กรรมการและผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท คราฟท์ แฟคเตอร์ จำกัด และ บริษัท ดับเบิ้ลยู วี เค จำกัด
ทำอยู่ 2 บริษัท
จริงๆ เรามีสองส่วนครับ ที่ผมเป็นหุ้นอยู่ด้วยก็จะ 2 บริษัท คืออันนึงที่เป็นเรื่องของการบริการการออกแบบกราฟิค อินทีเรียและไรท์ติ้ง ชื่อ ดับเบิ้ลยู วี เค กรุ๊ป แล้วก็จะมีอีกบริษัทชื่อ คราฟท์ แฟคเตอร์ เป็นบริษัททำเฟอร์นิเจอร์
ประวัติการศึกษาและการทำงาน
ผมดูแลเรื่องกราฟฟิค จบที่สถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ แล้วไปเรียนต่อที่อเมริกา SAVANNAH COLLEGE OF ART AND DESIGH ทำงานที่นิวยอร์ก 3 ปี มีหลายงานมากเลย งานประจำก็เป็นดีไซเนอร์ให้กับ DAKOTA JACKSON แล้วก็มีงานย่อยๆ เป็นฟรีแลนซ์ให้กับ PAPER MAGAZINE แล้วก็มีพาร์ทไทม์ที่ ROSSATI DESIGN ส่วนที่ GRANDE FURNITURE จะเป็นฟูลไทม์
ทำไมจึงเลือกที่จะเรียนและทำงานทางด้านนี้
คือเป็นคนชอบทำดีไซน์มาตั้งแต่มัธยม จะมีไอเดียของการทำนาฬิกา กราฟิคต่างๆ คือชอบหมดเลยเรื่องความสวยความงาม การออกแบบ แล้วก็มีโอกาสได้เข้ามาอยู่ในคณะสถาปัตยกรรม ภาควิชาการออกแบบอุตสาหกรรมที่จุฬาฯ ซึ่งเค้าก็สอนครบทุกอย่าง อย่างที่เราสนใจ บางอย่างที่เราสนใจน้อยหน่อยก็ทำน้อยหน่อย อย่างเรื่องผ้าผมไม่รู้เรื่องเลย เพราะมันมี 5 สาขาวิชา แต่ตรงนั้นผมก็มาประยุกต์ปรับใช้ในชีวิตประจำวัน การทำงาน
แรงบันดาลใจในการออกแบบนาฬิกา
อาจจะมาจากคุณตากับคุณป้าก็ได้ ตอนเด็กๆ ที่คุณตาเลี้ยงเค้าก็จะให้ปากกากับกระดาษ 1 แผ่น ตอนนั้นประมาณขวบกว่าๆ คุณตาเป็นนักการเมืองที่เกษียณแล้ว ตอนนั้นก็จะอยู่กับหลานๆ ที่บ้าน ท่านก็จะอ่านหนังสือพิมพ์ไป แล้วผมก็นั่งเขียนอะไรบนโต๊ะไปเรื่อยๆ แล้วป้าก็เล่าให้ฟังว่าตอนเช้าไปทำงาน ผมก็นั่งอยู่บนโต๊ะกินข้าว ตอนเย็นกลับมาผมก็นั่งอยู่ที่เดิมตรงนั้น
แล้วคุณป้าก็จะมีพรสวรรค์ทางด้านการเขียนรูป ตอนเด็กๆ จะมีหนังสือเล่มใหญ่ คล้ายๆ ไดอารี่ คือเปิดดูแล้วก็วาด เปิดดูก็มีรูปคาวบอยอะไรต่างๆ เป็นช่วงตอนป.1 ป.6 พอเริ่มม.1 เราก็ไปวาดอะไรที่ใหญ่หน่อยอย่างรถยนต์ จริงๆ แล้วมีหนังสือหลายเล่มมากเลย ตอนเด็กๆ ก็จะวาดด้วยสื่อหลายๆ อย่างที่หาได้ใกล้มือ พอโตขึ้นก็ใช้ดินสอมาเขียนเป็นแบบ อย่างรถยนต์ ผมว่ามันเริ่มตั้งแต่เด็กๆ เลยตั้งแต่ขวบ 2 ขวบ ที่เริ่มหัดวาด
ตอนนั้นได้เอาผลงานเราไปให้คนอื่นดูบ้างไหม
ไม่เลยครับ ตอนนั้นยังไม่เห็นคุณค่า แล้วที่บ้านก็มีการปรับปรุงหลายครั้ง พอไปเมืองนอกผมก็ไม่รู้ว่าหนังสือต่างๆ มันหายไปไหน แต่ผมก็ไปเปิดดู รู้สึกจะอยู่ในลังก็จะเจอรูปวาดเป็นรถยนต์อะไรต่างๆ สมัยอยู่มัธยม
จุดเริ่มต้นของการเปิดบริษัท
