|
แน่ละ...ใครๆก็รู้ว่าคุณอกหัก
คุณมีทางเลือกที่จะจัดการกับ 'ชีวิตหลังอกหัก' ของคุณมากมายหลายวิธี
ในขณะที่คนส่วนใหญ่เลือกการนั่งตีอกชกหัวเศร้าฟูมฟายอยู่กับความผิดหวัง
โกรธแค้น ทำร้ายตัวเอง โทษตัวเอง พิษอกหักอาจทำให้ใครบางคนถึงกับฆ่าตัวตาย
แต่รับรองว่าวิธีการสิ้นคิดต่างๆเหล่านั้น ไม่มีวันเป็นเส้นทางที่สาวมั่นคนสวยอย่าง
'คุณนต' กนกรส พงศทัต เลือกใช้เยียวยาตัวเองอย่างแน่นอน
เพราะเธอคือสาวนักกิจกรรม ช่างคิด ริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ผู้สามารถพลิกวิธีคิดให้เห็นมุมมองด้านดีในช่วงเวลาอันเลวร้ายของความรัก
และถ่ายทอดประสบการณ์ออกมาเป็นพ้อคเก็ตบุ๊ค 'ก็แค่อกหัก' ขายดีติดอันดับเบสท์เซลเลอร์ของเมืองไทย
และเป็นจุดพลิกผันให้เธอก้าวกระโดดขึ้นแท่น 'กูรู' เรื่องความรัก ที่ได้รับความนิยม
โด่งดังในระยะเวลาไม่นาน จนมาในวันนี้นอกจากจะมีงานเขียนพ็อกเก็ตบุ๊คเล่มแรก
ที่ขายดีติดอันดับแล้ว เธอยังมีบริษัทเกี่ยวกับงาน PR และงาน event
ต่างๆ รวมทั้งผลิตรายการทีวีอีกด้วย
"นตคิดว่าเรื่องความรักเป็นเรื่องที่ผู้หญิงฝักใฝ่
หาความรัก
(เสียงหวาน ชวนฝัน) เราก็เป็นผู้หญิง นตก็อยากให้คนมารักเรา ทำอย่างไรให้เขารักเราล่ะ
แล้วถ้ามีปัญหาอย่างนี้จะทำอย่างไร นตอยากให้เป็นแนวนี้ ก็อย่างที่บอกนตเป็นคนที่ชอบคิด
อยากรู้ อยากเห็น ก็ศึกษาอ่านหนังสือ หาข้อมูลเหมือนรายการทีวีที่เราทำก็จะเป็นเรื่องราวของพวกนี้
ซึ่งก็ชอบศึกษาข้อมูล ไม่ใช่ว่าเราเป็น Expert ทางด้านนี้นะ เราก็เหมือนเป็นคนธรรมดานี่แหละ
เพียงแต่เราค้นคว้ามากกว่า แล้วเราก็เอาเนื้อๆ มาให้คุณอ่าน"
ถึงแม้เจ้าตัวจะบอกว่าไม่ได้เป็นผู้รู้ (มาก) เกี่ยวกับด้านความรัก
แต่ก็ไม่น้อยที่เพื่อนๆ มักจะมาขอคำปรึกษาอยู่เสมอ เป็นที่มาอีกส่วนหนึ่งของงานเขียน
'ก็แค่อกหัก' นอกเหนือจากประสบการณ์ชีวิตรักของตัวเองที่เพิ่งอกหักช้ำรักมา
"บางคนอาจจะคิดว่าทำไมกล้าเอาเรื่องตัวเองมาเขียน จริงๆ ไม่ใช่เรื่องนตคนเดียว
นตเป็นที่ปรึกษาให้คนเยอะ ก็จะรวบรวมเรื่องพวกนี้มาเขียน เพื่อต้องการจะบอกผู้หญิงทุกคนว่าไม่ใช่มีแค่คุณคนเดียวในโลกที่อกหัก
ผู้หญิงทุกคนเกิดมามีความรักก็ต้องมีความเสียใจ อย่าไปคิดว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่
แล้วเราชอบตีความ ชอบคิด คนนี้เจอมาอย่างนี้ ก็คิดต่อว่าต้องเป็นอย่างนี้
