การตั้งบริษัทอนันดา
ครอบครัวผมทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มาก่อน ตอนที่ผมเรียนจบปริญญาโทจากอังกฤษก็จะช่วยคุณพ่อทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ กรีนวัลเล่ย์กรุ๊ป กับวินมิลล์พาร์ค แล้วก็ทำสนามกอล์ฟ 4-5 สนาม ช่วงนั้นเป็นช่วงวิกฤต ผมก็เป็นหัวหน้าของการปรับโครงสร้างหนี้ ปรับเสร็จเราก็ผ่าฟันธุรกิจช่วงนั้นไป แล้วเราก็มาก่อสร้างธุรกิจ สิ่งปลูกสร้างก็คือบ้าน แต่ทางคุณพ่อเค้าจะเน้นที่ดินจัดสรร สนามกอล์ฟ รีสอร์ทมากกว่า ผมก็เลยก่อตั้งบริษัท อนันดาขึ้นมาเองครับ
ทำไมสนใจทำธุรกิจเกี่ยวกับบ้าน
ผมจบเศรษฐศาสตร์มา แต่ก่อนจบผมก็ชอบด้านสถาปัตย์ด้วย ผมก็เรียนทั้ง 2 อย่างควบคู่กันไปด้วย แล้วผมก็เลือกอย่างหนึ่ง ผมก็เลือกเศรษฐศาสตร์ เพราะผมอยากเป็น Developer คือเราเหมือนประกอบชิ้นส่วน เราจ้างสถาปนิก เราจ้างผู้รับเหมา ควบคุมแบบ เราจ้างเค้าได้ แต่เราต้องเป็นผู้ประกอบชิ้นส่วนเหล่านี้ให้ได้ดีที่สุด เพราะเรามีความรู้ทางด้านการเงิน การตลาด แล้วก็อื่นๆ อีก แล้วผมก็เลยเลือกเรียนเศรษฐศาสตร์
ผมมีความฝันในการก่อสร้าง อย่างผมชอบตัวเลข ตลาดหลักทรัพย์ หรืออะไรพวกนี้มาก แต่เราก็บอกว่าเราอยากอยู่ในอารมณ์นั้น ผมได้มีโอกาสเข้าไปสัมผัส แล้วก็รู้สึกว่าเราไม่ได้สัมผัสกับสิ่งที่เราทุ่มเทชีวิตจิตใจไป เราเห็นแต่จอ เห็นแต่ตัวเลขแค่นั้น ธุรกิจที่ผมทำตอนนี้ผมสามารถสัมผัส แตะต้องได้ มองเห็นได้ หรือว่าเราสามารถสร้างขึ้นมาจากกระดาษได้ แล้วเป็นอะไรที่เหมาะสมกับตัวเองมากกว่า
การบริหารงาน
ปัจจุบันผมเป็น President ช่วงแรกๆ นี่ก็ทุกอย่าง การตลาด คอนเซ็ปต์ ควบคุมพนักงานบัญชี แล้วพอบริษัทเราเติบโตมาได้สักระยะหนึ่ง ก็มีองค์กรที่ดูแลแต่ละหน้าที่ การตลาด หรือโปรดักส์ ผมก็จะเป็นคนคุมเกมส์จากข้างบน ปัจจุบันก็จะเป็นคนคุมเกมส์ภายใน คือให้ทีมบริหารหันหน้ามาคุยกัน ถึงกลยุทธ์หรือเป้าหมายที่เราต้องการไปถึง ผมจะเป็นโค้ชมากกว่า เมื่อก่อนจะเหมือนผมเป็นผู้เล่นเอง แต่ตอนนี้ก็เหมือนผมเป็นโค้ช บอกให้เล่นแบบนี้นะ ปีกซ้าย ปีกขวา เหมือนเล่นบอลครับ
การบริหารแต่ละส่วนทั้งการตลาด โปรดักส์ บุคคล ส่วนไหนสำคัญที่สุด
