Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
REALITY SUPPORT

กุลพงศ์ บุนนาค: ในการทำวิทยุ ส่วนสำคัญที่สุดก็คือเพลง




 


สำหรับเส้นทางการทำงานที่ยาวนาน ประสบการณ์สะสมเพิ่มขึ้นทีละนิดๆ จนถือว่ามากมายในขณะนี้ บุคคลผู้นี้ผ่านงานมาหลายต่อหลายบริษัท ด้วยความสามารถที่มีรอบด้าน กับการฟันฝ่าอุปสรรคมานักต่อนัก จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะส่งให้ กุลพงศ์ บุนนาค คนนี้ ก้าวมาเป็นผู้จัดการคลื่นเมโทรโพลิส ในปัจจุบัน

ภารกิจ ณ ช่วงเวลาปัจจุบัน

ตอนนี้พี่ก็อยู่ที่อสมท . ท้าวความนิดหนึ่งในส่วนวิทยุ อสมท . ที่ผ่านมาให้เขาเช่า 7 คลื่น หลังจากที่ผอ . มิ่งขวัญขึ้นมา ท่านก็จะนำเข้าตลาด ก็พยายามดูว่าบริษัทมีแอสเซ็สอะไรบ้าง อันหนึงก็คือวิทยุ การที่ให้เขาเช่าก็ได้รายได้อยู่ในระดับหนึ่ง แต่จริงๆ แล้วถ้าจะเพิ่ม chalis value น่าจะต้องทำเอง พี่เพิ่งออกมาจากโซนี่ มิวสิค แล้วก็ได้นั่งคุยกับท่าน ท่านก็เลยมาชวนทำที่นี่

ในการทำวิทยุ ส่วนสำคัญที่สุดก็คือเพลง เพลงในสมัยก่อน วิธีที่ทำก็คือดีเจจะเปิดก็เปิดกันไป แต่การควบคุมเพลงให้อยู่ในอารมณ์เดียวกันจะยาก ช่วงหลังก็จะใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่จะเป็นคนทำเพลย์ลิสต์ ขึ้นมา ก็เช่นจะบอกคอมพิวเตอร์ว่าห้ามมีเพลงผู้หญิงร้องติดกัน 2 เพลงนะ ตอนเช้าอย่าเปิดเพลงหนักไปนะ เพราะฉะนั้นใน 1 ชั่วโมงมันจะเลือกมาตามกติกาที่เราใส่ไว้ แล้วดีเจสมัยนี้ก็ไม่ได้เลือกเพลงเอง แต่เขาเพียงแต่แนะนำและพรีเซนต์ คอมพิวเตอร์ก็เป็นเครื่องมือหนึ่ง มีคนที่เป็นมิวสิคไดเร็คเตอร์คือเป็นคนที่คุมแนวเพลง เป็นคนที่ตั้งกติกา เช่นพอออกมาจากข่าวปุ๊บ ต้องมีเพลงที่ดังๆ 1 เพลง คัดเพลงที่ดังหรือไม่ดังมิวสิคไดเร็คเตอร์ จะเป็นคนคัด เป็นคนกำหนด ดีเจสมัยนี้ก็แค่พรีเซนต์

ตอนนั้นพี่เริ่มทำงานที่บริษัท ฟูจิ เป็น Marketing Executive แล้วตอนออกก็เป็น Product Manager แล้วพี่ก็ย้ายมาทำสื่ออยู่ตลอด วิทยุหรืออะไรก็ตามที่ทำ มันจะวัดจากกำไรหรือไม่กำไร พอมันจะนิ่งๆ หน้าที่ของผู้บริหารก็คือดูต้นทุน ส่วนการขายเป็นสิ่งที่ยากที่สุด แต่ว่ามันยังมีขึ้นมาอีก 6 คลื่น

