| Home |  | About Us | | News |  | Yes! Club | | Job | | Book Shelf | | Webboard |  | Letter | 
 
ช่างแต่งหน้า
Reality Support


ทรงสรรค์ รอดงาม (เล็ก)
 
 

 

เป็นคนจังหวัดอะไรคะ
เล็กเป็นคนจังหวัดพิจิตร

ทำไมถึงมาเป็นช่างแต่งหน้าได้คะ
ตั้งแต่สมัยเรียนแล้ว เป็นคนชอบงานศิลปะเพราะตอนเรียนก็เลือกเรียนศิลปะด้วยแบคกราวด์ที่เราชอบ เออ เราชอบสีสัน ได้เขียนสี ได้เขียนภาพอะไรลักษณะนั้นมากกว่าก็ชอบเรื่องของสีเป็นมิติการให้น้ำหนัก

เรียนอะไรมาบ้าง ถึงระดับไหน
มัธยมต้น แล้วเรียนมัธยมปลายอีกนิดหน่อยก็โดดเข้ามาทำงานเลย แต่ว่าจุดเริ่มต้นที่มาทำงานได้เข้ามาจุดนี้โดยตรง ก็เริ่มต้นคล้ายๆ ค่อยๆ คลำหาว่าตัวเองชอบอะไร ก็เริ่มจากทุกๆ อาชีพนะ เริ่มจากการไปเป็นเด็กรับใช้บ้าง แล้วก้อยากเป็นพนักงานขายในห้างก็ไปลองดู ซึ่งเป็นอะไรที่ใกล้ตัวเข้าไปอีกนิดนึง คล้ายๆ ว่าพอเข้าไปเป็นพนักงานขายในห้างเราจะไปเห็นบางคนเขาแต่งหน้าแต่งตัว แล้วก็ในห้างเนี่ยก็จะมีพวกเคาท์เตอร์เครื่องสำอางนั่นก็ใกล้เข้าไปอีกจุดหนึ่ง แต่ถามว่าชอบตรงนั้นเลยไหม ยังไม่ชอบ ยังไม่รู้สึกอะไร

ไปทำในห้างอยู่แผนกอะไรคะ
เป็นพนักงานขายรองเท้า ซึ่งบังเอิญว่าแผนกมันไปอยู่ใกล้เครื่องสำอางด้วยมั้ง คล้ายว่าดึงจุด...คือเราเคยเรียนศิลปะมาด้วย พอเราไปเห็นแล้วก็โอเค เรื่องความสวยความงามเราชอบ เออ มันดูดีนะ คล้ายกับสิ่งที่เราเรียนมาเลย แต่ว่าที่เราเรียนมีแค่กระดาษแผ่นเดียว กระดาษเปล่าๆ เราจะมาทำยังไงให้มันมีมิติ มีสีมีสัน แต่ว่ากับไอ้ตรงที่จุดประกายอยากเรียนอันนั้นโดยตรงยังไม่ใช่ มันคล้ายๆ กับว่าเราค่อยๆ แทรกซึม พอเห็นเพื่อนๆ พี่ๆ ที่ทำงานด้วยกันเขามีการแต่งหน้า เราก็เข้าไปหยิบไปจับไปลองเล่นดู ก็เออมันเหมือนสีที่เราเคยเรียน เคยเขียนมาเลย แต่นี่มันเป็นลักษณะสีฝุ่นๆ ดูสวยดีเราก็ลองเอานิ้วแตะๆ มาละเลงกับมือเราบ้างเป็นลักษณะนี้ ก็รู้สึกว่าสวยดีนะเมื่อลองไล่เฉด จนไม่รู้ว่าจุดผกผันหรืออะไรยังไงมีรุ่นน้องคนหนึ่งเค้ามาบอกว่าให้เราแต่งหน้าให้หน่อยเราก็ไม่รู้ว่าเราแต่เป็นรึเปล่า เราก็ลองสุ่มๆ มั่วๆ ดู ครั้งแรกก็สนุกดีนะ เออสนุกดี เขาก็ชอบใจที่เราแต่งให้ ลักษณะนั้น

ทำไมอยู่ๆ เขาถึงอยากให้แต่งให้คะ
พนักงานขายทุกคนจะต้องแต่งหน้าไม่ว่าจะขายเครื่องสำอางหรือขายผลิตภัณฑ์ในห้าง ซึ่งจะมาปล่อยให้ซีดๆ เซียวๆ ไม่แต่งหน้าไม่ได้ ทุกคนต้องดูดี

 

 

