Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     
REALITY SUPPORT :
อาจารย์ไมเคิล ปริพล ตั้งตรงจิตร
คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี


Reality Support เดือนนี้ ทีม YES! ขอพาเพื่อนๆ ไปเลาะรั้วมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี พูดคุยกับอาจารย์ไมเคิล ปริพล ตั้งตรงจิตร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในฐานะสถาปนิกคนหนึ่งที่คร่ำหวอดอยู่ในแวดวงการออกแบบมายาวนาน

 

 


ถึงทัศนะต่องานสถาปัตยกรรมในฐานะที่เป็นศาสตร์และศิลป์ที่ทั้งรับใช้และสะท้อนสังคมในเวลาเดียวกัน และในฐานะอาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้แก่ลูกศิษย์ผู้เป็นอนาคตของชาติ ถึงบทบาทความสำคัญและปรัชญาของผู้ประกอบวิชาชีพ “อาจารย์” ก่อนจะทิ้งท้ายด้วยการแนะนำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เพื่อให้น้องๆ ที่รักชอบในด้านสถาปัตย์ได้ใช้เป็นข้อมูลในการศึกษาต่อระดับปริญญาตรีต่อไป

-ก่อนอื่น อยากให้อาจารย์ช่วยเล่าประวัติของตัวเองคร่าวๆ ครับ

เราจบจากโรงเรียนเซนต์คาเบรียล แล้วมาต่อคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จบแล้วก็เข้าทำงานกับบริษัทสถาปนิก ดีไซน์ + ดีเวลลอปอยู่หนึ่งปี ช่วงประมาณปี 2535 แล้วก็ไปต่อปริญญาโทที่ Illinois Institute of Technology ที่ชิคาโก สหรัฐอเมริกา กลับมาปี 2539 ก็เริ่มสอนหนังสือที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ต่อมาพอมหาวิทยาลัยปรับมาเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ก็เปลี่ยนชื่อมาเป็นมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ทำหน้าที่รองคณบดีฝ่ายวิชาการและกิจการนักศึกษา ก่อนจะปรับนิดหน่อยมาเป็นรองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย แล้วริเริ่มแนวความคิดของศูนย์ชุมชนน่าอยู่ กรุงเทพ (Bangkok CODE) ของมหาวิทยาลัยที่ถนนสาทรใต้ เลยต้องย้ายมาเป็นผู้อำนวยการดูแลตั้งแต่ปี 2547 ระหว่างนั้นคณะก็เปลี่ยนชื่อเป็นคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ จนเมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2549 ก็ได้รับคัดสรรให้เป็นคณบดีที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบของมหาวิทยาลัยฯ

ช่วงระหว่างที่เรียนก็ทำกิจกรรมหลายอย่างครับ ทั้งละคร ได้เล่นและแต่งเพลงละคร เรื่องดนตรีกับ CU Chorus ทำงานลีลาศคณะ ทำงานจุฬาวิชาการ ได้เป็นตัวแทนไปโครงการแลกเปลี่ยนกับต่างประเทศ และอื่นๆ ที่สนุกๆ บางทีก็ไปร้องเพลงกับวงของเพื่อนๆ ในผับ ส่งงานประกวดแบบ ตอนกลับมาสอนหนังสือก็มีทั้งที่เขียนบทความวิชาการ เขียนบทความลงนิตยสาร ไปสอนตามมหาวิทยาลัยต่างๆ เป็นทั้งกรรมการงานประกวด ช่วยสมาคมสถาปนิกสยามฯ เป็นอนุกรรมการวิชาการ เป็นกรรมาธิการต่างประเทศ ไปประชุมเอเปคอาร์คิเทค ประชุม ACAE ช่วยจัดงาน Forum 13 ของ ARCASIA และช่วยสภาสถาปนิกเรื่องของงานต่างประเทศ เป็นคณะอนุกรรมการกลั่นกรองพิจารณาวุฒิการศึกษา ช่วยร่าง TOR ของการประกวดอนุสรณ์สถานสึนามิ ช่วยงานสภาคณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แห่งประเทศไทยอย่างเข้มแข็งอยู่พักหนึ่ง

ที่เป็นส่วนตัวหน่อยก็คือเมื่อปี 2547 ตั้งบริษัท สถาปัตยกวี จำกัด เป็นบริษัทสถาปนิกเล็กๆ ของตัวเอง แล้วก็เป็นสถาปนิกออกแบบทั้งในมหาวิทยาลัย และนอกมหาวิทยาลัย ปัจจุบันก็ทำไปหลายโครงการแล้ว

-สาเหตุที่สนใจงานสถาปัตยกรรม และงานสถาปัตยกรรมมีความสำคัญต่อตัวอาจารย์เองและสังคมไทยอย่างไร

เรามองงานสถาปัตยกรรมเป็นภาพรวมของการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพตั้งแต่เล็กจิ๋วไปจนถึงเมืองเลย เราคิดว่าสภาพแวดล้อมที่ดีทำให้คนมีความสุข สุขทั้งทางกายและทางจิตใจ และสัมพันธ์ไปกับระบบนิเวศทั้งหมด เพราะเหตุนี้เราจึงสนใจงานสถาปัตยกรรมมากๆ มันเป็นกลไกอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่ห่อหุ้มชีวิตของสรรพสิ่งบนโลก งานสถาปัตยกรรมเป็นการผสมผสาน คือต้องจับหลายอย่างมารวมกัน ต้องมองเป็นองค์รวม เราถึงชอบมากเพราะสอนให้เรามองหลายด้าน มองด้านสิ่งแวดล้อม มองเรื่องสุขภาพ มองเรื่องศิลปะ มองเรื่องการใช้สอย มองเรื่องเทคโนโลยีการก่อสร้าง มองเรื่องวิทยาศาสตร์ มองเรื่องเศรษฐศาสตร์ มองเรื่องการเมือง มองเรื่องการตลาด ความเข้าใจมนุษย์ทั้งดีชั่ว ความเข้าใจการบริหารจัดการองค์กร มองไปถึงวัฒนธรรม แม้ว่าหลายคนจะคิดว่างานสถาปัตยกรรมจะออกไปทางศิลปะหรือเป็นแฟชั่นมากกว่า แต่ที่จริงแล้วในความคิดเห็นของเราเราว่าไม่ใช่ เราคิดว่ามันเป็นปัจจัยพื้นฐานของมนุษย์ มันเป็นความกลมกล่อมของการตอบโจทย์อย่างพอดีโดยมองหลายมุม แล้วหาทางเลือกอย่างสร้างสรรค์ สิ่งที่จะนำไปสร้างจริงได้ต้องเกิดจากปัจจัยต่างๆ ทั้งหมดเป็นตัวชี้ เพราะฉะนั้นถ้าอยากได้งานที่ได้สร้างและดีด้วยตามความคิดของเรา ซึ่งต้องคิดนำสังคม ก็ต้องหาวิธีร้อยแปดพันเก้า และที่สำคัญต้องพยายามเรียนรู้หลายด้าน ซึ่งในหลายด้านนั้นเราก็อาจจะมีถนัดบางด้าน หรือลงลึกได้มากกว่า แต่เนื่องจากต้องรู้หลายด้าน การจะไปรู้ลึกทุกด้านจึงไม่น่าเป็นไปได้ เพราะความซับซ้อนแต่ละด้านมันมี บางคนชอบแซวว่าเป็นแบบเป็ด ซึ่งน่าจะพูดขำๆ มากกว่า คงไม่ใช่เป็ดชนิดที่รอวันถูกเชือดแล้วไปแขวนตามภัตตาคาร แต่โดยวิชาชีพแล้วเป็นวิชาชีพที่สำคัญมาก เพราะฉะนั้นผลงานที่ได้รับการยกย่องเกิดจากความสามารถในการจัดการกับสถานการณ์ตรงนั้นอย่างมีฝีมือ เรื่องส่วนใหญ่ไม่สามารถจบที่เราคนเดียว ต้องทำให้ถึงจุดที่ตัดสินใจได้ว่าจะเอาอย่างไร อันนี้เราพูดถึงว่า ”สถาปนิก” เป็นอย่างไร แต่ไม่ได้พูดถึงคนที่ได้ปริญญาทางสถาปัตยกรรม เพราะคนที่ได้ปริญญาทางสถาปัตยกรรมก็อาจจะไม่ได้เป็น “สถาปนิก” จริงๆ แต่เรียนมา ความจริงไม่ต้องเรียนจบมาทางนี้ก็ได้ แต่ต้องทำได้ประมาณนี้ แต่อย่างว่า ถ้าไม่จบทางนี้ ตามกฎหมายเขาก็ไม่ให้ปฏิบัติวิชาชีพ

