|
ถ้าให้ย้อนเวลาอยากจะเล่าประวัติศาสตร์ของตัวเองใหม่อยากจะเล่าว่าอะไรบ้างตั้งแต่อดีตตอนอยู่ต่างจังหวัด
ถ้าคุณอยากเปลี่ยนประวัติได้เสริมแต่งได้
เกิดที่อุดรแล้วพ่อเป็นคนอีสานเป็นตำรวจแล้วก็ไปเป็นทหารอาสารับตามเสด็จพระชนนีไปใต้ไปเจอแม่หลังจากนั้นก็รักกันมีลูกหนึ่งคนคือพี่สาวแล้วก็มีผมเป็นคนที่สองเกิดที่อุดร
ไปใต้จังหวัดอะไร
จังหวัดนครศรีธรรมราช หลังจากนั้นเกิดผมที่อุดรก็ย้ายไปสงขลาไปแม่ฮ่องสอนอำเภอแม่สอดมาลงท้ายได้ที่หัวหินเท่าที่ผมจำความได้ที่หัวหิน
แล้วพออยู่ ป.5 พ่อสอบได้นายร้อย แล้วพ่อเค้าย้ายไปหลายอำเภอหลายจังหวัดมากแต่ผมไปหยุดอยู่ที่จังหวัดอุดรเพราะเป็นบ้านปู่
ก็อยู่ ป.5 พ่อ ป.6 ก็ย้ายอีกไปอำเภอเชียงคลานจังหวัดเลย ก็กลับมาอุดรอีกจนจบ
ม.3 แล้วเข้ากรุงเทพ
อยู่เลยจนถึง ม.3
คือแบบ อุดร 2 ครั้ง
คือไม่มีเพื่อนประจำเลย
แค่ปีเดียวก็ต้องย้ายแล้ว ย้ายก็เพราะมีสาเหตุบางทีแบบอยากไปอยู่ใกล้ๆ
แม่อยากดูแลแม่
แสดงว่าคุณไม่มีสิ่งผูกพันเลยนอกจากครอบครัว เป็นคนไม่อยากไปโรงเรียนไหม
ไม่ ผมอยากไปนะ ผมเป็นเด็กแบบว่าเชื่อฟังพ่อแม่และก็คือครอบครัวระยะหลังก็มีปัญหานิดหน่อย
ผมก็เลยอยู่กับแม่มากกว่าดูแลแม่ด้วยยามที่แม่เศร้า เข้ากรุงเทพมาอยู่คนเดียว
เข้ากรุงเทพมา ม.4
ปวช.
เรียนโรงเรียนอะไรก่อน พอจบ ม.3 แล้วเข้าอะไร
ผมชอบวาดรูปไง แต่ทางบ้านไม่มีใครเห็นเลย ปู่ย่าก็มีญาติทำงานธนาคารทั้งหมดเลย
ทางพ่อก็รับราชตำรวจ เพราะฉะนั้นเค้าจึงไม่เห็นว่าจะไปเรียนศิลปะวาดรูปทำไม
พอดีแม่เห็นว่า ญาติทางแม่ทั้งหลายเค้าวาดรูปก็เลยส่งมากรุงเทพ ก็มาอยู่คนเดียวอยู่บ้านน้าก็อยู่ได้ไม่นานเพราะน้าเค้าคิดว่าเราเป็นเด็กเกเร
ทำไม
เราชอบเล่นกีต้าร์หน้าบ้าน ผู้ใหญ่เค้าไม่ค่อยเข้าใจคิดว่าเราเกเร
เราก็อยากมีเพื่อน
เรียนที่ไหน ตอนเข้ามากรุงเทพ
ไทยวิจิตรศิลป์
ตอนนั้นเกเรใช่ไหมเด็กไทยวิจิตรศิลป์ ชอบตีกัน
ภาพพจน์ออกอย่างนั้น ผมจะไปสอบช่างศิลป์แล้วพอดีมันไม่รู้ว่าเค้าไปสอบกัน
อุปกรณ์ที่เค้าเอาไปสอบกันก็ยังงง กระดานสเก๊ดเป็นอย่างไงดินสอยีเป็นอย่างไงไม่รู้จักเลยแล้วต้องไปเรียนลาดกระบังรู้สึกจะเป็นปีแรกที่ต้องไป
ไปเรียนลาดกระบังเราก็ไม่มีญาติใกล้แถวนั้น แม่ก็บอกอยู่ในเมืองดีกว่าเพราะมีบ้านน้าอยู่
ตั้งใจเรียนแล้วก็ดูแลตัวเองทั้งเรื่องจิตใจเรื่องความอดทนทุกอย่าง
พอนึกออกไหมเด็กคนหนึ่งอายุประมาณ 16 แล้วเข้ากรุงเทพมีปัญหาอยู่บ้านกับญาติพี่น้องไม่ได้เลยต้องออกมาอาศัยอยู่คนเดียว
เป็นคนร้ายหรือเปล่าเป็นคนแบบกวน
ไม่เลย
เฉยแต่น่าหมั้นไส้
เราไม่รู้ว่าเค้ามองอย่างไง
ตอนนั้นยังเด็ก แต่ตอนนี้เป็นผู้ใหญ่รู้รึยังว่าเค้ามองยังไง
เราก็มองอยู่ดีว่าเค้ามองอะไรที่มันง่ายๆ
แล้วทำไมมาเข้าศิลปกรได้
ก็ตั้งใจเรียนจากไทยวิจิตรศิลป์ไม่เที่ยวเตร่ การที่เราขยันเรียนได้เป็นตัวแทนของโรงเรียนไปประกวดได้ใช้สีฟรี
เราก็ไม่ค่อยมีเงินหรอก สีนี้ก็เป็นสีอย่างดี เราก็โชคดีมาก แล้วเราก็มาติวที่นี่เพราะเพื่อนชวนมาและก็อยากเอ็นทรานติดด้วย
ติวที่นี่
ที่จิตรกรรม พอเอ็นก็เอ็นติด
ตอนเด็กคิดว่าอยากเป็นอะไร เอาตอนที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวอยากเป็นอะไร
อยากเป็นครู
ครูอะไร
ครูสอนหนังสือ
ครูสอนวิชาอะไรหรือว่าให้ได้เป็นครูสอนวิชาอะไรก็ได้
คือตอนเด็กๆ ครูก็จะถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร สิ่งแรกที่เราอยากจะเขียนอยากเป็นครู
คือไม่รู้ว่าเป็นครูอะไรสอนอะไรไม่รู้
ตั้งใจจะทำงานด้านจิตรกรรมตั้งแต่เข้าเรียนไทยวิจิตรศิลป์ จบ ม.3
ก็รู้แล้วต้องเรียนทางนี้แน่ๆ
ไม่นะ คือแม่ก็มีส่วนเหมือนกัน แม่เค้ารู้เค้าบอกว่ามันมีศิลปะที่เป็นแบบเพียวๆ
เลยนะกับศิลปะประยุกต์เค้าก็ถามแล้วตั้งแต่เรียน ปวช. มันมีสาขาให้เรียนไงว่าอยากจะเอาแบบไหนแบบนึงก็ศิลปะแบบเพรียวแบบนึงได้เงินนะแต่อีกแบบไม่ได้เงินนะแต่จะสามารถค้นหาตัวเองได้
แม่เค้าจบ ป.4 เองนะแต่แม่เค้าเข้าใจมีจิตวิทยา ผมก็ตัดสินใจว่าไม่สนแล้วเงินสู้เราได้ทำอะไรในสิ่งที่เราชอบดีกว่าก็เลยเลือกลงจิตรกรรมเค้าเรียกว่าสาขาวิจิตรศิลป์ก็เรียนมาจนเอ็นติด
ประวัติคุณเด๋อ
พ่อเป็นคนเมืองกาญเกิดที่อ่างทองแม่เป็นคนโคราชแล้วก็ไปเจอกันพ่อไปสอนที่เทคนิคโคราชแล้วเค้าก็เลยไปอยู่ที่โคราชผมก็เกิดที่นั่นแล้วก็โตมากับครอบครัวที่อบอุ่นมากเพราะมีตามียายมีป้าเต็มบ้านหมดแล้วพ่อเค้าก็จะไปทำงานอยู่ต่างประเทศบ่อยช่วงนั้นก็จะห่างๆ
กับพ่อตอนเด็กๆ แต่กับแม่ แม่เค้าก็จะดูแลอย่างดี
พ่อเป็นศิลปิน
ไม่ใช่ครับ พ่อเป็นช่างจบไฟฟ้ามาเค้าจะทำเสาวิทยุบ้าง เป็นเหมือนวิศวกรก็ไม่เชิง
แต่จะดูแลโครงงานเวลาบริษัทประมูลงานได้เค้าก็จะดูแลคุมการสร้างจนเสร็จ
ซึ่งตอนนั้นก็จะไปทำที่อีรักอะไรแบบนี่ ตะวันออกกลาง ก็จะห่างๆ แล้วแม่เค้าก็จะดูแลดีบ้านผมก็จะอบอุ่นมากถึงมากที่สุด
อบอุ่นจนร้อน
ก็เลยอยู่บ้านไม่ได้เหมือนกัน
ใช่ ผมก็เรียนที่โคราช ประถม มัธยม ปวช. ก็เรียนที่โคราชแล้วก็มาเอ็นที่จิตรกรรม
ก็จบ ม.3 ที่อัสสัมชัญตอนนั้นผมฝันอยากเป็นวิศวกรตอนเด็กๆ หรือสถาปนิกเพราะพี่ชายเป็นสถาปนิกแล้วก็เรียนไม่จบ
แต่ผมจะค่อนข้างโง่เลขแต่จะชอบภาษาอังกฤษตอนประมาณ ม.3 แม่เค้าก็แนะนำเรียน
ปวช. ศิลปะต่อดีกว่าเพราะเค้าเห็นผมวาดรูปเล่นตั้งแต่เด็ก ก็เลยเหมือนกับมาเรียนทางนี้ได้ส่วนหนึ่งก็เพราะครอบครัวช่วยตัดสินใจ
คือจะค่อนข้างแปลกครอบครัวอื่นอาจจะไม่อยากให้เรียน
ใช่ กำลังคิดว่าสองคนเนี่ยมีอะไรที่แปลก
เค้าแทบจะจับมือเขียนเลย ผมถามแม่ว่าสถาปนิก สถาปัตย์ หรือศิลปะกรรมดี
แม่เค้าบอกว่าศิลปะแหละ ส่วนหนึ่งพ่อแม่เค้าคุ้ยเคยวงการศิลปะอยู่บ้าง
พ่อเคยทำแกเลอลี่ที่โคราชเค้าเป็นนายช่างแต่เค้ามีเพื่อนฝูงที่เป็นศิลปินอยู่บ้าง
เพราะฉะนั้นเค้าจะเห็นคุณค่าอะไรตรงเนี่ย แล้วผมชอบวาดการ์ตูนเล่นเค้าก็เลยสนับสนุนไปเลย
มันเป็นความฝันของผู้ใหญ่ตั้งแต่เด็กๆ เปล่า
ไม่เชิง ไม่ใช่ฝัน เค้าเห็นผมวาดเล่นแล้วเค้าก็ชอบที่ผมวาดมากกว่า
ซึ่งผมก็แย้งด้วยซ้ำตอนแรก จบไปทำอะไร ศิลปินไส้แห้ง จิตกร ซึ่งผมไม่มีความคิดเป็นศิลปินเลย
พอเรียนจบ ปวช. มันก็เป็นเรื่องปกติที่ต้องไปสอบจิตรกรรม ศิลปกร มันเป็นค่านิยมของเด็กเรียนศิลปะมันเป็นเรื่องปกติ
ก็มาเอ็นติดก็เรียนไปแบบตั้งใจทำงานไปแบบวันๆ เหมือนกับทำงานศิลปะให้มันดีๆ
ไปวันๆ ให้มันดีให้มันได้ส่ง
