Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
REALITY SUPPORT
ดร . ณหทัย ทิวไผ่งาม: ถ้าวันนี้ดีมันจะนำวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่ามาให




 


“ คนเราถ้าอยากให้อะไรออกมาแล้วไม่เสียใจทีหลังก็คือให้ท่องคำนี้ไว้ “ ใส่ใจ ” เอาความรู้สึกความทุ่มเทความรักใส่เข้าไป ถ้าเราทำได้อย่างที่เราใส่ใจอยากให้เป็นเราก็จะรู้สึกว่า เราเอาชนะบางอย่างได้ ” นี่คือคติของ ดร . ณหทัย ทิวไผ่งาม ผู้หญิงที่ก้าวจากผู้บริหารโรงเรียนขึ้นมาเป็น “ รองโฆษกพรรคไทยรักไทย ” ด้วยการนำเอาวิชาความรู้มาประยุกต์ใช้กับการทำงานอย่างถูกวิธี ทำให้สังคมรู้จักและยอมรับว่าเธอคือ ผู้หญิงเก่งอีกคนของสังคมไทยในขณะนี้

หัวใจของการถ่ายถอด จากครูสู่โฆษกพรรค

จริงๆ แล้ว ครูก็ต้องมีเทคนิคในการบริหารมีเรื่องของ Human Resource การมีมนุษย์สัมพันธ์ ซึ่งไปดู Business Administration ที่ไหนก็แล้วแต่ MBA, BBA มีวิธีการจัดการมนุษย์ต้องมีเรื่องของจิตวิทยา เรื่องที่ลึกลงไปที่เกี่ยวกับครู แต่ครูอาจจะไม่ต้องเกี่ยวกับธุรกิจ สองเรื่องที่เป็นหัวใจสำคัญคือการบริหารยังไงให้มนุษย์อยู่ร่วมกันได้โดยใช้ข้อมูลข่าวสารที่ครูมี แล้วถามว่าทำไมผู้นำบางคนถึงไม่มีเทคนิคพวกนี้เพราะว่าเขาไม่ได้บูรณาการความรู้เข้าไปใส่ในการจัดการ ถ้าคนการศึกษาน้อยคุณไปพูดศัพท์สูงเขาก็ไม่เขาใจ ถ้าพูดกับนักธุรกิจแต่ใช้ภาษาชาวบ้านพูด เขาก็ว่าคุณว่าไม่มีความรู้ พอไปพูดกับวัยรุ่นคุณใช้ศัพท์แบบวิชาการ เด็กก็ไม่ฟัง ประโยคเดียวกันในการพูดกับหลายๆ คนเราจะต้องแปลให้โดนใจคนหลายกลุ่มต่างกัน

การบริหารบุคคลากร

อันนี้อ้อต้องยอมรับว่ามันเป็นเรื่องยากในการพัฒนาคน เคล็ดลับคือต้องทำให้รู้ว่าโลกข้างนอกมันเปลี่ยนและเขาต้องเปลี่ยน ถ้าเขาไม่เปลี่ยนอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง อันนี้ต้องใช้มนุษยสัมพันธ์ส่วนตัวของผู้บริหาร ใช้ทั้งตบหัวและลูบหลัง นี่คือภาษาชาวบ้าน หรือใช้ทั้งน้ำร้อนน้ำเย็น มีทั้งอินเซ็นทีฟและพูนิชเม้นต์ถ้าไม่ได้ก็คือต้องโดนไปตามนั้น เรามีการพิจารณาอะลุ่มอล่วยได้ ไม่ใช่การทำงานระบบแบบหุ่นยนต์ เรามีจ๊อบดิสคริปชั่น กรอบเวลาให้คุณ ถ้าทำได้ก็โอเคมาขอคำปรึกษา แต่ถ้าไม้ได้ตามเวลาต้องมีเหตุผลอธิบาย มันยากตรงที่ความสมดุลว่าจุดไหนเราควรโหดหรือเราใจดี เรื่องเหล่านี้มันจึงต้องมาจากประสบการณ์ การทำกรณีศึกษาตัวอย่างจากเอ็มบีเอ ก็มาจากจุดนี้ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ให้เห็นว่าแต่ละองค์กรมีวิธีในการแก้ปัญหาอย่างไร คนบางกลุ่มแก้ปัญหาเสร็จยังไม่พอ คิดนวัตกรรมใหม่ขึ้นมาแล้วมีจิตศรัทธาพอที่จะแบ่งให้คนอื่น อ้อว่าการแบ่งปัญญาให้กันถือว่าเป็นบุญ ทำยังไงให้ปัญญาเราไปจุดประกายสร้างปัญญาให้กับคนอื่น