มันเป็นความฝันของผมตั้งแต่จบปริญญาตรีนะครับว่าเราจะมีการเปิดบริษัทดีไซน์เป็นของตัวเอง แล้วความฝันนี้เราก็ตั้งเป้าที่จะหาหนทางที่จะเกิดบริษัทดีไซน์ให้ได้ พอจบปริญญาตรีก็ไปต่อเมืองนอก แต่ก็ยังคิดถึงตรงนี้เสมอ พอไปทำงานก็ยังมีความคิดอยู่ว่าวันหนึ่งเราจะกลับมาเปิดบริษัทดีไซน์ในประเทศไทย แล้วก็เป็นการให้บริการเรื่องการออกแบบ ผมแพลนไว้ตลอด เวลาไปทำงานที่อื่นก็ศึกษาโครงการ วิธีการทำงาน รูปแบบการบริหารของเค้า ผมไม่ได้เรียนเรื่องการบริหารงานดีไซน์ เพราะว่าจบปั๊บผมก็เข้าไปสู่ตลาดแรงงานเลย เลยต้องเรียนจากผู้ที่มีความรู้มาก่อน บริษัทนี้ก็เปิดมานานแล้ว แล้วเจ้าของก็เป็นคล้ายๆ เถ้าแก่ คือเค้าเป็นคนยิวอเมริกัน ระบบก็จะขึ้นอยู่กับเค้าคนเดียว ก็เป็นอะไรที่น่าสนใจ ผมทำได้ 2 ปี ผมก็อยากจะดูบริษัทที่ใหญ่ขึ้น ที่มีระบบการทำงานที่ไม่ใช่เถ้าแก่บ้างว่าเป็นอย่างไร
ตอนนั้นความฝันก็ยังไกล เราก็ยังไม่รู้ว่าจะเปิดบริษัทได้หรือเปล่า หรือเมื่อไหร่ อายุเท่าไหร่ ผมก็ไม่รู้ผมก็ลาออกจากบริษัทนี้ คือมันเหมือนเป็นช่วงอิ่มตัวแล้ว ผมพยายามสมัคร ตอนนั้นเป็นช่วงดีไคลน์ ก็ไม่ได้เราก็เลยออกเลย แล้วก็เรียกไปสัมภาษณ์อยู่หลายที่เหมือนกัน อย่างฟรองซ์ ดีไซน์ ที่เยอรมันนี ซึ่งเราก็ไม่อยากย้ายไปอยู่ไกลๆ เรายังอยากอยู่นิวยอร์ก แล้วก็ได้ทำบริษัทกราซส์ เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งเค้ามีระบบ มีแบบแผน มี CEO มีผู้จัดการฝ่ายต่างๆ มีอะไรที่เป็นโครงสร้างขององค์กรมากขึ้น ซึ่งผมเข้าไป ผมสนใจตรงนี้มากกว่าไปทำดีไซน์ให้เค้าเสียอีก แล้วบริษัทนี้เป็นบริษัทข้ามชาติจากฝรั่งเศสมาอเมริกา แล้วดีไซเนอร์ทั้งหมดอยู่ในฝรั่งเศส เราเป็นดีไซเนอร์คนเดียวในองค์กรตอนนั้นเพราะว่าเป็นคนพูดภาษาดีไซน์ได้คนเดียว ตอนนั้นสนุกมาก เพราะเป็นดีไซเนอร์ที่อยู่ในส่วนของการตลาด แล้วก็ได้เรียนรู้อะไรหลายๆ ที่เกี่ยวกับการตลาด เกี่ยวกับลูกค้า เกี่ยวกับการตีความกลุ่มเป้าหมายต่างๆ ซึ่งเป็นอะไรที่น่าสนใจมาก แล้วก็เรียนรู้ระเบียบขององค์กร ตอนนั้นผมทำทุกอย่าง ก็คือข้อดีของการได้เรียนที่จุฬาฯ เพราะว่าเราได้ทำกราฟิค ทั้ง 2 มิติ 3 มิติ ผมทำหมดเลยครับ ตั้งแต่นิตยสารของเค้า หนังสือขององค์กร พอร์ตฟอลิโอ แม้แต่จัดดิสเพลย์ แล้วก็ออกแบบคอมพิวเตอร์ คือทั้ง 2 ที่ผมทำทั้ง 2 มิติ แล้วก็ 3 มิติ ดูเรื่องของการตลาด โฆษณา ประชาสัมพันธ์ขององค์กร จริงๆ ต้องขอบคุณจุ ฬาฯ นะครับ เพราะฝรั่งเค้ายังไม่มีเท่าเรา เค้าจะรู้อย่างเดียว แต่เราจะรู้หลายอย่างเลยเป็นข้อดีไปเลย ข้อหนึ่งคือถ้าเค้ากำลังสรรหาตรงนี้ แล้วถูกเรา เค้าก็จะรีบรับเราทันที แล้วเราเข้าไปถูกจังหวะเวลา มันก็จะเป็นข้อดี เราเข้าไปทำเรื่องภาพลักษณ์ การทำโฆษณา มีเดียต่างๆ ได้ แล้วเราก็ทำ 3 มิติ พวกโต๊ะ เก้าอี้ โปรดักส์ที่เป็นชิ้น มันก็สนุก ก็คือผมก็รวบรวมการทำงานตรงนี้แล้วเอากลับมาที่เมืองไทย
ตอนทำงานที่นิวยอร์กมีเพื่อนบ้านที่เค้าเป็นดีไซเนอร์เหมือนกัน คือคุณวิบูลย์เราก็คุยกันคร่าวแล้วก็มีความคิดตรงกันว่าอยากจะมาเปิดบริษัทดีไซน์ที่เมืองไทย แล้วพอเกิดเหตุการณ์ 11 กันยาเศรษฐกิจที่โน้นก็ไม่ค่อยดีแล้ว ค่อนข้างที่จะอึดอัด ก็เลยตัดสินใจมาเปิดบริษัทที่เมืองไทย
แล้วในส่วนของบริษัท คราฟ แฟคเตอร์?