ก็คือให้ส่งด้วยให้มันดีด้วย เอา A เอา B แต่ไม่ได้ฝันเลยว่าผมจะอย่างงั้นอย่างนี้จริงๆ
จบไปอย่างทำโฆษณาด้วยซ้ำคิดมาตลอดตั้งแต่เรียน พอเรียนจบก็ไปทำโฆษณาพอทำโฆษณาแล้วถึงได้รู้ว่ามันขัดกับธรรมชาตินิสัยอย่างมาก
คือผมเป็นคนไหวพริบไม่ค่อยดี ปฏิภาณ ความฉลาดเฉลียวในเรื่องแก้ปัญหาจะไม่ค่อยคล่อง
ใครบอก
คิดเอง แล้วก็สังเกตตัวเองจากการทำ job กับเพื่อนๆ บางทีเราจะช้ามาก
สมมติมีปัญหาที่จะต้องแก้ฉากใหญ่ๆ เพื่อนเค้าก็จะปุ๊บๆ ผมก็จะอะไรหว่ะ
แล้วพอไปทำโฆษณาเหมือนว่าเราติดคุกนะครับ เพราะวันๆ ต้องไปนั่งคิดโจทย์อะไรซึ่งมีปัญหาเยอะ
ขนาดเดียวกันก็เป็นปัญหาที่เราต้องแก้เพื่อตามใจคนอื่น ผมก็เลยอึดอัดมากมีอยู่วันหนึ่งเคยเห็น
packet ห่อขนมหนังโฆษณาต้องมี packet ที่ฉาย ต้องมานั่งพับแพ็คให้สวยเพราะถ้าถ่ายออกมาแล้วมันจะดูไม่ดี
มันจะยับ ผมมานั่งพับแพ็คให้สวย 1 คืนผมได้ 2 อัน ผมน้ำตาไหล ผมคิดในใจว่าผมต้องออกผมมานั่งใจทรมานมาขายแฟ๊บขายสบู่ตอนนั้นด่ามากเลย
จริงๆ แล้วตัวเองทำไม่ได้ ไม่ได้มีอะไรหรอก พอเลิกทำโฆษณาก็กลับมาเรียนโทเป็นเรื่องเป็นราว
พอกลับมาเรียนโทก็ไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นจิตกร เพียงแต่ว่าตอนนี้อยากทำอย่างนี้แหละ
เรียนทำไม
ไม่รู้เหมือนกันว่าเรียนทำไม แต่รู้ว่าจะต้องเรียนเพราะอยากทำงานต่อ
เรียนโทคณะจิตรกรรมเนี่ยเหรอ
คณะจิตรกรรม
ก็ใช้ชีวิตเหมือนเดิม
กลับมาเหมือนเดิม
ก็ต้องวาดรูป
ใช่ครับ ต่อเนื่องกันไป แต่ต้องพัฒนางานให้มันเปลี่ยนแปลงไป
ศิลปะปริญญาตรีกับศิลปะปริญญาโทมันต่างกันอย่างไง
มันมีเรื่องความคิดมากกว่าตัวงานคงไม่ใช่ ตัวงานบางทีตอนเราทำในระดับปริญญาตรีมันจะมีลิมิตของเวลามันจะบังคับให้เราพรั่งพรูเราจะทำโดยความเข้าใจน้อยทำให้มันเสร็จให้มันสมให้ได้ดีที่สุดในตอนนั้นบางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันดีรึเปล่าพอมาปริญญาโทเหมือนกับว่าเราคิดมากขึ้นว่าสิ่งที่เราทำมามันคืออะไร
แล้วคิดว่าจะทำอะไรต่อไป
ใช่ พอมาทำงานศิลปะทำๆ ไปก็กลายเป็นว่าเราพึ่งมาค้นพบเอาตอนเรียนปริญญาโทเนี่ยแหละว่ามันอยู่ในเลือด
มันอยู่ในเลือดหมายความว่าเราคงทำอย่างอื่นไม่ได้แล้วแหละคิดแค่นี้ละครับ
ผมสังเกตง่ายมากเลยอะไรที่ผมทำแล้วชอบมันจะลืมวันเวลาไปเลย ตอนเรียนปริญญาโทไม่อยากเรียนจบเลยจะไม่ยอมจบด้วยซ้ำถ้ายังไม่มีตำแหน่งอาจารย์ว่างอยู่เค้าต้องเร่งให้จบ
ขณะเดียวกันทำงานโฆษณา 2 เดือนเหมือน 2 ปี คือผมเทียบอะไรง่ายๆ อะไรที่เราทำได้แล้วเพลินยาวแสดงว่ามันเป็นธรรมชาตินิสัยเราก็เลยอย่างเนี่ยแหละไปมันเรื่อยๆ
แล้วกัน ไปไม่ได้รู้อนาคต พอดีจังหวะมีเวลาว่าง พอตอนเรียนปริญญาโทก็รังเกียจพวกอาจารย์
อาจารย์สอนศิลปะไม่เห็นจะเข้าท่า อู้..เป็นอาจารย์ไม่มีทางเป็น อยากวาดรูปไปเรื่อย
ทีนี้มีรุ่นพี่เค้าชวนไปสอนพิเศษสอนแล้วเอาเงินมาล่อ เงินอาจารย์สอนพิเศษมันเยอะ
พอเราไปสอน สอนๆ ไปก็สนุกดี ก็เลยเจอเส้นทางที่จะทำให้มีความสุขได้ในชีวิต
ผมกับโลเลจะเหมือนกันคือเป็นพวกชอบหาความสุขให้กับชีวิตอะไรที่ไม่มีความสุขก็จะไม่ทำ
เป็นโรคจิตอย่างหนึ่ง
????
ที่ประกวดงานศิลปะก็ไม่ได้คิดอะไรทำงานศิลปะไปค้นหาไป บางคนก็กินเหล้าอย่างเดียว
เวลากลุ่มผมเวลาทำงานกันก็ทำจริงจัง แต่เด๋อดูจริงจังมาก คือเราแบบว่าก็เที่ยวด้วยแต่ก็แปลกมากถ้าทำงานก็เต็มที่เลย
เด๋อเนี่ยจะทำงานเต็มที่มาก จนกระทั่งทดลองส่งงานประกวดแล้วก็ได้รับรางวัลทุกก็จะ
โอ้..เก่ง
เพราะเค้ามีชื่อจากงานประกวดใช่ไหม ค่อนข้างจะได้ยิน
ถ้าเด็กนักศึกษาเค้าจะเป็นที่ยอมรับกันมาก คือตั้งแต่เด๋อได้ตอนปี
4 เทอมปลาย จากนั้นก็ได้มาเรื่อยๆ จนกระทั่งแบบว่าอาจารย์ใครๆ ก็รู้จักเค้าเก่ง
คือคุณเด๋อมารุ่งตอนปี 5
ไม่มีใครรุ่งอยู่แล้วตอนนั้นทุกคนก็มีกิจการ บางคนก็รับ job หนักเลย
หาเงินเป็นเรื่องเป็นราว บางคนก็เที่ยว บางคนก็มีธุระครอบครัวแล้วก็หายไปบ้าง
ความเก่งไม่เก่งตอนเรียนมันวัดกันตรงไหน แล้วตอนจบมามันวัดกันตรงไหน
เพราะอย่างตอนนี้ที่ไม่รู้จักคุณก็อยู่แนวค่อนข้างจะหน้าๆ หน่อย ของคนอายุใกล้ๆ
กันดูเหมือนจะเป็นอย่างนั้น
อาจจะเป็นเพราะว่าการทำงานของเค้าก็ได้มันชัดเจนไง เพราะมันชัดเจนปั๊บอาจารย์รู้จักเด็กรู้จักตรงนี้มันก็เลยส่งเสริมไป
แล้วคุณเด๋อ
ผมไม่ค่อยเลย ตอนปริญญาตรีผมไม่ค่อยดัง เราเป็นเพื่อนกลุ่มเดียวกันอยู่แล้วไงกลุ่มหนึ่งมี
5-6 คน ไร้สาระซะมากกว่าไปเที่ยว เวลาทำงานก็ต่างคนก็ต่างทำ
คือจริงโลเล เราไม่พูดว่าเก่งแล้วกันเดี๋ยวจะหาว่าชมกันเอง คือจริงๆ
คนทำงานศิลปะตอนเรียนมันความเก่งมันจะเท่าๆ กัน ฝีไม้ลายมือ ความคิด
เพียงแต่ว่าใครจะค้นพบตัวเองได้ก่อน เมื่อไหร่ที่ค้นพบตัวเองได้ก่อนแสดงว่าคุณไปได้เร็วกว่าคนอื่น
คนไม่มีตัวเองมีรึเปล่า ค้นแล้วไม่เจอ
มี รุ่นนึงมีอย่างมากไม่ถึง 10 คน ที่นี้โลเลเนี่ยกว่าผมจะเจอปี 3
เทอมปลาย แต่โลเลเนี่ยเค้าเจอตั้งแต่ปี 1 เพราะฉะนั้นถ้าบอกว่าการค้นพบตัวเองเป็นสิ่งเก่งของคนคนหนึ่งแสดงว่าเค้าเก่งตั้งแต่ปี
1 เค้าก้าวกระโดดตั้งแต่ปี 1 วิธีการทำงานของโลเลเค้าจะทำงานแบบเอาเป็นเอาตายซึ่งมันสอดคล้องกับนิสัยเค้าในปัจจุบันอยู่แล้วคือทำเป็นชีวิต
ใครเจอตัวตนก่อนก็รุ่ง เพื่อนผมเค้าชื่อทินกรเค้าเจอประมาณตอนปี 5
เค้าเจอเค้าก็ไปได้ ผมเจอผมก็ไปได้ โลเลเจอโลเลก็ไปได้ คนที่ไม่เจอก็ไปไม่ได้
หรือบางคนเจอแต่ไม่ยอมไปก็มี แต่บังเอิญพวกเราเจอเราก็ไปต่อ ไปต่อ
มันก็ดูเหมือนว่าในรุ่นมันยืนอยู่ข้างหน้าแต่ความจริงถ้ามีคนเดินมาอีกมันก็อาจมีไปได้บังเอิญพวกผมเหมือนกับมันทำจนทำอย่างอื่นไม่ได้
ตรงนี้มันเป็นพรสวรรค์หรือความเก่งรึเปล่าก็ไม่รู้ แต่ไปทำอย่างอื่นไม่ได้แล้ว
ทำอย่างนี้ได้ดีที่สุด ถ้าจะบอกว่าตรงนี้เป็นความเก่งก็คงจะใช่ แต่ถ้าบอกว่ามันไม่ใช่ความเก่งมันก็ใช่เหมือนกัน
มันเป็นความเหมือนกับเราเจออะไรที่เราชอบแล้วเราไป
เจอตัวเองที่พูดเหมือนกับที่เค้าชอบพูดกันรึเปล่าเหมือนกับเจอแมชชินที่เราป้อนอะไรไปแล้วมันผลิตออกมาได้แต่บางคนเหมือนกับทำงานแล้วก็ยังหาไม่เลิก
แต่บางคนมันเจอแล้วเอาข้อมูลใส่ลงไปให้มันปั๊มออกมาด้วยแมชชินเดิมพวกคุณเป็นประเภทไหน
เราไม่ได้กำหนดด้วยซ้ำว่าจะเจอตัวเองเมื่อไหร่ มันเหมือนกับว่าเราอยากทำอะไรในตอนนั้น
แล้วตอนนี้ยังหาต่อเปล่า หาอย่างสาหัสเท่าแต่ก่อนเปล่ารึมันเริ่มรู้อย่างช้าๆ