ความหนักใจที่นอกเหนือจากการสื่อสาร

มันก็ขึ้นอยู่กับตัวตนของคนที่จะมาทำอาชีพนักการเมืองด้วย คือนักการเมืองอย่างที่ฝรั่งบอกว่า ต้องมีเสน่ห์ด้วยไม่ใช่เสน่ห์ทางเพศหรือการพูดจา แต่มันเป็นเสน่ห์ที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นพลังอำนาจในการที่จะดึงดูดโน้มน้าวใจคนให้เชื่อเราได้ ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อแต่เชื่อด้วยหลักการและเหตุผล นี่คือคำว่าคารมในความหมายของเรา นักการเมืองต้องรักที่จะอยู่กับคนเยอะๆ ฉะนั้นความเป็นตัวของตัวเองต้องลดลงบ้าง

การเมืองสอนคนให้เป็นคนที่ถูกต้อง เพราะการเมืองเป็นเรื่องของอำนาจ ผลประโยชน์ เรื่องอะไรบางอย่างที่ติดอยู่กับสิ่งที่ให้เราเป็น ถ้าวันหนึ่งเรากลับมาเป็นคนธรรมดาก็ต้องทำใจให้ได้กับคนนั้น ในอะไรต่างๆ เหล่านี้ถ้าเราอยู่ในวังวนของเสน่หาหรืออำนาจต่าง แต่เรายังอยู่บนจุดยืนตัวเองโดยที่ประชาชนเรารักความยุติธรรมนี้หละยากที่สุดแล้วในโลกนี้ เพราะว่าการเป็นนักการเมืองต้องดิวกับคนหมู่มาก ถามว่าคนที่เป็นนักธุรกิจหรือนักการทูตไม่ต้องดิวกับคนเยอะๆ เหรอ ก็มาก แต่มันไม่กระจายหรืออิมแพคเท่ากับนักการเมือง เพราะคนที่เป็นนักการเมืองคือคนที่เชื่อมทุกเครือข่ายทุกอาชีพเข้ามา เพราะการเมืองมันเป็นเรื่องของประเทศ

ผลกระทบต่อชีวิตครอบครัว

เราต้องวิเคราะห์ตัวเองอยู่เรื่อยๆ ว่าแท้จริงเราเป็นยังไง เราปรับตัวเราให้เข้ากับคนอื่นได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่เหลือความเป็นตัวเองอยู่เลย คือต้องทำให้คนอื่นไม่พอใจน้อยที่สุด คงไม่มีคำว่าพอใจมากเพราะว่าการเมืองเราไม่ต้องการเมืองก็ได้ อย่างครอบครัวเราอยู่กัน 5 คนพูดกับพี่น้องแล้วไม่ทะเลาะ หรือบอกพ่อแม่แล้วไม่เห็นด้วยแล้วให้ไปด้วยกันได้ดี บางทีก็ไม่พูดกันไปเป็นอาทิตย์ กลับมายังไงก็ต้องมาเจอกัน แต่ว่าเรื่องของการเมืองเขาไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่พี่น้องหรือผู้ให้กำเนิดเรามา จะทำยังไงให้อยู่ร่วมกันได้ และมีอะไรเป็นสายใยผูกพันกันได้ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ มันเป็นเรื่องของการผูกใจมวลชน เพราะฉะนั้นเราค้นพบวิธีที่ทำแล้วน่าจะดีที่สุดก็คือว่า จงเป็นตัวของตัวเอง เรารักคนที่บ้านเรายังไงเราก็รักประชาชนที่เราทำงานด้วยแบบนั้น แต่ถ้าถามว่าเราต้องไปทุ่มสุดตัวจนไม่เหลือชีวิตตัวเองแล้ว ครอบครัวก็ทิ้งนี่มันก็เกินไป เพราะฉะนั้นก็เลยบอกว่าจุดยืนสำคัญว่าเราให้ความสุขกับคนอื่นได้ แต่มาสร้างความทุกข์ให้เราต้องแบกรับไว้คนเดียว