งานสถาปัตยกรรมก็เป็นเหมือนการบันทึกวิถีชีวิตมนุษย์ ว่าแต่ละยุคแต่ละสมัยมีเทคโนโลยีอย่างไร มีวัฒนธรรมความเป็นอยู่ มีความเชื่อในเรื่องอะไร ลักษณะความสัมพันธ์ในสังคมเป็นอย่างไร คนให้ความสำคัญเรื่องอะไร คือสังคมที่คนคิดแต่เรื่องเงิน เราก็เห็นเมืองเป็นแบบหนึ่ง เมื่อกาลเวลาผ่านไปก็ทิ้งเป็นร่องรอยให้เห็น แน่นอนบางอย่างก็ลบเลือนไป มิติทางสถาปัตยกรรมนั้นล้ำลึกมาก แต่คนส่วนใหญ่ก็อาจมองผ่านๆ ไป อันนี้ก็เป็นคำตอบว่าทำไมบ้านเมืองเรายังมีสภาพแวดล้อมและหน้าตาออกมาอย่างนี้

-ความเป็นมาที่เข้ามาสู่วิชาชีพอาจารย์ และทัศนะเรื่องความสำคัญของวิชาชีพอาจารย์

หลุดเข้ามาเพราะรุ่นน้องชวน ชวนให้มาทำประโยชน์ ซึ่งเราก็มีอารมณ์ชอบอยู่แล้ว ถ้าบอกว่าทำแล้วจะเป็นประโยชน์ก็อยากทำทันที แต่การเป็นอาจารย์ที่ดีนั้นยากมาก เรายังไม่รู้สึกเท่าไหร่ว่าจะเป็นอาจารย์ที่ดีได้  เราเรียนมาเพื่อเป็นสถาปนิก เพราะฉะนั้นในช่วงแรกเรื่องการเป็นครูเราก็ยังพร่องมาก แม้กระทั่งในปัจจุบันก็ยังมีความเป็นสถาปนิกมากกว่าความเป็นครู ซึ่งต้องปรับปรุง เรามองจากฐานวัฒนธรรมไทยว่าคนเป็นครูต้องมีความเป็นครู การสร้างคนเป็นเรื่องยากมาก วัตถุดิบที่เป็นคนนี้ผลิตมาจากหลายแหล่ง เราไปควบคุมอะไรไม่ได้  คนมีชีวิตจิตใจ มีความเป็นตัวของตัวเอง สภาพแวดล้อมก็ไม่เหมือนกัน ฝีมือความรู้ประสบการณ์ต่างกันหมด  ฐานะทางบ้าน การสนับสนุน ปัญหาบุคลิกภาพครอบครัว จิตใจก็หลากหลาย เป้าหมายในชีวิตก็ต่าง เราต้องสร้างคนจากทรัพยากรที่หลากหลายอย่างนี้เป็นเรื่องที่ยาก โดยเฉพาะระบบการศึกษาของเราที่ผู้เรียนยังไม่ค่อยรู้แน่ใจว่าตัวเองอยากเป็นอะไรกันแน่ และในตลาดก็ไม่ได้มีความแน่นอนให้เขาโดยเฉพาะคนที่ครอบครัวไม่ได้มีเครือข่ายอะไร ก็จะได้จากรุ่นพี่รุ่นน้องเพื่อนฝูงครูอาจารย์กันไปเป็นส่วนใหญ่ การเป็นนักวิชาชีพในบ้านเราในสภาพตลาดอย่างนี้ ต้องอาศัยความรักเป็นพื้นฐานพอสมควร แต่โดยหน้าที่แล้วก็คือเราสร้างคน ให้คนไปสร้างงานสถาปัตยกรรม อันนี้เป็นหน้าที่รับผิดชอบที่สำคัญ ในที่สุดแล้วงานสถาปัตยกรรมจะดีไม่ดีก็เกิดจากคนที่เราสร้างมาส่วนหนึ่ง
           