แล้วก็โครงสร้างเดิมก็คงไว้
ใช่ๆ เป็นอย่างหลังมากกว่า
เพราะว่าอะไร
เพราะว่าเราค่อนข้างมันเหมือนเราเริ่มเข้าใจธรรมชาติของตัวเราแล้วว่าเราชอบอะไร
เรามีรสนิยมแบบไหน หนังที่ชอบดู เพลงที่ชอบทำ อารมณ์เวลาทำงานเป็นอย่างไร
ความหมกมุ่นมันคือเรื่องอะไร มันเหมือนเราแยกมลสารในตัวเองได้เราก็รู้ว่าเราจะใช้อะไรมันเราจะหยิบอะไรมาใช้มันก็ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน
ขณะที่แต่ก่อนทำไมกูต้องเป็นคนแบบนี้หว่ะ ทำอะไรบ้าๆ บอๆ กูอยากจะระเบียบบ้างไม่ได้เหรอถึงตอนนี้มันจะรู้ว่าทางระเบียบยังไงก็ไม่เอาสมมตินะครับมันจะมีเส้นของมันอยู่
สภาพแวดล้อมด้วยรึเปล่า ผู้เสพ ผู้ชื่นชม เกี่ยวไหม
ไม่เกี่ยว พูดตรงๆ ไม่รู้จักเลยนะ ผมเขียนรูปผมนึกถึงคนอื่นไม่ได้เลย
โลเลพูดโลเลเขียนรูปนึกถึงคนอื่นไม่ได้เลย ต้องพูดกับตัวเองก่อน
ไม่แคร์ใครด้วยงานเสร็จไปแล้วจะเป็นอย่างไง
ถ้าคิดทำงานไม่ได้เลยนะ
เราไม่เหมือนคำโฆษณาจะต้องยึดติดอะไร จะต้องวางแผน
ขณะงานที่คนอื่นสั่งให้คิดยังคิดไม่ได้เลยยิ่งพอเป็นงานตัวเองยิ่งไม่ได้เลย
เนี่ยเป็นจุดแตกต่างระหว่างไฟน์อาทกับแอดไฟน์อาท
ก็แน่นอน
ศิลปินมีเบสท์เซลเลอร์รึเปล่าเหมือนหนังสือมันยังมีวิถีเบสท์เซลเลอร์มีวิถีของมัน
มีครับ มีแน่นอนทุกวงการมีเกมสำหรับไต่เต้าหมดขึ้นอยู่ว่าคุณจะเลือกเกมไหน
คือตอนนี้กำลังบอกว่างานให้มันเสร็จออกมาก่อนเถอะ ส่วนมันจะออกมาไปตรงนั้นอย่างไงนั่นมันอีกเรื่องนึง
อีกเรื่องนึง ซึ่งตอนนั้นคือเรื่องเกม
เราเชื่อของเราเองกับคนข้างนอกว่ามีกระบวนการที่เป็นรูปธรรมที่ทำให้เอาง่ายๆ
ถ้าดาราแสดงแล้วดังศิลปินทำงานเขียนแล้วอยู่ในห้องมืดๆ แล้วกลายเป็นใครสักคนหนึ่งที่มีความหมายมากๆ
กติกาของพวกคุณเปิดเผยได้เปล่า
มันไม่กระบวนการ คือมันอาจแตกต่างจากสมมติว่า เอาอย่างเนี่ย สมมติว่าเมื่อกี๊คุณเด๋อบอกว่าเราทำงานดีๆ
ออกมาชิ้นหนึ่งแล้ว งานดีๆ จะไปถึงคนได้เปล่า ศิลปะไปเคาะประตูบ้านไม่ใช่แน่นอนวิธีของคุณมันคืออะไร
ที่เราสัมผัสด้วยการ PR ตอนที่เราทำกลุ่มเราเอาวิธีการนี่มาใช้อันนี้เพื่อที่จะพยายามบอกในสิ่งที่เราต้องการจะบอกให้ออกไปสู่มวลชน
บอกตามตรงระยะเวลาที่เราทำมา 2ปี มันก็ประสบความสำร็จขนาดนี้แต่เราทำได้ขนาดนั้นซึ่งถ้าเทียบมาตรฐานทั่วไปนะมันน้อยมากในการเผยแพร่ทางด้านข่าวสารตอนนี้เรากำลังทำกลุ่มเราอย่างจะเผยแพร่ความคิดเราออกไปมันได้ในระดับที่เราดีใจแต่ว่าถ้าไปเทียบอย่างสำนักพิมพ์ธรรมอะไรอย่างเนี่ย
ไม่เทียบกันไม่ได้เลยเพราะเราไม่เข้าใจเรื่องระบบ
แสดงว่าเนี่ยทำกันเอง
ทำกันเองหมดเลยคือทำกันเอง
ใช้คอนเนตชั่นใช้อะไรเป็นสำคัญไม่ได้ใช้ที่มีอยู่แล้ว
ก็คือว่าพยายามเรียนรู้ว่าเค้าทำกันอย่างไงทำไมคนถึงรู้จัก
คิดว่าเราต้องทำเองรึเปล่า อย่างเช่นทำงานเสร็จเราไม่ควรไปยุ่งกับธุรกิจเราควรจะมีอาทดิเรอหรือมีผู้จัดหรือมีคน
PR ให้เราคิดว่าจำเป็นเปล่า
ที่ผมพูดเมื่อกี๊ไม่ใช่งานศิลปะนะ แต่ในแง่ของการทำงาน มันต้องแยก
เราพูดถึงงานเสร็จแล้วผ่านกระบวนการคิดหรือกระบวนสร้างสรรค์มาแล้ว
กระบวนการสร้างสรรค์มันได้จบแล้วทำยังไงให้คนรู้ว่ามีงานชิ้นนี้อยู่ในโลก
ถ้ายังคงไม่เกี่ยวกับสะโคโพโลมิน เพราะสะโคโพโลมินเป็นหนังสือมันต้องอาศัยการเผยแพร่
แต่การทำงานศิลปะเนี่ยคือเริ่มต้นมาเราก็ไม่ได้คิดอะไรอยู่แล้ว ที่สัมผัสตั้งแต่ตอนเรียนนะส่งงานประกวดได้รางวัล
พอได้รางวัลทางสถาบันก็ทำประชาสัมพันธ์มีหนังสือมีอะไรต่างๆ นั่นคือพื้นฐานเลยที่ทำให้คนรู้จักงานเรา
เรายังเคยคิดเลยส่งงานประกวดก็ดีเหมือนกันนะเราไม่ต้องเสียเงินเลยเราแค่ทำงานให้ดีมากๆ
ถ้าส่งประกวดไม่ได้รางวัลอย่างน้อยคนก็ได้มาเห็น เพราะเรื่องการจัดแสดงงานเองมันเป็นเรื่องยากมากเลยในสมัยเรียน
เพราะว่าอะไร
คือเรามองไม่ออกเลยว่าจะต้องทำอะไรบ้าง
แล้วมันเกิดขึ้นอีกไหมตอนนี้
หลังจากเรียนจบมาผมเคยไปทำงานออฟฟิศ ใช้สิ่งที่ได้ในออฟฟิศเอาใช้ สมมติเราอย่างแสดงงานหนึ่งแต่ผมก็ไม่มีพาวเวอร์ถึงขนาดจะไปวางแผนว่ากลยุทธให้คนมาดูเยอะมากๆ
คิดได้แค่ส่งข่าวหนังสือมีที่อยู่หาที่อยู่แล้วก็ส่ง แค่นั่น แล้วก็ส่งให้เพื่อน
ส่งให้อาจารย์ ส่งให้คนรู้จักตอนหลังมีอีเมล์ก็ส่งอีเมล์ก็หว่านไป
ความสุขของคนทำงานอยู่ตรงไหน
หลังทำงานเสร็จแล้ว
แน่นอนเราเขียนหนังสือเราก็อยากให้คนอ่าน
เราอยากได้ความเห็นของเค้าด้วยแหละ
ซึ่งมันต่างจากการเขียนบันทึกไว้อ่านคนเดียวหรือแม้แต่นักเขียนบางคนก็ยังอยากเอาบันทึกตัวเองให้คนอื่นอ่าน
รูปเขียนก็มีภาษาของมัน ไวยากรณ์เหมือนตัวหนังสือเพียงแต่ว่าเราก็อยากบอกอารมณ์ตอนนั้นให้คนอื่นเห็นเหมือนกัน
เพื่ออะไรเป็นสามัญสำนึกของความเป็นศิลปินเหมือนคนทำหนังก็อยากให้คนเห็นความคิดของตนเอง
ไม่งั้นก็คงฉายอยู่ที่บ้าน หนังสือก็ต้องพิมพ์ พิมพ์อย่างเดียวไม่พอก็ต้องขายต้องจัดเปิดตัวหนังสือเหมือนกันครับ
ความอยากให้คนเห็นมีเส้นขีดไว้รึไงว่าห้ามโฆษณามันมีจรรยาบรรณอะไรอีกรึเปล่า
ไม่มีหรอก
ไม่มี จริงๆ ฝรั่งเป็นเกมที่ต้องโปรโมทเลย
นั่นนะซิ ทำไมของเราไม่มี เพราะว่าอะไร
คนทำมันจะมักไม่ได้คิดถึงวิธีการที่จะเอาตัวเองออกไป แต่ถ้าเป็นหนังสือเนี่ยแน่นอนเลยมีสำนักพิมพ์มีคนจัดการมันถึงได้เผยแพร่ไป
ส่วนศิลปะเนี่ยถ้าเราไม่มี มันไม่มีเลย
เรื่องนี้มันเกิดขึ้นมาตั้งนานแล้วทำไมไม่มีใครแก้
ตรงเนี่ยมันเป็นปัญหาโลกแตก
มันเป็นปัญหาค่านิยมเลยแหละ ทำไมฝรั่งไม่ได้เรียนศิลปะทำไมเค้าถึงเข้าใจได้
เค้าเรียกว่ามันเป็นพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องเข้าใจสุนทรี เค้าใจประวัติศาสตร์
อย่างง่ายๆ เค้าพาเด็กเข้าไปในหอศิลป์หรือว่าไปตามพิพิธภัณฑ์ให้เด็กนั่งลอกสะเก๊ดรูปไปแล้วก็จดบันทึกว่ามันมีที่มาอย่างไง
การจดบันทึกที่เด็กติดในสมองเมื่อเค้าโตไปภาพตรงนั้นมันก็ยังคงอยู่
เป็นเพราะว่าอย่างเนี่ยรึเปล่า เค้าว่าศิลปะมันจะเจริญในช่วงที่บ้านเมืองมันอิ่มหนำสำราญแล้ว
แล้วช่วงนี้บ้านเมืองไม่เคยอิ่มหนำสำราญเลยรึไงศิลปะถึงไม่ได้ไปเฟื่องฟูไปถึงคนข้างล่างประชาชน
เป็นเพราะว่าเราคิดอะไรชอบคิดถึงผลของมันและมองในสิ่งที่มองเห็นได้ก็คือบ้านเราให้เศรษฐกิจเจริญกว่าเนี่ยแล้วค่อยมาสบาย
ลำบากอย่างเนี่ยจะมานั่งดูรูปสวยๆ ได้ไง แต่ความจริงแล้วเรื่องสุนทรีหรือความรู้สึกเราไม่เคยคิดกันทำไมเราเป็นประเทศขนาดนี้ทำไมเราไม่คิดว่า..
