ดนัย จันทร์เจ้าฉาย นักบริหารอีกคนที่ประสบความสำเร็จจากการทำงาน ด้วยการบริหารที่ใช้ความสามารถและหลักธรรมควบคู่กันกับวิชาความรู้ที่มี และความกล้าที่จะทำในสิ่งที่ท้าทายความสามารถ เขาก้าวเท้าออกมาบริษัทชื่อดังแห่งหนึ่ง เพื่อมาเผชิญกับธุรกิจที่ไม่รู้ว่าจะมั่นคงแค่ไหน จนมาวันนี้ ต้องยกให้ชายผู้นี้เป็นนักบริหารที่อยู่ในแนวหน้าอีกคนหนึ่งของเมืองไทย
การเข้ามาสู่เส้นทางนักการตลาด ผมเรียนบริหารธุรกิจเลือกเรียนเอกการตลาด เพราะรู้สึกการตลาดมันท้าทาย มันสนุกมันได้ทำอะไรหลายอย่าง มันได้เจอกับคน มีโจทย์ที่ชัดเจน ตอนสมัยเรียนมันก็มีวิชาการบริหาร มีเอกคอมพิวเตอร์ มีบัญชี มีไฟแนนซ์ หรืออะไรต่างๆ และตอนปี 1 ปี 2 ก็ได้เรียนวิชาเบื้องต้นจากที่มีอยู่แล้วชอบวิชานี้มากที่สุด
ส่วนการทำงานจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ทำการตลาดโดยตรง แต่เราก็ไม่ทิ้งเราก็เอาความรู้ที่เรียนทางด้านการตลาดมาประยุกต์ใช้ในงานตลอดเวลา
ตอนที่เรียนโทก็เรียนทางด้านการตลาด จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าเลิกเดินสายการตลาดตั้งแต่สมัยเรียน
ส่วนช่วงหลังมานี้ก็มีโอกาสได้เขียนหนังสือและแปลหนังสือที่เป็นไปในแนวการตลาดค่อนข้างมาก คือของฟิลิปคอดเนอร์ ถ้าเป็นนักเรียนที่เรียนทางด้านการตลาดต้องอ่านหมดเพราะเป็นตำราเรียน ล่าสุดที่ออกมาและได้รับความนิยมมากทีเดียวคือการตลาดนอกกรอบคือสมัยใหม่ต้องคิดแบบนอกกรอบ
เริ่มการทำงาน
ผมทำอยู่ที่อเมริกัน เอ็กซ์เพรส มา 6-7 ปี แล้วเอ็มดีเคก็มาตั้งบริษัทในเมืองไทยเป็นปีที่ 2 เขาก็ชวนผมมาทำ เขาก็ชวนมานานแล้วหละ ผมก็เลยตัดสินใจมามันถือเป็นการตัดสินใจที่ท้าทายพอสมควร เพราะอยู่ที่อเมริกัน เอ็กซ์เพรส มั่นคงมากเพราะเป็นองค์กรระดับโลก ตอนนั้นที่มาอยู่เอ็มดีเค มีอยู่ประมาณ 5 คน
ถามว่าทำไมถึงมา เพราะอย่างที่บอกไปว่ามันท้าทาย เราไม่รู้ว่าที่เราประสบความสำเร็จเป็นเพราะองค์กรที่ดังอยู่แล้วหรือเป็นเพราะตัวเรา เมื่อก่อนไปไหนคนเขาก็จะทักว่าอ๋อ คุณดนัย อเมริกัน เอ็กซ์เพรส มันจะมีองค์กรพ่วงมาด้วยตลอด เราก็ไม่แน่ใจ เลยออกมาทำองค์กรเล็กๆ ดีกว่าที่ไม่มีใครรู้จัก
ขนาดองค์กรก็ต่างกัน คอมพิวเตอร์ก็ต้องพลัดเปลี่ยนกันใช้มันมีความไม่พร้อมในหลายเรื่อง แต่มันก็มีบรรยากาศอีกแบบหนึ่งคือความเป็นครอบครัว และอีกสิ่งหนึ่งที่เราได้คือเราเป็นฟันเฟืองที่ตัวใหญ่ขึ้น บทบาทของเรา หน้าที่ของเรามันก็มากขึ้นกว่าเดิมกับที่เมื่อก่อนที่เราอยู่อเมริกัน เอกเพรส เราเป็นแค่ฟันเฟืองเล็กๆ เราอยู่หรือไม่อยู่องค์กรเขาอยู่ได้อยู่แล้วหละ มาที่นี่ทำให้เราได้เรียนรู้และฝึกตัวเองในหลายๆ เรื่อง ในของการทำธุรกิจจริงๆ การรับพนักงาน การเทรนพนักงาน การหาลูกค้า การตามเก็บหนี้ทวงหนี้ลูกค้า การที่เราอยู่องค์กรเล็กเราจะได้ทำอะไรหลายอย่างเพราะมีกันแค่ไม่กี่คน แต่เราอยู่ที่โน้นงานของเราจะชัดเจนและทำอยู่อย่างเดียว และการเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกค้า ทำให้เราไม่อยู่ในหลุม ทำให้เรารู้มากขึ้นทั้งเรื่องสายการบิน รถยนต์ ธนาคาร รัฐบาล เยอะแยะไปหมดเลย มันทำให้โลกทัศน์เราเปิดกว้าง และเหมาะกับคนที่ชอบเรียนรู้ ลูกค้าพูดอะไรเราก็ต้องเข้าในในสิ่งที่ลูกค้าพูดพอๆ กันแต่เมื่อก่อนเราอยู่ในลุ่มลึกลงไปเรื่อยๆ
มนต์เสน่ห์ของการทำงาน
การที่เราทำงานในองค์กรมันก็มีข้อดีอยู่ที่ว่า เราสามารถรู้ลึก รู้ดี รู้จริงในเรื่องนั้น แต่การเป็นที่ปรึกษาเหมือนกับการเอาตัวเองออกจากหลุม เพราะข้างบนมันอะไรอีกตั้งหลายอย่าง นี่ก็คือเสน่ห์ แต่มันก็มีความเครียดอยู่พอสมควร เพราะธุรกิจมันเต็มไปด้วยการแข่งขัน เพราะฉะนั้นการที่เราทำงานตรงนี้ให้ดีมันเป็นสิ่งที่ท้าทาย มันไม่ยากนะครับแต่มันก็ไม่ง่าย หมายความว่างานที่เราทำอยู่มันไม่ใช่งานในแง่เทคนิคที่ต้องอาศัยความลึกซึ้ง มีระบบระเบียบตายตัว มีความสับซ้อน จริงๆ แล้วงานที่ปรึกษามีกรอบความคิดที่ง่ายมากเป็นงานที่ common sense แต่การที่มันง่ายอย่างนั้นมันทำให้ยาก มันมีความละเอียดอ่อน และต้องอ่านใจลูกค้า สามารถอ่านใจ อ่านโจทย์ให้ได้อย่างชัดเจนและวางกลยุทธ์ให้ประสบความสำเร็จ และมันมีปัจจัยที่ทำให้ควบคุมได้ยาก คือเราไม่สามารถไปควบคุมอะไรได้ ถ้าเปรียบเทียบกับธุรกิจที่ใกล้เคียงกันอย่างโฆษณา ประชาสัมพันธ์ เราไม่ได้ใช้งบประมาณไปซื้อสื่อที่สามารถเดาได้ว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร คาดการได้ว่าคนดูจากสื่อมากน้อยแค่ไหน สื่อจะลงให้ไหม ลงให้มากน้อยแค่ไหน ด้านบวกหรือด้านลบ เราไม่สมารถควบคุมได้เลย มันเป็นงานที่ต้องใช้ศิลปะสูงมาก มันเป็นงาน people management คืองานที่ทำกับคนร่วมกันการบริหารคน นี่คืองานประชาสัมพันธ์
สิ่งที่ทำให้มาถึงตรงจุดนี้
เป็นคนที่โชคดีได้อยู่หลายสภาวะแวดล้อม ครอบครัวก็มีส่วน คุณพ่อคุณแม่ให้อิสระทางด้านความคิดมาตั้งแต่เด็กๆ อันนี้ถือเป็นส่วนสำคัญว่าอย่าไปจำกัดกรอบความคิด จำได้ว่าเด็กๆ เป็นคนถนัดซ้ายแต่คุณครูก็พยายามบังคับให้เราใช้มือขวา อะไรที่เป็นพรสวรรค์เป็นความถนัด มีความเป็นตัวตนของเราเองก็ไม่ควรไปจำกัดกรอบ ก็ได้รับปลูกฝังมาตลอด ยิ่งตอนหลังๆ ได้เรียนรู้จากพุทธศาสนาทำให้เรามีความคิดที่ลึกซึ้งมากขึ้น การที่เราเป็นมนุษย์เราสามารถที่จะพัฒนาตัวเองให้สูงหรือต่ำก็ได้ด้วยศักยภาพที่เรามี ในสังคมเราอยากที่จะเป็นยังไงเราเลือกที่จะเป็นอย่างนั้นมาก พ่อแม่ก็สอนมาตลอด ตอนที่ไปอยู่เป็นนักเรียนแลกเปลี่ยน Dad & Mom ที่อเมริกาก็สอนเราอย่างนี้ให้เปิดโลกกว้าง ได้มีโอกาสศึกษาธรรม ก็ทำให้เรารู้มากขึ้น การที่เราทำงานบริหารงานก็ทำให้เราเรียนรู้มากขึ้นเช่นกัน นี่คือสิ่งหล่อหลอมผมมาทั้งหมด
