ตอนนี้พอใจและมีความสุขกับสิ่งที่ทำอยู่หรือเปล่า
เหมา : การทำหนังสือมันก็เป็นกิจกรรมนึงในชีวิต เราไม่ได้เกิดมาเป็น
Born to be เมื่อก่อนเราก็เป็นเด็ก เตะบอลในปากซอยแถวบ้าน
ตอนนั้นก็ไม่เคยคิดว่าจะมาทำนิตยสาร ทุกวันนี้ก็ทำนิตยสาร
อยากทำให้มันเห็นหน้าเห็นหลังให้มากที่สุด
ตอนเป็นเด็กอยากเป็นอะไรกันบ้าง
เคยคิดจะทำนิตยสารกันหรือเปล่า
เหมา : เยอะแยะมากมายเลย แต่การทำนิตยสารก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เราอยากจะทำให้มันเห็นว่าเราทำได้แค่ไหน
กร : ไม่เคยคิดเลย ตอนเด็ก ๆ คิดอยากเป็นนักประดิษฐ์
อยากจะทำรถที่เจาะเข้าไปในจอมปลวกไปดูดตัวปลวกมาเก็บไว้
ถ้าเราทำได้อย่างที่เราคิดก็มีความสุข
ทำไมเลือกเรียนทางวารสารศาสตร์
กร : ตอนแรกไปเอนทรานซ์ที่ศิลปากร ก็เลือกจุลชีวะ
บางมด, อุตสาหการ ที่ม.อุบล เพราะเรียนสายวิทย์มา แต่วันสอบจริง
ๆ ผมไปนั่งหน้าห้องไม่ได้สอบ แม่ไม่รู้ด้วย แล้วเพื่อนก็ชวนมาสอบที่บ้านสมเด็จฯ
ที่เลือกวารสารก็เพราะว่า เค้าว่าอาจารย์โหดสุดแล้ว สาขาอื่น
ๆ เรารู้สึกว่าไม่น่าเรียน ก็มีวิทยุ-โทรทัศน์กับวารสารที่น่าเรียน
แต่มาคิดว่าวิทยุ-โทรทัศน์ ถ้าเราไม่มีกล้องก็ลำบาก ทำคนเดียวไม่ได้
แต่วารสารกระดาษแผ่นเดียวก็สื่อสารได้แล้ว
เหมา : ตอนแรกเราก็ไม่รู้ว่านิเทศเรียนอะไร แต่จะไม่สอบเลข
หนีเลขเพราะอ่อนเลขมาก เรียนไปเรื่อย ๆ ถึงรู้ว่านิเทศศาสตร์เรียนเกี่ยวกับการสื่อสาร
การจัดการสื่อ ตอนที่เลือกสาขา ตอนแรกอยากจะเรียนโฆษณา
เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ เราไม่รู้ว่ามันมีอะไรลึกซึ้งมากกว่านั้น
พีอาร์ ตอนนั้นมองว่าเป็นเรื่อง "สวัสดีค่ะ"
เป็นเรื่องสวยงาม เกี่ยวกับผู้หญิง ๆ วิทยุ-โทรทัศน์ ก็แบกกล้อง
หามกล้อง เป็นสิ่งที่เรามองเห็นแต่ไม่เคยรู้เลย แล้ววารสารเราก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเขียน
ตอนนั้นเราก็ชอบเขียน ประกอบกับครูผู้สอนด้วยครับ ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างกันว่า...เค้าสอนแปลกกว่าคนอื่น
คิดว่าการทำหนังสือให้อะไรกับชีวิตเราบ้าง
กร : มันเป็นเวทีที่ให้เราทำอะไรได้มากมายผ่านตัวหนังสือ
ผ่านความคิดที่ใส่ลงไป ไอเดียต่าง ๆ แต่สิ่งที่เราทำมันก็มีคุณค่ากับคนอื่น
เป็นงานที่ท้าทายมาก
เหมา : ที่ได้แน่ ๆ ก็ได้ประสบการณ์การทำงานตรงนี้ครับ
เราคิดว่าประสบการณ์มันเป็นของจริง เราพูดได้เต็มปากว่ามันเกิดขึ้นจริงกับชีวิตเรา
ตอนนี้มีชีวิตที่ "ใช่"
หรือยัง
กร : ตอนนี้เรากำลังทำงานที่ในรูปแบบของงานร่วมสมัยมากกว่า
เราได้เรียนรู้จากนอกห้องเรียน เป็นสิ่งที่เราทำได้แล้วก็ตั้งใจด้วย
เพราะมีคนรอเรานำเสนอออกไปอยู่ ผมคิดว่าใช่แล้วนะ แต่สิ่งที่จะทำมากขึ้น
ก็คือทำให้มันเชี่ยวชาญมากขึ้น แล้วก็พาคนที่ไว้ใจเรา
มาทำงานร่วมกับเราให้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง
เหมา : ใช่ในช่วงระยะเวลาตรงนี้ครับ
แล้วอนาคตมองว่าอย่างไร
เหมา : มองว่าจะใช้มันเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ต่อ
ๆ ไป
คาดหวังอะไรไว้กับต้าเจียห่าว
กร : ผมก็ทำเล่มนี้ให้ดีที่สุด ชีวิตยังอีกยาวครับ
สังคมที่มันเปลี่ยนไปมันก็ต้องมีสื่อมารองรับอนาคตที่มันมากกว่าต้าเจียห่าว
แต่ก็ต้องตั้งใจทำมันให้ดีด้วย กลุ่มที่มีพาวเวอร์ในเรื่องของทุนน้อย
เราก็ทำหนังสือที่มันเหมาะกับเค้า อย่างเช่นราคาถูก เพื่อให้คนได้อ่านเยอะ
ๆ คือทำอย่างไรก็ได้ที่ทำให้หนังสือมันอยู่ได้ด้วยดี
เหมา : คาดหวังว่าให้เป็นชีวิตของคนอีกคนนึงเริ่มต้นทำกับเล็ก
ๆ มาจนถึงทุกวันนี้ คืออยากให้มาเห็นสิ่งที่เราทำตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้
แล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะทำอะไรให้ชีวิตบ้าง เราต้องการอะไร
เราอยากจะทำอะไรบ้างไหม คิดให้ต่อเนื่อง มุ่งมั่น ยาวนาน
ทำให้มันเป็นจริง อย่าให้เป็นแค่ความคิด ถ้าคิดว่ามันดีแล้วก็ทำออกมาเลย
แล้วในแง่ของบริษัทต้าเจียห่าว อยากให้เป็นอย่างไรต่อไป
เหมา : อยากให้เป็นบริษัทที่เติบโต เป็นเหมือนโรงเรียนแห่งหนึ่ง
คือเราเริ่มต้นจากนิตยสาร ได้คบหากับคนที่เป็นเพื่อนมากขึ้นเรื่อยๆ
ได้เจอกับคนที่มีความรู้ คือนิตยสารมันช่วยให้เราพบปะกับคนมากขึ้นด้วยครับ
ได้เจออาจารย์ที่มีความรู้ แล้วเชิญมาเขียนหนังสือ คนอ่านก็ได้อ่าน
มันเป็นเหมือนการเปิดเวทีสำหรับความรู้ ในจังหวะต่อไปเราก็อยากให้ตรงนี้เป็นฐานด้วยครับ
ไม่ว่าเราจะทำอะไรต่อไป
|