คือมันเห็นผลที่เป็นความรู้สึกผลมันไม่ใช่ตัวตน คือความรู้สึกที่คนจะมีความสุขกับการเสพความงานหรือการเสพบทกวีอะไรต่างๆ
การใช้ความรู้สึกกับธรรมชาติ เรามองข้ามตรงนั้น เพราะเราเห็นว่ามันไม่ใช้เงินเสพ
คุณกำลังจะบอกว่าวัฒนธรรมเราไม่ให้ความสำคัญกับจิตใจ
ผมว่าอย่างนั้น
ถามคุณเด๋อ ให้เปรียบเทียบตัวเองตอนเนี่ยกับศิลปินสมัยกรีกโรมันไดน่าซองกับช่างของไทยคุณว่าคุณคล้ายอะไรมากกว่า
ที่คุณออกมาในสังคมตอนนี้หรืองานที่คุณออกมา หรือในสะเตตรัดที่คุณเป็นอยู่
จริงๆ ผมว่ามันไม่ต่างกันนะ
คุณรู้จักศิลปินไทยสักกี่คนในชีวิตนี้
มันเหมือนกับว่าอดีตเนี่ยช่างหรือช่างปติมากรสมัยกรีกหรือว่าช่างทำงานศิลปะไทยค่อนข้างผูกอยู่กับศาสนาทำเพื่อรับใช้ศาสนา
และก็รับใช้คนที่เป็นพระคุณที่เป็นเจ้าขุนมูลนายคนมีเงิน คนเหล่านี้แหละจะสนับสนุนให้ศิลปะมันเกิด
เพราะฉะนั้นศิลปินไม่ว่ายุคไหนมันจะอิงอยู่กับคนกลุ่มเนี่ยมาตลอด เพียงแต่ว่าพอมันกระจายออกมามากขึ้นในปัจจุบันมันเหมือนกับคนทั่วไปก็เสพได้ไม่ใช่แค่เป็นสมบัติของคนชั้นสูง
เศรษฐียังไงก็ต้องอยู่กับเศรษฐี เศรษฐีคนมีเงินที่จะต้องซัพเพอร์งานศิลปะแต่คราวนี้ของเมืองนอกของเค้ากระจายถึงขั้นที่มีเค้ามีหลายตลาด
เค้ามีตลาดทั้งระดับอาร์ตติสใหญ่ ตลาดระดับอาร์ตติสปานกลาง ไปจนถึงอาร์ตติสเด็ก
นักเรียน เพราะอะไรเพราะคนทั้งประเทศของฝรั่ง เค้ามีหอศิลป์ทำให้เค้าเข้าใจศิลปะตั้งแต่เด็กอย่างที่โลเลอธิบาย
มันก็เหมือนกับเราเข้าพิพิธภัณฑ์ตั้งแต่เด็ก เหมือนกับเราเข้าโรงหนัง
แต่ของเรามันไม่มีพิพิธภัณฑ์ให้เข้าเพราะฉะนั้นเด็กก็จะเข้าแต่โรงหนัง
เด็กก็จะดูแต่หนังผมยกตัวอย่างง่ายๆ เพราะคนไทยชอบดูหนัง ชอบดูละคร
แต่พอไม่มีหอศิลป์เค้าทำความเข้าใจเค้าก็จะความเข้าใจและมองก็จะมองว่ามันเป็นของสูง
ขณะที่ฝรั่งมันลดลงมาแล้วลดตั้งแต่สมัยถ้าเกิดดูประวัติศิลป์ตอนที่อเมริกาเค้าย้ายเค้าเป็นเจ้าลัทธิศิลปะโลกตอนหลังสงครามโลกครั้งที่
2 วิธี PR ของอเมริกาเพื่อให้มวลชนมาสนใจศิลปะเนี่ยมันเป็นการเมืองทั้งนั้นเลย
เหมือนยกดาราขึ้นมาคนหนึ่ง เหมือนกับเราสร้างนักร้องเลย และเป็นเกมหมด
แม้ในปัจจุบันก็เป็นวิธีสร้างแบบนักร้องเพียงแต่ว่านักร้องของเค้ามีคุณภาพจริง
นึกออกไหมเค้าหยิบขึ้นมาคนหนึ่งมีสปอตไลท์จำไปที่เค้าทั้งหมด ซึ่งเค้าเด่นจริงๆ
ซึ่งโลกต้องตามเค้า โลกของศิลปะต้องตามเค้า แต่ของไทยเราไม่มีเพราะว่าเราไม่มีวัฒนธรรมดูงานแบบเนี่ยมาตั้งแต่เด็ก
งานเราออกมาจากวัดแล้วมาเป็นศิลปะร่วมสมัยเลย
ที่คุณทำอยู่วัฒนธรรม มันไม่ใช่สัญชาตญาณแถวนี้รึเปล่าหรือมันมันโดนครอบด้วยอะไรบ้างอย่าง
ใช่ มันไม่ใช่สัญชาตญาณแถวนี้แน่ๆ แต่บังเอิญเราเรียนในเมืองไทยเรายังเข้าใจเรื่องแบบเนี่ยได้
เกิดผิดที่รึเปล่า
ก็ไม่ใช่เกิดผิดที่นะครับ เราวัดเอาจากตัวเรา เราก็ดูงานปูๆ ปลาๆ เหมือนกับคนอื่นเหมือนกัน
เราก็ดูงานจากหนังสมุดเหมือนกัน เราไม่ได้ไปเรียนเมืองนอก เพราะฉะนั้นความเข้าใจทางศิลปะเรายังมี
แสดงว่าในเมืองไทยเนี่ยมันมีความรู้ตรงนี้อยู่ แต่มันไม่ได้รับการเผยแพร่ต่อคนอื่น
เด๋อพูดเรื่องอเมริกา อย่างที่เด๋อว่ามันเป็นการเมือง ผมก็มองว่ามันเป็นอย่างนั้นตั้งแต่สมัยอเมริกาเกิดขึ้นมายุโรปเค้ามีอารยธรรมใช่ไหม
ทั้งเรื่องของอารยะธรรมโบราณและเรื่องงานศิลปะที่มันมีอยู่ แต่อเมริกามาทีหลัง
เพราะฉะนั้นอเมริกาพยายามสร้างอารยะธรรมของตนเอง
อัพเกรดของประชาชนเค้าด้วยการอัดศิลปะลงไป
ทำให้ดูมีรากมีสมบัติล้ำค่าอยู่ในประเทศ คือเค้าคิดอย่างเนี่ย พอมีตรงเนี่ยปราฎกว่าสิ่งล้ำค่าตรงเนี่ยมันเป็นเหมือนกับมีเกราะสำคัญมากๆ
เลย ที่ทำให้ประเทศเค้าดูมีคุณค่า เพราะฉะนั้นมีอะไรเก่าๆ เค้าพยายาม
PR มากๆ เลยอเมริกานะ
เพราะด้วยความที่เค้าไม่มีอะไร
ใช่
แต่ในประเทศเราคนเกลือกกลั้วอยู่ในวัดที่สวยงามอยู่ทุกวันแต่ก็กลับไปอยู่ในกระต๊อบที่ไม่มีอะไรเลย
เราก็โชว์วัดพระแก้ว ใครมาก็โชว์วัดพระแก้ว ก็อยู่อย่างวนอยู่อย่างเนี่ยพิพิธภัณฑ์ของเก่าก็อยู่อย่างเนี่ย
ของเก่าก็เก่าจริงๆ เมื่อเทียบกับทางนครวัดมันยิ่งใหญ่มาก ถ้ามองภาพ
Image จินตนาการ อาจจะมียานอวกาศด้วยก็ได้
ฟังคุณพูดอย่างเนี่ยเท่ากับสิ้นหวังเลยนะที่ทำๆ มา
ผมยกตัวอย่าง สมมติเรามีรูปเขียนเราก็แสดงตลอดกาลคุณก็เห็นงานศิลปะแบบนี้มาตั้งแต่เด็ก
ขณะเดียวกันคุณก็เรียนศิลปะมาตั้งแต่เด็ก เรียนประวัติศิลป์เอาง่ายๆ
โนเน้คือใคร ดาวเวนซี่คือใคร ไมเคิล เอลเจโรดีอย่างไง งามอย่างไง พอถึงวันหนึ่งคุณจะมาดูงานโดยอัตโนมัติเลย
เหมือนได้เข้าโรงหนัง เหมือนได้เข้าร้านหนังสือ มันจะไม่บอกว่าเป็นของสูงจิตใจมันจะโดนสั่งว่าต้องดูงานศิลปะแล้วนะ
แล้วพอคนไทยเป็นอย่างเนี่ยทั้งหมดงานศิลปะมันก็จะไปตามคันร่องเหมือนหนังเหมือนหนังสือ
เคยคิดว่ามันมีอะไรใหญ่กว่านั้นเพื่อมาควบคุมไม่ให้มันไปถึงกัน เพราะศิลปะมันทำให้คนฉลาดเกินไป
มันทำให้ควบคุมยาก
ผมไม่คิด
ผมว่าเค้าไม่ได้มองมากกว่า เค้ามองกันด้วยวัตถุ
นักการเมือง เมืองไทยไปเมืองนอกก็ไป shopping ไปดูพิพิธภัณฑ์ก็ไปดูอย่างงั้นแหละ
ถ้ามันมีระดับนักการเมืองเข้าใจศิลปะไม่ยังไงมันก็ทำให้คนเห็น
ไม่เราพูดถึงเรื่องด้านมืดด้านลบว่าตั้งแต่สมัยอดีตมาแล้วมันมีอะไรขีดเส้นไม่ให้ศิลปะเข้าบ้านเปล่าว่ามันผิดมันสูง
ทำให้คนไทยเข้าใกล้ศิลปะไม่ได้ ชาวบ้านแตะไม่ได้เพราะมันสูงไป
ก็อย่างที่เด๋อพูดตอนแรกที่บอกว่าศิลปะดูมันเป็นของสูงนั่นส่วนหนึ่งแต่เอาไปเอามาในส่วนนี้คือสิ่งที่เด๋อยกตัวอย่างมันเป็นของสูงเลยดูว่ามันเสพยาก
อันนี้อย่างหนึ่ง ผมว่าบทบาทตรงเนี่ยมันถูกเบี่ยงไปมองด้านแบบว่าทำไมประเทศเราจะต้องแบบพัฒนา
สมมติผมมองอเมริกาหรืออังกฤษผมว่าส่วนหนึ่งเค้าพัฒนาประเทศอีกส่วนหนึ่งพัฒนาอารยธรรมของเค้าแล้วก็พยายาม
PR ตรงนั้น เราจะเห็นเสมอว่าอังกฤษเค้ามีสิ่งเก่าหรือว่างานศิลปะเค้าพยายาม
PR มาก หรืออย่างเรื่องแฟชั่นมันลากแฟชั่นก็มาจากศิลปะ เพราะฉะนั้นพวกนี้มากจะแข็ง
มันอาจจะแข็งด้วยเพราะธรรมชาติเค้าเป็นอย่างนั้นมาแล้ว ที่นี้ของเราก็มีคนที่อยากให้ศิลปะ
อาจมองว่าเป็นเรื่องที่ว่าไม่เห็นจำเป็นเลย แฟชั่นบางคนก็บอกว่าไม่เห็นจำเป็นเลย
แต่เราอย่าลืมว่าเรื่องความ Enjoy ก็ไปตีค่าอีกว่าเป็นเรื่องของความฟุ้งเฟ้อ
ซึ่งตรงเนี่ยตลกดี คือยุคเนี่ยคนไทยเปิดรับอะไรมากขึ้นนะ มีหนังอะไรแปลกๆ
มีวัฒนธรรมการดูหนังแบบแปลกๆ ดูเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์ มีหนังสือ แต่ตรงเนี่ยมันกลับ
ถ้าเป็นแต่ก่อนเราไม่พูดกันแหละ แต่ก่อนอยู่ในท้องไร่ท้องนาไม่มีโรงหนังดูอยู่แล้วดูลิเกอะไรไปตามเรื่อง
แต่ตอนเนี่ยมันเหมือนวัฒนธรรมคนมันเริ่มเสพวัฒนธรรมมากขึ้นแต่ตรงเนี่ยกลับไม่ได้รับการเสพเพราะอะไรเพราะมันไม่มีลากตั้งแต่ต้นกำเนิดมันไม่มีแบบแผนการเรียนมันทำให้คนถูกล้อมรั้วศิลปะมันเป็นรั้วที่มันปีนเข้าไม่ได้เพราะเค้าไม่รู้จะเข้าอย่างไงเพราะเค้าไม่รู้วิธีจะเข้ามา
น้องเมื่อกี๊เข้ามาเรียนนิเทศน์ ม.กรุงเทพ เค้าไม่เคยดูงานศิลปะเรียนโฆษณา
