสาเหตุของกันและกัน เพียงแต่เหตุการณ์สองเหตุการณ์นี้เป็นเหตุการณ์ที่มักเกิดขึ้นพร้อมกันต่างหาก
แต่ความเป็นจริงเรื่องที่คนเราชอบคิดว่าเป็นสาเหตุของกันและกันโดยทั่วไปนั้น
ไม่ได้ง่ายแบบเรื่องรถเมล์ที่ยกตัวอย่าง ปัญหาทั่วไปในชีวิตประจำวันมักมีความซับซ้อนกว่านี้
เช่น เด็กคนหนึ่งอาจจะเรียนไม่เก่ง คุณครูอาจจะเดาว่าเพราะเขาไม่อ่านหนังสือ
เมื่อสอบถามดูก็พบว่าเป็นความจริง แต่สาเหตุที่แท้จริงกลับมาจากการที่มีคุณแม่ที่มีปัญหาเครียดง่าย
ระบายอารมณ์ใส่เสมอ ทำให้ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ จากการที่เคยอ่านหนังสือบ่อย
ๆ ก็ไม่อยากอ่าน เพราะอ่านแล้วความเครียดเพิ่มมากขึ้นจากการที่เครียดจากคุณแม่ดุว่าอยู่แล้ว
ทำให้การเรียนแย่
การไม่อ่านหนังสือเป็นสาเหตุหนึ่งก็จริง แต่มันเป็นสาเหตุรองที่มีผลมาจากอีกสาเหตุหนึ่ง
ไม่ใช่สาเหตุหลักที่ต้องแก้ มันจึงใกล้เคียงกับการเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันกับการเรียนไม่เก่งมากกว่าการเป็นสาเหตุของการเรียนไม่เก่งนั้น
ดังนั้นการเดาว่าเด็กไม่อ่านหนังสือของคุณครู ไม่ได้ช่วยอะไร คุณครูต้องแก้ที่ตัวคุณแม่
โดยการขอร้องไม่ให้ระบายความเครียดใส่ลูก และแก้ปัญหาที่ทำให้คุณแม่นั้นมีอารมณ์เครียดมาก
เช่นนั้นให้ได้ ดังนั้นในการหาคำตอบเราจำเป็นต้องเข้าใจเรื่องนั้น
ๆ อย่างแท้จริง และเข้าใจความสัมพันธ์เชื่อมโยงของเหตุการณ์ได้ถูกต้องด้วย
บางครั้งความผิดพลาดในการแก้ปัญหา ยังมาจากการคิดว่าสิ่งต่างๆ สัมพันธ์กันทั้ง
ที่มันอาจไม่สัมพันธ์กันเลย และยิ่งกว่านั้นมันยังไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันอีกด้วย
ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกี่ยวกับความเชื่อ อคติ ความงมงายมากมายที่เราพบเห็นกันอยู่ในชีวิตประจำวัน
และนอกจากนั้นยังมีกรณีที่การแก้ปัญหาแล้วได้คำตอบที่ผิด แต่เรากลับคิดว่าคำตอบนั้นถูก
เหตุการณ์เช่นนี้พบได้ในงานวิจัยและการทดสอบสมมติฐาน ทั้งทางด้านสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์หลายแขนง
งานวิจัยบางชิ้นเมื่อเวลาผ่านไป จะพบว่าเราได้ความรู้ผิด ๆมาโดยตลอด
เราจะเห็นว่าการค้นพบทางวิทยาศาสตร์บางครั้งโดนล้มล้างทฤษฎีในภายหลัง
เช่น กฎของลามาร์ค กฎของนิวตัน เป็นต้น อย่างไรก็ดีกฎเหล่านี้แม้จะผิดแต่ก็อาจจะเป็นแนวทางให้คนรุ่นหลังค้นหากฎใหม่
ๆได้ง่ายขึ้น
การมีวิธีค้นหาคำตอบที่ดีจะทำให้คนเราสามารถประยุกต์ความรู้ความเข้าใจจากเรื่องหนึ่งเชื่อมโยงไปอีกเรื่องหนึ่งได้
ดังนั้นเราจึงควรใส่ใจกับปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีเหตุผล เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพ
การแก้ปัญหาไม่ได้สำคัญว่าต้องตรงคำตอบเท่านั้น
แต่วิธีการเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันคือสิ่งที่แสดงว่าเราได้ความรู้อย่างแท้จริง
ไม่ใช่แค่คะแนน ผลตอบแทน หรือคำชมเชย แต่มันเป็นทักษะในการแก้ปัญหาในชีวิตประจำวันให้เรามีศักยภาพของความเป็นมนุษย์เพิ่มมากขึ้นอีกด้วย
|