Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     
ตัวตนหลายบทบาท ของ จักรภพ เพ็ญแข

โฆษกรัฐบาล นักวิเคราะห์ข่าว อาจารย์มหาวิทยาลัย นักเขียน
 
 


ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายนักสำหรับคนสวมหมวกหลายใบ ทำงานหลายบทบาท จะสามารถรักษาสมดุลในทุกบทบาทเพื่อยืนหยัดอยู่ได้อย่างสง่างาม ดำรงเสถียรภาพอยู่บนความไม่เสถียรอันแวดล้อมด้วยปัจจัยร้อยแปด ครองสภาพจิตใจให้เป็นอิสระอยู่เหนือพันธนาการแห่งภารกิจที่ดูจะมากล้นพ้นตัว แต่คนหนุ่มอย่างจักรภพ เพ็ญแข ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่มีสิ่งใดยากเกินกว่าความตั้งใจ ในวันนี้ สังคมไทยจึงได้รู้จักตัวตนบางส่วนของเขาในหลายสถานภาพ ทั้งโฆษกรัฐบาล สื่อมวลชน นักวิชาการ นักวิเคราะห์ นักเขียน และต้องยอมรับว่าเขาคนนี้สามารถรักษาความเป็นเลิศในแต่ละบทบาทได้อย่างน่าทึ่ง

ความฝันและเส้นทางชีวิต
จักรภพ เพ็ญแข จบปริญญาตรีคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มทำงานครั้งแรกกับเครือเจริญโภคภัณฑ์อยู่ระยะหนึ่ง แล้วลาออกไปเข้ารับราชการเป็นนักการทูต กรมสารนิเทศ กระทรวงต่างประเทศ ขณะที่ทำงานสอบชิงทุนได้ไปเรียนสหรัฐอเมริกา สาขาเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศกับนโยบายต่างประเทศ เข้าเรียนปริญญาเอกต่อที่มหาวิทยาลัยจอห์นฮ็อบกิ้น เมื่อเรียนจบกลับมาทำงานราชการ จักรภพ เพ็ญแขได้ใช้เวลาเลิกงานและวันเสาร์อาทิตย์ทำงานด้านสื่อมวลชน และประสบความสำเร็จจนเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ประกอบกับความรักในงานด้านสื่อสารมวลชน จึงตัดสินใจลาออกจากราชการมาตั้งบริษัท"มาลาการ" รับผลิตรายการโทรทัศน์ นอกจากนี้จักรภพ เพ็ญแขยังเป็นเจ้าของผลงานเขียนหนังสือขอบฟ้าที่ตาเห็น ยิ้มเป็นตาหยี และเป็นพิธีกรรายการเวลาโลกทางช่อง 9

จากสื่อมวลชนอิสระสู่ตำแหน่งโฆษกรัฐบาล
ผมมีโอกาสขึ้นเวทีอภิปรายร่วมกับ นาวาอากาศตรี ศิธา ทิวารี ซึ่งเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอยู่ตอนนั้น เวทีนั้นผมขึ้นไปอภิปรายการทำงานของรัฐบาล แม้การขึ้นเวทีครั้งนั้นของผมเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ก็ตาม แต่เมื่อลงมาจากเวทีเรารู้สึกว่าเราสามารถเชื่อโยงถึงกันได้ก็เลยรู้จักกัน พอผ่านมาได้ประมาณครึ่งปี คุณศิธาก็โทรศัพท์มาเสนอกับผมว่าอยากเข้ามาช่วยทำงานกับรัฐบาลหรือไม่ โดยส่วนตัวผมแล้วรู้สึกว่ามันเป็นประสบการณ์ แต่อยากทราบว่าจะให้เขาไปช่วยในส่วนไหนอย่างไร เราก็คุยกันหลายตำแหน่ง สุดท้ายมาลงตัวที่ตำแหน่งโฆษกรัฐบาลซึ่งเป็นตำแหน่งของคุณศิธาเอง โดยคุณศิธาย้ายไปดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ไม่นานผมก็ตอบกลับไปภายใน 1 ชั่วโมงว่าตกลง จากนั้นก็บอกคุณพ่อคุณแม่ เพื่อนฝูง บางคนก็เห็นด้วยเพราะถือว่าเป็นโอกาสของชีวิต บางคนก็ไม่เห็นด้วยเนื่องจากต่อไปนี้จะถูกหมายหัวว่าไม่เป็นกลางทางการเมืองเนื่องจากแต่ก่อนทำสื่อก็สามารถเป็นกลางได้มาก สามารถให้ความเห็นได้อย่างเต็มที่ คือก็มีทั้งสองแง่ที่สะท้อนกลับมา แต่เราคิดว่าการตัดสินใจได้เกิดขึ้นแล้วจึงเข้ามารับทำงานในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