คุณเรียนโฆษณาซึ่งเป็นเรื่องของสื่อสารมวลชนที่จะต้องเข้าใจอะไรทุกอย่างคุณกลับไม่เข้าใจเรื่องนี้
เพราะไม่มีใคร ไม่มีหลักสูตรให้เค้าเข้าใจได้ที่จริงมันไม่ใช่เรื่องยากที่จะเข้าใจ
ตรงเนี่ยเป็นรั้วมากกว่าเรื่องการศึกษา
ถ้าตอนนี้ให้คะแนนชีวิตถ้าเกิดเต็ม 10 อยู่ตรงไหน
เอาเรื่องของความรู้สึกนะผมว่าผมโอเค
คืออยู่ไปเรื่อยๆ ก็ สิบ สิบ แล้ว
ถ้าบอกว่าเป็น สิบ มันไม่ได้มองเรื่องของความสำเร็จ ผมมองตัวเองที่เป็นมนุษย์พึ่งพอใจที่ตัวเองได้ทำผมว่าก็เต็มสิบนะ
ตั้งหลายปีแล้วด้วย
คุณโลเลก็ได้บอกว่าได้ใช้ชีวิตอยู่ในความฝันส่วนหนึ่งแล้วได้เขียนรูปใช่ไหม
ผมว่าตั้งแต่กลับมาเรียนโท ก็คือแบบค้นพบจากที่อยากทำตั้งหลายอย่างอยากทำหนังอยากทำดนตรี
พอได้เรียนศิลปะแล้วรู้แล้วว่าเราชอบ
ก็สิบตั้งแต่เดินก้าวเข้ามาแล้ว
ผมว่าผมพอใจไม่ก็ไม่ได้น้อยก็ไม่ได้เยอะ
ชีวิตคุณถ้าจะให้เต็มสิบมันต้องมีเรื่องอะไรบ้าง
แต่ถ้ามันจะเกินจากนี้เป็นรางวัล ผมก็ยังไม่ได้สัมผัสอะไรหลายๆ อย่าง
ทุกวันนี้อะไรที่ไม่รู้ก็อยากรู้ ยังมีความอยากอยู่เยอะมาก
ยังสนุกหาไปเรื่อยๆ
เพียงแต่ว่าความพอใจของตัวเองมันพอแล้ว ไม่ใช่ว่าอยากไหนอยากนี่
อยากเล็กๆ โอเค อยากใหญ่ๆ พอแล้ว
กิเลสมันมีอยู่แล้ว กิเลสปล่อยให้มันเกิดก็เกิดไม่เกิดก็ไม่ตาย เราพอใจแล้ว
แล้วคุณเด๋อละคะ
พอใจในชีวิต ผมพอใจเต็มสิบที่ตัวเองมีความคิดแบบเนี่ยในตอนเนี่ย แต่ที่ยังไม่พอใจก็คือขีดความสามารถของตัวเองบางอย่างซึ่งมันจะต้องรู้สึกว่าเรายัง
จบหน้าที่
1
เมื่อกี๊บอกว่าเรื่องงานยังไม่พอใจ
มันมีอีกหลายอย่างที่อยากทำเยอะมาก อยากทำหนัง ในชีวิตนี้ที่ว่างไว้อยากมีหนังของตัวเองสัก
2 ชั่วโมงสักเรื่องหนึ่ง มีนิยายเรื่องยาวสักเล่มหนึ่งเป็นมหากาฬ นั่นคือความฝันผมเลยผมอยากพูดถึงมนุษย์ให้ได้มากที่สุดในนิยายหนึ่งเรื่องหรือในหนังหนึ่งเรื่องหรือในงาานศิลปะชิ้นเดียวซึ่งตอนนี้ยังทำไม่ได้
จะเริ่มเมื่อไหร่
ตอนนี้ก็คือเริ่มเก็บเกี่ยวข้อมูล
แล้วนับอายุไว้ไหมว่าจะดีพอสำหรับทำอย่างนั้นหรือเปล่า
มันคงจะต้อง มันอาจจะทำไม่ได้เลยทั้งชีวิตก็ได้
ทำไมคะ
ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน เพราะว่ามันเหมือนกับว่าซับซ้อนเหมือนกันมนุษย์
แม้แต่ตัวเองเราก็ซับซ้อน ทำยังไงจะให้มันก็คงจะเข้าใจมนุษย์มากขึ้น
ขณะเดียวกันเข้าใจตัวเองเพิ่มมากขึ้น เข้าใจกระบวนการถ่ายทอดเพิ่มมากขึ้น
ซึ่งตอนนี้มันเหมือนกับต้องทำการบ้านอยู่และก็มีตรงนั้นเป็นเป้าหมายที่เราอยากทำให้ได้
เพราะฉะนั้นเรื่องงานก็คงประมาณ 2 แต้ม แต่ถ้าเป็นเรื่องความคิดแบบนี้ความพอใจในเส้นทางนี้คิดว่าเต็มสิบ
แล้วเต็มสิบของคุณเนี่ยหมายความว่าอะไร
เต็มสิบก็คือเราได้ทำอะไรอย่างที่เราต้องการได้ทุกเมื่อขึ้นอยู่กับว่าเราจับระบบเวลาได้เมื่อไหร่
ทำได้ในสิ่งที่ต้องการทุกเมื่อแล้วเรื่องอื่นละคะ
ก็มีปัญหาแน่นอนเรื่องปัจจัยสี่
มีเรื่องปัจจัยสี่ด้วย
ก็มีปกติ
ก็เป็นมืออาชีพแล้วเนี่ย
มันไม่พอ ทำงานศิลปะ งานชุดหนึ่งก็หลายพันเป็นหมื่นๆ เหมือนกันมันต้องต่อสู้
แต่ถ้าเราแลกชีวิตแบบเนี่ยเราเอาแบบเนี่ยแหละ เราคงไม่ไปทำอย่างอื่นก็ยอม
ไม่มีใครพูดถึงครอบครัวเลยทั้งสองคนเป็นคนน่ากลัวนะ
หมายถึงพ่อแม่หรือว่า
พ่อแม่อาจจะไม่ใช่คนวันนี้หมายถึงว่ามีแฟนมีลูก
เป็นเพราะยังไม่ได้แต่งงาน
จริงๆ ก็อยากมีนะ
อายุก็ไม่ใช่น้อยๆ แล้ว สังเกตไงพูดกับคนหลายคนจะข้ามเรื่องนี้ไปเลยคนบ้างานคนทำงาน
ผมว่าคุณเด๋อมันแยกไง คือมันแยกค่อยข้างแบบว่ามันแตกต่างจากคนอื่นเค้าทำงานแล้วเค้าต้องใช่เงินไปเลี้ยงดูตั้งความหวังไว้กับอนาคตจะต้องมีบ้านเก็บเงินซื้อบ้านอะไรอย่างเนี่ยก็อาจจะพูดถ้าเป็นอย่างนั้น
พูดตามตรงผมก็ไม่ได้คิดถึงอนาคตเราต้องมีบ้านดาวน์รถเราจะต้องมีอะไรอย่างที่เค้าคิดกัน
แต่เราไม่ได้คิดอย่างไง เราคิดแค่แบบเราได้ทำสิ่งที่เรารัก ต่อไปจะมีครอบครัวมันเป็นความพร้อมและความพอดีที่มันจะเกิดขึ้น
เพราะฉะนั้นเลยไม่ได้มีความมุ่งหวังตรงนั้นมาก
อย่างเราเองเราอาจไม่รู้สึกอะไรเราพูดเรื่องคล้ายกัน ซึ่งถ้าเราไปพูดเรื่องนี้กับคนอีกอาชีพหนึ่งที่เค้าทำอย่างอื่นเช่นคนทำบัญชี
วิศวะเค้าจะพูดว่าเต็มสิบของเค้ามันมีอะไรบ้างแต่คนพวกเนี่ยจะไม่มีเรื่องพวกเนี่ยเลย
ในชีวิตมันแหว่งหรืออะไรก็ไม่รู้ก็น่าคิดเหมือนกัน
ผมว่าไม่แหว่งนะ
ยังไม่ถึงใช่ไหม ยังหนุ่มอยู่ใช่ไหม ยังไม่คิดเรื่องนี้ ยังไม่ถึงเวลา
ผมยังรู้สึกว่ายังเรียนอยู่ พึ่งจบออกไป ยังเหมือนเด็กๆ อยู่ ยังไม่ได้คิด
เพื่อนก็มีลูกมีเต้ากันหลายคน ผมก็มีหลานแล้วผมไม่เห็นต้องคิดอะไร
อาจจะเป็นข้อบกพร่อง
คุณว่าไหมถ้าเราคิดเรื่องครอบครัวเมื่อไหร่ หนึ่งการทำงานเราคงไม่ทำงานอย่างอิสระหรอก
ครอบครัวคุณต้องเข้าใจ
พูดตามตรงเราก็บ้าการทำงาน เพราะเรารู้สึกสนุกยังชอบเสพ ชอบดูหนังชอบอ่านหนังสือชอบผจญภัยไม่ได้เข้าป่านะผจญภัย
ผจญภัยในความรู้สึกที่ต้องเจออะไรต่างๆ แต่คิดเหมือนกันว่าถ้าแก่ๆ
หาที่เงียบๆ ต้นไม้เยอะๆ มีหมาสักตัวมีแฟนทำอาหารกินกันแค่นั่นก็พอ
อาชีพของอาชีพเนี่ยมันอยู่ตรงไหนจุดที่เลี้ยงชีพได้ ถ้าเป็นคนเขียนหนังสือก็มีหนังสือออกปีละ
3 เล่ม
จุดเลี้ยงชีพของอาชีพนี้ถ้าคิดจะมีอาชีพนี้อันดับแรกห้ามคิดถึงจุดเลี้ยงชีพถ้าคิดเมื่อไหร่ทำไม่ได้แน่
ผมพูดได้ตรงเลยนะ เวลาที่เราจะทำอะไรจุดมุ่งหมายในชีวิต ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายในชีวิตแล้วเรื่องเงินก็ไม่สำคัญหรอก
ผมว่าชีวิตทุกคนมันต้องต่อสู้เหมือนคุณเกิดมาคุณก็ต้องต่อสู้จนได้เกิดมาเป็นหนึ่งทุกคนเป็นหนึ่งหมดเมื่อโตมาแล้วเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วมันก็มีหนทางของแต่ละคนเองซึ่งไม่รู้ว่าจะล้มเหลวหรือว่าจะดีเรารับประกันไม่ได้และผมก็ไม่สามารถรับประกันได้
แต่ว่าอย่างหนึ่งก็คือว่าพยายามคิดว่าถ้าอยากจะทำอะไรตามความฝันจริงๆ
แล้วคุณก็ควรจะแบ่งชีวิตอีกด้านหนึ่งเพื่อหาเลี้ยงชีพดูแลตัวเองให้รอด
เช่น ขอทานมันเป็นอาชีพใช่ไหม แต่สิ่งที่ทำศิลปะมันอาจไม่ใช่อาชีพแต่มันเป็นจุดมุ่งหมายในชีวิต
ผมอาจจะไปรับ job อะไรก็ได้ที่มันได้เงิน สิ่งที่ได้เงินก็มาทำสิ่งที่เป็นความฝัน
แล้วเด็กที่จบใหม่ผมว่าถ้าเกิดว่าบอกว่าเป็นระบบสิ่งที่มุ่งหวังมันไม่ได้เงินใช่ไหมเพราะฉะนั้นก็หาสิ่งที่ได้เงินมาซัพพรอต
สมมตินะว่าคุณทำศิลปะ มีตั้งหลายที่เกี่ยวข้อง อย่างเช่นรับเขียนป้ายก็ได้หนึ่งอาชีพนะ
ดนตรีก็เป็นศิลปะถ้ามีความสามารถทางดนตรีก็ใช่ดนตรี เล่นดนตรีกลางคืนหาเงินก็ได้หรือว่าเป็นคนชอบค้าขายก็ทำอะไรค้าขายไปแล้วได้เงินมาก็มาทำความฝันของตนเอง
เหมือนกับจะบอกว่าทำอาชีพเนี่ยมันต้องไม่ห่วงเรื่องการดำรงอยู่แล้ว
มันกลายเป็นงานอดิเรกรึเปล่ามันไม่ใช่อาชีพมันเป็นสิ่งที่พระเจ้าสร้างคุณมาให้มาทำไม่ให้มาห่วงเรื่องอื่นคุณคิดว่าคุณเป็น
species ที่ต่างจากคนธรรมดาแอบคิดบ้างรึเปล่า
ไม่หรอกครับ ผมต้องขอถามย้อนกลับมาเรียนทางนี้หรือว่าเป็นศิลปิน
เป็นศิลปิน อาชีพเขียนรูปไม่ต้องทำอย่างอื่นเลย
มาเรียนทางนี้มันสามารถทำได้หลายอาชีพ