คราฟท์ แฟคเตอร์ นี่จะต้องยกเครดิตให้กับอาจารย์เอกรัตน์ ซึ่งเป็น Head ของคราฟ แฟคเตอร์ ผมกับพี่เค พอกลับมาใหม่ๆ เราก็เห็นเทรน ซึ่งตอนนั้นเศรษฐกิจกำลังขึ้นใหม่ๆ เราก็เห็นเทรนเกี่ยวกับดีไซน์ เราก็อยากจะลองทดลองอะไรใหม่ๆ เลย หนึ่งก็คือเราให้บริการออกแบบตกแต่งภายในให้กับหลายเจ้า แล้วเราก็เห็นเรื่องการส่งออก แล้วก็อยากได้ความรู้ตรงนี้ แล้วเราก็อยากจะลองทำเพื่อลดความเสี่ยงขององค์กร เราก็ไปออกบู๊ทส์งานแฟร์ แล้วไปเปิดบู๊ทส์ตรงข้ามอาจารย์เอกรัตน์พอดี ซึ่งเป็นรุ่นพี่ที่ศิลปากรของคุณวิบูลย์ แล้วพอดีคุยกันถูกคอก็เลยรวมกันซะเลย ก็เลยกลายเป็นหนึ่งในสี่พาร์ทเนอร์ของคราฟ แฟคเตอร์
ในบริษัทนี้อาจารย์เอกรัตน์ จะดูเรื่องของดีไซเนอร์ ดูเรื่องของ theme แต่ผมจะดูเรื่องต่างประเทศ การตลาดเกี่ยวกับการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ในการออกแบบ ดีไซน์ ที่นี่เราผลิตแล้วก็ขายทั้งในและต่างประเทศ จุดมุ่งหมายคือการส่งออก เพราะฉะนั้นความหนาแน่นของงานจะต่างกัน ที่ ดับเบิ้ลยู วี เค มันจะหนาแน่นเมื่อมีคนมาให้เราออกแบบให้เค้า ช่วงหลังๆ เราทำกับองค์กรขนาดใหญ่ เช่นโรงแรมขนาดใหญ่ สปา ออกแบบภาพลักษณ์ขององค์กรให้เค้าเลย ซึ่งอันนี้เป็นหน้าที่ผม แล้วก็มีเรื่องของการออกแบบตกแต่งภายในเป็นเรื่องของคุณวิบูลย์แล้วก็มีคุณวิลาสินีเป็นคนดูแลเรื่องอาร์คิเท็คเจอร์ต่างๆ นี่คือระบบงานของเรา เวลาว่างเราก็จะหาของใหม่ต่อไป
การทำงานของผมแต่ละวัน 30 % จะเป็นที่คราฟ แฟคเตอร์ ผมจะต้องตอบอีเมล์จากลูกค้าต่างประเทศ แล้วก็ดูแลเรื่องการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ พวกตัวหนังสือ พวกคำ ผมก็ไม่รู้ผมทำได้งัย แต่ผมจะเขียนภาษาอังกฤษเองหมดเลย แล้วก็ดู theme ดีไซน์ที่เป็น 2 มิติ เพราะอาจารย์เอกรัตน์จะดู 3 มิติอยู่แล้ว ส่วนอีก70% ผมก็จะดูที่ดับเบิ้ลยู วี เค
ความยากง่ายของรูปแบบงานของทั้ง 2 บริษัท
ยากง่ายแตกต่างกันไปคนละแบบครับ เพราะดับเบิ้ลยู วี เคจะเป็นการบริการลูกค้า เราจะต้องให้เวลามันมากกว่าอยู่แล้ว เพราะถ้ามีลูกค้าหรือองค์กรใหม่ๆ เข้ามา เราจะต้องเริ่มคิดตั้งแต่ตัวองค์กรเลย คือเริ่มต้นตั้งแต่ศูนย์ แล้วก็เป็นเรื่องการคิดที่เป็นภาพลักษณ์ต่างๆ สำหรับผมนะ
ส่วนคราฟ แฟคเตอร์นี่มันจะคิดอีกอย่างแล้ว เพราะของเราจะไม่ได้คุยกับผู้ใช้โดยตรง เราต้องมองเป็นกลุ่ม แล้วต้องตั้งกลุ่มเป้าหมายขึ้นมาว่าเป็นกลุ่มไหน แล้วพอสิ้นปีเราก็เช็คว่าอันไหนขายดี ขายไม่ดี แล้วก็มาสร้างผลงานใหม่ที่อยู่ใน theme ของคราฟ แฟคเตอร์ ซึ่งก็คือต้องการเอาความชำนาญมาผสมผสานกันกับเทคโนโลยี คือถ้าดูสินค้าที่เป็นของเราแล้วลึกๆ มันจะตอบโจทย์ทุกชิ้น อย่างบางตัวเราจะใช้การดัดไม้ที่มันจะมีหลายๆ ชั้น แล้วก็มีการตัดหนังที่เป็นความชำนาญทางด้านฝีมือ รวมกับการทำเทคโนโลยี คือการใช้ไม้ที่ยาวที่สุดของประเทศไทย ข้างในจะมีการเรียงตัวของลวดสปริงที่จะต้องทำด้วยมือ เทคโนโลยีที่เข้ามาคือการที่เราทำให้เป็นฟองอากาศให้พองขึ้นมา แล้วหวายก็ดูว่าคนไทยทำอะไรบ้าง เราก็ไม่ทำแบบเดิมๆ ก็คือใช้เทคโนโลยีในการต่อหวายให้ดูเป็น infinity โดยตัวเนื้อของมันจะเป็นความสามารถที่ทำด้วยมือ ที่เป็นอะไรทำซ้ำๆ ทำเยอะ ทำด้วยมือ แล้วก็ใช้เทคโนโลยีคือเราไม่มีเบาะ โดยกรรมวิธีการทำเราสร้างขึ้นมาเอง แต่วัสดุก็มีอยู่ในท้องตลาดอยู่แล้ว
ไอเดียในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น
ในส่วนของผม ถ้าเป็นเฟอร์นิเจอร์ อาจารย์เอกรัตน์จะบอก theme มาก่อน วิธีในการสร้างสรรค์งานของ คราฟ แฟคเตอร์ ก็คือเราต้องศึกษาสิ่งต่างๆ ว่ามีอะไรที่เราเล่นได้ แล้วนำมาประยุกต์ ดูความเป็นไปได้ แทนที่เราจะทำอย่างที่อยู่มี เราก็คิดออกไปนอกกรอบ แล้วคิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้นมา ทำให้สิ่งต่างๆ ก้าวไปไกลกว่าเดิม แต่ก็ขึ้นอยู่กับว่ามันขายได้ไหม ตำแหน่งของเราอยู่ตรงไหน แล้วก็ภาพลักษณ์ขององค์กรเป็นอย่างไร
ส่วนของการให้บริการ ลูกค้าจะเป็นตัวสำคัญ คือเราดีไซน์ที่ผลักดันให้องค์กรหรือธุรกิจต่างๆ บรรลุเป้าหมายของเค้า ลูกค้าใหญ่ๆ ส่วนใหญ่เค้าจะมีข้อสรุปองค์กรเค้ามาแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายเค้าคือใคร ต้องการจะเข้าส่วนไหน ภาพลักษณ์เป็นอย่างไร เค้าต้องการที่จะเป็นใคร แล้วเราก็จะเอาส่วนนี้มาตีความเพื่อที่จะดีไซน์ที่เหมาะสมกับลูกค้าไม่ว่าจะเป็นดีไซน์ อินทีเรีย หรือไรท์ติ้งก็ตาม เราเน้นเสมอว่าเราไม่ใช่ศิลปิน ดีไซเนอร์คือผู้ที่อยู่ตรงกลางระหว่างวิศวกร เทคนิคต่างๆ ศิลปะ การตลาดแล้วก็ลูกค้า ทุกอย่างจับมารวมกันที่ดีไซเนอร์ที่ทำให้เกิดความกลมกล่อม ทำให้เกิดความสวยงามแล้วก็ความน่าสนใจ เพราะฉะนั้นการตลาดเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าดีไซเนอร์ไม่ตอบตลาดก็ขายไม่ออก ไม่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้ ไม่ตรงกับ theme ของทีมตลาด ดีไซน์ก็ไม่มีความหมาย ไม่ประสบความสำเร็จ สำหรับผมนะครับ แล้วผมก็คิดคนๆนั้นก็ไม่ควรเป็นดีไซเนอร์ ควรจะเรียกว่าเป็นอาร์ติส หรือทำงานเพื่อตัวเองมากกว่า คือเราทำดีไซน์เพื่อลูกค้า และผลักดันให้ลูกค้าประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังไว้
ภาพลักษณ์ของบริษัท
สำหรับ ดับเบิ้ลยู วี เค เป็นการบริการดีไซน์ โซลูชั่น คือลูกค้ามีปัญหา เราก็แก้ปัญหาให้ลูกค้ามากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ เราจะแก้ปัญหาด้วยสิ่งที่เรามีความรู้มา แล้วก็สะดวกกับการตลาดที่เค้าต้องการ ส่วนของคราฟ แฟคเตอร์ก็เป็นเรื่องของเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่ ระหว่าง Craft ซึ่งคือหัตถกรรมหรืออุตสาหกรรมในท้องถิ่นกับเทคโนโลยีในประเทศที่คิดโดยคนไทย หรือสิ่งที่เราสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ เน้นถึงความใหม่และการใช้ชีวิตของคนสมัยใหม่ คอนเซ็ปต์ก็คือเราจะเป็นตัวเลือกอีกทางจาก traditional design เราก็อาจจะมีวัสดุที่คล้ายอย่างนั้นบาง แต่เราจะไม่ใช้วิธีการที่มี หรือทำมาแล้ว แต่เราจะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน ด้วยความที่ craft กับเทคโนโลยีมาแต่งงานกันก็จะสร้างสรรค์ดีไซน์ในรูปแบบที่แตกต่าง
