Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     
REALITY SUPPORT
อภิรักษ์ โกษะโยธิน : ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร




          

ในทำเนียบนักธุรกิจแล้วต้องถือว่า อภิรักษ์ โกษะโยธิน ติดอันดับท็อปเท็น นักธุรกิจที่มีความรู้ความสามารถและประสบความสำเร็จอย่างสูงคนหนึ่ง ไม่ใช่ธรรมดาแน่ถ้าชายผู้นี้มีตำแหน่งมากมาย ไม่ว่าจะเด็กขายพิซซ่า , ผู้บริหารในบริษัท เป๊ปซี่ - โคล่า , บริษัท ฟริโต - เลย์ ประเทศไทย , เป็นซีอีโอด้านการบริหารจัดการของค่ายแกรมมี่ , กรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ , กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย , นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และในวันนี้ตำแหน่งของชายคนนี้คือ ผู้ว่า ราชการจังหวัดกรุงเทพมหานคร

ความเห็นครอบครัวในตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร

ทางครอบครัวไม่ค่อยเห็นด้วยตั้งแต่ต้นแล้ว แต่ก็ทราบอยู่ว่าเราเป็นคนสนใจเรื่องการเมือง และเคยคิดว่าจะลาออกจากการทำงานเข้ามาทำงานการเมืองอย่างจริงจังเมื่อตั้งแต่ 10 ปีที่แล้ว แต่ก็ด้วยเหตุผลหลายประการ จึงเห็นด้วยกับการตัดสินใจของครอบครัวทำงานอยู่ในบริษัทเอกชนมาอีกประมาณ 10 ปี และล่าสุดเมื่อคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาทาบทามให้ลงสมัครผู้ว่าฯ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เลยต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งหนึ่ง พุดคุยกับคนในครอบครัวแล้ว จึงมีบทสรุปว่าทุกวันนี้เราพร้อมเต็มที่ แล้วทั้งตำแหน่งการงานที่เป็นผู้บริหารสูงสุดแล้ว ครอบครัวก็ไม่มีปัญหา ลูกก็ได้เรียนหนังสือตามที่ตั้งใจหมดแล้ว ฐานะครอบครัวก็ถือว่ามีความเป็นอยู่ที่ดีพอสมควรแล้ว เราจึงตัดสินใจที่จะมาสมัคร

ความกล้าที่จะเข้ามาบริหารเมืองกรุง

คนที่จะเข้ามาเป็นผู้ว่าฯ กรุงเทพฯนั้นจะต้องมีความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาทำงาน เพราะปัญหากรุงเทพฯ นั้นเยอะแยะมากมายทุกคนก็ทราบดี ผู้สมัครต้องแสดงจุดยืนที่ชัดเจนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจจริงๆ ไม่ใช่ว่าตัวเองอยากจะมาทำงานหรือเปล่ายังไม่รู้เลย หรือว่ามีคนต้องการให้มาสมัคร ผมเองอยากยืนยันความมุ่งมั่นตั้งใจตรงนี้ตั้งแต่วันแรกที่ลงสมัคร ทั้งที่ ณ วันนั้นเองก็มีผู้ที่มีชื่อเสียงและมีโอกาสมากที่จะได้รับเลือกตั้งด้วยซ้ำไป

ประการต่อมาคนกรุงเทพคาดหวังว่าผู้ว่าฯ ควรจะต้องมีประสบการณ์ด้านการบริหาร และควรเป็นคนที่ต้องประสานงานกับหน่วยงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แม้จะมีงบประมาณปีละ 3 หมื่นกว่าล้านบาท มีทีมงานมีข้าราชการกว่า 8 หมื่นคนที่ทำงานร่วมกัน อย่างเช่นเรื่องการจราจร ซึ่งตรงจุดนี้ผู้ว่าจึงต้องเป็นคนที่มีประสิทธิภาพและสามารถประสานงานกับคนอื่นได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเป็นผลดีในการแก้ไขปัญหาและผลักดันนโยบายให้เกิดขึ้นจริง แม้ผู้ว่าจะเป็นคนเก่งอย่างไรหากแต่ประสานงานกับคนอื่นได้ก็จบ ซึ่งผมอยากชี้ให้เห็นเรื่องคุณสมบัติที่ผมเองเคยทำงานเป็นผู้บริหารงานในองค์กรเอกชนและผ่านงานในลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง จึงคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ในการบริการงานกรุงเทพมหานคร