เอาแบบว่าเรียนทางนี้เรียนจบแล้วมาทำอย่างนี้อย่างเดียวเลยมุ่งมั่นแน่วแน่ไม่ทำอย่างอื่น
คือมันก็มีวิธีการมีเกมหลายเกมที่จะให้เลือกขึ้นอยู่กับว่าเราถนัดทางไหนเราชอบทางไหน
แต่มันต้องมีพื้นฐานแรกก่อนอย่างที่โลเลบอกเราต้องมีความรักที่จะทำศิลปะก่อน
พอมีและรู้ว่าจะต้องมีความรักทางนี้จะมีวิธีการทำอย่างไรก็ย้อนไปคำถามที่ว่าพอเขียนรูปเสร็จแล้วทำไงให้มันอยู่ได้
ซึ่งมันก็มีหลายวิธีการ บางคนเค้าก็เลือกที่จะโปรโมทตัวเองบางคนเค้าก็เลือกที่จะคุณทำอย่างไงก็ได้ให้งานคุณลงหนังสือบ่อยๆ
มีทีวีมาถ่าย หรือแบบพี่เหลิมอะไรอย่างเนี่ย ก็มีวิธีการแบบหนึ่ง ขณะเดียวกันเมืองนอกเค้าก็มีวิธีการอีกแบบหลายวิธีการขอทุนเขียนใบขอทุนไปทำงานไปแสดงงานเมืองนอกมันจะมีทุนให้จนไปถึงขั้นหนึ่งคุณเป็นมืออาชีพก็จะมีแต่คนเสนองานให้คุณแสดงซึ่งในเมืองไทยไปถึงจุดนั้นมันยังไม่มีมันน้อยมาก
ไม่กี่คนที่ไปถึงระดับอินเตอร์ขนาดนั้น คร่าวนี้ก็มีวิธีการจัดการอย่างโลเลก็มีวิธีการจัดการเช่นเอารูปถ่ายลงเว็บเป็นการเผยแพร่ผลงาน
เนี่ยเวลาแสดงงานก็เป็นวิธีการอย่างหนึ่งเป็นเกมอย่างหนึ่งเหมือนกันที่เราต้อง
PR งานของเราออกไป มันก็ต้องเกิดจากพื้นฐานที่ว่าเราอยากโชว์งานเพราะเราไม่สามารถกำหนดได้ว่าจะขายได้
ที่จริงถ้าขายได้มันก็ดีมีตังไปซื้อสีแต่เราไม่สามารถจะกำหนดได้มันก็เหมือนกับว่าเราต้องใจสู้นิดนึงว่าต้องยอมแรก
เมืองนอกเค้าก็เป็นแบบเนี่ยลงหนังสือมี PR ข่าวมาทำลงบ่อยๆ แต่หมายความว่าคนนั้นเค้าเป็นเพชรจริงๆ
แล้วเค้าจะส่งเสริมเพชร บ้านเรายังไม่มีวิธีส่งเสริมเพชรเราก็เลยไม่มีหลักประกันให้เด็กรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาเรียนได้
เพราะมันไม่มีหลักประกันจริงๆ
คืออย่างเมืองนอกระบบค่อนข้างชัดเจนมากเลย คือศิลปินทำงานไปถึงเวลาก็มีคนโน้นคนนี้มาดึงไปเค้าก็แบบสบาย
ค้นหาตัวเองก็ทำต่อไป บ้านเราไม่มีอะไรแบบนั้น
ถึงแม้จะมีศิลปินเมืองนอกเค้าก็แบบเนี่ยแหละบางคนเค้าทาสีบ้านตอนกลางวันเพื่อเอาเงินไปซื้อสีเขียนรูปตอนกลางคืน
แม้แต่ในอเมริกาวิลเลี่ยม เดอะคูนิ่ง เป็นอาร์ตติสระดับหัวของโลกตอนหลังสงครามโลกครั้งที่
2 เค้าก็ต้องทาสีบ้านตอนกลางวัน กลางคืนซื้อสีมาเขียนรูป เหมือนกันมันก็ต้องขึ้นอยู่ว่าคุณจะยอมแลกหรือเปล่า
อย่างสมัยผมเรียนกับเด๋อนะตอนเรียนตรีเรายังคิดเลยเราจะทำอะไร คือตอนนั้นเด๋อไม่ทำงานโฆษณาแล้วผมก็เหมือนกันไม่ได้ทำมิวสิควีดีโอเหมือนกัน
พอไม่ทำแล้วยังคิดเลยเราเล่นดนตรีได้เหมือนกันเอาอย่างเนี่ยไหมกลางคืนเล่นดนตรีไหมแล้วกลางวันก็วาดรูปมันก็ได้เงิน
นั่นคือความคิดก่อนเรียนโท พอเรียนโทแล้วเด๋อก็ได้เป็นอาจารย์ชีวิตก็แบบส่งต่อไป
ชีวิตพวกคุณเหมือนในหนังเลยเหนอ เหมือนคนสองคนที่ไม่ต้องกังวลอะไรอยากทำอะไรก็ทำ
ดีจังเลย
คือมันอาจจะเป็นเพราะว่าความคิดสู้ สู้ในสิ่งที่ตนเองอยากจะทำมันถึงได้ทำ
ถ้าไม่สู้มันก็คงไม่ได้ทำ ถ้าเกิดอยากได้เงินเด๋อก็คงทำโฆษณาดีกว่าได้เงินเยอะจะได้ไปซื้อรถซื้อบ้านได้เงินไปเที่ยว
อาจจะเป็นเพราะว่าไม่ได้คิดก็ได้ แต่ที่มาเรียนโทรเพราะเราชอบถ้าจะเกิดอะไรขึ้นก็เกิดไปอาจจะโดนลิขิตมา
มันชอบจนไปทำอย่างอื่นไม่ได้ ทำอย่างอื่นแล้วติดคุกติดตาราง เหมือนทุกลามโซ่
ถามเรื่องแนวทางการทำงาน แนวทางของคุณทั้งสองคนมันค่อนข้างชัดพอรู้ว่าหล่นๆ
อยู่เนี่ยของใคร เวลาเรียนมันก็จะเป็นอย่างนั้นรึเปล่าคะมันเกิดมาจากอะไร
ความถนัดในแบบนั้นหรือว่ากลไกที่ว่าเจอหรือว่าอะไรก็ตามหรือว่าความชื่นชมในแนวอะไรสักอย่างหนึ่งที่มันแปลงเป็นตัวเรา
ทุกอย่างเลย มันก็ทุกอย่างเลยตั้งแต่รสนิยมที่ชอบ งานที่ดูแล้วชอบ
งานที่ดูทำแล้วชอบ ลักษณะนิสัยที่ถูกกับงานธรรมชาตินิสัย เช่นผมเป็นคนใจร้อน
เวลาทำงานผมใจร้อนมาก เวลาเขียนหนังสือใจร้อน และจะต้องสดวางความคิดก่อนมากไม่ได้จะต้องเหมือนเขียนหนังสือจะต้องเริ่มด้วยประโยคแรกก่อนแล้วประโยคอื่นๆ
จะตามมา
ไม่ร่าง
ไม่ร่าง มีแค่ประมาณนี้ แล้วก็ต่อไปเลย เริ่มแค่เนี่ยแล้วมันจะมีต่อ
มีคอนเซปคร่าวๆ คอนเซปคร่าวๆ มาจากความคิดหลายๆ อย่างที่มันปนกันมาตลอด
บางทีมันแยกไม่ได้ว่าความคิดมาก่อนหรืออารมณ์มาก่อนบางทีมันปนไปหมด
สไตล์คุณเด๋อมันเหมือนกับผิดได้ไง คุณทำแล้วทำต่อแล้วคุณสร้างปัญหาจากที่คุณสร้างอันแรก
อย่างคุณโลเลจะต้องว่างให้ชัดก่อนเพราะมันเป็นรูปแนวอย่างนั้น
อย่างโลเลเค้าจะใช้วิธีการเดียวกับผม เริ่มจากตัวนี้แล้วจะไปต่อตัวอะไรก็ว่ากันไป
การวาดตัวมันกลายเป็นเหมือนแปลงหนึ่งทีไปแล้วใช่ไหม
ใช่ เหมือนผมมีสเก็ตช์ด้วนคร่าวๆ โครงเส้น ผมจะวาง 3หัว เหมือนกับวางคอนเซปจะเขียนเรื่องสักเรื่องผมจะพูดสมมติเรื่องผี
ระหว่างความสดของงานที่เกิดขึ้นมันเกิดการโต้ตอบระหว่างทำเราจะปล่อยเลย
ปล่อยให้มันโต เหมือนกับประเด็นมันจะมาแตกออกจากตีนทีหลัง เช่น เราเขียนประโยคหนึ่งไปแล้วมันเกิด
เราคิดอย่างนี้ด้วยรึ บางทีมันเป็นอำนาจของจิตใต้สำนึก ไม่รู้คุณเคยเขียนหนังสือด้วยจิตใต้สำนึกหรือเปล่า
คุณก็ปล่อยให้มันไปผจญภัยบนเฟรม
ใช่
อย่างเนี่ยก็เสี่ยงที่จะโยนรูปทิ้งบ่อยๆ
แน่นอน แต่ส่วนมากมักจะไม่โยนรูปทิ้ง เพราะว่าเส้นทางที่เราผจญภัยมันมีกรอบของมันอยู่แล้วกรอบของมันอยู่แล้วกรอบนั่นคือธรรมชาติของเรา
เราจะไม่ออกไปนอกกรอบธรรมชาติเรา ผมจะไม่ไปเขียนวัด รูปนี้รู้สึกสงบจะต้องไปผนังวัดแล้วมาบังคับตัวเอง
ไม่ใช่ ผมจะมีกรอบของตนเองบังคับทาง เพราะฉะนั้นเส้นทางที่มันลุยสดมันจะอยู่ในรายของมันเองมันจะไม่เบี้ยวน้อยมากที่จะเสียแล้วทิ้ง
ไม่เหมือนเขียนเรื่องเหรอ สมมติว่าเขียนไปแล้วจบไม่ได้หรือเขียนไปแล้วมันไม่น่าเชื่อ
อารมณ์เดียวกันเลย สำหรับผมนะครับ คนอื่นผมไม่รู้ แต่เวลาผมเขียนหนังสืออารมณ์เดียวกันเลย
แต่ถ้าคนเขียนรูปไม่เป็น หนังสือพอมันอ่านแล้วจบไม่ได้แล้วคนอื่นเค้าก็รู้แต่รูปคนไม่มีความรู้ดูแล้วรู้เปล่าว่ามันคือเรื่องที่มันจบไม่ได้
มันขึ้นอยู่กับว่าคุณคุ้นอยู่กับไวยากรณ์ของสีแค่ไหนถ้าคุ้นมันจะดูออกว่ามันจบไม่ได้
อ่านหนังสือเหมือนกันอ่านเรื่องสั้นแนวหักมุมไม่เข้าใจก็จะไม่รู้ว่าทำไมถึงจบ
แต่ถ้าคุณมีความเข้าใจเรื่องสั้นคุณก็จะ get ว่ามันจบอย่างเนี่ยเพราะอย่างเนี่ย
รูปเขียนก็เหมือนกันพอแล้วแค่นี้ ถ้าคุณมีไวยากรของสีและภู่กันคุณจะรู้ว่ามันพอห้ามไปเติมอะไรตรงนี้ทั้งสิ้นคุณจะเห็นเองถ้าคุณดูบ่อยๆ
แล้วคุณโลเลล่ะคะ
ถามว่าอะไรนะครับ
ที่มันออกมาเป็นรูปคุณ ที่กระดาษแผ่นหนึ่งหล่นก็รู้ว่าเป็นของคุณโลเล
ไอ้สิ่งเนี่ยมันเกิดขึ้นมาได้ไง ชื่นชอบใครเป็นพิเศษ หรือว่ามือมันวาดได้แต่รูปนี้
มันมาจากอะไรบ้างหรือว่ามันมีความโน้มเอียงไปในทางสไตล์อะไรสักอย่าง
ไม่มี แต่มันแน่นอนอยู่แล้วคนเราเกิดมาเราใช้ช้อนเป็นเพราะเห็นแม่ใช้
มันมีอิทธิพลไง ผมก็ระบุไม่ชัดว่ามีศิลปินคนไหนทำให้ผมชอบแบบเนี่ยขึ้นมา
เป็นเพราะว่าเป็นความถนัดในการใช้เครื่องนั้นด้วยรึเปล่า บางคนไม่รู้ตัว
อันนั้นเป็นอย่างหลัง บางทีแล้วผมจะเขียนรูปเหมือนเป๊ให้ผมเขียนผมก็เขียนได้
แต่มันไม่เพลิน แต่พอเขียนรูปที่มันไม่เหมือนหน่อยเฉไฉไปในแนวทางที่ผมเป็น