หน้าที่หลักในตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
หน้าที่หลักของผมมีอยู่ 2-3 เรื่องใหญ่ๆ อย่างแรกคือเป็นผู้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ เช่นการแถลงข่าวประจำสัปดาห์หลังจากประชุมคณะรัฐมนตรี การแถลงข่าวเฉพาะกิจเวลามีเหตุการณ์อะไรๆที่สำคัญเกิดขึ้น หรือแถลงข่าวในยามที่ผู้สื่อข่าวเรียกร้องต้องการทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งก่อนจะมาถึงการแถลงข่าวก็ต้องรวมถึงขั้นตอนก่อนหน้าที่จะได้ข่าวมาด้วยว่ามาจากทางใดบ้าง จะมีวิธีตรวจสอบความถูกต้องอย่างไรบ้าง เราจะทำให้ข่าวนั้นทันเวลาได้อย่างไร เราจะตอบคำถามกับสื่อมวลชนอย่างไร หลักใหญ่ก็คือเราจะบริหารเวลาและข้อมูลอย่างไร เพราะอะไรที่ออกจากปากโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้นถือว่าเป็นทางการ เช่นข่าวที่สื่อมวลชนได้ยินมานั้นเป็นเพียงข่าวลือหรือได้รับการยืนยันเราต้องตอบให้ได้ หรือเรามีความเห็นต่อเรื่องนั้นเรื่องนี้อย่างไร
ส่วนเรื่องที่สองคือเป็นผู้วางแผนด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาล เปรียบได้กับเป็นสำนักการสื่อสารทางการเมือง เช่นรัฐบาลอาจมีความคิดริเริ่มอะไรใหม่ๆ เราจะทำอย่างไรให้ประชาชนและสื่อมวลชนเกิดความสนใจ ให้ความสำคัญและสนับสนุนรัฐบาล เราต้องวางแผนเพื่อจะสื่อสารออกไป
เรื่องที่สามก็คือ ทำความเข้าใจนายกรัฐมนตรี เพราะท่านนายกเองไม่มีเวลาพอที่จะสั่งงานโฆษกโดยตรง ฉะนั้นเราต้องคอยติดตามนายก และสังเกตเอาเองว่า เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง ท่านนายกและคณะรัฐมนตรีมีจุดยืนต่อเรื่องดังกล่าวอย่างไร

ข้อได้เปรียบจากการรับรู้เรื่องราวภายนอกจากข่าวสารต่างประเทศ
การติดตามข่าวสารต่างประเทศมากๆทำให้ตระหนักในความจริงทางพุทธศาสนา ได้เห็นอนิจจังในทุกๆสิ่ง ได้เห็นการเกิดและเสื่อม ที่คิดอย่างนี้ไม่ใช่เพราะว่าปลงได้แล้ว แต่เพราะมันมีหลักคิดขึ้นมาในใจว่ามันทำให้มีจุดจบของเรื่องบางเรื่อง คนที่ไม่ศึกษาหลักการในความปลง จะพบว่าเรื่องบางเรื่องมันไม่เคยจบในใจตัวเองสักที มันยังแค้น ยังโกรธ ยังเร่าร้อน ผลจากการติดตามข่าวสาต่างประเทศคือความปลงทำให้รู้สึกเป็นอิสระมาก บอกได้เลยในชีวิตนี้สามารถจะเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรเลยก็ได้

การแบ่งเวลาทำงานหลายอย่าง ทั้งงานในฐานะโฆษกรัฐบาล งานพิธีกร อาจารย์ นักเขียน นักธุรกิจ
ผมว่าเรามีเวลาทำทุกอย่างได้ที่เราชอบที่เรารัก กุญแจสำคัญคือคุณเจอในสิ่งที่คุณชอบหรือเปล่าเมื่อคุณรักมันคุณก็จะมีเวลาให้กับมันเอง คือเราสามารถทำในสิ่งนั้นแม้เป็นเวลาที่คนเขาไม่ทำกัน แต่ถ้าชอบหลายอย่างรับงานอะไรหลายๆอย่างเข้ามาพร้อมกันแน่นอนว่ามันอาจกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงานได้เหมือนกัน แต่เราต้องวางแผนให้ดี อย่างผมวางแผนตัวอย่างละเอียดยิบเลยทีเดียว คือแทบจะทุกนาทีทุกชั่วโมง กระนั้นก็ตามก็ยังมีผลกระทบหรือเหตุแทรกซ้อนได้เช่นกัน ยกตัวอย่างตอนที่เราเกิดขี้เกียจขึ้นมา หรือว่าเราอยากจะคุยกับผู้หญิงคนนี้สักหน่อย มันก็จะไปกระทบกับเวลาที่เราแบ่งไว้ได้ นอกจากที่เราต้องบริหารเวลาแล้วเราต้องรู้จักบริหารอารมณ์ตัวเองด้วย