ปัญหาในธุรกิจนี้
เยอะครับ ปัญหาก็คือความเข้าใจของคำว่าดีไซน์ เรื่องบุคลากรที่มาทำงานกับเรา โดยปกติดีไซเนอร์จะไม่คิดถึงตรงนี้ บางคนอยากจะเรียนรู้ว่าองค์กรมีพื้นฐานอย่างไรก็จะลืมว่าบุคลากรจะต้องบริหารอย่างไร แต่ผมว่าเป็นความรู้เรื่องใหม่ที่ต้องบริหารบุคลากร ต้องทำให้เค้ามีความสบายใจ ความพอใจและมีความยินดีกับการทำงานให้กับบริษัทให้มากที่สุด แล้วก็มีความรู้สึกดีกับสภาพแวดล้อมของเรา และระเบียบของเรา ไม่ให้เค้าเดือดร้อน ข้อสองก็คือเรื่องการเงิน การบัญชี สำหรับดับเบิ้ลยู วี เค ช่วงแรกนี่เป็นนอะไรที่หืดขึ้นคอเลย เพราะว่าดีไซเนอร์ไม่รู้เรื่องเงิน เขียนบัญชีไม่เป็น เราก็มีวิธีการแก้ปัญหาคือหาคนที่รู้และไว้ใจได้มาทำงาน ส่วนปัญหาอื่นๆ ก็คือปัญหาในชีวิตประจำวัน แล้วก็จะมีปัญหาที่ผมไม่เคยเจอ อย่างปัญหาในการดีไซน์ การแก้ปัญหาให้กับลูกค้าเราจะเจอปัญหาอยู่แล้ว ในแง่ของการดีไซน์เราก็จะรู้จักปัญหาดีว่าจะแก้อย่างไร แต่อย่างเรื่องของบุคลากร การเงินการบัญชี ก่อนมาเปิดบริษัทผมไม่เคยรู้เลย
แต่ปัญหาของคราฟ แฟคเตอร์จะน้อยหน่อย ที่เห็นก็คือการออกแบบให้ตรงกับตลาด ทำให้สินค้าขายได้ เป็นสิ่งที่เราต้องขบคิดมาก แต่จะมีผู้ช่วยเยอะมาก เรื่องของคนเราก็จะให้เครดิตกับอาจารย์เอกรัตน์ ที่ช่วยดูแลเรื่องอะไรต่างๆ ทำให้ไม่ต้องเป็นห่วงเลย ปัญหาก็คือทำอย่างไรจึงจะขายได้ ทำอย่างไรจึงจะเพิ่มยอดขาย ก็ต้องคิดกลยุทธ์ แล้วก็จะมีปัญหาเรื่องการผลิต การควบคุมคุณภาพจากโรงงานหลายๆ ที่ เพราะโรงงานในประเทศไทยมันยากที่จะควบคุมคุณภาพให้เป็นระดับเดียวกันหมด อย่างเก้าอี้ 2 ตัวจะนิ่มไม่เท่ากัน ขายในเมืองไทยอาจจะขายได้ แต่ถ้าไปเมืองนอกแล้วไปตั้งคู่กันมันจะเกิดปัญหา เพราะมันจะตีกลับ ตอนนี้เราก็ต้องแข่งกันในเรื่องคุณภาพ ยิ่งในต่างประเทศเค้ามีอิตาลี่ที่เป็นเจ้าใหญ่อยู่แล้วสำหรับวงการเฟอร์นิเจอร์จีนที่ถูกกว่า ดังนั้นเราไปตั้งข้างๆ อิตาลี่ แต่ราคาต่างกันนิดเดียว ทำให้เราต้องดูแลควบคุมคุณภาพอย่างมาก เพราะฉะนั้นเรื่องการบริหารโรงงานต่างๆ ก็เป็นปัญหาสำคัญ
บริษัทคู่แข่ง
ผมเชื่อว่ามีบ้าง บริษัทเราเปิดมา 2 ปีเองแต่เราสรรหาบุคลากรที่มีคุณภาพ แต่เราก็ใช้เทคโนโลยีในการผลิตและสร้างสรรค์ผลงานที่มากไปกว่าบริษัทอื่นจะให้ได้ แล้วก็ใช้วิธีการต่างๆ ที่ทำให้เกิดประสิทธิภาพในการออกแบบด้วย
วิธีการแก้ปัญหา
สำหรับผมก็จะแยกปัญหาเป็นส่วนๆ แล้วมาคิดวิเคราะห์ว่าจะช่วยกันแก้ได้อย่างไร ถ้าไม่ได้จริงๆ เราก็หาคนที่คุ้นเคยที่คิดว่ามีความรู้ที่จะช่วยกันได้ คือคิดวิเคราะห์แยกปัญหาเป็นส่วนๆ ก่อน แล้วสังเคราะห์ว่ามีปัญหาอะไรบ้าง แล้วก็หาวิธีการแก้ปัญหาออกมาก่อนด้วยตนเอง ตรงนั้นก็จะตัดไปขั้นตอนนึงแล้ว บางทีไปฟังคนโน้นที คนนี้ที คือเค้าก็มีความคิดแตกต่างกันไป แล้วในที่สุดเราก็ต้องมาคิดและแยกแยะอยู่ดี ผลก็คือเท่ากัน ดังนั้นเราจะเริ่มที่ตัวเราก่อน แล้วถ้าไม่ได้ค่อยหาทางอื่นต่อ