คนที่มาเป็นอาจารย์หลายคนก็ท้อ เพราะเคยแต่ทำในสิ่งที่ตัวเองควบคุมได้ บางคนอยู่กับทฤษฎีและหลักการมาก ก็เจ็บช้ำน้ำใจกับสิ่งที่เป็นอยู่มาก แต่ความท้าทายของอาชีพครูนี้คือต้องต่อสู้กับความหลากหลายอันนี้ ซึ่งมีทั้งดีเลว และถ้าชนะส่วนที่ลำบากได้ซัก 30-40% ก็นับว่าพอใจแล้ว ถ้านับจากประสบการณ์ของเราตอนนี้ หลายๆ ส่วนเขาก็ดีอยู่แล้ว ไม่ต้องไปช่วยมาก รวมๆ ก็คงได้ผลซัก 70-80% ที่ออกไปแล้วยอมรับได้

-คุณสมบัติของคนที่จะเป็นอาจารย์

เอาว่าเริ่มจากอุดมคติก่อนแล้วกัน อาจารย์ก็ต้องเป็นผู้รู้ ความรู้ที่ถืออยู่ก็ต้องถูกต้องตามแก่ยุคสมัย  เพราะความรู้เป็นเรื่องที่เปลี่ยนแปลงได้ไม่หยุดนิ่ง จะรู้ก็ต้องเป็นผู้ที่มีความใฝ่รู้ อาจารย์ต้องเป็นผู้ปฏิบัติ  เนื่องจากเป็นการสอนด้านวิชาชีพ หากไม่เคยปฏิบัติก็มีแต่หลักทฤษฎี ก็จะไม่สามารถถ่ายทอดได้ครบด้าน  อาจารย์ต้องมีความเป็นครู รู้ที่จะถ่ายทอดความรู้ให้เหมาะแก่ความสามารถของศิษย์แต่ละคน พัฒนาศิษย์ทั้งทางด้านสติปัญญา ความรับผิดชอบ ความสามารถ บุคลิกภาพให้ดีขึ้นจนเข้ามาตรฐาน ทั้งต้องมีความเมตตากรุณา เที่ยงธรรม ทักษะในการทำความเข้าใจศิษย์แต่ละคนเป็นสิ่งที่ต้องการการใส่ใจมาก ในภาพรวมก็ต้องมีความขยันหมั่นเพียร และอดทนต่อความยากลำบาก ต้องมีคุณธรรมจริยธรรมและปฏิบัติตัวเป็นแบบอย่างให้กับศิษย์ได้ ในระดับสูงขึ้นไปก็ต้องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาที่สอนได้อย่างลึกซึ้ง รวมไปถึงการประสานงานกับคนอื่นได้ดี เพราะการสอนต้องทำงานเป็นทีม ทั้งหมดนี้ก็คงต้องเริ่มจากความรักชอบในวิชาชีพนี้ก่อน 
           

ก็เป็นที่มาของภารกิจที่มากมายของอาจารย์ที่ต้องสอน ต้องทำวิจัย ต้องทำงานออกแบบ ต้องนำกิจกรรมต่างๆ ต้องเขียนหนังสือเผยแพร่ความรู้ ต้องไปประชุมสัมมนาทั้งในประเทศและนานาชาติ จนในความเป็นจริงก็แทบจะเป็นไปไม่ค่อยได้ที่จะหาคนที่มีคุณสมบัติที่เพียบพร้อมอย่างนี้ แต่ก็ถือเป็นภารกิจของสถาบันการศึกษาที่จะต้องสร้างคนแบบนี้ขึ้นมาให้สำเร็จ ซึ่งรัฐและเอกชนก็ควรต้องเข้ามามีบทบาทในการสนับสนุน 

-แนะนำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบตอนนี้มีการเรียนการสอนอยู่ 2 วิทยาเขต คือ ที่บางขุนเทียน ซึ่งเข้าทางตรงข้ามเซ็นทรัลพระรามสอง ไปทางเส้นบางขุนเทียนชายทะเล อีกส่วนเรียนที่ Bangkok CODE เป็นวิทยาเขตในเมืองของมหาวิทยาลัยที่ริเริ่มไว้เอง อยู่ติดกับสถานีรถไฟฟ้าสุรศักดิ์ บนถนนสาทรใต้ ส่วนใหญ่ปริญญาตรีก็จะเรียนที่บางขุนเทียน เพราะมีพื้นที่อาคารถึงกว่า 14,000 ตารางเมตร มีทั้งห้องคอมพิวเตอร์ทั้ง PC และ MAC ที่ทันสมัย มี Workshop ครบครัน มี Gallery บางส่วนก็มาเรียนที่ Bangkok CODE บ้าง ส่วนปริญญาโทตั้งแต่ปีนี้จะเน้นมาเรียนที่ CODE เพราะคนเรียนที่เป็นผู้ใหญ่หน่อยจะสะดวกที่อยู่ติดกับรถไฟฟ้าพอดี ที่คณะตอนนี้ก็มีเปิดสอนระดับปริญญาตรีอยู่ 4 สาขาวิชา คือสถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมภายใน ศิลปะอุตสาหกรรม และนิเทศศิลป์ มีระดับปริญญาโทอยู่ 2 สาขา คือเทคโนโลยีอาคาร และการออกแบบโดยมีมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ส่วนที่กำลังจะเปิดใหม่มีอีก 2 สาขาวิชาก็คือผังเมืองและการจัดการการออกแบบ ปริญญาโทเราเปิดรับทุกเทอมเพื่อความยืดหยุ่นสำหรับผู้เรียน เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษ อาจารย์ที่สอนก็เป็นอาจารย์ที่เก่งทั้งจากในประเทศและต่างประเทศ อาจารย์ 1 ใน 3 ของเราเป็นชาวต่างประเทศมาจากทั้งในเอเชีย ในยุโรป และอเมริกา เราจึงมีความเปิดกว้างมากทั้งทางด้านความคิด โดยเฉพาะสาขาที่เราเปิดเป็นสาขาที่ว่าด้วยสภาพแวดล้อมทางกายภาพ และความคิดสร้างสรรค์ เรามีอาจารย์จบปริญญาเอกถึง 13 คน ซึ่งคิดว่าในแง่ความรู้แล้วเราเข้มแข็ง

-จุดเด่นของสาขาวิชานี้
ความเด่นของเราอยู่ตั้งแต่รากฐานแนวความคิดซึ่งเป็นสากล ความเป็นสากลนี้ไม่ได้พูดถึงการเหมือนต่างชาติ ความเป็นสากลในความหมายของเราคือความสามารถในการแข่งขันในระดับสากลได้ ซึ่งต้องรู้เขาและรู้เรา อันนี้เราไม่ได้เน้นการเรียนให้เป็นฝรั่ง แต่เน้นการหาจุดแข็งในตัวเอง ที่คณะจึงเป็นที่กระแสความคิดต่างๆ ไหลมารวมกัน แล้วผู้เรียนสามารถเลือกหยิบสิ่งที่เป็นประโยชน์กับตัวเองและพัฒนาตัวเองต่อไปได้ เพราะฉะนั้นเราไม่ได้แข่งกับสถาบันการศึกษาภายในประเทศเลย เราแข่งระดับนานาชาติ กิจกรรมการเรียนการสอนของเราเป็นภาษาอังกฤษจึงทำให้การแลกเปลี่ยนอาจารย์และนักศึกษากับประเทศต่างๆ เป็นไปได้สะดวก และเรามีอาจารย์ที่ค่อนข้างทันสมัย ความรู้ที่สอนจึงร่วมสมัยอยู่ตลอดเวลา เมื่อจบแล้วก็ไปทำงานได้ทั้งในและต่างประเทศ ก็ได้รับการยอมรับมาก วิธีการเรียนการสอนเราจะเน้นที่พัฒนาการของผู้เรียนแบบครบด้าน ไม่ได้มองแค่เรื่องของการเรียนอย่างเดียว มองเรื่องของกิจกรรมควบคู่ไปด้วย ตรงนี้จะพัฒนาคน นอกจากนั้นเรายังได้พัฒนาศูนย์วิจัยและออกแบบที่เรียกว่า REDEK ซึ่งตรงนี้เป็นจุดให้บุคลากรเราทั้งอาจารย์และนักศึกษาได้เข้ามาทำงานอย่างมืออาชีพ มีลักษณะเป็นศูนย์บ่มเพาะหรือ incubator ซึ่งผู้เรียนจะได้คุ้นเคยกับงานระดับมืออาชีพมากตั้งแต่ก่อนจบแล้ว ทำให้บัณฑิตของเราได้แต้มต่อมากเมื่อออกไปทำงานจริง

..................................................................................................................................................................

 
   
     
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618