การแต่งหน้าครั้งแรกเป็นยังไงบ้าง
สั่นเหมือนกัน แต่บังเอิญว่าคนที่เขามาให้เราแต่งเขาก็เป็นเด็กๆ มาใหม่ๆ จะโปะสีอะไรให้เธอ เธอก็โอเค แค่ตอนนั้นคือ หนึ่งเขาอยากให้เราแต่งให้ เขาก็มั่นใจ แต่ถามว่าเรามั่นใจตรงนั้นไหม ก็ยังเฉยๆ อยู่ กะว่า เออ ลองเล่นๆ ดูไม่เสียหายอะไรมากมาย คือเอาสีๆ ป้ายๆ ลงตรงนั้นตรงนี้ ซึ่งตรงนี้สังเกตจากคนอื่นที่เขาแต่ง เลียนแบบคนอื่น เพราะยังไม่มีใครมานำว่าแต่งคิ้วต้องแต่งอย่างนี้นะ เขียนตาต้องแต่งอย่างนี้ คือดูมาให้พอเป็นสีสันให้หน้าเด็กคนนี้ไม่จืด แค่นั้นพอ เขาก็ชอบใจ

ทำแบบนี้อยู่นานไหม
เกือบทุกเช้าที่มีการทำงาน ก็แต่งให้น้องคนนี้ตลอด น้องคนนี้พอเช้ามาเค้าก็จะมา แบบแต่งให้หนูหน่อย เขาก็แฮปปี้ เราก็เออ จากการแต่งด้วยความรู้สึกเฉยๆ จนรู้สึกชอบ แล้วศึกษาไปด้วยในตัว อันนี้เรียกว่าอายแชโดว์ อันนี้เรียกว่าบรัชออน อันนี้เรียกว่ามาสคาล่า คล้ายๆ ก็ต้องเริ่มศึกษาไปด้วยทีละเล็กทีละน้อยว่า อ๋อตัวนี้เรียกว่าอย่างนี้นะ ไม่ใช่เรียกเชยๆว่าสีทาแก้มสีทาปาก ต้องเรียกให้มันดูอินเตอร์นิดนึง

หัดด้วยตัวเองโดยตลอดเลยเหรอคะ

แรกๆ เรียนรู้ด้วยตนเอง มีช่วงหนึ่งที่ชีวิตตัวเองต้องผลิกผันเข้าไปอยู่ใกล้ชิดมากกับอาชีพนี้ คือไปทำงานในเว็ดดิ้งสตูดิโอ จริงๆ แล้วไปเริ่มต้นที่ผู้ช่วยช่างภาพแต่ว่ามันอยู่ใกล้กันมาก คือในสตูดิโอเดียวกันมันต้องทำงานประสานกัน ลูกค้าจะต้องมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมแล้วกเข้ามาลองชุดในเว็ดดิ้งสตูดิโอที่เราทำงานอยู่ เวลาทำงานในเว็ดดิ้งสตูดิโอเนี่ย เราเป็นผู้ช่วยช่างภาพ เวลาที่ถ่ายไปถ่ายมา ลูกค้าจะมีการหน้ามันบ้าง ผมตกบ้างซึ่งเป็นอะไรที่เราต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ลูกค้า ซึ่งจะเรียกช่างแต่งหน้ามามันก็ได้แต่ว่าถ้าดูในสโคบงานตัวอื่นมันจะเสียเวลานะ ถามว่าเราทำได้ไหม เราว่าเราทำได้ เราก็ไปเอาแป้งพับ เอาโน่นเอานี่มา ก็คือดูแลในส่วนของการทำงานของเราตรงนั้นด้วย เราก็เออ มันไม่อยากจริงๆ เราก็ทำได้ ถามว่าเราชอบในใจไหม เราชอบอยู่แล้ว แต่ว่าจังหวะที่เราจะเจอโดยตรงที่จะเจองานใกล้ชิดกันอย่างนี้ ถามว่าเคยมีไหมมันก็ไม่เคยงานตรงนี้มันใกล้เราที่สุด มันมาจุดประกายเราว่า เออ เราชอบนะอยากทำตรงนี้ให้ดี ก็เลยขออนุญาตเจ้าของร้าน บอกว่าขอไปเรียนแล้วกันนะ อาทิตย์นึงจะมาทำให้เสาร์ - อาทิตย์ คือปกติจะทำงานทุกวันนั่นแหละ แต่ว่าขอไปเรียนทั้งหน้าทั้งผม แต่ถามว่าไปเรียนที่ไหน ก็คือว่ามีเงินเก็บอยู่ก้อนนึง แล้วมีเพื่อนเป็น BA คือ Beauty Adviser เป็นพนักงานขายเครื่องสำอางในห้างนั้นแหละ ก็คือคล้ายๆ กับงานเก่าเพื่อนก็แนะนำว่าไม่ต้องเรียนที่มันเสียสตางค์มากหรอก เอาแค่ซื้อเครื่องสำอางมาแล้วกันแล้วเดี๋ยวเพื่อนจะแนะนำให้ เราก็โอเค คล้ายๆว่าไปอยู่ที่เคาท์เตอร์เขาเลย หมดไปเกือบๆ หมื่น ชุดแรกที่ซื้อไป คาราค่อนข้างพอสมควร แล้วคล้ายๆว่า ลูกค้ามาก็แต่งหน้าลูกค้าไป เด็กข้างๆ ล็อคก็มาจับแต่งหน้าไปด้วย ซึ่งตอนนั้นเขาก็พอจะทำผมเป็นบ้างนิดหน่อย คล้ายว่าเอาวิชามาแลกกัน