เป็นเป้าหมายในชีวิต
ก็เป็นเป้าหมายในชีวิตที่คิดไว้ แล้วก็บรรลุพอสมควรกับสิ่งทีเป็นอยู่ตอนนี้ แล้วก็หวังว่ามันจะอยู่ต่อไปแล้วเจริญขึ้นเรื่อยๆ ผมก็พยายามหาความรู้ใส่ตัวเยอะอยู่อยู่พอสมควร คือหาหนังสือมาอ่านในเรื่องการบริหาร เรื่องกลยุทธ์ต่างๆ ทำอย่างไรเพื่อที่จะดูแลลูกน้องให้ดีที่สุด มีโบนัสให้เค้าตอนปลายปี ไม่ใช่ว่าบริหารแล้วไม่มีกำไรเลย เราก็เรียนรู้ไปด้วยกับทุกอย่าง เมื่อก่อนผมก็ไม่ได้คิดเรื่องกำไรอะไรมาก แต่พอออกมาทำเองอย่างน้อยก็ลูกน้องทุกคนต้องมีโบนัสปลายปี แล้วเราจะเอาทีไหนมาจ่าย แม้ว่ามันจะเริ่มมา 2 ปีเองก็ตาม แล้วก็มีเจ้าอื่นที่เค้าทำมาก่อน เค้าก็สามารถดึงคนของเราไปได้ ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายตอนนี้ แต่ในอนาคตผมก็คิดว่าคงมีเป้าหมายอย่างอื่น เช่น อยากมีบ้านสวยๆ ของตัวเอง อยากเห็นลูกชายโตแล้วสุขภาพดี มันก็มีเป้าหมายไปเรื่อยๆ นะครับ สำหรับผมคงไม่หยุดอยู่ขั้นนั้น
วิธีการในการบริหารงาน
ผมก็จะใช้วิธีการบริหารแบบคาริล ยิบราลให้มากที่สุด ของดับเบิ้ลยู วี เค ผมพยายามประชุมทุกวันจันทร์ ส่วนคราฟ แฟคเตอร์ก็ประชุมทุก 2 อาทิตย์ ตรงนี้เราเปิดเผยทุกอย่างให้มากที่สุดว่าใครทำอะไร มีอะไรอยู่ในมือบ้าง แล้วก็ผลักดันกันไปในทิศทางที่ตกลงกันไว้ อย่างการให้บริการเราก็ต้องมีการควบคุมคุณภาพ ควบคุมคน แล้วก็พัฒนาบุคลากรให้มีความสามารถสูงขึ้นกว่าที่เค้าเข้ามา ผมจะดีใจมากถ้าเค้าออกไปแล้วเค้ามีความสามารถมากกว่าเดิม และมีความเชื่อมั่นมากขึ้น เราก็อยากให้เค้าอยู่ต่อไป แต่ก็อาจจะมีเหตุผลที่เค้าอยากไปอยู่ที่อื่นบ้าง ก็เหมือนเรา ผมจะดีใจ ถ้าเค้าเห็นว่าเค้าเห็นว่าเราเป็นที่บ่มเพาะ ฟูมฟักให้เค้ามีความสามารถและความเชี่ยวชาญมากขึ้นกว่าเดิม
วางอนาคตของลูกชายไว้อย่างไร
แล้วแต่เค้าเลยครับ ผมชอบที่คาริล ยิบราล บอกว่า พ่อแม่น่าจะเป็นแค่เพียงคันธนูที่ส่งลูกธนูไปตามที่เค้าต้องการไป แต่เราปูพื้นฐานที่ดีที่สุดสำหรับเค้า
การแบ่งเวลาทำงานและเวลาให้ครอบครัว
ยากมากเลยครับ ถ้างานไม่ชุก ผมจะรีบกลับบ้านเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ถ้ามีงานสังคมต่างๆ ก็ต้องรีบกลับบ้าน สำหรับวันอาทิตย์เป็นเวลาเต็มวันที่ผมไม่ให้ใคร มันจำเป็นเพราะวันเสาร์เรามีการประชุม เมื่อก่อนจะทำเต็มวัน แต่เค้าย้ายมาเป็นวันศุกร์แล้ว วันเสาร์ก็จะได้ครึ่งวันช่วงบ่าย แล้วก็วันอาทิตย์ผมก็จะพาเค้าไปว่ายน้ำ หรืออยู่กับเค้าให้มากที่สุด แล้วก็มีตอนเช้า ที่ผมต้องปรับเวลาผมใหม่ ผมจะนอนเร็ว ลูกผมเค้าจะตื่นตอน 6 โมงเช้า ซึ่งปกติผมจะไม่ตื่นเช้า ผมก็ต้องตื่นเช้ามาเล่นกับลูกก่อนทำงาน เพราะตอนเย็นมันอาจจะไม่มีโอกาสได้ทำ เพราะกว่าผมจะกลับมา 2 ทุ่มเค้าก็นอนแล้ว
เวลาว่างทำอะไรบ้าง
ถ้าอยู่บ้านผมก็จะอ่านหนังสือหรือพ็อคเก็ตบุ๊คส์ต่างๆ ก็เป็นพวกหนังสือเกี่ยวกับการดีไซน์ หนังสือรถยนต์จะเยอะมาก เพราะว่าชอบรถยนต์ แล้วก็ไปทำกิจกรรมกับลูก อย่างพาเค้าไปดำน้ำ