เรื่องต่อมาคนส่วนใหญ่จะมองเพียงแค่ตัวผู้สมัครเท่านั้นว่ามีชื่อเสียงมากน้อยขนาดไหน ผมเองต้องยอมรับว่ายังไม่ค่อยมีคนรู้จักมากนั้น ทั้งที่เป็นสมาชิกพรรคมา 10 ปีแล้ว หากถามว่าคุณจะเลือกใครหลายอาจจะนึกถึงนักการเมืองที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จัก แต่ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับ นอกจากความสามารถและคุณสมบัติของตัวผู้สมัครแล้ว อยากให้มองทีมงานและแนวนโยบาย เพราะผู้บริหารที่จะทำงานให้ประสบผลสำเร็จนั้นไม่สามารถทำงานเพียงคนเดียวได้ ผู้บริหารจะต้องมีความสามารถดึงความรู้ ความสามารถและศักยภาพของทีมงานทั้งหมดออกมา

ส่วนเรื่องที่เป็นปัญหาทำให้งานของกรุงเทพมหานครไม่เป็นไปตามความต้องการนั้นเพราะเรื่องกลไกการบริหารงานแบบข้าราชการของกรุงเทพมหานครเอง ซึ่งยังติดอยู่กับระบบระเบียบต่างๆ เราจะทำอย่างไรให้กลไกเหล่านั้นเอื้ออำนวยให้คนทำงานได้อย่างเต็มที่ สร้างพลังในการทำงานให้กับประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเมื่อข้าราชการหรือระบบราชการเองไม่มีประสิทธิภาพ คนที่เสียผลประโยชน์ก็คือพี่น้องประชาชน เราต้องปรับทัศนคติ พัฒนาความรู้ความสามารถ สร้างแรงจูงใจ และมีการประเมินผลงานของคนเหล่านั้น เพราะผมเชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพ เพียงแต่จะดึงเอาศักยภาพที่มีอยู่ออกมาใช้ได้อย่างไร หากผู้บริหารมองไม่เห็นในเรื่องนี้ต้องบอกว่าเป็นความผิดของผู้บริหารมากว่าที่ไม่สามารถดึงศักยภาพที่มีอยู่มาใช่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การลงสมัครในนามพรรคประชาธิปัตย์

จากการพูดคุยและการสำรวจประชาชนชาวกรุงเทพฯ พบว่าส่วนใหญ่การตัดสินใจเลือกผู้ว่าฯ นั้นจะดูกันที่ตัวบุคคลมาเป็นอันดับแรก ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ประชาชนไม่ได้มองว่าคุณสังกัดพรรคหรือเป็นผู้สมัครอิสระ และความจริงแล้วผมเองก็เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะลงในนามพรรค ผมมีความเชื่อว่าพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นที่พึ่งของพี่น้องชาว กรุงเทพฯ ได้ในระยะยาวและเนื่อง จากพรรคประชาธิปัตย์เองก็ทำงานกับคนกรุงเทพฯ มาต่อเนื่องยาวนาน สาขาพรรคที่กระจายอยู่ใน 50 เขตของกรุงเทพฯ มีความใกล้ชิดสนิทสนมกับประชาชนในพื้นที่ รับรู้และเข้าใจปัญหาในแต่ละพื้นที่ ซึ่งเป็นประโยชน์และเป็นข้อมูลสำคัญในการแก้ปัญหา เป็นประโยชน์มากกว่าเมื่อเทียบกับการลงสมัครในนามอิสระ

ปัญหาของคนกรุงเทพ

หลายคนคงทราบดี จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วไปพบว่า ปัญหาเรื่องการจราจรเป็นปัญหาใหญ่อันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ ที่อยากให้ได้รับการแก้ไข ปัญหาอันดับต่อมาคือเรื่องขยะ ความสะอาด เรื่องสิ่งแวดล้อม และประการที่สามคือเรื่องความปลอดภัย คุณภาพชีวิต และการที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คือการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของประชาชนและข้าราชการ ในส่วนของผู้ว่าฯ เองก็มีหน้าที่กำหนดนโยบายและผลักดันกลไกการแก้ปัญหาให้เกิด ความคล่องตัวและมีประสิทธิภาพ การที่เราจะผลักดันนโยบายให้มีผลในทางปฏิบัตินั้นผมเชื่อว่าหากเราติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิด มอบหมายคนที่มีความเหมาะสมกับงานนั้นเข้าไปดูแล มีงบประมาณสนับสนุน ขณะเดียวกันแนวนโยบายหลายเรื่องก็ต้องอาศัยจิตสำนึกร่วมของประชาชนในการแก้ปัญหา ผมเชื่อว่าปัญหาที่หมักหมมอยู่ขณะนี้จะสามารถแก้ไขได้โดยมียากเย็นนัก