ยากมากที่จะบอกว่าส่วนไหนไม่สำคัญ ทุกอย่างมันประกอบกันแล้วก็สำคัญมากครับ ผมว่าถ้าเราเป็นบริษัทที่เพิ่งก่อตั้งใหม่ เรื่องโปรดักส์กับการตลาดนี่สำคัญ เราต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการซื้ออะไรก่อน ถ้าเราไม่รู้ว่าเค้าต้องการซื้ออะไร แต่เรารู้ว่าเราเก่งไฟแนนท์มากครับ เรามีโน้นมีนี่ มันก็ขายไม่ได้หรอก เราต้องมีโปรดักส์ที่คล้องกับท้องตลาดบ้าง แล้วตลาด value ประเด็นไหนมากกว่าให้เรา ถ้าบอกว่าบ้านเราสวยหรู คฤหาสน์ราคา 50 ล้าน แต่มีใครสักกี่คนจะซื้อได้ ต้องวิเคราะห์กันมาว่าผู้บริโภคตามเซ็กเมนเทชั่นของตลาดมีกำลังซื้อเท่าไหร่ แล้วทำไมเค้าตัดสินใจซื้อโปรดักส์ประเภท คอนโด บ้านแฝด ทาวน์เฮ้าส์ เค้ามีประเภทไหนมาก มีงบประมาณเท่าไหร่ ผมมองกำลังซื้อกับความต้องการของผู้บริโภคก่อน แล้วเรายอมดีไซน์ของในสไตล์ที่เค้ามีกำลังซื้อ
กลุ่มเป้าหมาย
เราเป็นแบรนด์ที่มองกำลังซื้อของตลาดก่อน อะไรที่เกิน 5 ล้านบาท ต้องเป็นคนที่มีกำลังซื้อที่สูง ถ้าวิเคราะห์ในเชิงการผ่อนบ้าน 5 ล้านบาทคุณต้องมีเงินผ่อนประมาณเดือนละ 30000-35000 บาท แสดงว่ารายได้ของทั้งครอบครัวก็ควรมีสักแสนบาท หรือประมาณสัก 30-40 % สามารถใช้ในการผ่อนบ้านได้ ผมว่าก็ค่อนข้างสูงอยู่ เราพัฒนาสินค้าของเราก็เริ่มต้นที่ 5 ล้านบาทถึงหลังละ 20 ล้าน แต่โปรดักส์หลักของเราก็ประมาณสัก 6 ล้านบาท เราก็สูงพอที่จะให้บ้านมันสวยและมีบรรยากาศที่ดีได้ ซึ่งมันก็ทำยากเพราะวัสดุก็ต้องเลือกให้ดี
อนันดาจะมี 3 แบรนด์ คือ ถ้าเกิน 10 ล้าน เราจะเรียก พิมานดา เรามีแบรนด์ข้างล่างคือ สรินดา แต่ทั้งหมดก็คือบริษัทอนันดา
วิธีการเลือกสถานที่ในการสร้างบ้าน
ปัจจุบันนี้เราลงทุนกับสินบ้านกับธนาคารเอเชีย แล้วเราก็มีลิสต์ลูกค้าเก่า ซึ่งผมได้มาจากครอบครัวแล้วผมมาพัฒนาต่อ แต่พอหมดจากลิสต์เก่าผมก็ดูว่าอันไหนที่มีความเหมาะสมที่เราเล็งไว้อยู่ แล้วก็พยายามเลี่ยงไม่ชนกับคู่แข่ง
แนวโน้มธุรกิจของบริษัท
ปัจจุบันนี้เราพัฒนาในกรุงเทพฯ ในหลายเซ็กเมนส์ ถ้าคุ้นก็เหมือน แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มีหลายเซ็กเมนส์ คือหนึ่งเริ่มต้นที่ชัยพฤกษ์ คือเหมือนกับสรินดาของเราเลยที่ต่ำกว่า 5 ล้าน แล้วก็ลัดดาวัลย์ที่เหมือนกับอนันดา กับพิมานดา มันก็ตามเซ็กเมนส์ เราก็จะคลุมตั้งแต่ 20 ล้าน-2.5 ล้าน ที่กลุ่มผู้บริโภคส่วนมากจะเป็นคนไทย คนกรุงเทพฯ อยู่ชานเมือง แล้วเราพัฒนาบ้านเดี่ยวก่อน ในอนาคตเราก็ดูจากพฤติกรรมคนกรุงเทพฯ ถ้าตลาดมันมีเรื่องคอนโด เราก็ไม่ควรทำคอนโด แต่เราไม่ได้มองว่ามันยาก แต่มันไม่เหมือนกัน เพราะบ้านมันมีโครงสร้างของแต่ละยูนิต แต่คอนโดถ้าผู้รับเหมาไม่ดีตั้งแต่ต้น ปัญหามันก็จะมีทั้ง 200 ยูนิต ถ้าติดสักยูนิตมันจะขายไม่ได้เลย แต่บ้านเราเป็นเทอมยูนิต เพราะฉะนั้นออปชั่นหรือการขาย มันไม่หรูหราเท่าคอนโด แต่ว่ามันจะนิ่งกว่า คอนโดจะมีช่วงนึงขายเยอะมาก อีกช่วงหนึ่งขายไม่ออกเลย ของเราค่อนข้างจะนิ่งๆ กว่า
ช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ เราทำอย่างไร
เราก็ช่วยทุกอย่าง การให้กำลังใจลูกน้องก็เป็นสิ่งสำคัญ ช่วยให้มันมีเงินไม่ขาดสภาพคล่อง เวลานั้นก็ดูเหมือนทั้งประเทศจะเจ๊งหมดแล้ว ส ถาบันการเงินที่ปล่อยเงินกู้เราก็มีอันเป็นไปหมดแล้ว เราจะเบิกเงินมาก่อสร้างไม่ได้ ลูกค้าก็โจมตีมาว่าก่อสร้างบ้านไม่เสร็จ มันก็ซ้อนกันเหมือนเป็นลูกคลื่นไปหมดเลย จากสถาบันการเงินแล้วก็ตามมาๆ เรื่อยๆ ก็มีปัญหาตลอด
สภาพจิตใจตอนนั้น
ก็แน่นอนอยู่แล้วว่า ผมออกกำลังกายเยอะมาก ต้องนั่งสมาธิ เราต้องนิ่งพอที่จะเผชิญปัญหา เราต้องห้ามท้อถอย ทุกฝ่ายต้องเปลี่ยนตัวเองตลอดเวลา ทุกอย่างมันมีจุดขายของตัวเอง มันเป็นวัฎจักร เป็นชะตากรรมของพวกเรา ก็ต้องแก้ปัญหาไปให้ได้ เราห้ามคิดว่าโลกนี้มันมืดตลอดไป วันนึงมันต้องสว่างขึ้นมาได้
จากวันนั้นถึงวันนี้ได้บทเรียนอะไรบ้าง
เยอะครับ คือการเป็นนักธุรกิจจะต้องดูแลได้ตั้งแต่บริษัท ชีวิตส่วนตัว ทุกอย่าง จะทำอย่างไรให้เราเป็นนักสู้ สู้ชีวิต เราไม่กลัวใคร เพราะผมผ่านมาหมดแล้ว สภาวะที่เราคิดว่าไม่น่าเกิดขึ้นเราก็ผ่านมาแล้ว แล้วเรายังมีอะไรให้กลัวอีกละครับ
อะไรคือการเริ่มต้นทำสปอร์ตซิตี้
เทรนของการตลาดในยุคนี้มันก็มีเทรนของไลฟ์สไตล์เกิดขึ้น ใน เรียลเอสเตท เอง developer ทุกรายมันก็ต้องมีการตลาดของตนเอง โครงการของเราชื่อ อนันดา สปอร์ตไลฟ์ จุดขายของเราคือ Sporty Life Stlye ทันสมัย ที่ดูแลรักษาสุขภาพเพื่อมีอายุที่ยาวนานและความสุขที่ยาวนาน นี่คือสิ่งที่มารองรับ concept นั้น นอกจากที่จะมีการที่จะเซอร์วิสในหมู่บ้านเรา เราเองก็จะรับสมาชิกข้างนอก แล้วเราต้องการให้สปอร์ตซิตี้เป็นทรัพย์สินที่ดูแลตัวเองที่เลี้ยงตัวเองและพัฒนาตัวเองได้ต่อเนื่อง หรือว่าเป็น Club House ที่พอขายหมู่บ้านเสร็จแล้วก็ไม่มีใครดูแล ทรุดโทรม เครื่องอุปกรณ์ก็ไม่มีใครเซอร์วิส เพราะเราใช้ World Class Equipment Stardard เรามองไว้ว่ามันเป็นระยะยาวที่อยู่ตลอดไปให้ได้