ของสะสม
ตอนนี้น้อยครับ จะมาเป็นช่วงๆ สมัยเด็กก็มีตั้งแต่หุ่นยนต์ การ์ด แต่ผมชอบเรื่องของธรรมชาติ เป็นรูปสัตว์ พอโตขึ้นมาหน่อยก็จะเป็นนาฬิกา แต่ว่าพอเปิดบริษัทผมแทบจะเลิกหมดเลย นาฬิกาก็ยกให้แฟนหมดเลย ทั้ง จีช็อค สว็อชต์ อะไรกี่เรือนๆ แล้วก็ใช้เรือนที่แม่ซื้อให้ เพราะไม่ค่อยมีเวลาจะแต่งตัวเท่าไหร่ ถ้าเราดูเรื่องบริษัทให้มันเจริญได้ ควบคุมนโยบายได้ วันนึงที่เราสามารถสร้างคนให้มีคุณภาพ สร้างคุณภาพดีไซน์ด้วยตนเองโดยที่เราไม่ต้องทำงานหนักขนาดนี้ เราก็คงจะมีเวลาได้สะสมอะไรอีก แต่ตอนนี้ทั้ง 2 บริษัทเต็มแน่นเลยครับ แล้วเรายังต้องแบ่งเวลาให้ลูกอีก
ทำไมชอบสะสมนาฬิกา
ก็ผมชอบดีไซน์ แล้วก็อย่างที่เคยเล่าว่าผมออกแบบนาฬิกา มันมีนาฬิกาสว็อตช์หลายเรือนที่ผมเคยวาดเอาไว้ แล้วคิดว่าเป็นของผมเอง แล้ววันนึงสว็อตช์ก็คิดได้ ผมวาดไว้ตั้งแต่สมัยมัธยม คือเค้าทำอย่างที่ไอเดียเราคิดเอาไว้ ก็ทั้งภูมิใจทั้งเสียดายนะ แต่จริงๆ แล้วมันก็ไม่ได้ยากอะไร ไอเดียเราก็ไม่ได้แย่ มันก็อยู่ในเทรนที่อยู่ในตลาดก็น่าจะขายได้
จำเป็นต้องใช้ของแพง?
ผมได้ไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นของแพงหรือมียี่ห้ออะไร แต่ถ้าเจอแล้วเก๋ถูกใจก็จะซื้อเลย แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับความคงทนด้วย ผมเป็นคนในยุคเจนเนอเรชั่น เอ็กซ์ ซึ่งเห็นความแตกต่าง ความเปลี่ยนแปลงเรื่องเครื่องใช้เยอะมากๆ เริ่มจากโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ มันมีของมากมายที่ยั่วกิเลสมากๆ ต้องซื้อ เพราะฉะนั้นมันต้องมีการบริหารเงิน อันไหนถูกแพง ดีหรือไม่ดี อย่างผมต้องการซื้อเครื่องเล่นสักตัว ผมคงไม่จำเป็นต้องซื้อ iTool เพราะผมก็ต้องประหยัดไปใช้อย่างอื่น เช่นโทรศัพท์มือถือก็ต้องมี ออแกไนเซอร์ คือถ้ารู้จักใช้เป็นมันก็จะขึ้นไปสู่อีกขั้นหนึ่งของการทำงาน ในเรื่องของเสื้อผ้ามีการมิกซ์ไซส์ ไฮแอนด์โลว์ อย่างผมจะมีประสบการณ์จากตรงนี้โดยตรง จากการที่มีของมากๆ มีให้เล่นมากๆ มันกลายเป็นสิ่งจำเป็น ในงานดีไซน์มันจะไม่คล่องตัว ผมก็ใช้การมิกซ์ระหว่างแบรนด์ ระหว่างดีไซน์ ให้มันคล่องตัว
แต่อย่างนาฬิกาที่ผมชอบจะเป็นนาฬิกาจากรัสเซีย ราคาถูกมาก แต่เป็นนาฬิกาที่ผมชอบ ทุกคนจะคิดว่านาฬิกานี้แพงมากๆ แต่จริงๆ แล้วผมซื้อมา 20 กว่าเหรียญเอง คือมันมีดีไซน์ที่ถูกใจเรา ผมไปเที่ยวเยอะ แล้วไปเจอมันในตลาด ผมเห็นแล้วก็ชอบมากก็เลยซื้อมาหลายๆ อัน แต่อันที่ผมชอบเป็นอันที่ถูกที่สุดแต่ดูแพงที่สุด
ผลงานที่ชื่นชอบและมีความภูมิใจ
ผมชื่นชอบโคมไฟของผมที่ทำไว้ตั้งแต่สมัยเรียนที่จุฬาฯ แต่มันยังไม่ผ่านในแง่ของการตลาด วันนึงที่ผมสามารถเข้าถึงในเรื่องเครื่องมือ ผมก็สามารถทำออกได้และโชว์ในนิวยอร์กได้ แต่ว่าผลสุดท้ายมันก็ไม่สามารถผลิตขึ้นมาได้ มันเป็นโคมไฟตั้งโต๊ะที่ลงเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้วย
แสดงว่าโรงงานในประเทศไทยก็มีความสามารถในการผลิด?