เรื่องใหญ่ๆ ที่กำหนดเป็นแนวนโยบายเพื่อคนกรุงเทพ

"กรุงเทพของเราต้องเป็นเมืองของการเรียนรู้ ” อย่างที่กล่าวไปตอนแรกแล้วว่าเด็กของเราต้องมีโอกาสและสามารถใช่คอมพิวเตอร์ได้ทุกคนและสามารถพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะภาษาอังกฤษถือเป็นเรื่องสากลที่คนควรจะเข้าใจ หรือบางชุมชนที่เป็นชาวไทยเชื้อสายจีน กรุงเทพฯ ต้องผลักดันให้โรงเรียนนั้นมีการสอนภาษาจีนด้วยเช่นกัน เรื่องเหล่านี้ทำได้โดยไม่ยาก

"ทุกครอบครัวต้องเป็นสุขในกรุงเทพของเรา ” ปัญหาหลักที่เกิดขึ้นตอนนี้ในกรุงเทพฯ คือเรื่องคุณภาพชีวิตและความปลอดภัย เราจะเห็นว่าหลายพื้นที่ในกรุงเทพฯ นั้นยังเป็นพื้นที่เปลี่ยว ถนนหนทางยังไม่มีไฟฟ้า เราต้องเร่งดำเนินการติดตั้งไฟฟ้าตามจุดต่างๆ ที่ล่อแหลม พื้นที่ในกรุงเทพมหานครที่รกร้างว่างเปล่าไม่ได้ทำประโยชน์ถือเป็นสถานที่อันตรายอีกจุดหนึ่ง เราต้องประสานงานและขอความอนุเคราะห์กับเจ้าของที่เหล่านั้น เพื่อนำพื้นที่มาใช้ประโยชน์เช่นสร้างสวนสาธารณะ หรือทำเป็นลานกีฬา เพราะห่างปล่อยให้รกร้างว่างเปล่านอกจากจะไม่ปล่อยภัยแล้วยังต้องเสียภาษีอีกด้วย นอกจากนี้เราต้องขอความร่วมมือกับอาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน ช่วยกันเป็นหูเป็นตาดูแลความปลอดภัยให้กับคนภายในชุมชนเอง

ปัญหาเรื่องความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน เช่น น้ำขัง ยุงชุม ไฟฟ้าขัดข้อง ประปาขัดข้อง กรุงเทพฯ ต้องเป็นหน่วยงานที่เข้าไปแก้ปัญหาลักษณะนี้ เช่นการตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุฉุกเฉินตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อรับเรื่องราวและพร้อมปฏิบัติหน้าที่ตลอดเวลา เมื่อเราพัฒนาภายใต้กรอบความคิดว่า จะทำอย่างไรให้ทุกครอบครัวมีความสุขในกรุงเทพฯ ของเราได้แล้วนะครับ ชีวิตก็สดใสมีความสุข เด็กเยาวชนได้เล่นกีฬา ได้ใช้เวลาไปในทางที่มีประโยชน์ ผู้สูงอายุได้ออกกำลังกาย ได้รำมวยจีน ได้จิบน้ำชาพูดคุยกัน ชีวิตก็มีความสุข

