ประวัติการเรียน
จบการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการผลิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จริงๆ คุณแม่อยากให้เรียนวิศวะ แต่ตอนสอบเอ็นทรานซ์ม.5 เลือกวิศวะทุกอันดับ แต่ไม่ได้ เลยไม่ค่อยมั่นใจ พอม.6 เลยเปลี่ยนมาทางด้านบริหาร แล้วที่เกษตรฯ เค้าก็มีเมเจอร์โปรดักชั่น ซึ่งตอนนั้นจุฬาฯ ยังไม่มี พอไม่ได้เรียนวิศวะแต่ก็ยังอยากเรียนเกี่ยวกับด้านโรงงาน ก็เลยเลือกเรียนสาขานี้
หลังจากนั้นก็ไปเรียนต่อหลักสูตรบริหารธุรกิจที่ Bunka Semmon Gakko และ Murata Accounting College เมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ที่เลือกไปเรียนเพราะต้องการเรียนรู้ภาษาญี่ปุ่นและหลักการบริหารธุรกิจ ซึ่งจะเน้นหนักไปทางบัญชี แล้วบริษัทไทยซัมมิท กรุ๊ป มีลูกค้าส่วนใหญ่เป็นญี่ปุ่นด้วย
การใช้ชีวิตในญี่ปุ่น
ช่วงแรกๆ ยอมรับว่าทำอะไรไม่เป็นเลย ทั้งรีดผ้า ทำกับข้าว เวลาไปซื้อของก็จะอึดอัดมาก เพราะเรายังพูดภาษาเค้าไม่ได้ ภาษาอังกฤษที่โน่นเค้าก็ไม่ใช่กัน แล้วอยู่ที่นั่นไม่มีรถ ต้องใช้รถไฟและเดินเยอะมาก เวลาไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาร์เก็ต ก็ต้องเดินไปซื้อ มีอยู่ครั้งหนึ่งเหนื่อยมาก เพราะหอที่อยู่ต้องเดินไปขึ้นรถไฟฟ้า ใช้เวลาประมาณ 20 นาที ตอนข้ามถนนก็มีรถมาบีบแตรใส่ เลยเดินน้ำตาไหลเลย คิดอยู่ในใจว่าอยู่เมืองไทยชั้นก็ขับรถเหมือนกันนะ เ พราะเกิดมาไม่เคยเจอแบบนี้เลย แต่พอเรามองเห็นรุ่นน้องที่เรียนด้วยกัน ซึ่งใช้ชีวิตยากลำบากกว่าเราในทุกด้าน
ก่อตั้งบริษัทไทยซัมมิท
ไทยซัมมิท เป็นบริษัทดำเนินธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ชิ้นส่วนรถมอเตอร์ไซค์ ชิ้นส่วนเครื่องยนต์การเกษตร และชิ้นส่วนอุปกรณ์ไฟฟ้า ลูกค้าหลักของเราเป็นกลุ่มมอเตอร์ไซค์พวก ฮอนด้า ยามาฮ่า ซูซุกิ และคาวาซากิ
ผู้ที่บุกเบิกก็คือคุณพ่อและคุณแม่ ตั้งแต่ปี 2509 ซึ่งย้ายมาจากโรงงานเก่าที่สาธุประดิษฐ์ที่เก่าและแคบมาก ตอนนั้นคุณพ่อกับคุณแม่ก็ทำเรื่องขอส่งเสริมการลงทุนจาก บีโอไอ หลังจากนั้นแบงก์เชส แมนฮัตตันก็เห็นชื่อเราที่บีโอไอเลยเสนอสินเชื่อให้
ตอนแรกคุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ได้วางแผนว่าจะทำอะไรบ้าง บริษัทยังไม่โต พนักงานก็ยังไม่เยอะ แต่พอทำไปงานมันก็ขยายขึ้นเรื่อยๆ เริ่มจากการทำงานเองกับมือหมด เช่น การก่อสร้าง คุณแม่ก็จะเป็นคนซื้อวัสดุก่อนสร้างเอง ส่วนคุณพ่อก็จะดูเรื่องการผลิต เรื่องเทคนิคต่างๆ แล้วตอนที่สร้างไปคุณพ่อกับคุณแม่ก็ลงมือผลิตงานไปด้วย เพราะตอนนั้นอุตสาหกรรมชิ้นส่วนกำลังบูมมาก
การทำงาน
เคยฝึกงานที่บริษัท Mitsubishi Motor Corporation แต่ทำได้แค่ 2 เดือนก็ต้องกลับมาเมืองไทยเพราะคุณพ่อป่วยเป็นมะเร็ง ต้องเดินทางไปรักษาที่อเมริกา จนคุณพ่อเสียก็ทำให้ต้องกลับมารับผิดชอบงานที่บริษัทไทยซัมมิท กรุ๊ป
ปัญหา
มีปัญหาในเรื่องการปรับตัวในการทำงานร่วมกับผู้บริหารในบริษัท ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นพนักงานรุ่นบุกเบิกบริษัทมาตั้งแต่ต้นกับคุณพ่อ เพราะปกติจะเป็นคนไว พูดเร็ว คิดเร็ว ทำเร็ว ตอนจบมาก็ไฟแรง คิดว่าต้องเป็นแบบนี้ แบบนั้นมากกว่า แต่ในความจริงคิดแบบนั้นไม่ได้ เพราะการทำงานเราต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่อยู่มาก่อน ไม่ใช่เข้ามาแล้วเห็นอะไรก็อยากเปลี่ยน เห็นของเก่าไม่ดีไปหมด เพราะถ้าของเก่าไม่ดีแล้วจะมีวันนี้ได้อย่างไร เราต้องเรียนรู้ว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างไร ส่วนความคิดที่เราอยากเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นก็ต้องค่อยๆ ทำไป ค่อยๆ ชี้ให้เห็นว่าตอนนี้บริษัทข้างๆ เขามีอย่างนี้แล้วนะ ทำไมไม่ทำบ้าง
การทำงานในตำแหน่งผู้บริหาร
การที่เราเป็นเจ้าของ ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้อำนาจนั้นสั่งการแบบที่เราต้องการได้ เพราะมันไม่ถูกต้อง และงานก็จะไม่ประสบความสำเร็จ คนที่เค้าอยู่มาก่อน แม้ตำแหน่งเค้าจะน้อยกว่าเรา เราก็ต้องให้ความเคารพ เวลานอกงานก็เรียนเป็นคุณลุง คุณอาตามปกติ แต่ในเวลาทำงานต้องแบบว่าคุณนั้นว่าอย่างไร คุณโน้นคิดแบบไหน ตามแบบที่ประชุมทั่วไป
กิจกรรมช่วยเหลือสังคม
แต่ละปีกำไรส่วนหนึ่งของบริษัทเราจะนำไปบริจาคในกิจกรรมช่วยเหลือสังคม ตั้งแต่สร้างโรงเรียนในจังหวัดภาคเหนือ สร้างศาลาให้วัดในภาคอีสาน รวมทั้งการนำเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ไม่ใช่งานแล้วบริจาคให้โรงเรียนในต่างหวัด เพราะทุกวันนี้ช่องว่างทางสังคมระหว่างคนรวยกับคนจนยังมีอยู่เยอะ เพราะฉะนั้นถ้าเราพอช่วยเหลืออะไรได้ก็ควรตอบแทนคืนแก่สังคม |