แม้ว่าในอดีตประสบการณ์ในด้านการทำรายการโทรทัศน์จะยังไม่มี แต่อิสรา สุนทรวัฒน์ ก็กล้าที่จะทำตามความฝันของคุณพ่อ แสงชัย สุนทรวัฒน์ ในการผลิตรายการโทรทัศน์สอนภาษาอังกฤษที่มีคุณภาพอย่างฟุต ฟิต ฟอ ไฟ ตอนนี้ นอกจาก จะเป็นบุคคลที่ได้รับการยอมรับในฐานะพิธีกรแล้ว ก็ยังเป็น ที่ยอมรับในฐานะ คอลัมนิสต์ วิทยากร และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอีกด้วย
ประวัติการศึกษา
ผมเกิดที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา จนอายุ 12 ปี ก็กลับมาเรียนมัธยมปลายที่โรงเรียนนานาชาติร่วมฤดี ส่วนปริญญาตรีเรียนที่มหาวิทยาลัยมหิดล ภาคอินเตอร์ หลังจากนั้นผมก็บวชพรรษาหนึ่งที่วัดบวรนิเวศฯ พอสึกแล้วผมก็กลับไปเรียนต่อปริญญาโท ที่สหรัฐอเมริกา ตอนแรกตั้งใจจะเรียน MBA แต่ก็ทำเลขไม่ไหว อุตส่าห์ลอกแล้วลอกอีกก็ยังทำไม่ได้ ก็ยอมรับตัวเอง
ผมได้เรียนปริญญาโทที่ University of Hardward สาขานิเทศศาสตร์ด้านการเมือง เป็นวิชาที่สอนวิธีการหาเสียงอะไรต่ออะไร ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นนักการเมือง ช่วงนั้นก็ไปๆ มาๆ ตลอด พอคุณพ่อเสียชีวิตเลยกลับมาอยู่เมืองไทย แล้วก็เลยเรียนปริญญาโทต่อที่จุฬาฯ คณะอักษรศาสตร์ และตอนนี้เรียนปริญญาเอก อยู่ที่นิด้า คณะรัฐประศาสนศาสตร์ครับ
ชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม
พอคุณพ่อเสียทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป ทำให้ผมเห็นอีกด้านหนึ่งของสังคมไทย ก่อนหน้านั้นผมมีชีวิตที่ไม่ถึงกับสบาย หรู นอนตีพุง แต่ก็ไม่ได้มีกังวลอะไรทั้งสิ้น ถือว่าอนาคตก็คงจะสดใส โดยที่ไม่ต้องทำงานหนักมากๆ ตอนนั้นคิดว่าเราก็คงจะไปในทางของลูกนักการเมืองด้วยซ้ำ อาจจะสะดวกขึ้นในทางการเมืองต่อไป ผมเห็นสังคมในด้านที่หลายคนอาจไม่ค่อยเห็น หรือไม่พูดสักเท่าไร ในยามวิกฤตอย่างนั้นทำให้ผมเห็นได้ชัดว่า หลายคนที่เคยเสนอหน้า เสนออะไรต่อมิอะไร พอคุณพ่อไม่อยู่ปั๊บ ก็แสดงความเสียใจตามมารยาท แต่พอถึงเวลาทิ้งเหมือนหมา ทำให้เห็นหลายอย่าง ทำให้เห็นหลายคน ทำให้ผมกับคุณแม่ต้องเข้มแข็งต่อไป เดินต่อไป เพราะเหมือนกับเหลือแต่เราสองคน แต่อีกด้านหนึ่งก็เห็นเพื่อนแท้ และก็เห็นเพื่อนตายจริงๆ เห็นว่าใครที่จริงใจกับเรา ก็วัดในช่วงนี้จะเห็นได้ชัด ซึ่งไม่ได้แก้แค้น ไม่ได้อะไรทั้งสิ้น นี่คือสภาพความเป็นจริงของสังคมไทยเรา ประจบสอพลอ เลียแข้งเลียขาตลอดชีวิตไป ถึงแม้จะได้ดีไมได้ดี แต่เรารู้ในใจว่าใครคือใคร ถ้าคุณพ่อยังมีชีวิตอยู่ ผมอาจจะยังไม่เห็นกับตาตัวเองโดยตรง เราต้องพึ่งความสามารถของตัวเอง สู้ต่อไปด้วยตนเอง เส้นทางเดินชีวิต ที่เหมือนเป็นถนนที่ราบเรียบเป็นทางด่วนด้วยซ้ำ