มันควรจะทำอย่างนี้สิ ก็คิดต่อก็ แล้วเอามาเขียนเป็นหนังสือ มองมันเป็นเรื่องขำๆ
แล้วก็เขียนหนังสือออกมาให้ตลกๆ อย่างนี้
พอ ณ วันนี้แล้ว นตคิดว่านตอยากเขียนหนังสือเป็นเรื่องเป็นราว แต่คงไม่ได้เขียนเรื่องตัวเอง
คือ นตอยากเขียนเป็นมุมมอง ให้แง่คิด เป็นเรื่องของจิตวิทยามากกว่า
เพราะเราศึกษาเยอะ แล้วความรู้มันทะลักล้นออกมา วิเคราะห์ออกมาว่าทำไมผู้หญิงถึงทำกันอย่างนี้ไม่ได้
เราควรจะเปลี่ยน 1 2 3 4 5 ผู้ชายควรจะเปลี่ยน 1 2 3 4 5 อะไรอย่างนี้
เชิงวิเคราะห์มากกว่า"
ทฤษฎีในเรื่องความรักไม่มีอะไรตายตัว อย่าคิดว่าการนำเอาความรักครั้งเก่ามาปรับปรุงให้ตัวเราดีขึ้นจะนำพาความรักครั้งใหม่ให้ยั่งยืน
คุณคิดผิดแล้ว เพราะบทเรียนสอนใจในอดีตก็ไม่เหมาะกับรักครั้งใหม่เสมอไป
"ทุกครั้งที่มีความรักสอนเราทุกอย่าง แต่จะบอกให้นะว่าไอ้การที่เราเอาความรักเก่าแก่ของเรามาปรับปรุงให้ตัวเราดีขึ้น
ณ ปัจจุบัน มันขึ้นอยู่กับผู้ชายอีกคนด้วยนะ ว่าเราให้ผู้ชายถูกคนหรือเปล่า
ถ้าเราให้ความดีที่เราสะสมมา และพยายามจะปรับเปลี่ยนตัวเองมา แล้วไปให้อีกคนหนึ่งที่ไม่พร้อมจะรับมันก็เด้งกลับมาที่เราอีกแล้ว
เราก็เสียใจอีก โห! ฉันอุตส่าห์ดีกับเธอขนาดนี้ เธอยังอะไรแบบนี้อีก
มันก็ไม่ลงตัว ความรักคือความลงตัวทุกอย่าง"
กับความรักในอดีตทำให้วันนี้คุณนตมองความรักเปลี่ยนไป เธอบอกว่า เธอนิ่งขึ้น
เฉยขึ้น ให้อภัยมากขึ้น ให้เกียรติเขามากขึ้น อะไรก็ได้มากขึ้น และรู้จักให้คนอื่นมากขึ้นกว่าเดิม
และสำคัญที่สุดคือ การให้อภัย ความรับผิดชอบ และความสม่ำเสมอ
"เมื่อก่อนเราคิดว่าความรักคือการให้ธรรมดา ให้อะไรยังไม่รู้เลย
ให้บวกครอบครอง แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าให้อะไร ที่สำคัญที่สุดคือให้อภัย
ถ้านตเห็นผู้ชายมีชู้ 3 ครั้ง ครั้งแรกเรามานั่งคุยกันแล้วเธอปรับปรุงตัว
แต่เขาอาจจะผิดอีกครั้งหนึ่ง นตไม่ได้บอกให้ผู้หญิงยอมนะ แต่นตบอกให้ผู้หญิงมีวิธีการแก้ไขตรงนี้
เราให้อภัยบวกต้องหาทางแก้ไขด้วย อย่างเช่น ฉันตั้งเป้าแล้วผู้ชายมีชู้
3 ครั้งฉันเลิกแน่ มันก็หย่ากันทั้งบ้านทั้งเมือง มันอยู่ที่วิธีแก้ไข
ว่าเราจะดิวกับผู้ชายของเราอย่างไร นตมองว่าความรักตอนนี้เป็นเรื่องของการให้ใจมากกว่า