แต่ในทางปฏิบัติมันก็ไม่ได้สวยหรูอย่างที่พูดอย่างนี้ มันมีช่วงของการบาลานซ์ แต่มันก็มีบางช่วงที่ต้องผิดใจกับคนที่บ้านบ้าง แต่ว่าก็ต้องรักษาทางนี้ไว้ก่อน พอทางนี้ได้แล้วก็ต้องมาเยียวยาทางบ้าน หรือกลุ่มอีกหลายๆ กลุ่ม มันก็คือการ manage ในเรื่องของเวลาอารมณ์ความรู้สึกกับความรับผิดชอบ เรื่องเหล่านี้จะบอกให้มีความสมดุลมันก็เป็นไปได้ยาก มันแล้วแต่สถาการณ์ ทางนี้อาจจะต้องใช้เรื่องความรับผิดชอบเยอะหน่อย เรื่องอะไรอื่นน้อยลงไปนิดนึงอะไรประมาณนี้ พยายามรักษาไว้ ไม่ต้อง มัชชิมาปะฏิปทาน เพราะมันเป็นเรื่องที่ยากที่สุด คนเป็นนักการเมืองต้อง sensitive มีความละเอียดอ่อนใส่ใจ จริงๆ แล้วถ้าเราได้เทคนิคตรงนี้แล้ว เราจะนำมาปรับใช้อะไรก็ได้กับชีวิต ไม่ว่าจะเป็นชีวิตครอบครัวชีวิตส่วนตัวก็ได้ แต่อย่างที่บอกว่าต้องเป็นคนวิเคราะห์สถานการณ์ วิเคราะห์ตัวเองตลอดเวลา อย่าคิดว่าดีแล้วต้องมานั่งวิเคราะห์แล้วแก้ไข อย่าปล่อยอะไรผ่านเลยไปแล้วช่างมัน เอาความผิดพลาดนั้นมาเรียนรู้แล้วมาปรับ

ความสำเร็จที่มาจากครอบครัวที่แข็งแรง

อันนี้มีส่วนมากอ้อก็ศึกษาหลายๆ เคสเหมือนกัน ว่าทำไมคนนี้เป็นแบบนั้น คนนั้นไปทางนี้ ทำไมเด็กคนนี้อยู่ในสภาพแวดล้อมอย่างนี้แล้วเป็นแบบนั้นได้ ก็คิดแล้วว่า 80% ขึ้นอยู่ที่เสาเอกของความรักในครอบครัวกับความเข้าใจที่พ่อแม่ให้ลูกตั้งแต่เด็กๆ ส่วนแรกเลยคิดว่า ไม่ว่าเขาจะออกไปทำอะไร ไปลองไปคบเพื่อนอะไรก็แล้วแต่ เมื่อลูกหันกลับมาทุกครั้งและทุกเรื่องก็ต้องคุยกับลูกได้ คำว่าลูกต้องมาก่อนอยู่ในช่วงลูกเกิดจนกระทั้งลูก 20 ปีเลยด้วยซ้ำ 20 ปีของการเป็นพ่อคนแม่คนคุณต้องทุ่มได้เพื่อลูก ถ้าคุณบอกว่ามีทรัพย์สมบัติให้ลูกหลายสิบล้านร้อยล้านในธนาคาร มันไม่มีความสำคัญเลยค่ะ ถ้าเราไม่ได้ให้ความรักและแนวทางที่ถูกต้องแก่เขา อ้อว่าการให้เขาไปลองผิดลองถูกข้างนอกเอง อ้อว่ามันเป็นความรักที่ผิดทาง ครอบครัวก็ถือเป็นส่วนหนึ่งแต่เด็กๆ ก็ต้องผ่านชีวิตวัยเรียน โรงเรียนก็มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นโรงเรียนกับที่บ้านต้องร่วมมือกันช่วยเด็กให้เขาเติบโตขึ้นมา แต่ว่าคนที่ต้องเซ็นซิทีฟหน่อยก็จะต้องเป็นพ่อแม่