ผมอยากจะฝากถึงโรงงานในประเทศไทยด้วยว่า มั่นใจเถอะครับว่าเรามีศักยภาพ แล้วก็ให้ช่วยผลักดันวงการการออกแบบหรือการใช้ความคิดกันเยอะๆ เพราะว่าตอนนี้มีโรงงานหลายแห่งติดเรื่องจำนวนติดเรื่องอะไรหลายๆ เรื่อง มันต่างจากวัฒนธรรมของประเทศที่เจริญในเรื่องดีไซน์มากๆ อเมริกาก็คิดแบบนี้เค้าถึงไม่ค่อยเจริญในเรื่องนี้ ในอิตาลี่มีบริษัทเฟอร์นิเจอร์เป็นหลายร้อย ในขนาดประเทศที่เล็กนิดเดียว แล้วก็โรงงานเค้าก็เข้าถึงดีไซเนอร์ แล้วก็ช่วยกันทำออกมาให้เป็นงานได้ ซึ่งตรงนั้นผมว่าน่าสนใจมาก แล้วตอนนี้เราก็มีโอกาสผมว่าน่าจะไปได้ในจุดที่ไกลหรือสูงกว่าเพื่อนบ้าน
ภาพรวมของธุรกิจนี้ในประเทศไทย
ผมว่าดีกว่าแต่ก่อนมาก มีคนช่วยผลักดันกันเยอะ แต่ว่ายังไม่ถึงขั้นที่จะไปถึงสแกนดิเนเวียนหรืออิตาเลียนได้ ถ้าเราทำได้เป็นเอเชียคนแรกก็จะดีกว่า เพราะฉะนั้นก็ควรจะเริ่มคิดถึงสิ่งที่จะได้รับในอนาคต
ขั้นตอนการทำงานกับทางโรงงาน
เราต้องไปดูศักยภาพของโรงงานก่อนว่ามีอะไรบ้าง แล้วเอาข้อมูลตรงนั้นมาวิเคราะห์ว่าเราจะทำอย่างไรได้ เราจะสร้างมาตรฐานใหม่ได้อย่างไรสำหรับตรงนี้ ต้องไม่ทำให้เค้าลำบากใจ คือมันต้องมี push & limit มันไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเค้า แต่เป็นเรื่องยากสำหรับเรา คือไม่ใช่ว่าได้ไอเดียมาจากการนั่งอยู่ในออฟฟิศแล้วก็เกิดขึ้นใหม่ แต่เป็นการออกไปภาคสนามซะส่วนใหญ่
ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่เริ่มทำธุรกิจ
ควรจะหัดคิดเอง ทำเอง วิเคราะห์ปัญหา แก้ปัญหาด้วยตัวเอง ยกเลิกระบบนกแก้วนกขุนทองได้แล้ว คือครูบอกว่ายังงัยก็ทำอย่างนั้นหรือใครสั่งมายังงัยก็ทำอย่างนั้น สิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกที่สุด ความถูกต้องมันเป็นไปได้ทั้งนั้น แต่มันต้องมีเหตุผล มันไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งเดียวที่สำคัญที่สุด ที่ผมพูดก็เพราะผมเห็นว่าระบบการศึกษาเราไม่ค่อยสอนให้คิด ไม่ค่อยสนับสนุนให้คนทำนอกกรอบ คนทำนอกกรอบกลายเป็นแกะดำ ซึ่งตรงนี้คราฟ แฟคเตอร์จะเหมือนกับผมคือเราสร้างใหม่ ทำใหม่ขึ้นมา ถ้าคุณสามารถจะคิดนอกกรอบ แก้ปัญหา ตีโจทย์ มันทำให้เรามีความมั่นใจว่าเราจะมีทางออกมากกว่าที่เราจะโทรถามคนอื่น เพราะแต่ละคนก็จะพูดไม่เหมือนกัน เราก็ไม่รู้จะเชื่อใครเพราะว่าคิดไม่ได้ ผมว่าเป็นหัวใจเลย เราต้องสร้างระบบความคิดให้ได้
|