ตำแหน่งหน้าที่การงานของเธอคือ กรรมการผู้จัดการ โพรดักชั่นเฮาส์ " หับโห้หิ้นฟิล์ม กรุงเทพ " และบริษัทผลิตหนังไทย " หับโห้หิ้นฟิล์ม " อดีตนิสิตนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เลือกเอกวิทยุ - โทรทัศน์ เธอก้าวมาสายการบริหารและประสบความสำเร็จ ตอนนี้กำลังร่วมทุนกับไท เอนเตอร์เทนเม้นท์ และจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ทำภาพยนตร์อย่างเต็มตัว นี่แหละคือหญิงนักบริหารที่ชื่อ จินา โอสถศิลป์
การเลือกเส้นทาง
ขึ้นปีสอง ต้องเลือกแผนก เลยค้นพบตัวเองหลังจากเข้าไปวุ่นวายอยู่ในสตูดิโอแผนกวิทยุ - โทรทัศน์ว่าฉันชอบอะไรก็ได้ที่ไม่ต้องเรียน ที่ไม่ต้องอยู่ในห้อง "
งานแรกของเธอคือคนทำสปอตของบริษัทเพลงชื่อ เสียงทอง ที่มีนักร้องในสังกัดอย่าง ยุรนันท์ ภมรมนตรี และคนด่านเกวียน กับเงินเดือนขั้นต้นไม่กี่พันบาท จากนั้นขยับขึ้นไปเป็นผู้จัดการโพรดักชั่นเฮ้าส์เล็กๆ ชื่อ อิมแพ็คท์ คราวนี้ทำอยู่หกเดือนก่อนตัดสินใจอย่างยากเย็น "
ชีวิตส่วนตัว
" เป็นคนตื่นเช้า เฉลี่ยไม่เกิน 7 โมง คือถ้าไม่มีอะไร ไม่เกินเที่ยงคืนก็หลับ ต้องหลับ โชคดีที่เป็นคนหลับง่าย เพราะรู้สึกว่า ... ตอนนี้ประชุมเป็นหลัก โต๊ะทำงานไม่เคยนั่ง พอมีแต่ประชุมปุ๊บ รู้สีกว่าสมองเราใช้งานเยอะ ถ้านอนไม่พอจะล้า ตื่นมาจะออกกำลังกาย คือเป็นคนวิปัสสนาค่ะ ทำสมาธิ แล้วก็ทำพลังจักรวาล พลังจักรวาลก็จะให้เรามีสมาธิและทำโยคะทุกวัน แล้วต่อด้วยการบริหารร่างกาย เนื่องจากว่าจะต้องไปตีกอล์ฟ เป็นรูทีนของตัวเอง ซึ่งหมอดูบอกว่าทำรูทีนตอนเช้าแล้วชีวิตจะดี ก็จะมี 45 นาทีทุกวัน แล้วก็จะอ่านหนังสือพิมพ์สองฉบับ คือไทยรัฐกับกรุงเทพธุรกิจ เสร็จปุ๊บก็จะอาบน้ำ เรื่องข้าวนี่แล้วแต่ ถ้ากินทัน "
การทำงาน
ทำทุกอย่างจนประมาณ 9 โมง 15 นาที ก็จะออกจากบ้าน ก่อนออกก็จะไปสวัสดีแม่และไหว้พระ ช่วงเช้าจะเข้าไปคุยกับแม่ทุกวัน วันละ 15 นาที ถามว่าเขาอยากกินอะไร ก็ไปไล่ซื้อมาให้เขา แล้วออกมาทำงาน ถ้าวันนี้รู้ว่ามีประชุมตอนเย็นที่แกรมมี่ ก็จะไปไดรฟ์กอล์ฟก่อนสองชั่วโมงแล้วค่อยเข้าออฟฟิศประมาณ 10 โมงกว่าๆ "
" จะมีเซ็นเช็คเกือบทุกวัน แล้วเช็คนี่ก็จะมีเซ็นในส่วนของโปรโมชั่น และเป็นเช็ครายสองสัปดาห์ พวกนี้แหละที่จะวางอยู่บนโต๊ะ เวลานอกเหนือจากนั้นส่วนใหญ่หมดไปกับการประชุม ทั้งกับคนในและคนนอก ทั้งเรื่องจริงจังและสัพเพเหระ เสร็จงานก็จะค่อยๆ ขับรถกลับบ้าน การขับรถกลับบ้านเป็นความสุขที่สุด "