กลยุทธ์ในการบริหาร
เราต้องใกล้ชิดกับทุกระดับงาน ไม่ใช่ว่าเราอยู่ด้านบนแล้วเราไม่รู้เลยว่าหน้างานเป็นอย่างไร พยายามใกล้ชิดและระดับชั้นบริหารกับคนทำงานอย่างให้มันมีมากไป จะต้องขยันหาข้อมูลในท้องตลาด ต้องหา side way ติดต่อกับคนโน้นคนนี้ แล้วอย่าเชื่อใครสักคนนึง ข้อมูลตลาดทางด้าน Investment bank พวกขายหุ้นทั้งหลาย ข้อมูลตลาดหุ้นทั้งหลาย มันมีเยอะ ผมเก็บไว้หมดเลย ผมอ่านทุกรีเสิร์ช ฟินันซ่า บัวหลวง ทิสโก้ ธนะชาติ ฯลฯ ผมอ่านหมด มันมีเทรนการเกิดขึ้นของมัน เราเองเป็นนักเศรษฐศาสตร์อยู่แล้ว เราต้องดูตัวดัชนี จีดีพี อัตราดอกเบี้ย เงินเฟ้อ พวกนี้เราก็จะดูหมด แล้วผมจะรีเสิร์ชตัวเองอยู่แล้ว แล้วก็จะรีเสิร์ชซัพพลีเมนต์ เซ็กเมนส์ในตลาดด้วย เป็นการทายว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วพยายามคาดเดามันให้ได้ คือว่าข้อมูลในตลาดพอหาได้ แต่ต้องขยันนะ หามันให้ได้เพื่อจะมาขบคิด นั่นคือเป็นทางด้านวิทยาศาสตร์ของการทำงาน
ทางด้านศิลปะในการทำงาน จะเป็นพวกการตลาด ว่าลุคจะดูสวยหรือเปล่า ที่เหลือก็เป็นระบบการทำงานต่างๆ คือได้สินค้าที่เราฝันในราคาที่เรากำหนดไว้หรือเปล่า
ในการทำโฆษณากับประชาสัมพันธ์
ในช่วงแรกๆ เราก็ใช้เงินเยอะเหมือนกัน งบในการทำประชาสัมพันธ์กับโฆษณา การตลาดก็จะใช้ประมาณ 5 % ของโครงการ แต่พอติดตลาดก็ลดมาเหลือ 2 % ก็ได้ แต่แบรนด์เราอยู่ในระดับที่ค่อนข้างใหม่เลยต้องทุ่มในการตลาดมากหน่อย ในหนังสือพิมพ์ต่างๆ มันก็ได้ในแง่การตลาด แต่ถามว่ามันสามารถขายได้จริงหรือเปล่า มันก็ไม่ได้สูง อย่างทีวีหรือเป็นหนังสือพิมพ์มันจะเป็นมวลชนมากกว่า แต่คอนเซ็ปต์ของการขายจริงๆ มันจะอยู่ที่ความใกล้ชิดของลูกค้ามากกว่า
แสดงว่าความสำคัญของการขายจะอยู่ที่พนักงานขาย
ครับ ผมจะใกล้ชิดกับพนักงานขายมาก เราต้องได้ฟีดแบ๊คว่าสิ่งที่ลูกค้าชมติเราเป็นอย่างไรบ้าง ต้องทราบให้ได้มากที่สด แล้วเราต้องพัฒนาตัวเองและสื่อความรู้สึกให้ลูกค้าเห็นว่าเราครีเอทอะไร ทำไมเราทำอย่างนี้ ในส่วนของพนักงานขาย ผมบอกเลยว่าคุณต้องพยายามขายเหมือนขายให้แม่ตัวเอง ญาติตัวเอง ถ้าคุณคิดว่าโปรดักส์คุณไม่ดี คุณอย่าขาย