บริษัท ส . วัชราชัย จำกัด
บริษัท ส . วัชราชัย จำกัด ก่อนตั้งขึ้นมาจากความคิดที่ตรงกันของทีมงานและคุณแม่ และที่สำคัญเป็นความใฝ่ฝันของคุณพ่อที่ผมจะต้องสืบสานเจตนารมณ์ต่อ คิดว่าเราทำได้ ถือเป็นครั้งแรกที่ทำงาน แม้ประสบการณ์เกี่ยวกับโทรทัศน์ผมจะไม่มี แล้วยังต้องมานั่งอยู่ในตำแหน่งสูงสุด ซึ่งก็สร้างความหนักใจให้ผมไม่น้อย
ฟุต ฟิต ฟอ ไฟ
พอคุณพ่อเสีย สิ่งแรกที่พวกเราพูดกันคือ อยากให้ฟุต ฟิต ฟอ ไฟ เป็นอนุสรณ์ให้พ่อ อยากให้ความใฝ่ฝันของคุณพ่อเป็นเรื่องจริงให้ได้ ความใฝ่ฝันของคุณพ่อก็คือ อยากให้คอลัมน์ฟุต ฟิต ฟอ ไฟที่เขียนลงในไทยรัฐ และเดลินิวส์เป็นเวลา 12 ปีเต็มๆ ให้เป็นรายการโทรทัศน์ให้ได้ ในปี 2536 ก็เกือบจะเป็นความจริง ก็คือคุณพ่อจะเป็นพิธีกรเองในรายการนี้ ถ่ายเดโมมาแล้ว 3-4 ตอนได้ออกอากาศ ช่อง 3 แต่บังเอิญได้รับตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการ
อสมท . ก็เลยไม่ได้ทำขึ้นมา พอคุณพ่อเสียก็เลยคุยกันว่า เราทำให้ความใฝ่ฝันของพ่อเป็นจริงดีกว่า ไม่ใช่เพื่อให้คนระลึกถึงพ่อ แต่อย่างน้อยในฐานะเป็นลูก มองหาใครเป็นพิธีกร ใครๆ ก็บอกว่าลูกต้องทำ ผมก็กลัวซิไม่เคยมีประสบการณ์ ก็เพื่อพ่อก็ต้องทำ ก็ต้องหาพิธีกรคู่ ทำคนเดียวก็ไม่ได้ รายการนี้จริงๆ แล้วก็ต้องบอกว่าเป็นอนุสรณ์ให้คุณพ่อจริงๆ ในไตเติ้ลก็ยังเขียนว่า ฟุต ฟิต ฟอ ไฟกับแสงชัย สุนทรวัฒน์ ตลอดไป และวัตถุประสงค์ของฟุต ฟิต ฟอ ไฟทั้งคอลัมน์และรายการ คือ ไม่ใช่ a ant มด แต่สอนภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆ คอลัมน์นี้มาจากประสบการณ์บ้าง ชีวิตประจำวันบ้าง เป็นแสลงจริงๆ ก็เพื่อจะให้คนไทยเราด่าฝรั่งได้ หรืออย่างน้อยฟังคำด่าจากฝรั่งเป็น ฟังออก ทำรายการ 4 ปีเต็ม ตอนนี้ปีที่ 8 แล้ว
ปัญหาและอุปสรรค
ผมคิดว่าปัญหาและอุปสรรคไม่ได้เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้กำลังการทำงานลดน้อยลง แต่มันกลับเป็นแรงผลักดันที่ช่วยให้ผมก้าวไปข้างหน้าได้อย่างกล้าแกร่งและมั่นคงขึ้น เวลาที่เกิดอาการท้อแท้ สิ่งที่ผมยืดถือมาตลอดเวลาก็คือ ต้องมีสติ ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่ดี เป็นครูของเรา ใช้อารมณ์อย่างเดียวไม่มีทาง แต่ถ้าใช้การวิเคราะห์จะสามารถหาทางออกได้ จะช้าหรือเร็วก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และความสุขอย่างเพียงพอของเรา บางครั้งต้องถอย 2 ก้าว เพื่อที่จะวิ่งในวันข้างหน้า เพราะประสบการณ์ผมน้อย เวลาผมท้อ ผมจะอ่านเรื่องของ ร .5 แล้วจะทำให้ผมมีแรง มีกำลังขึ้น