กลุ่มคนรอบข้างและครอบครัว
" เพราะชอบฟังเพลง และจะเลือกกลับบ้านเวลาที่รถไม่ติด บางครั้งเราต้องเล่นกีฬาตอนเย็นก็จะไปก่อนตอนทุ่มหนึ่ง พอเสร็จก็จะซื้อโจ๊กกลับไปที่บ้าน แต่บางทีก็ต้องไปกินแชร์กับเพื่อนอีกสามกลุ่ม มีเพื่อนนิเทศศาสตร์ อันนี้กินเดือนละหน แล้วก็เพื่อนสาธิตปทุมวัน อันนี้กินตอนกลางวัน อีกกลุ่มหนึ่งก็คือเพื่อนนอกวง จากคนโน้นคนนี้แนะนำมา อันนี้ทุกศุกร์ เมื่อก่อนก็สนุกดีเหมือนกัน แต่พอมาทำหนังไทยก็ไม่ค่อยได้ไป "
" คุณแม่ต้องฟอกไตทุกพุธกับเสาร์ วันเสาร์จะเว้นกับน้องคนละอาทิตย์ พาคุณแม่ไปโรงพยาบาล ส่วนวันพุธตอนเช้าจีน่าจะไปส่ง แต่ตอนเย็นน้องไปรับ สิ่งแรกที่จีน่าทำเมื่อถึงบ้านคือเปิดโทรทัศน์ กดรีโมตเปลี่ยนช่องไปเรื่อย ตรวจว่ามีรายการกีฬาใดที่น่าสนใจบ้างหรือเปล่า ถ้าเป็นเทนนิสหรือกอล์ฟของโปรดก็จะหยุด แต่ถ้าไม่มีอะไรน่าพึงพอใจ นิ้วมือเรียวเล็กจะทำหน้าที่เปลี่ยนช่องไปที่รายการวาไรตี้อย่าง " สมาคมชมดาว " หรือ " ตีสิบ " เพื่อเช็กความเป็นไปของวงการบันเทิงไทย ว่าใครเขาดำเนินกลยุทธ์ใหม่ๆ อะไรบ้าง
เดินให้ทันกลุ่มคู่แข่ง
" ตอนนี้หนังสือทุกเล่มที่มีการวางขายจะซื้อมาหมด อ่านทันบ้างไม่ทันบ้าง แต่ว่าเป็นคนชอบซื้อ และเป็นคนอ่านหนังสือเร็ว ทีนี้มันก็อยู่ที่ว่าเหนื่อยมากเหนื่อยน้อย จะอ่านจนง่วงสุดๆ แล้วก็หลับ ยกเว้นวันที่กลับมาจากประชุมแล้วหมดสภาพมาก จะนอนเลย นอนบนโซฟายังมีเลย โดยเฉพาะช่วงทำหนังไทย ปกติก่อนนอนก็ต้องไหว้พระ ทำสมาธิอีกรอบหนึ่งแล้วก็หลับ "
" ตอนเช้าตื่นขึ้นมาแต่ละวันไม่เคยรู้สึกเลยว่าไม่อยากเข้าออฟฟิศ พี่ๆ น้องๆ ที่นี่น่ารักมาก เพราะฉะนั้น การเดินทางออกจากบ้านมาที่ออฟฟิศเหมือนเดินมาอีกบ้านหนึ่ง มีคนรักกัน เป็นครอบครัวที่พร้อมจะไปในทางเดียวกันตลอด ว่าอะไรว่าตามกัน คือมันไม่ค่อยมีข้อโต้แย้งก็เลยทำให้รู้สึกเราโชคดี จีน่าคิดว่าคนเราถ้าดีต่อกัน มันต้องได้สิ่งที่ดีกว่า เชื่อในเรื่องการทำดีมาก เวลาที่รับคน จะไม่ถามว่าเขาทำงานมาแค่ไหน จะเชื่อว่าความเก่ง ประสบการณ์สร้างได้ถ้าเขามีใจ แต่จะถามเขามากเลยเรื่องคุณธรรมกับจริยธรรม ตรงนี้สำคัญ "
งานที่ต้องหนักมากขึ้น