พอจบแล้วทำงานกับครอบครัวเลย
เรียนจบปริญญาตรีแล้ว ผมทำงานทางด้านไฟแนนซ์ก่อนครับที่ซิมส์วัน ทาง Investern Banking ผมทำได้ปีเดียวแล้วมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ผมก็เลยไปเรียนต่อที่ London School Economics แล้วก็กลับมาที่บ้าน
เสน่ห์ของงานประเภทนี้
ผมว่าเสน่ห์ของมันคือการได้ครีเอทสิ่งที่เป็นชิ้นเป็นอัน ชิ้นใหญ่ มูลค่าสูง แล้วผมว่ามันไปสุม function ของทุกอย่าง คือมีความเป็นศิลปินด้วย ซึ่งจะคำนวณตัวเลขไม่เป็น เรื่องธุรกิจ คุณก็คงอยู่ไม่รอด คุณเป็นพวกหนอนหนังสือ พวกทฤษฎีอย่างเดียว เรียนจบ A ตลอด แต่ว่าการปฎิบัติไม่เป็นเลยมันก็ไม่ได้ มันต้องผสม Sciene & Arts , Theory & Practical ตลอดเวลา เราจะเห็นจุดยืนอยู่ตรงกลาง แล้วสามารถ complete ทุกอย่างได้ เราต้องรับงานแบบนี้ได้ เพราะว่าตารางเวลามันเยอะมาก กี่เปอร์เซ็นต์ได้ทำ อีกกี่เปอร์เซ็นต์เสร็จเมื่อไหร่ มันเป็นเรื่องของเวลา แล้วเราอยู่ในขอบของเวลาตลอด มันไม่ใช่แค่ว่าเราสร้างยาสีฟัน หรือกรีนทีมาหนึ่งกระป๋องที่พยายามหาตลาด
โปรดักชั่นของเราแต่ละโปรเจคมันไม่เหมือนกัน เหมือนคุณทำกรีนทีขึ้นมาอย่างนึง อีกโปรเจคมันก็อีกที่นึง มันจะไม่เหมือนกัน กรีนทีอาจจะกลายเป็นน้ำแดงละ แต่คุณต้องหา resolution ในตลาดนั้นว่าจะเป็นน้ำแดงหรือน้ำเขียวดี แต่มันเหนื่อยมากที่คุณต้องมาคิดว่า resolution ไหนดีที่สุด ถ้าในอสังหาริมทรัพย์นั่นคือความยากของมัน คือคุณไม่สามารถผลิตออกมาทีเดียวจบ แต่คุณผลิตโปรเจคนั้นเสร็จปุ๊บ มันก็อยู่ใน launch โปรเจค คล้ายๆ อยู่ในเฟสชีวิตปกติของเค้า ช่วงแรกช่วง Planing ช่วง launch มันสำคัญมาก ลูกค้ามันไม่เหมือนกัน
ปัญหาหลักในการบริหารงานอสังหาริมทรัพย์
ปัญหาหลักๆ ผมว่าต้องใกล้ชิดกับภาวะตลาด ต้องทำนายตลาดให้ดี มันเป็นธุรกิจที่ใช้เงินเยอะ คุณทำนายผิดคุณก็เสียหาย นั่นเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด แน่นอนเรื่องโปรดักชั่น การคุมงานตามกำหนดเวลา ให้องค์กรทั้งองค์กรเข้าใจปัญหาของบริษัทเรื่องก่อสร้าง เรื่องอะไร จุดไหนสำคัญที่จะบรรลุเป้าหมายของเรา คือให้เดินเข้าไปเป็นแถวเดียวให้ได้ อันนั้นสำคัญ เพราะมันไม่ใช่อาศัยการที่ผมทำคนเดียว ถ้าผมทำคนเดียวผมอย่าทำดีกว่า ผมทำกับที่บ้านดีกว่า อันนี้มันต้องทำเป็นทีมมากๆ