พอเข้าตลาดแล้ว ผอ . มิ่งขวัญก็อยากจะให้เรามีสื่อที่ครบมากๆ เรามีสื่อทีวี วิทยุอยู่แล้ว แต่อยากให้โปรดักชั่น ออแกไนซ์ คอนเสิร์ตอีเว้นท์ เกิดขึ้นด้วย มีหลายๆ อย่างครบวงจร เพราะฉะนั้นช่วงนี้เราก็จะดูรูปแบบคลื่นแรกก่อน ซึ่งเป็นคลื่นเพลงสากล อีกสัก 3 เดือนพี่ก็ต้องมานั่งดูว่าส่วนต่อไปเราจะทำคลื่นเพลงวัยรุ่นดีไหม มันก็ต้องมานั่งดูเซ็กเม้นท์อีก เราบริหารโดยรวม ไม่ต้องไปนั่งดูทั้งหมด

รุ่นบุกเบิกคลื่น 107

ใช่ครับ เพราะว่ามันเป็นคลื่นแรก มันก็เป็นกระดาษสีขาว ๆ เราจะวาดอย่างไรดี เอาละ เราจะวาดอย่างไรดี เอาเป็นเพลงสไตล์ 70s-80s ก็คือเราต้องคิดรูปแบบขึ้นมา ที่นี่ก็มีคนที่มีความรู้ความสามารถเยอะ เราก็เสนอไอเดียขึ้นไปแล้วก็ตบซ้ายตบขวาดู แต่จริงๆ แล้วเราจะเป็นคนตั้งตุ๊กตาขึ้นมา กระดาษสีขาวก็จะมีคนวาดว่าจะเป็นอย่างไร ให้มันเป็นรูปเป็นร่าง มันก็ต้องเริ่มตั้งแต่ราคา หรือดีเจจะบุคลิกแบบไหน จิ้งเกิ้ลที่ออกมา อารมณ์แบบนี้ ประมาณนี้ นั่นคือเป็นการสร้างขึ้นมาจากศูนย์ ซึ่งมันก็น่าภูมิใจ ถ้าผลตอบกลับมาดี ถ้าเปรียบเทียบกับอาร์ตก็เริ่มจากสีขาว ถ้าเราเริ่มวาด สุดท้ายก็เป็นภาพเพ้นติ้งเหมือนกับเพลงหนึ่งเพลงที่เราบอกว่ามันเป็นอากาศ ใส่ดนตรีเข้าไป ใส่ทำนองเข้าไป ใส่เนื้อร้องเข้าไป พี่ว่ามันน่าภูมิใจถ้าเราสามารถสร้างอะไรบางอย่างขึ้นมาจากที่มันไม่มีอะไรเลย

ปัญหาหลักๆ ของการทำงาน

มันก็เหมือนการขายของ คือทำอย่างไรให้สินค้าที่เราผลิตออกมาโดนใจคนซื้อ อย่างวิทยุก็เหมือนกับเราจะเปิดเพลงไหนให้คนฟังมีความสุขได้ อย่างเราชอบเพลงร็อค เปิดเพลงฟังคนเดียว เราก็มีความสุขได้ แต่มันไม่สามารถทำให้คนฟังทุกคนมีความสุขได้ ความยากก็คือทำอย่างไรให้พอดี ถ้าเราเปิดเพลงเก่าเยอะไป คนที่เค้าฟังเพลงอยู่เค้าอาจจะรู้สึกว่าแก่จังเลย พอเปิดเพลงใหม่เยอะไป เค้าก็จะคิดว่าไม่รู้จักเลยเพลงอะไร ต้องหาตรงกลางที่เป็นกลุ่มกว้างเท่าที่จะกว้างได้ แต่ว่ายังต้องมีจุดที่ชัดเจน

ออกมาจากโซนี่ มิวสิค

ในการที่เราเป็นผู้บริหาร เค้าจ้างเรามาเพื่อให้เราใช้ประสบการณ์ ให้เราเป็นคนตัดสินใจในบางสิ่งบางอย่าง ถ้าทางนิวยอร์ค หรือฮ่องกงต้องการทำธุรกิจสักอย่างหนึ่งที่เราเองเรารู้สึกว่าเราไม่เห็นด้วย มันก็มี 2 อย่างคือทำตามเค้าไปแล้วก็รับเงินเดือน หรือถ้าเราเห็นว่ามันไม่ถูก ถ้าจ้างผมมาเพื่อให้ผมเป็นกัปตันเรือ ต้องเชื่อว่าผมเองรู้ว่าข้างหน้ามันเป็นอย่างไร พอเรามีความคิดไม่ตรงกัน คือถ้าจ้างเรามาบริหารแต่ไม่ให้เราตัดสินใจ มันก็เหมือนไม่ให้เราบริหาร เราก็คงต้องตัดสินใจ