มุมมองอนาคตทางการเมือง
ผมไม่ปฏิเสธอะไรทั้งนั้น แต่ว่าจะถามว่ามีแผนทางการเมืองที่จะก้าวไปสู่อำนาจทางการเมืองที่ใหญ่ไปมากกว่านี้หรือไม่นั้นผมยังไม่มีแผน เพียงแต่ผมไม่ปิดประตูไหนสักบานในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทางธุรกิจ การเมือง หรือวิชาการ หรือแม้กระทั่งหลบกลับเข้าไปในโลกส่วนตัว ผมไม่ปิดทางไหนทั้งสิ้น และผมมีแนวโน้มที่จะทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน ซึ่งจริงๆแล้วทำไม่ได้ตลอดไปหรอก ผมคิดว่าถ้าผมพ้นตำแหน่งโฆษกสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น เรื่องสมมุตินะ บทบาทสื่อมันก็เริ่มจะขัดแล้ว โฆษกมันยังดูใกล้อยู่ก็พอกล้อมแกล้ม

การใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความคาดหวังมากมาย
มันเป็นหน้าที่ ทนร้อนไม่ได้ก็อย่าเข้าครัว ทนคำวิจารณ์ไม่ได้ก็อย่าเป็นสื่อ ทนความคิดของประชาชนไม่ได้อย่าแสวงหาอำนาจรัฐ เพราะมันมาด้วยกัน ผมดีใจมากที่ประเทศไทยมีประชาธิปไตยในยุคนายกฯทักษิณ เพราะเป็นผลดีต่อรัฐบาล การวิจารณ์โจมตีกันแรงๆเป็นการเปิดโอกาสให้ได้ระบายอารมณ์ ถ้าหากนายกฯทักษิณมาในช่วงที่ประชาชนไม่กล้าแสดงออกถึงจุดยืนของตัวเอง มันอาจจะระเบิดออกมาด้วยสไตล์การทำงานแบบนี้ก็ได้ การที่เรามีคนอย่างคุณธีรยุทธ บุญมี หมอประเวศ วะสี ออกมาวิจารณ์ มันเป็นการลดความกดดัน ผมจึงเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี ยิ่งมีคนวิจารณ์รัฐบาลเท่าไรยิ่งไม่เกิด 14 ตุลา เพราะ 14 ตุลา เกิดจากการขาดโอกาสในการวิจารณ์ ซึ่งตัวคุณธีรยุทธเองก็เป็นคนหนึ่งที่ทำให้เกิดขึ้น อย่างตอนนี้ผมพูดอะไรต้องระวัง ผมจะทำตามใจตัวเองเหมือนตอนอยู่บริษัทไม่ได้แล้ว เพราะผมพูดอะไรแล้วไปกระทบใครต่อใคร ในที่สุดมันก็กลายเป็นเกมเอง โฆษกเป็นเกมอย่างยิ่ง ทั้งๆที่เนื้อหาเป็นการรักษาระบอบประชาธิปไตยโดยตรง

ปัญหาหรือความหนักใจในการทำงาน
มันมีความต่างกันโดยสิ้นเชิง คือตอนที่เราเป็นสื่อมวลชนนั้นเราทำหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์นโยบายว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรและมันจะดำเนินไปอย่างไร เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเครดิตทางการเมือง เมื่อเราวิพากษ์วิจารณ์ไปทางซ้ายหรือขวาไม่ต้องคำนึงว่าใครจะได้หรือเสียเราทำหน้าที่ตรงนั้น แต่เมื่อมาเป็นโฆษกรัฐมนตรีแล้วเราต้องทำหน้าที่อีกอย่างหนึ่งคือ เรามาตัวเป็นกลางมาทำตัวเป็นสื่อมวลชนอิสระไม่ได้ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีนั้น อยู่ฝ่ายนายกรัฐมนตรีอยู่ฝ่ายรัฐบาล ฉะนั้นจึงมีหน้าที่สื่อสารให้รัฐบาลได้รับความเข้าใจและความเห็นชอบจากประชาชนให้ดีที่สุดเท่าที่โฆษกสามารถทำได้ ความแตกต่างจึงอยู่ที่ภารกิจ
เรื่องที่สองคือ ความแตกต่างเรื่องวิถีชีวิตการเป็นสื่อมวลชน เราอยู่รอบนอก ทำหน้าที่เป็นผู้รุกเข้าไปในวง แต่การเป็นโฆษกนั้นอยู่วงใน มีหน้าที่รอรับการรุกเข้ามาจากภายนอก มันเป็นการทำงานที่แตกต่างกัน

สิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ความไม่เป็นธรรม ถ้ารู้สึกว่าตัวเองได้รับการตัดสินอย่างไม่เป็นธรรมจะโกรธมาก และจะหาทางสู้ทุกวิถีทาง แต่เรื่องอื่นๆมักจะไม่ค่อยโกรธเท่าไหร่ อย่างเรื่องที่สื่อมวลชนมาสรุปเราว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ทีแรกก็โกรธ แต่เมื่อกลับมาทำความเข้าใจจึงพบว่า มันคือหน้าที่ของเขา เขาไม่มีหน้าที่หาข้อเท็จแล้วจึงค่อยนำเสนอ เขามีหน้าที่ในการวิจารณ์ เขาจึงต้องวิจารณ์เราก็พยายามทำความเข้าใจ

หลักปรัชญาที่มีอิทธิพลต่อความคิด
คงเป็นท่านพุทธทาส ผมเชื่อในหลักการที่ว่าด้วยความไม่มีตัวตน พุทธศาสนามีจุดประสงค์ไปสู่ความดับทุกข์ และความดับทุกข์คือการดับตัวตน แต่เชื่อแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำได้ เพราะผมก็ยังมีอัตตา มีกิเลส ตัณหา เยอะแยะบริบูรณ์ แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าวันหนึ่งเราอยากเป็นแบบนั้น ผมอ่านท่านพุทธทาสด้วยรู้สึกว่าความเป็นเนื้อใน ผมเคยไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์สมัยอยู่รัฐศาสตร์ปีหนึ่ง หลังจากนั้นมาชีวิตก็ไม่เหมือนเดิม มีความรู้สึกว่าไม่ต้องไปวัดบ่อยๆ ไม่ต้องบวชก็ได้ ตราบใดที่เราอยู่กับธรรมะ ก็เคยคิดเหมือนกันว่าจะบวช แต่มาเป็นโฆษกเสียก่อนเลยบวชไม่ได้ เวลาไม่อำนวย ตั้งใจไว้ว่ามีเวลาเมื่อไหร่จะบวชยาว ไม่ได้ตั้งใจว่าจะหนีโลก แต่อยากมีเวลาอ่านพระไตรปิฏก

งานอดิเรกและสุนทรีย์ในชีวิต
ผมชอบความสบาย และชอบนอนเหยียดยาว เวลาไปเที่ยวก็จะชอบเรื่องไทย เช่น วัด วัง โบราณสถาน ผมจะรู้สึกปลื้ม ผมเป็นคนที่ไปเดินวัดพระแก้วได้ ปลื้มในความรู้สึกว่าเป็นของเรา ของบรรพบุรุษของเรา นี่ถือว่าใกล้ที่สุดกับคำว่าสุนทรีย์ ส่วนศิลปะผมยังเข้าไม่ถึง ผมเห็นว่ามันสวยดี แต่เป็นชู้ทางใจกับมันไม่ได้ ไม่เหมือนหลายคนที่เป็นนักเสพศิลปะ จนแทบจะมีเพศสัมพันธ์กับภาพเขียนนั้นเลย แต่ผมไม่ถึงขั้นนั้น ฟังดนตรีก็ฟังได้ในแนวป๊อบทั่วไป แต่ฟังไปสักพักก็หลับ ผมชอบทุกอัลบั้มของ บอย โกสิยพงษ์ ฟังสลับไปกับสุนทราภรณ์ นอกจากนั้นจะชอบฟังซาวด์แทรคมาก ไปดูหนังเรื่องไหนที่โดนใจ ผมจะไปหาซื้อซาวด์แทรคเรื่องนั้น ผมชอบฟังเพลงไทยเก่า ยุค 60 - 70 ผมเป็นคนชอบกลอนและร้อยกรอง เพราะฉะนั้นผมจะชอบเพลงที่มันมีเนื้อ ผมจะเป็นนักฟังเพลงชาวบ้านมาก ไม่มีอะไรสูงส่ง ผมชอบดูหนังคลาสสิค โดยเฉพาะหนังที่มันล้อมาจากหนังสือ ผมจะผูกพันกับหนังมาก

คิดว่าตอนนี้ชีวิตคุณสมบูรณ์แล้วหรือยัง
พอใจ แต่ไม่สมบูรณ์หรอก คือไม่คิดว่าชีวิตผมสมบูรณ์หรอก แต่ว่าพอใจ ในระดับที่ว่า ถ้าพรุ่งนี้ล้มตายไปก็มีความสุข ไม่เกิดอีกเลย คือชีวิตมันยังต้องมีอะไรมาเติมเต็มอยู่เสมอ


 
 
   
     
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618