เป้าหมายในการทำงาน
เป้าหมายแรกคือในช่วงนี้เราถือว่าเราเป็นบริษัทที่เล็กในโครงการอสังหาริมทรัพย์ 3000 ล้าน คือดูว่าตัวเลขมันใหญ่ แต่ในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มันไม่ใหญ่ เราขาอยู่ทาร์เก็ตละประมาณ 1200-1500 ล้านต่อปี ถือว่าเป็น Medium Size เป้าหมายคือเราอยากให้บริษัทเราเข้าไปอยู่ในระดับกลาง ยอดขายนิ่งๆ ประมาณ 1500 ล้าน เราพยายามดูเทรนของตลาด ถ้ามันดีเราก็จะอยู่ในระดับกลาง แต่ถ้าไม่เวิร์คเราก็จะเปลี่ยนแบรนด์ของเราไปทางด้าน resort development พวกนี้มากว่า ทั้งหมดนี่คือมีเป้าหมายหลักๆ คือการทำให้บริษัทแข็ง เราไม่ได้มีความหวังเกี่ยวกับการจัดสรรอย่างเดียว เรามีความหวังอย่างอื่นด้วย มันเป็นไปตามสภาวะเศรษฐกิจ สภาวะดอกเบี้ยด้วย ซึ่งเราต้องหา Investment อื่นที่มันเหมือนกับธุรกิจปัจจุบันของเรา เราต้องกำหนดทิศทางในด้านอื่นบ้าง อาจจะเป็นอสังหาริมทรัพย์เหมือนกัน แต่ว่ามีรายได้จากทางด้านอื่นบ้างเช่น เซอร์วิส อพาร์ทเมนต์
รีเทิร์นที่ไม่หวือหวา อาจจะสัก 6-7 % ต่อปี แต่รีเทิร์นของอสังหาฯในโครงการเรา 1000 ล้าน เราได้กำไร 200 ล้านมันไม่ได้เป็นแบรนด์ที่เรามันยาก แต่มันจะหวือหวา ภาวะที่ดีคุณก็จะขายได้เทน้ำเทท่า อยู่ๆ ตลาดหายไปเลย คุณจะขายไม่ได้เลย คุณจะมีแต่ต้นทุนอย่างเดียว เป้าหมายคือ เราจะบาแรนด์อย่างไรแต่ตอนนี้เราหนักไปทางด้านพัฒนา เราต้องทำให้ต้นทุนมันน้อยลง ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี เราก็ยังอยู่ได้ แต่ไม่ใช่ว่าคุณไปทุ่มกับตรงนั้นหมด ถ้ามันหายไปคุณก็ทำอะไรไม่ได้ ผมก็พยายามไม่เป็นอย่างนั้น คือมันมีความอยากอยู่ตลอดเวลาในธุรกิจอย่างนั้น
คิดว่าความสำเร็จของอนันดามันน่าจะเป็นอย่างไร
ผมว่าบริษัทมันต้องจัดตัวเองให้ทิศทางรายได้มันต่อเนื่อง สามารถใช้ชีวิตโดยอยู่ด้วยตัวเองได้ โดยไม่มีผมได้ ตอนนี้ผมเป็น President ของบริษัทก็จริง แต่คนในบริษัทต้องเลี้ยงตัวเค้าเองได้ ต้องเป็นบริษัทที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง กรรมการสามารถตัดสินใจเองได้ ไม่ใช่เจ้าของต้องตัดสินใจ management สามารถพายเรือ หรือแล่นไปถึงฝั่งได้ด้วยตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องเจ้าของต้องมาสั่งตลอดเวลา ไม่งั้นเราก็เป็นทาสของเราตลอดชีวิต มันก็ไม่มืออาชีพสักที มันก็จะเป็นยุคเจ้าสัว หรือ One Man Show เราต้องการให้คนข้างล่างขึ้นมาเป็น CEO ได้ อันนั้นคือเป้าหมายของผม