แต่ถ้าบริษัทที่เค้าท็อป คือชัดเจนมาก เค้าไม่ต้องการจะให้คนนั่งคิดมาก ต้องการให้ตามนโยบาย แต่คนที่รู้สึกไม่เห็นด้วยกับนโยบายก็มี 2 อย่าง หนึ่ง ทำใจ สองคือออกไปทำสิ่งที่ตัวเองอยากทำ

การทำงานพี่เป็นอย่างนี้ พี่เริ่มต้นทำงานที่ฟูจิประมาณ 5 ปี พี่ย้ายไปทำบริษัทสยามเรดิโอ หรือสยามทีวี ตอนนั้นก็ทำ 4 คลื่น เป็น Marketing Sale Director ประมาณ 5 ปี พี่เข้ามารับตำแหน่ง GM ของ Channel V Thailand 4 ปี พี่ย้ายไปฮ่องกงเป็นรองประธานฝ่ายโปรแกรมมิ่งของสตาร์ทีวีอีก 2 ปี ทำงานอยู่ออสเตรเลียอีก 2 ปี ตำแหน่ง Marketing Sale Manager บริษัท ZEAR Television จากนั้นก็มีโอกาสมานั่งทำงานอยู่ที่โซนี่ มิวสิค พอมาอยู่ที่โซนี่แล้วก็มาถึงจุดที่คิดว่าเราจะเป็นคนขององค์กรต่อไป หรือว่าเราจะไปทำธุรกิจใหม่ ที่พี่ออกมาพี่ก็ตั้งใจจะทำธุรกิจของตัวเองแล้ว แต่มาเจอผอ . มิ่งขวัญ ท่านก็บอกว่าไม่มีใครมาช่วยทำตรงนี้เลย มาช่วยก่อนได้มั้ย ซึ่งพี่ก็ใช้เวลาไม่มาก จริงๆ พี่ไม่อยากจะเหนื่อย สองคือพี่คุยกับพี่ฮาร์ทไว้ว่าปีหน้าจะครบรอบ 20 ปี ก็อยากจะทำเพลงอีกสักชุด ก็เลยอยากจะทำงานที่ไม่ใช้เวลามากนัก ให้มีเวลาว่างที่จะทำเพลงสักชุดนึง

ประสบการณ์จากการทำค่ายเทป

คือได้เรียนรู้ว่า ทำอะไรทำด้วยอารมณ์มันต้องไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ ( หัวเราะ ) สอง เวลาทำธุรกิจ เป็นเพื่อนกันมา 7 คน ก็เป็นบทเรียนที่ทุกคนบอกมาว่าไม่มีใครเป็นเพื่อน ทำธุรกิจกับเพื่อนไม่ได้ อย่างพี่ฮาร์ทเองก็สนับสนุนน้องที่มีความตั้งใจมาก เราอยากทำ ก็โอเค แต่ขายไม่ได้ ( หัวเราะ ) พี่ว่าอย่างเดียวที่เกิดขึ้นก็คือความผิดพลาดที่เกิดขึ้น เราสามารถหันไปมองและแก้ไขมันได้ ตอนนี้เราก็โตแล้วนะ ตอนสมัย 30 เรายังโง่อยู่ แล้วพี่ก็เชื่อว่าพี่ 50 พี่มองกลับมาตั้งแต่ต้นก็จะคิดว่าเราโคตรโง่เลย แต่ว่ามันมีการเรียนรู้กันไปเรื่อยๆ การทำค่ายเทปมันไม่ได้เป็นงานหลัก เราก็ทำอย่างอื่นด้วย เป็นช่วงระหว่างอยู่สยามเรดิโอ จะย้ายไปชาแนลวีช่วงนั้นจะเป็นช่วงเพลงอินดี้กำลังมา