ปัญหาและหนทางแก้ไข
มีเยอะมากเลย เพราะมันเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับคน ทั้งปัญหาครอบครัว อุปนิสัยที่มันยากจะแก้ไข อย่างผมเมื่อก่อนก็เป็นคนที่มีอุปนิสัยก้าวร้าวมาก ทุกอย่างต้องเนียบพลาดไม่ได้เลย เราเป็นคนตั้งมาตรฐานตัวเองไว่สูงมาตั้งแต่เด็กๆ พอมาทำงานเราก็เอาวิธการเรามาใช้ด้วย แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว ที่เปลี่ยนไปก็คือว่าพอที่จะยอมรับได้บ้างแล้วอะไรเป็นอะไร เวลาเรามองปัญหาเราก็มองออกมาจากสายตาคนๆ นั้น เช่นลูกน้องเราเป็นผู้หญิง อายุ 50 ยังไม่แต่งงาน เราก็ต้องมองโลกออกมาจากสายตาของเขา นี่คือผลที่มาจากการปฏิบัติธรรมคือเราเข้าใจตัวเองมากขึ้นเราก็เข้าใจคนอื่นๆ มากขึ้นเช่นกัน ทำให้เราให้โอกาสคนมากขึ้น ยอมรับได้มากขึ้นจนบ้างครั้งมากเกินไป ในทางธรรมก็ดีมันแสดงว่าเราเจริญเมตตาธรรม แต่ในทางธุรกิจอาจจะดูเหมือนว่าปล่อยอะลุ่มอล่วยมากจนเกินไป แต่ก็เป็นคนที่เด็ดขาดมากพอสมควรหลังจากที่ให้เวลาแก้ไขแล้ว อันนี้เป็นคำสอนที่มาจากครูอาจารย์ว่าถ้าเราสามารถพัฒนาใครได้ จากเป็นคนไม่ดีให้กลายเป็นคนดีได้ ถือว่าเป็นบุญกุศลของเรา ส่วนคนดีก็ให้ดียิ่งขึ้น แต่ผมก็ยอมรับว่าคนๆ หนึ่งมันก็มีจุดของเขา ถ้าดอกไม้ที่ไม่พร้อมจะบานมันก็ยังไม่บาน แล้วเราเป็นแสงส่องให้มันบาน ส่องไปเท่าไรก็ไม่บาน อันนี้ก็ไม่เอาแล้ว ก็ปล่อยให้มันไปตามธรรมชาติ
รางวัลหรือความภาคภูมิใจในชีวิต
ทุกครั้งที่เราทำความดีแล้วทำให้ทุกคนที่อยู่รอบข้างเรามีรอยยิ้มมีความสุข มันก็คือรางวัลชีวิตของเราแล้ว ผมไม่ได้หวังให้เป็นบุคคลดีเด่นหรืออะไร การที่ทำให้บุคคลเหล่านั้นมีวัคซีนใจ เป็นการป้องกันโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง เพราะว่าคนเราเกิดมามีทั้งโรคกายและโรคใจ โรคกายสามารถไปหาหมอได้ แต่โรคใจใครจะช่วยเราต้องช่วยตัวเอง แต่เดี๋ยวนี้คนเป็นโรคใจกันหมดแล้วเป็นโรคที่ฝั่งรากลึกมาก คนที่มีภูมิคุ้มกันใจที่แข็งแรงคือคนที่ปฏิบัติธรรม ลองสังเกตดูว่าคนที่ปฏิบัติแล้วถูกต้องถูกทาง จะเป็นคนที่ว่องไวเฉียบคมมากขึ้น alert มากขึ้น เพราะปฏิบัติธรรมแล้วจิตเราจะละเอียดอ่อนมากขึ้น แต่ว่าจะสัมผัสอะไรได้เยอะแยะมากมาย ปฏิบัติแล้วตัวตนเราจะเล็กลงเหมือนผงธุลี เป็นเศษดินเล็กนิดเดียวถ้ารู้สึกอย่างนี้แสดงว่าไปถูกทางแล้ว ถ้าปฏิบัติแล้วรู้มากเรื่องมากนี่ไม่ใช่แล้ว
|