ตอนนี้แต่ละอย่างผมก็ให้ทีมบริหารตัดสินใจได้ตลอดเวลา ผมมั่นใจแล้วก็ต้องกล้าให้เค้าตัดสินใจ บางอย่างผมเห็นด้วย แต่เค้าอยากตัดสินใจ ผมยินดีให้เค้าตัดสินใจ แต่เค้าต้องมีรับผิดชอบในสิ่งที่จะเกิดขึ้น เราต้องกล้าเสี่ยงในการตัดสินใจของเค้า บางคนเป็นผู้นำไม่ได้ เพราะว่าไม่กล้าตัดสินใจอะไรเลย ไม่กล้าเสี่ยง กลัวโดนว่า กลัวผิด กลัวโดนตำหนิ ผมเป็นคนที่กล้าเสี่ยง กล้าฟันธงว่านี่แหละชั้นต้องเลือกทางนี้ มันมีความเสี่ยงแบบนี้นะ แต่ชั้นต้องเลือก ต้องกล้าตัดสินใจ
ชอบบ้านลักษณะแบบไหน
ผมมีหลายแบบมาก ปัจจุบันผมมี 25 แบบแล้ว มันจะมี theme หลายๆ theme ผมชอบเยอะมากเลย ถ้าจะให้เลือกนะ ส่วนตัวผมชอบอะไรที่มันเป็น centre เรียบ ง่าย ออกทันสมัย โมเดิร์นกว่าสิ่งที่เราทำ ผมไม่ได้อยากทำสิ่งที่โมเดิร์น เพราะกลุ่มเป้าหมายของลูกค้าเรา มันไม่ใช่ผม ปัจจุบันนี้ถ้าอยู่ในเมือง ผมจะชอบอะไรที่ออกโมเดิร์นหน่อย ผมอยู่ในธุรกิจนี้ ผมเปรียบเทียบว่าบ้านเราอยากจะมีหลายหลัง ถ้ามีบ้านติดชายหาด ผมว่าไม่ออกโมเดิร์นครับ ผมว่าออก tropical อยู่สบายแบบรีสอร์ท ถ้าอยู่ในเมือง City Life ผมอยู่คอนโด ก็จะตกแต่งคอนโดให้โมเดิร์นจ๋าเลย เหมือนเราแต่งตัว เราก็แต่งให้มันดูโมเดิร์นหน่อย เราไปชายหาด เราจะใส่เสื้อเชิ้ตแขนยาว กางเกงขายาว ใส่รองเท้าหนังเหมือนใส่ไปทำงานก็ไม่ได้ ก็เหมือนบ้าน เหมือนการตกแต่งเหมือนกัน ผมว่ามันสร้างความรู้สึก เราอยากสื่อความรู้สึกไหน อยากให้อบอุ่นตลอดเวลา หรืออยากให้ไม่เบื่อ ฯลฯ ก็แล้วแต่ความต้องการของคนมากกว่า แต่สำหรับผมถ้าผมอยู่ในเมืองผมอยากทันสมัย แต่ถ้าไปต่างจังหวัด ผมอยากมีบ้านบนเขา บ้านอยากให้เป็นหินทั้งหมด ถ้าอยู่ติดชายหาด ก็อยากให้ตกแต่งเป็นเรือทั้งหมด ซึ่งผมสามารถเล่นได้หมด เราเป็นคนที่อยู่ใน ความรู้สึก เราสัมผัสกับของเล่นได้หมด แต่ถ้าเป็นคนทั่วไปเค้าคงไม่มีเวลามาดูหนังสือหรือมาศึกษา หรือมาถามตัวเองว่าเค้าชอบอะไร งานของผมก็เลยต้องพรีเซนต์ทางเลือกหลายๆ อย่างว่าคุณชอบอะไรกันแน่