การเข้ามาเป็นหนึ่งในพรรคการเมือง
ผมสนใจเรื่องการเมืองตอนหลังพฤษภาทมิฬ เพราะผมคิดว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คนเห็นคุณค่าของระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น มีอิสระในความคิดและการดำรงชีวิตต่อไป ผมรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรม แต่ผมก็ไม่ได้ออกไปประท้วงผมเริ่มอินตอนที่พรรคพวกคุณพ่อคุยเรื่องการเมือง และคิดว่าคุณพ่อคงเล่นการเมืองแน่ๆ ผมก็คิดว่าจะเป็นหนึ่งในทีมงานด้วย
ส่วนสาเหตุที่ผมตัดสินใจเข้าร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะคุณอภิสิทธิ์บอกว่าจะให้ผมลงแทน อันนี้เป็นเหตุผลเดียวที่ผมมาเข้าพรรค ผมมีความรู้สึกว่าเป็นเงื่อนไขที่ให้เกียรติผมมากที่สุด แม้ในตามทฤษฎีเขาบอกว่า ขึ้นรายชื่อพรรคไม่ต้องสนใจ ไม่ต้องห่วงเขตพื้นที่ แต่เป็นเขตพื้นที่เดิมของเขา เราต้องรักษาให้ได้ ผมรู้สึกว่าเขาเห็นผมใช้ได้ ก็เลยรู้สึกว่าเอาแบบนี้ดีกว่า ผมอยู่ตรงนี้ แล้วก็บอกกับพรรคอื่น พรรคอื่นก็พยายามจะตื้อบอกว่ากระแสของพรรคประชาธิปัตย์ลง อย่าฆ่าตัวตาย พวกเราขึ้น อย่าทำอย่างนี้เด็ดขาด บอกว่าไม่ได้ครับ ก็เข้ามาในพรรค
เสียงจากครอบครัว
คุณแม่ก็เป็นห่วง เราก็ต้องฟังหลายทางเหมือนกัน ต้องคิดว่าถ้าเผื่อสอบตกขึ้นมา มีอะไรรองรับไหม จะว่าเห็นแก่ตัวก็ว่า แต่มันก็ต้องคิดถึงตัวเราด้วยเหมือนกัน ในฐานะที่คุณอภิสิทธิ์อยู่ตรงนี้เราก็ไม่ถึงกับสนิทสนม ณ ตอนนั้น แต่อย่างน้อยก็คือมีความรู้สึกว่าถ้ามีอะไรจะพูด พูดกับเขาก็ได้ในฐานะที่อายุห่างกันไม่มาก ซึ่งอาจจะเข้าใจความรู้สึกของผมบ้าง ผมก็เลยขอปรึกษาในฐานะเป็นพี่เป็นน้อง คุณอภิสิทธิ์ก็บอกว่านั่นเป็นปัญหาของคุณที่ต้องค้นคว้าหาคำตอบด้วยตัวของคุณเองว่าถ้าวันนี้ไม่พร้อม จะรู้ได้อย่างไรว่าอีก 4 ปีจะพร้อม คำว่าพร้อมคือตรงไหน ในใจผมก็คือ เอาก็เอา สู้ก็สู้ต้องดู เราก็พร้อมในระดับหนึ่ง เราสู้ได้
เหตุผลในการเข้ามาทำงานการเมือง