นตว่าผู้หญิงทุกคนต้องการใจ คือ แบบว่าคุณดูแลจิตใจเรา เราก็ดูแลจิตใจคุณ
มันเป็นเหมือนการดูแลซึ่งกันและกันมากกว่า ดูแลซึ่งกันและกันหมายถึง
เธอไม่สบายฉันพาเธอไป เธออยากทานนี้ฉันก็หามาให้ คือมันเป็นเรื่องใจมากกว่า
ไม่ใช่การครอบครองจะมาความรักหน้ามืด หลง คงไม่มี นตไม่รู้สึกอย่างนั้นแล้ว"
นอกจากนี้ ความพร้อมทางด้านจิตใจของผู้ชายก็เป็นส่วนสำคัญในการใช้ชีวิตคู่
เพราะเมื่อไรที่ผู้ชายสามารถปฏิเสธสิ่งที่เป็นชีวิตของเขาเพื่อให้กับผู้หญิงที่ตนรักได้
มันก็เป็นสิ่งที่วิเศษที่สุดแล้ว
"นตจะไม่วางแผนเรื่องการใช้ชีวิตคู่แล้ว นตพูดกับผู้ชายที่เข้ามามีส่วนร่วมในชีวิตนตเสมอว่าไม่ต้องการอะไรเลย
ขอแค่จิตใจอย่างเดียว ถ้าคุณคิดว่าคุณพร้อมบอกนตมาเลยนะ แล้วที่จะบอกว่าจะอยู่กับนตไปนานๆ
มันไม่ใช่เรื่องอะไรนะ คุณจะดูแลเราได้หรือเปล่า ถามจริงๆ ว่าถ้าเราอยู่กันไป
20 ปี 30 ปีถ้าฉันเกิดรถชนพิการเธอจะอยู่เลี้ยงฉันเหรอ ตอนนั้นพ่อแม่ฉันก็ไม่อยู่แล้วนะ
ฉันก็ทำงานไม่ได้นะ นตว่าจิตใจสำคัญกว่าสินสอดทองหมั้นที่มาเปิดโชว์ในงานแต่งงานอีก
การเป็นแฟนกันต้องคุยกันเยอะๆ คุยกันทุกเรื่อง เปิดเผยกันทุกอย่าง
จริงๆ แล้วมีคนบอกว่าไม่ควรเปิดเผยเรื่องอดีต หมายถึงว่าอย่าไปเล่าให้เขาฟังนะ
ว่าที่ผ่านมาแฟนคนก่อนๆๆ ทำอะไรกับเธอมา ถ้าเราไม่เล่าเลยแล้วเขาไปรู้ตอนหลัง
มันเสียใจยิ่งกว่า เวลาเล่าพยายามเล่าบวกกับวิเคราะห์ข้อผิดพลาดให้คนใหม่ฟัง
เราว่าคนใหม่มันเปิดใจที่จะรับฟังได้นะ ไม่ใช่เล่าในเชิงอาลัยอาวรณ์ว่าคนเก่าเขาทำแบบนั้นแบบนี้นะ
คิดก่อนที่จะพูด"
การเปิดเผยเรื่องส่วนตัวของคนดังผ่านงานเขียนอาจไม่ใช่เรื่องใหม่นักในสังคมไทย
และยังไม่ได้รับการยอมรับยกย่องให้เป็นหมุดหมายใดๆในเชิงวรรณกรรม แต่เมื่อประสบการณ์ความรักล้มเหลวของผู้หญิงคนหนึ่ง
กลายเป็นที่สนอกสนใจใคร่รู้ของผู้คนหนุ่มสาวมากมายในสังคม จนเป็นหนังสือขายดีติดอันดับ
ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงปรากฏการณ์หลายมิติที่ทับซ้อนกันอยู่ในสังคมไทย
เช่นเดียวกับมิติอันหลากหลายของความรัก และหนึ่งในมิติที่ต้องนำมาขบคิดคือปัญหาความรักความสัมพันธ์ของคนหนุ่มสาวยุคปัจจุบันนี้
เป็นปัญหาที่ยังต้องการคำตอบอยู่เสมอ ไม่เคยมีใครรับประกันได้ว่าคำตอบที่ถูกต้องจะมีเขียนไว้ในหนังสือเล่มไหน
และเป็นความรับผิดชอบของใครต้องดูแล
|