ชอบการแข่งขันและความท้าทาย มันมีข้อดีต่อการทำงานของเราอย่างไร
การแข่งขันเป็นอะไรที่เหมือนมี มันต้องคมตลอด ถ้ามีดที่เราไม่เคยเอามาใช้มันก็จะมีสนิม ไม่คมแล้ว ก็เหมือนกับการแข่งขันตัวเอง เราต้องชนะตัวเองให้ได้ การเป็น Sport man เรารู้แพ้รู้ชนะ เราถามตัวเองว่าเราใส่ความตั้งใจไปแค่นี้ เราได้แค่นี้ ถ้าเราไม่พอใจเราใส่เพิ่มได้มากกว่านี้อีกหรือเปล่า ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ สำหรับผมมันเหมือนสิ่งพลอยได้ที่หลังมากกว่า ที่สำคัญคือเราทำอะไรบ้างระหว่างทาง จะแพ้หรือจะชนะก็ไม่เป็นไร ผมมีความสุขในการเอ็นจอยตัวเองถึงจุดนั้น เพราะฉะนั้นเราต้องคมตลอดเวลา เพราะเรายังต้องแข่งกับคู่แข่ง
เราคิดว่าตอนนี้เราคมพอหรือยัง
ยังเลยครับ ตอนนี้ยังเด็กอยู่เลย ผมอยากทำอะไรมากกว่านี้อีกเยอะ ผมยังมีอำนาจทางการเงินน้อยกว่าคู่แข่งอีกเยอะ เปิดมาแค่ปีกว่าเอง ตอนนี้เราต้องไล่เค้า เราต้องคมบ้าง
การแบ่งเวลาทำงาน เวลาส่วนตัว
ผมเป็นคนที่ตารางการทำงาน ตารางชีวิตเรียกว่าเป็น Time Table ของชีวิตเลย ว่านอนกี่ชั่วโมง มีเวลากี่ชั่วโมง ต้องทำอะไรในชั่วโมงนั้นบ้าง ผมจะค่อนข้างมีประสิทธิภาพมากในการบริหารเวลาตัวเอง ถ้าผมจะต้องทำอะไรหลายๆ สิ่งพร้อมๆ กัน ผมจะต้องวาง ความรู้สึก ของตัวเอง ถ้ามีตารางงานว่าผมไปที่นึงแล้วผมสามารถทำเสร็จสัก 4 อย่าง ผมจะทำ ผมจะวางแผนตลอดเวลาว่าจะต้องทำอะไร แต่ถ้าไปที่นั่นเสร็จแค่อย่างเดียว ผมจะไม่ทำ ตลอดเวลาผมต้องทำให้ได้มากกว่าอย่างเดียว ผมต้องชนะเวลา ตอนนี้เวลาไปไหนผมจะตรงต่อเวลา ทำอะไร ต้องทำให้เป๊ะๆ แล้วจะเป็นอะไรที่หงุดหงิดกับคนอื่นมากว่าไม่รักษาเวลาเลย ถ้าจะให้ทำทุกอย่างในชีวิตอย่างที่ต้องการได้ คุณต้องเป็นคนบริหารเวลา และวางแผนงานกับชีวิตตัวเอง และต้องเป็นคนวางแผนงานให้เก่ง
เสาร์ อาทิตย์ ต้องทำงานหรือเปล่า
ถ้ามีงานก็ต้องทำครับ เพราะเราเป็นเจ้าของด้วย ถ้างานมันต้อง 4-5 ทุ่ม ข้ามคืนก็ต้องทำ มันไม่ใช่เวลาการทำงาน แต่บางทีคืนวันศุกร์ เสาร์ ใครไปเที่ยวไหนก็ไม่ได้ไป ถ้าวันไหนทีมงานทำได้ ผมก็จะบอกว่าผมไม่เข้าออฟฟิศนะ คุณมีอะไรก็อีเมล์มา เดี๋ยวนี้เราก็มี wireless lan กันหมดแล้ว เราก็ต้องพยายามทำงานให้มันยืดหยุ่นต่อตัวเองด้วย
|