" จีน่าเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่าถ้าทำในสิ่งที่เชื่อแล้วมันจะดี และการทำอะไรด้วยใจมันจะได้ "
ชีวิตเปลี่ยนเลย เหนื่อยมาก สามสี่เดือนอยู่กับมัน ดีเทลเต็มไปหมด ชีวิตก็เปลี่ยนไป หลังจากที่ 15 ค่ำประสบความสำเร็จ ทางจีเอ็มเอ็มก็ขอให้เราไปช่วย เลยกลายเป็นว่าต้องไปประชุมบอร์ดกับเขา เข้าไปช่วยในเรื่องธุรกิจภาพยนตร์ของเขา ซึ่งเราก็ต้องไปเดือนหนึ่งสองหน ในฐานะผู้ร่วมทุน พอชีวิตอยู่กับหนังก็กลายเป็นว่ากลับมาอยู่ออฟฟิศมากขึ้น แต่สิ่งที่ดีคือเราได้ประสบการณ์ได้เรียนรู้คนและได้รับความยอมรับ "
" พอทำหนังไทยก็เริ่มไม่มีเวลาตอนเย็น เลยรู้สึกว่าต้องเล่นกอล์ฟซะแล้วล่ะ จีน่าเป็นคนที่เล่นกีฬาแล้วสมองจะแล่นมาก พอไม่ได้เล่นกีฬา จะรู้สึกว่าหัวสมองมันล้า มันเหนื่อย มีคนบอกว่าเล่นกอล์ฟสิ เขาก็เลยหาโปรให้คนหนึ่ง ก็ตีทุกวัน พอตีสนุก เริ่มสนุกก็มีความสุข ทีนี้ก็สบายละ ประชุมดึกๆ ยังไงก็ไม่เป็นไร เช้าเราไปตีก่อนได้ ส่วนเทนนิสเหลือแค่เดือนละหน "
นอกเหนือจากเวลางาน
" อยากทำงานถึงแค่อายุ 45 เพราะมีเป้าหมายว่าอยากเป็นนักกีฬา แต่ก่อนเป้าหมายของตัวเองคือแข่งซีเนียร์เทนนิสแล้วจะต้องได้แชมป์ ตอนที่เล่นเทนนิส ไม่อยากบอกเลยว่าตีดีมาก เป็นพวกที่ชอบแล้วจะตั้งใจ และมั่นใจเลยว่าถ้าเอาดีอีกสองสามปีต้องทำได้ แต่พอมาทำหนังไทยก็เริ่มมีเวลาน้อยลงและเริ่มอกหักจากคนในก๊วนเทนนิส เทนนิสเลยกลายเป็นสิ่งค่อนข้างทำร้ายจิตใจเรา อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมถึงร้างมาด้วย ก็เลยเปลี่ยนมาตีกลอ์ฟ ตอนนี้ก็เริ่มเอาดีด้านกอล์ฟ โปรเก่งมาก แล้วตอนนี้ก็เริ่มมีแวว เขาบอกว่าถ้ามีเวลาฝีกมากกว่านี้ ฝึกไปเรื่อยๆ เราต้องเก่งมากๆ ก็นึกในใจว่าอายุ 45 เราต้องไปเอาดีทางนี้ เพราะกอล์ฟตีได้จนแก่ ก็มั่นใจว่าจะต้องทำได้ เลยมีความใฝ่ฝัน "
การมองเห็นตนเอง
" คุณเชื่อไหมในเรื่องที่ว่าคนเรามีความรักตลอดเวลา แต่ไม่สมหวังในความรัก ดวงเราเป็นแบบนั้น คือเหมือนมีแฟนตลอด แต่เรารู้สึกว่ามันจะเกิดอะไรพลิกผันบางอย่าง แล้วบางทีเราก็เปลี่ยนใจ ไม่ก็เป็นเขา บางครั้งเราอาจจะดีเกินไป บางครั้งเราอาจจะแย่เกินไป แล้วเคมีอาจจะไม่ตรงเหมือนตอนแรกที่คิดว่าตรง อะไรอย่างนี้ พอไม่มีแฟนปุ๊บก็ถือว่าโชคดีที่มีเรื่องการงานเข้ามา แต่พองานเยอะมากๆ ตอนนี้ก็เริ่มเซ็งเหมือนกัน ชีวิตมันก็เป็นอย่างนี้ ไม่มากเกินไปก็น้อยเกินไป "
|