อยากจะมาทำงานรับใช้แผ่นดิน เป็นคำพูดทั่วไปใครๆ ก็พูดได้ ผมมองดูว่านี่คือโอกาสสำหรับคนๆ หนึ่งที่จะมีบทบาททำให้สังคมดีขึ้นก็ได้ คือ อาจจะเป็นคำพูดที่แตกต่างไปกว่าหรืออาจจะเป็นแค่เปลี่ยนคำพูดจากทำงานเพื่อประเทศชาติ แต่ผมมีความรู้สึกว่า ทุกคนในสังคมนี้ก็คืออยากจะทำอะไรเพื่อสังคม หรือส่วนใหญ่อยากจะทำงานเพื่อสังคม นอกเหนือทำงานเพื่อตัวเองก่อน แต่โอกาสมันไม่มี นี่คือโอกาสสำหรับคนๆ หนึ่งที่เคยคิดเหมือนกัน แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เคยคิดว่าเมื่อโอกาสมีที่จะเป็น สส . ที่จะพิจารณากฎหมาย เรารีบคว้าโอกาสดีกว่า ผมว่ามันคือโอกาสที่จะทำงานให้แผ่นดิน
ผมมองดูสังคมตามโลกความเป็นจริงด้วย ครั้งแรกที่เข้ามา ผมอยากจะเปลี่ยนแปลงทุกอย่าง อยากจะให้ทุกคนมีความสุข อยากให้ทุกคนมีเงินมีทอง ชีวิตที่ดีกว่า ถึงผมจะมีนโยบายที่สวยหรูแค่ไหน เป็นประโยชน์แค่ไหน ถ้าประชาชนไม่สนใจก็ไม่มีประโยชน์อะไร ผมไม่ได้หาเสียงเหมือนคนอื่น คือ สัญญาทุกอย่างที่อยู่ใต้ฟ้า แต่เราจะต้องให้เขารู้ความเป็นจริง ต้องเข้าใจปัญหาที่แท้จริง เพราะผมมีแนวปรัชญาหนึ่งในชีวิตว่า ในการทีเป็นผู้นำที่ดีในระดับไหนก็แล้วแต่ ผู้นำคนนี้ต้องเห็นโลกตามที่เป็นอยู่ ต้องเห็นโลกตามความเป็นจริง ไม่ควรจะเห็นโลกอย่างที่อยากให้เป็น เพราะถ้าอยากเห็นโลกอย่างที่ให้เป็นจะเกิดความท้อ และมันจะเกิดความดื้อ และมันคือเป็นการหลอกตัวเอง แต่ถ้าเราเห็นตามที่เป็นอยู่จริงๆ เราสามารถยอมรับสิ่งเหล่านั้นและเริ่มแก้ไข หรือเริ่มไปในทางที่แก้ไขได้ สิ่งที่ผมพยายามจะทำในเขตพื้นที่ตลอดตั้งแต่หาเสียงจนถึงวันนี้ คือ การให้ความรู้แก่คนมากที่สุดเท่าทีเป็นไปได้ แล้วก็ให้เขารู้ว่าความรู้ ไม่ใช่การศึกษานะ คนที่มีการศึกษาสูงก็อาจเป็นคนที่โง่ที่สุดในสังคมก็ได้ คนที่ฉลาดคือคนที่มีความรู้และใช้ความรู้เป็น
สี่ปีที่ผ่านมากับผลงานของเรา
ถูกต้องหรือไม่ ผมไม่รู้ ถูกใจหรือไม่ผมไม่รู้ อะไรเป็นตัววัดผมก็ไม่ทราบ แต่ผมพยายามทำให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในกำลังและพลังจิต กับพลังสมองที่ผมมี ถ้าเราพร้อมจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง และมีโอกาสเราควรที่จะทำเต็มที่ เพราะถ้าเราไม่ทำ ในอนาคตเวลาเรามองย้อนกลับมาผมจะรู้สึกว่าทำไมเราไม่ทำอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนั้น แล้วจะเกิดความเสียดาย ถ้าเราพลาดก็เป็นความจริงที่เรายอมรับได้ มันมีความภาคภูมิใจว่าเราทำแล้วนะ พยายามแล้วนะ ความเสียใจมันเกิดแน่แต่ไม่เกิดความเสียดาย มันเป็นความรู้สึกที่แย่มากกว่าการตายด้วยซ้ำ ผมยอมตายมากกว่าเสียดาย งานทุกชิ้นที่ผมทำพยายามทำให้ดีที่สุด คนอื่นว่าดีไม่ดีไม่รู้ เพราะมากคนก็มากความคิด ถ้าผมรู้สึกว่าถูกต้อง ถูกใจ ทำไปเถอะ แล้วค่อยว่ากันว่าผลจะเป็นอย่างไร
|