 

 

แล้วพนักงานในห้างเขาไม่ว่าเหรอคะ
ไม่ว่า ซึ่งพนักงานที่ต้องรับผิดชอบก็คือเป็นเพื่อนของเราเองในเคาท์เตอร์นั้นๆ คือเราซื้อเครื่องสำอางแล้วเพื่อนก็แนะนำก็สอนเราไปด้วย เพื่อเขาเป็นคนพูดว่า กล้าหน่อย ให้เรากล้าไม่ต้องกลัวว่าเราใช่อาร์ตติสรึไม่ใช่ ไม่ต้องกลัวตรงนั้น แต่โดยส่วนใหญ่แล้วคนแต่งหน้าก็จะเป็นเด็กๆ แถวนั้นมากกว่า บังเอิญช่วงนั้นเป็นช่วงปีใหม่ด้วยเด็กอยากจะไปงานแฟนซี อยากจะไปงานโน่นงานนี้เราก็เลยได้แต่งหน้าบ่อยมากเวลาบริษัทเขามีงานเลี้ยง เราก็ได้แต่ง คล้ายกับว่าเราโชคดีที่เราไปเริ่มต้นตรงจุดนั้นช่วงปีใหม่ด้วยทำให้เราได้ฝึกมือบ่อยขึ้น

ทำมากี่ปีแล้ว
ถ้าเริ่มต้นจากตรงนั้นเลยมันก็มีงานเข้ามาเลยนะพอสตาร์ทเริ่มปุ๊บมีงานเลย คล้ายๆ ว่าเราต้องตัดสินใจว่าเราจะรับหรือไม่รับ

งานมาจากไหน
ช่วงนั้นรับปริญญาพอดีของสถาบันราชภัฏ แล้วลูกค้าเดินโต๋ตั๋ดโต๋เต๋เข้ามาในร้านเดินมาคล้ายๆว่าพรุ่งนี้จะรับปริญญาแล้วตอนนี้ยังหาช่างแต่งหน้าไม่ได้เลย บังเอิญช่างประจำเขาหยุด อาศัยแรงยุจากหัวหน้าด้วย เอาสิรับสิ เราก็บอกไปว่าแต่งหน้าเป็น ทำผมได้ เอาไหม?..เอาก็เอา ก็เลยรับงานแรกไปเลย ถามว่ามั่นใจไหม ตัวเองมั่นใจแต่ว่าจะทำมันได้ดีไหมก็คืออาศัยความมั่นใจให้เต็มที่ แต่ลูกค้าเขาบอกว่ายังไงก็ได้ เขาไม่โทรมไม่หน้ามันจนเกินไปที่จะเข้าไปงานรับปริญญา นั่นคืองานแรก จากวันนั้นถึงวันนี้ก็ประมาณ 6 ปีได้ ซึ่งถือว่าชั่วโมงบินยังน้อย ช่างแต่งหน้าบางคนต้อง 10 ปี 20 ปีก็แล้วแต่แต่ละคน

ต้องใช้ฐานความรู้อะไรบ้าง
การดูลักษณะโครงหน้าออก แล้วก็การแยกสี ซึ่งโดยพื้นฐานแต่ละคนที่จะมาเป็นช่างแต่งหน้าต้องรู้จักโทรสีก่อนว่าโทรสีนี้เรียกโทนสีอะไร โทนสีร้อน โทนสีเย็น ซึ่งตรงนี้เราได้จากการที่เราเรียนศิลปะมาการแยกสีว่า โอเค สีนี้เรียกโทรสีร้อนนะ โทนนี้เรียกโทนสีเย็นนะ การดูโครงหน้าของคน การดูจุดบกพร่องบนใบหน้าของแต่ละคนว่าใครมีอะไรยังไงบนใบหน้า จุดบกพร่องของเขาเป็นยังไงเท่านั้นเองโดยพื้นฐาน

วิธีการเหล่านี้เรียนรู้มาจากไหน
หลังจากที่ได้ทำตรงนี้มา เขาก็จะมีการเปิดคอร์ส เออ..ไม่เรียกว่าเปิดคอร์สสิ อาจจะประมาณว่า มันมีสินค้าอยู่ยี่ห้อหนึ่งเขาเปิด

 

 

 

Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact us: editor@yes-wedo.com