การศึกษาที่ได้ประยุกต์ใช้ในการเมือง

พอเราจบมาไม่ว่าจะเป็นปริญญาตรี โท เอก อ้อเชื่อว่าทุกคนไฟแรง เข้าไปในองค์กรแต่ละองค์กรมันย่อมมีวัฒนธรรมองค์กรอยู่ซึ่งแตกต่างกัน เพราะฉะนั้นเวลาเข้าไปคุณเก็บความรู้คุณไว้ก่อน เรียนรู้องค์กรก่อน ถ้าคุณจะทำงานในองค์กรที่มีสิบคนขึ้นไป คุณต้องรู้ก่อน เป็นทิศทาง มันเป็นเรื่องสำคัญ เรื่อง Human Relationship โดยเฉพาะเรื่องผู้หญิงที่คนนั้นไม่ชอบคนนี้ในวงการเมืองก็มี มันเป็นเรื่องวัฒนธรรมองค์กรที่ต้องเรียนรู้ ว่าการประสานงานในองค์กรเป็นยังไง ลู่ทางเป็นยังไง การส่งสารรับสารในองค์กรมันเป็นยังไง พอได้จังหวะคุณก็เอาความรู้ของคุณออกมา ที่สำคัญคืออย่างท้อเสียก่อน คุณสามารถลับความรู้คุณได้ตลอด จังหวะในชีวิตของแต่ละคนต่างกัน ที่จะได้โชว์ความรู้ว่าเราทำได้ ก็ลับความคมของตัวเองไปเลยเช่นการอ่านหนังสือ กับการคุยกับคนกับผู้ใหญ่ คุยกันไปในโทนเดียวกันได้เพื่อในการส่งข้อมูล เรามีพลังที่จะมาสนับสนุนเราได้ ให้ยอมรับในความคิดเห็นของเรา แต่ว่าประเภทหัวเดียวกระเทียมลีบนี่ยาก นี่เป็นความจริงของคนในโลกนี้ไม่ใช่แค่การเมือง ในบ้านก็คือการเมืองเช่นคุณจะล็อบบี้คนในบ้านยังไงให้เห็นด้วย

เป้าหมายในชีวิต

เราก็ไม่ใช่คนที่ทะเยอทะยานมาก ถ้าวันนี้ดีมันจะนำวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่ามา ถ้าเราทำวันนี้แค่ขอไปที เลื่อนไปเรื่อยๆ เราก็จะท้อ แต่ถ้าเราชนกับมันเราจะรู้ว่าเรามีพลังที่จะก้าวต่อไป เราสู้วันนี้ก่อนและก็สู้ทุกวัน ทำวันนี้ให้ดีที่สุดแต่ไม่ใช่ว่าไม่คิดถึงวันข้างหน้า ความฝันของอ้อในวันนั้นกับวันนี้ต่างกัน วันนั้นแค่ฝันว่าอยากเป็นอะไรบางอย่างในประเทศไทยในสังคมนี้ เราอยากให้คนอื่นรู้ว่าเรามีคุณค่ามีประโยชน์ต่อส่วนรวม แต่อ้อว่าวันนี้อ้อได้ตรงนั้นแล้ว คือเป็นคนที่ชอบมองอะไรไปไกลๆ มองไปว่าเราสามารถช่วยเหลือใครได้บ้าง แต่วันนั้นก็ไม่คิดอะไรนะคะว่าจะมาเป็นนักการเมือง ความประทับใจตอนเด็กๆ เราไม่ชอบนักการเมือง เวลาเราดูเขาในสภาเราคิดว่าทำไมเขาต้องยืนให้คนอื่นพูดถึงเราในเรื่องนั้นเรื่องนี้ เราไม่ชอบไปว่าใครและไม่ชอบให้ใครมาว่าเรา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ว่าไม่ชอบมากนะคะ แต่ไม่เคยคิดว่าตัวเองต้องมาเป็นนักการเมือง

 

 

 

Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618