การเข้าหาลูกค้าในการทำการตลาด

ต้องมองก่อนว่าสินค้าเป็นอย่างไร ต้องทำใจเป็นคนซื้อก่อนว่าจะซื้อมั้ย ถ้าเราเป็นเค้า เราเข้าใจว่าบริษัทเขาคือ อย่างโนเกียจะลงโฆษณา ถ้าเราตอบได้ว่าช่วงแรกจะทำแบรนดิ้ง ช่วงสองจะดิวซ์โปรดักส์ดีเวลอปเมนต์ เขาอยากให้คนเห็นรูปตรงนี้นะ แล้วแอดที่ทำออกมา จริงๆ แล้วมีไซส์เดียวกับไซส์หนังสือเราไหม ถ้าไม่ได้มีไซส์เดียวกัน แต่ถ้าเราจะลงให้เขา เราก็ต้องมีอาร์ตเวิร์คใหม่ แต่ถ้าบอกได้ว่าโปรดักส์นี้ตรงกับเรา โอกาสประสบความสำเร็จสูง ถ้าเรารู้จักสินค้าเขา รู้ว่าเขาทำแคมเปญแบบไหน เวลาเข้าไปคุยกับเขาเราก็จะคุยได้ชัด แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดในเรื่องของการขาย อย่างแรกที่นั่งคุยกับเขาคือต้องถามตัวเอง เราต้องเข้าไปทำให้เขารู้สึกว่าเราเป็นคนที่รู้และสามารถช่วยเขาได้ สองเราต้องอ่านเขาให้เป็น ง่ายๆ ก็อย่างตอนนี้คือถ้าพี่นั่งกับคุณแล้วก็ต้องสังเกตว่าถ้าเขานั่งแบบนี้นี่คือเขารู้สึกดี เขาตั้งใจฟัง แต่ถ้าเขานั่งแบบกอดหน้าอกเนี่ยก็คือจะเริ่มไม่อยากฟังรู้สึกว่าเขาเหนือกว่าเรา เราต้องอ่านคนให้เป็น ดูสายตาเค้า ถ้าเราทำได้เก่งเราก็จะรู้ว่าที่เราพูดไปเป็นยังไง สุดท้ายก็คือเราต้องปิด ก็คือหลังจากที่เราเสนอสินค้าแล้วออกมาเราต้องรู้ว่าที่เราออกมาโอกาสที่จะได้มากน้อยแค่ไหน ถ้าตรงนั้นแน่ใจว่าร้อยเปอร์เซ็นแล้ว ทำยังไงก็ได้ ให้ปิดการขาย ให้เขาตกลง

กลยุทธการแข่งขันที่สูงในรายการวิทยุ

ผมคิดว่าทุกอย่างเลยนะตอนนี้ เราเข้ามาในตลาดที่คนเขาทำกันอยู่ก่อนแล้ว เราก็ต้องเล่นกับคน ต้องทำทุกๆ อย่างเพื่อจะเอาชนะเขาให้ได้ ในใจพี่ตอนนี้ถามว่าเจ็บมั๊ย คือทุกคนจะลงวิทยุเพื่ออยากจะได้กลุ่มที่กว้าง เพราะฉะนั้นสากลเนี่ยยังไงก็ตามก็ยังเป็นซับสเตทเม้นต์ของสเตทเม้นต์ใหญ่อีกที คนฟังเพลงบ้านเราก็ยังฟังเพลงไทยอยู่อีกเยอะ มันก็แล้วแต่ยุคสมัยด้วยนะ เหมือนในยุคปี 70 -80 บ้านเราสมัยนั้นเพลงก็ยังไม่ค่อยมีอะไรมาก แต่นับตั้งแต่ปี 84 เป็นต้นไปวงการเพลงไทยก็เริ่มจะมีศิลปิน มีบริบทอะไรมากขึ้น เริ่มมีเบิร์ดกับฮาร์ท มีพี่ปั่น มีเบิร์ดธงชัย มีอัสนีย์ - วสันต์ ช่วงหลังคนไทยก็เลยไม่ค่อยได้ฟังเพลงสากลสักเท่าไหร่

 

Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618