"สวยสะอาดสดใสในกรุงเทพของเรา ” คือเรื่องสิ่งแวดล้อมใกล้ตัวด้วยการเพิ่มพื้นที่สีเขียว อย่างที่พูดเรื่องพื้นที่รกร้างว่างเปล่าของเอกชน เรานำมาปรับปรุงให้เป็นปอดของกรุงเทพฯ เป็นสวนสาธารณะอย่างนี้เป็นต้น หน่วยงานของภาคเอกชนหลายหน่วยงานมีงบประมาณสนับสนุน เช่นให้งบมาเพื่อให้กรุงเทพฯ สร้างสวนหย่อมบริเวณด้านหน้าสำนักงานของเขา และเรื่องการจัดเก็บขยะของกรุงเทพฯ จะต้องทำให้มีประสิทธิภาพและเป็นระบบมากขึ้น ต้องรณรงค์เรื่องการนำกลับมาใช้ใหม่ด้วยการรีไซเคิล การคัดแยกขยะก่อนทิ้ง ในเรื่องมลภาวะทางอากาศเราเตรียมมาตรการในการตรวจสอบรถที่มีควันดำ ฝุ่นละอองที่เกิดจากการก่อสร้าง ฯลฯ

“ กรุงเทพของเราชีวิตไม่ติดขัด ” ก็เช่นเรื่องรถโรงเรียน เรื่องการจัดระบบการขนส่งให้มีประสิทธิภาพ เรื่องการกระจายความเจริญต่างๆ ออกไป

“ ทุกคนต้องตั้งตัวและเติบโตได้ในกรุงเทพฯ ของเรา ” ที่ผ่านมาทางกรุงเทพฯ มีงบประมาณที่จำกัด และมีบุคคลากรที่คอยให้คำแนะนำเรื่องอาชีพค่อนข้างจำกัด เราต้องดึงความร่วมมือกับภาคเอกชน สถาบันฝึกอาชีพ เข้ามาช่วยฝึกให้กับประชาชน จากนั้นเราต้องผลักดันให้เกิดการกระจายสินค้า หาช่องทางเรื่องตลาดที่จะนำไปขาย กรุงเทพฯ ต้องเป็นหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน

ความเป็นไปได้ของนโยบาย

เท่าที่ได้ยินมา เวลาที่ประชาชนจะเลือกผู้ว่าฯ ก็จะฟังนโยบาย แต่นโยบายส่วนใหญ่ของผู้สมัครก็จะคล้ายๆ กัน เวลาเราพิจารณาก็ต้องมององค์ประกอบหลายๆ เรื่องเพื่อพิจารณา เช่น เรื่องนโยบาย เรื่องคุณสมบัติของผู้สมัคร ประสบการณ์ที่ผ่านมา ความมุ่งมั่นตั้งใจ และทีมงาน ทุกเรื่องเป็นสิ่งสำคัญในการตัดสินใจเรื่องผู้ว่าฯ เรื่องนโยบายนั้นเราต้องดูเชื่อมโยงกับตัวผู้สมัครด้วย อย่างเรื่องเดียวกันแต่ต่างคนพูด ความน่าเชื่อถือก็จะมีความแตกต่างกัน เพราะประสบการณ์ที่ผ่านมาจะเป็นตัวบอกว่าเรื่องที่พูดทำได้จริงหรือเปล่า เช่นเราจะดึงความร่วมมือจากภาคเอกชนได้หรือไม่ บุคคลนั้นมีฐานจากภาคเอกชนหรือไม่ มีความรู้เรื่องนั้นดีแค่ไหน ประชาชนก็ต้องพิจารณาจากความน่าเชื่อถืออันนี้

ส่วนเรื่องอำนาจหน้าที่ของตัวผู้ว่าฯ เอง ผมเชื่อว่าผู้สมัครทุกคนทราบดีว่าหลายเรื่องมีข้อจำกัด แต่ผู้ว่าสามารถปรับปรุงแก้ไขข้อบัญญัติบางเรื่องเพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่บางเรื่องที่เกินอำนาจหน้าที่ของผู้ว่าฯ ก็ต้องขึ้นอยู่กับการประสานงานและจุดตรงนี้แหละที่ขึ้นอยู่กับความสามารถของตัวผู้ว่าฯ เองว่าทำได้ดีเพียงไร แม้แต่รัฐบาลเองก็ตามเรารู้อยู่ว่ามีอำนาจในการสั่งการ แต่ในความเป็นจริงหลายเรื่องมันไม่ใช่สิ่งที่สั่งกันได้ สุดท้ายจึงต้องขึ้นอยู่กับเรื่องของวิธีการในการประสานงาน เรื่องเหล่านี้คงต้องฝากบอกให้พี่น้องชาว กรุงเทพฯ ช่วยกันพิจารณา

Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618