แนวทางไม่ได้มาจากอะไร มาจากหายใจเข้าออกแล้วมันทำออกมา
คือผมเริ่มค้นหาความชอบของเรามาจากครอบครัวเหมือนกันนะ บางทีครอบครัววางแผนให้เราทำโน้นทำนี่ตามที่เค้าต้องการ
อย่างปู่ผมทำงานธนาคาร อาทำงานธนาคาร พ่อเป็นตำรวจ คือทุกคนแบบว่ามีกรอบหมดเลย
แล้วพี่สาวผมเค้าเรียนเก่งมาก ส่วนน้องชายก็ดูสะอาดมีคนสนับสนุนโตขึ้นให้ทำงานเกี่ยวกับธนาคาร
ซึ่งผมมันหลุดจากเค้าแล้ก็รู้สึกเองว่าไม่ค่อยมีใครรัก แล้วเราก็วาดรูปตั้งแต่เด็ก
สไตล์ทำไมชอบวาดแบบเนี่ย ทำไมชอบวาดรูปคน ไม่มีใครรักถึงได้วาดเป็นรูปครอบครัวรึเปล่า
ทำไมถึงวาดรูปคนใช่ไหม คนเป็นสิ่งที่ผมมองมาเป็นอันดับหนึ่งเลย
เพราะต้องการคนเปล่า ต้องการเพื่อนเปล่า
ผมไม่ได้มองวัตถุนะ ผมมองว่าคนก็ธรรมชาติ ผมชอบธรรมชาติ ต้นไม้ แต่ต้นไม้ไม่ใช่ว่าจะต้องวาดรูปวิวนะแต่ความรู้สึกที่ตัวเองรู้สึกมากคือสัมพันธ์ภาพกับแม่กับเพื่อนกับญาติอะไรอย่างเนี่ยมันวนเวียน
โตมาเราก็ย้ายโรงเรียนบ่อย เราต้องไปเรียนรู้เพื่อนคนนี้บ้านอยู่ไหนหวะ
พอเรียนรู้ไม่เท่าไหร่ย้ายโรงเรียนแล้วเป็นอยู่อย่างเนี่ย มันก็มีความรู้สึกว่าต้องปรับตัวตลอดเวลา
แล้วแบบอยู่ภาคใต้นะแล้วต้องไปอีสานเจอคนอีสาน แบบแรกๆ เรื่องภาษาเราต้องปรับ
เรียนรู้อันนี้ไม่เป็นปัญหาเราสนุกฟังภาษาอีสานเราก็ชอบ
แล้วทำไมถึงวาดอย่างเนี้ย
ที่มาวาดแบบเนี่ยก็อย่างที่บอก เราเคยวาดรูปเหมือนเราอยากวาดรูปคนชอบวาดชานบอนสันสมัย
ม.1 ม.2 จนพอมาเรียนที่เนี่ยมันมีหลายเมเจอร์ที่ต้องเรียนแต่เราก็เลือกคลำคนอยู่ดีเพราะว่ามองหน้าผู้หญิงก็ชอบเห็นโครงหน้าเห็นอากัปกิริยาเห็นมือเห็นท่าทางมันชอบไปหมดแล้วจนไปเขียนรูปพอเฉไฉไปตามเรื่องเพราะว่าพอเฉไฉแล้วว่ามันเพลินมันมีความสุข
พบความสุขในเนื้อสีที่มีคราบมีร่องรอยของสีเห็นแล้วมันมีความสุขมาก
มันเป็นส่วนหนึ่งในการค้นพบตัวเองที่ว่ารึเปล่า แล้วไอ้ตอนเรียนที่บอกว่าจุดรุ่งเนี่ย
จุดนั่นมันทำให้เราจับสไตล์ไว้รึเปล่า
ไม่เกี่ยวเลย
เป็นธรรมชาตินิสัย
ตอนเรียนเนี่ยนะ สมมติดูงานตามกระแสงานที่ได้รางวัลถ้าเกิดผมเป็นคนคิดอย่างนั้นนะผมก็คงปรับไปตามกระแสเพราะผมรู้สึกว่าเราเจอแบบเนี่ยผมพอใจแล้วมีความสุข
ก็เลยทำมันอย่างเนี่ย ดีกว่าไปทำอะไรไม่รู้ที่ไม่ถนัด
ถ้ามองด้วยสายตาคนไม่ได้อยู่ในแวดวงศิลปะจะมองออกรึเปล่าว่างานพวกคุณมันสื่อถึงความเป็นคุณเกิดที่ไหนคุณกินข้าวกับอะไรมันบอกได้ไหม
เคยมีใครมาวิเคราะห์ให้ฟังไหม หรือว่าคุณเจตนาสื่อสารอะไรลงไปในนั่นรึเปล่า
มีเหมือนกัน มีคนดูงานผมแล้วบอกคนนี้ทะลึ่งนะ มีรูปตูดมีรูปนมเป็นเกย์รึเปล่า
เราไปห้ามเค้าไม่ได้เค้าคิดอย่างนั้น
มันบอกได้รึเปล่าว่าเป็นงานของคนในภูมิภาคแถบนี้เมื่อมองกระแสรวมๆ
ตอนที่เราทำเราไม่ได้มองว่าเราจะเป็นอย่างไงเพราะไม่ได้คิดเราว่าวิธีการที่จะมองแล้วรู้สึกน่าจะเป็นคนอื่นมองมากกว่าในสายตาผู้อื่นนะ
อยากให้มองตัวเราว่าเราเป็นคนอย่างไง พูดยากไม่รู้จะพูดอย่างไร
แสดงว่าแรงบันดาลใจที่พวกคุณสร้างกับแรงบันดาลใจที่ศิลปินไทยแต่ก่อนสร้างมันหาจุดร่วมไม่ได้เลย
ใช่ มันต่างกันอยู่แล้ว อย่างที่บอกสมมติยุคเรเนซองต์เค้าทำเพื่อรับใช้ราชวงศ์กษัตริย์เขียนโบสถ์
ทำเพื่อสิ่งนั้น แต่ในยุคสมัยนี้เราไม่ได้มีความเป็นช่างเพื่อรับใช้เขียนวัดตามโบสถ์เพื่อที่จะสืบทอดศาสนา
เราไม่ใช้ทางดุดันอะไรด้วยนอกจากทางมาทางศิลปะแล้วมันยังมีทางแยกอีก
ทางในส่วนศิลปินสร้างตามอารมณ์ของตัวเองมันก็มีทางแยกย่อยไปอีก เราก็ทำในทางที่เราถนัดแค่นั่นเอง
เวลาเขียนงานเสร็จแล้วไม่ต้องพูดเรื่องเลื้ยงชีพอะไรทั้งสิ้นอยากเก็บไว้เองหรือว่าอยากให้มันออกไปเที่ยวที่ไหนทั่วโลกไปเที่ยวแทนเรา
อยากให้มันไป แต่ถ้าเราชอบมากๆ เราอาจจะเก็บไว้ก็ได้
ผมจริงๆ ลึกๆ แล้วอยากเก็บ ถ้าผมมีสมมติผมเดินไปขุดเจอบ่อน้ำมันหลังบ้านแล้วเป็นเศรษฐีขึ้นมาผมคงเก็บรูปของตัวเองทั้งหมดและซื้องานคนอื่นเก็บด้วย
เพื่อให้คนอื่นมาดูงานที่บ้านเรา
ก็คงเป็นอย่างนั่น จริงๆ คงไม่อาจขนาดนั่น จริงๆ ผมอาจจะไม่ชอบสมาคมเท่าไหร่ค่อนข้างจะชอบอยู่เงียบๆ
ชอบอยู่กับเพื่อนฝูงสนิทไม่กี่คน อยู่กับคนแวดล้อมที่เราคุ้นเคยไม่กี่คน
ไม่มีใครคบหรือว่าอย่างไร
ไม่ใช่ครับ มันเป็นเหมือนกับเป็นคนคุยกับคนอื่นไม่ใช่ไม่ชอบนะ ไม่มันคล่อง
แล้วจะเขินเจอผู้ใหญ่ก็คุยไม่สะดวกไม่ถนัด งั้นจึงชอบอยู่กับวงเพื่อนไม่กี่คน
มีบ้านก็คงจะติดงานตัวเองเต็มไปหมด
อย่างที่เด๋อบอก เหมือนกันแหละ อย่างที่ผมไปฝรั่งเศสผมไปเห็นพิพิธภัณฑ์ของปีกัสโซคนเดียวเลยทั้งหมดเป็นของเค้าหมดเลยเหมือนบ้านเค้าอะไรเล็กๆ
น้อยๆ ก็มีทุกอย่างถ้าเรามีที่อย่างนั้นก็อยากเก็บมันไว้นะแต่ว่าดูแล้วมันยาก
เพราะฉะนั้นผมก็เลยคิดว่าให้มันไปที่ไหนก็ดีแล้วจะได้แบบว่าสิ่งที่เราทำจะได้ให้คนอื่นเห็นบ้าง
แต่ส่วนหนึ่งที่แสดงงานก็จะมีคนอื่นเอางานเราไปติดบ้าง ส่วนหนึ่งที่เราพึ่งพอใจมันเหมือนกับเราไปเจอคนที่มีความคิดเหมือนกับเรามีความรู้สึกเหมือนกับเรามีความชอบเหมือนกับเราอันนี้ธรรมดาถ้าเกิดคุณคนที่ชอบหนังสือเล่มเดียวกันคุยได้ทั้งวัน
อันนี้เหมือนกันมีคนมาปลื้มรูปเขียนเรามากเราแทบจะยกให้เค้าไปเลยเพราะว่าเหมือนเราชอบสิ่งเดียวกัน
คนเรามันหาเพื่อนอยู่แล้วใช่ไหม ชอบอย่างเนี่ยเหมือนกันมันจะรู้สึกดี
ผมยังมีเพื่อนทางอินเตอร์เน็ตเลยชอบผลงานแล้วก็คุยกัน
แล้วสรุปว่าอยากเก็บไว้
จริงๆ แล้วอยากเก็บไว้แต่ถ้ามีคนมาชื่นชมก็เต็มใจ ถ้ามีตังผมยกให้เลย
ชีวิตของเราเลยแหละในรูปเขียนรูปนั้น ถ้าคุณซื้อรูปเขียนผมไปก็คือคุณซื้อชีวิตผมไปซีกหนึ่งส่วนหนึ่งเป็นแค่ช่วงเวลาตอนนั้นไม่มีแล้วนี่คือเป็นอมตพริ้นติ้งมันมีอันเดียวในโลกที่ผมคิดอย่างเนี่ย
ใช่ ไอ้รูปรูปนั้นมันไม่อีกแล้ว เป็นเพราะว่าชีวิตตอนนั้นเป็นอย่างนั้นด้วยแหละ
มันอาจจะหลับอยู่แล้วแต่ต้องรีบทำส่ง หรือว่าอะไรก็แล้วแต่ แต่ ณ วินาทีนั้นมันไม่มีอีกแล้ว
คุณลองคิดดูนะสีเป็นหลอดขายตามร้านมันก็เป็นหลอด แต่เราเอาในหลอด 4%
ผสมน้ำอีก 20% แล้วมันออกมาเป็นแบบนั้น นั่นแหละผมว่ามันพิเศษตรงนั้น
ไอ้เนื้อสีหลอดนั้นก้อนนั้นมันลิขิตมาให้ผสมกับน้ำขนาดนั้นให้อยู่ตรงนั้น
มันเหมือนบันทึกไว้
อย่างลอดออฟเดอะลิงภาคแรก มันจะมีลุงที่เค้าเขียนหนังสือยอมสละแหวนให้หลานลุงเตี้ยๆ
แล้วมันมีลายมือออริจินอร์อันเดียวเท่านั้นถ้าคุณต้องการจะอ่านคุณต้องเอาเล่มนี้ไปมันมีคุณค่าทางกระบวนทำมากเลย
มากกว่าโรงพิมพ์ออกมา เหมือนกันความรู้สึกเดียวกันอันที่มันมีอันเดียวในโลกมันคือชีวิตเราเลย
แล้วไม่มีมีทางซ้ำได้ ถึงแม้จะดูคล้ายนะแต่ยังไงก็ไม่มีทางเหมือน
มันเหมือนเราไม่ตาย เหมือนเราตายไปแล้วเหมือนอะไรบ้างอย่างคนไม่มีชีวิตเราก็ยังอยู่
แล้วมันพูดอยู่กับคนใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ
มันมีภาษาของมัน
สมมติว่าเรารู้ว่าปีกัสโซ ใครๆ ก็ชื่นชมผลงานทั้งชีวิต เคยดูหนังที่ว่าเค้าเขี่ยเล่นๆ
ถ้าคุณไปเจอของจริงคุณอาจจะโอ้! ไอ้ขีดนั้นมันช่วงวินาทีหนึ่งของชีวิตมันก็ควรค่า
มันเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมอะไรเปล่า หรือว่าช่วยอะไรเปล่า เพราะจริงๆ
ศิลปะมันเป็นการเยี่ยวยาสังคมทางหนึ่งตอนนี้เราถึงขั้นนั้นรึยัง หรือว่าปล่อยให้มันเยี่ยวยาโดยธรรมชาติ
ขึ้นอยู่กับว่าสังคมเห็นความสำคัญรึเปล่า แต่เราเห็นความสำคัญอยู่แล้วเพราะว่าไม่งั้นเราก็คงไปทำอย่างอื่นมันเหมือนกับเราเอาความรู้สึกของออกมาให้ได้ในช่วงวินาทีนั้น
ซึ่งเราหวังว่าจะมีคนคนหนึ่งหรือสิบคนมารับรู้ความรู้สึกนี้และเหมือนที่เรารู้สึก
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรารู้สึกกับสิ่งที่คนรู้สึกพร้อมกันสิบคนดีไม่ดีแล้วแต่
แต่เราถือว่ามันเป็นคุณค่าแล้ว เราอาจจะทำเรื่องโหดร้ายโหดเฮี้ยมคนดูดูแล้วขยะแขยง
แต่ความขยะแขยงก็ให้ประโยชน์ทางจิตใจก็เหมือนกันในสิ่งที่เค้าได้ตอบสนองอะไรบ้าง
เพราะฉะนั้นงานศิลปะให้ประโยชน์กับสังคมเสมอถ้าสังคมหันมาสนใจมันในด้านไหนก็ได้ทุกด้านเลย
เราจะเอาอะไรละ อย่างเราดูรูปโลเลเราอาจจะพูดถึงสิ่งหนึ่งที่มนุษย์แบบเนี่ยมันไม่มีในโลก
มีไอ้ตัวหมัดโตตัวเนี่ยตัวเดียวที่อยู่บนผ้าขาวม้า เพราะฉะนั้นคนจะหามนุษย์หมัดโตที่ไนในโลกไม่ได้อีกแล้ว
ต้องมาดูที่ตรงนี้ คราวนี้คิดก็คิดเอาว่ามันโตมันให้ประโยชน์กับสังคมรึเปล่ามันขึ้นอยู่กับบุคคลแล้ว
แต่อย่างน้อยมันมีสิ่งสิ่งหนึ่งซึ่งปรากฎขึ้นในสังคมนั้น ที่สังคมจะต้องดู
ก็มองได้อีกแบบ เป็นสิ่งที่เราไม่สามารถพูดได้เมื่อเวลาผ่านไปสัก 10
ปี 20 ปีต่อไป ตอนที่คนทำงานคนคนหนึ่งดูงานศิลปะก็เหมือนได้ศึกษาว่าชีวิตคนคนหนึ่งและศึกษาช่วงเวลานั้นมันจะมีภาพสะท้อนของสังคมหรือว่าความคิดคนในยุคนั้นอยู่แล้ว
อาจจะเป็นแค่คนสร้างงานคนหนึ่งก็ตาม สมมติว่าภาพเขียนภาพหนึ่งดูตอนนี้เราก็ไม่อยากสิ่งที่เราพูดไม่สามารถบอกได้ทั้งหมดก็ได้
แต่เมื่อเราตายไปแล้ววันเวลาผ่านไปแล้วผมว่าสิ่งเหล่านี้มันจะเป็นส่วนหนึ่งของวิเคราะห์ของโลกได้
ว่าทำไมคนคนนี้ถึงคิดอย่างนี้ในตอนนั้น
ทำไมแวนโก๊ะเขียนรูปแบบว่าคนกินมันใต้บ้านทำให้สะท้อนภาพชีวิตของชาวดัสได้หรือว่าดารีเค้าเป็นคนประหลาดยังไงก็สามารถศึกษาได้ผมว่าอันนี้ก็เป็นประโยชน์อยู่แล้วแหละ
แต่เนี่ยคือมองไกลไปอีก มองในเชิงวิวัฒนการมองในเชิงที่มันผ่านไปแล้วถึงย้อนกลับมา
มันมีอยู่คำหนึ่งคำว่าจินตนาการคือหน้าที่ของเรามันเหมือนกับมันมีอะไรต่อสังคมมันก็จะปลุกจินตนาการอะไรบางอย่างให้คนมันเกิดฉุกคิดอะไรได้บางอย่างว่ามันยังมีคนคิดอย่างเนี่ยอยู่ในเรื่องที่ในเรื่องเดียวกันที่คนสัมผัสทุกคนมีการสัมผัสกับชีวิตเหมือนกันหมดแหละ
มีรูปแบบชีวิตไม่ต่างกันแต่มันมีคนคนหนึ่งที่ใส่จินตนาการลงไปในรูปเขียนแล้วมันออกมาในรูปที่ไม่ปกติมันก็เหมือนกับสร้างโจทย์ให้กับสังคมได้ว่ามันมีสิ่งที่ไม่ปกติเกิดขึ้น
คราวนี้ผมมองจินตนาการที่ไม่ปกติมันเป็นความคิดที่สร้างสรรค์เพราะมันเป็นสิ่งใหม่แล้วมันไม่ได้ไปทำลายใครมันไม่ใช่นิวเคลียร
ระเบิด ที่จ้องจะทำลายมนุษย์แต่เปิดให้มนุษย์เกิดจินตนาการใหม่ๆ ขึ้นเพื่อที่ให้เค้าหันมาดูสิ่งรอบๆ
ตัวเค้าว่าเค้าสนุกกับการมองโลกแค่ไหนหรือเค้าจะรันทดกับการมองโลกแค่ไหน
ซึ่งผมคิดว่ามันก็เป็นส่วนหนึ่งที่ให้กับสังคม แต่สังคมต้องเห็นนะไม่ใช่มองว่าทำอะไรบ้าๆ
แล้วไม่สนใจใยดี มันก็ไม่มีความหมาย
แล้วเมื่อเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคมนะผมว่ามันจุดประกายได้เลย ทุกคนแหละ
สมมติรูปหนึ่งที่เราเขียนมันอาจไปจุดประกายในคนคนนั้นให้เกิดอะไรบ้างอย่างขึ้นมา
อย่างผมยังจำความรู้สึกที่เจอ แอ๊ด คาราบาวได้สมัยผมอยู่ ม. 2 ผมฝ่าเวทีขึ้นไปเลยแล้วขอจับมือแล้วบอกพี่แอ๊ดช่วยเซ็นหน่อยบอกว่าขอให้มอบให้ผม
แล้วความรู้สึกนั้นก็ยังอยู่ผมก็รู้สึกว่าเพลงพี่แอ๊ดเขียนมันมีคุณค่ามันมีความรู้สึก
เพลงซัมเมอร์ฮิว เพลงวนิพก มันจุดประกายสร้างเรามาเป็นอย่างเนี่ยได้
แผนชีวิตมีเปล่า
ผมมองเรื่องนี้ก่อนแล้วกันเรื่องการดำเนินชีวิตคือแนวทางของผมมันไม่มั่นคงอยู่แล้วแหละแต่เราก็วางว่าเราทำงานมาถึงตรงเนี่ยผมก็คิดว่ามันจะมีช่วงชีวิตของเราเราเว้นสลับปีช่วงหนึ่งทำงานสิ่งที่ตัวเองรักไม่สนใจเรื่องเงินหรอกแล้วถ้าเงินหมดแล้วค่อยมาทำงานเอาเงินนั้นมาทำงาน
ถึงวันนี้ผมก็ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไง
หรือว่าให้งานเสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน
ก็มีทั้งสองอย่างแต่ตอนที่ทำไม่ใช่ว่ามีโปรเจทแล้วถึงจะทำ แต่คือว่าทุกวันนี้พึ่งเสร็จงานไป
ที่ผ่านมาผมก็วาดรูปอยู่ทุกวัน นี่ยังไม่รู้เลยว่าจะเอาไปแสดงหรือว่าไปทำอะไร
วาดไปวาดมาอยู่ดีๆ ก็อาจจะขี้เกียจไปเลย เกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาทำไง
เราก็ยังไม่รู้ ผมว่าเรื่องความซ้ำเหมือนกับที่พี่คนเค้าเขียนคือมันเป็นกิจวัตอยู่แล้ว
ในปีหนึ่งผมก็จะวางแผนไว้ในปีหนึ่งเหมือนกันแต่ไม่ใช่แผนการที่ฟิคแน่นอน
เช่น ปีหนึ่งเราอาจจะเที่ยวไปเที่ยวแบบพักผ่อนซักครั้งหนึ่งใหญ่ๆ นะ
เช่น ไปภูเขา ทะเล ผจญภัยกับเพื่อนอะไรอย่างเนี่ย และก็ทำงานเต็มที่
ทำโปรเจทอะไรใหม่ๆ ที่เราอยากทำมันก็มี เหมือนบริษัทที่จะต้องไตรมาสนี้ต้องอย่างเนี่ย
ปิดงบดุลต้องเท่าไหร่
จริงๆ ผมเรื่องระบบเป็นอะไรที่แย่มากเป็นอาจารย์ที่ไร้ระบบ แต่ในตารางสอนผมก็ทำหน้าที่ได้ดีปกติไม่ได้เบี้ยวสอน
เพียงแต่ว่าเรื่องการทำงานศิลปะค่อนข้างจะทำตามอารมณ์มาก แต่ขณะเดียวกันเราก็จะมีแพลนไว้บ้าง
เช่น ปีหน้าจะมีกี่โชว์ จะต้องใช้งานเป็นจำนวนกี่ชิ้นอันเนี่ยก็จะคิดล่วงหน้ามาตลอด
ปีหน้าต้องมีแบบนี้นะ ปีหน้าอยากทำแบบนี้นะ แล้วที่เหลือก็เป็นการแก้ปัญหาวันต่อวัน
บางวันตั้งเฟลมไว้ขาวๆ ก็ไม่สามารถเขียนอะไรได้เลยเพราะมัวแต่คิดเรื่องอื่น
แต่บางทีก็ไม่มีเหตุไม่มีผลไม่มีปี่ไม่มีขุ่ยก็ลุกขึ้นมาทำค่อนข้างจะเป็นอย่างนั้น
คือมันไม่ฟิคว่าวันนี้จะทำอะไร แต่บางทีก็คิดไว้หมดวันนี้จะเอาให้ได้อย่างเนี่ยนะ
แต่บางทีก็ทำไม่ได้ ซึ่งเป็นบ่อยแล้วก็มีแพลนนิ่งหลวมๆ แต่ไม่ฟิคมันเพราะฟิคไม่ได้อยากฟิคเหมือนกันแต่ผมฟิคไม่ได้
จริงๆ แล้วผมอยากตื่นขึ้นมาเขียนรูปได้เลยทั้งวัน สมมติผมมีวันอาทิตย์ว่างวันหนึ่งผมอยากลุกเขียนรูปทั้งวันบางทีทำอะไรไม่ได้นอนแล้วอยู่ๆ
ตีสี่ตีสามของคืนวันอาทิตย์เขียนขึ้นมาซะอย่างงั้น
คุณทำตัวเป็นปรากฏการณ์เหมือนไม่ใช่คนที่ต้องทำตามอะไร มันเป็นข้อยกเว้นอะไรบางอย่างของคนประเภทนี้เปล่า
ผมมองว่ามันเป็นข้อบกพร่องและมันเป็นสิ่งที่ไม่ดีเลยมันควรได้รับการปรับปรุงมากๆ
ซึ่งผมก็กำลังปรับปรุงอยู่มันก็ต้องใช้เวลานิดนึงเพราะไม่งั้นผมเขียนไม่ออก
อย่างบางทีตั้งเฟลมไว้สเก็ตซ์สีบีบไว้ด้วยนั่งดูหมดไปครั้งวันไม่สามารถเขียนได้มันก็ต้องไปเดินเหินไปอะไรก่อนแล้วขึ้นมาไม่รู้เหมือนกันว่ามันมาอย่างไงพอมันมาแล้วมันก็ไปของมัน
ซึ่งผมคิดว่ามันไม่ดี
ของผมผมก็คล้ายๆ อย่างนั้นบางทีเราหลวมๆ ไว้แล้วก็ด้นเอา บางวันก็แบบว่าวันนี้จะทำงานนะคิดไว้ตอนเช้า
แล้วก็นั่งดูทีวีไป เอ้า! ทุ่มหนึ่งแล้วค่ำแล้วยังไม่ได้ทำ
ชีวิตเป็นของตัวเอง 100% ต่อไปมีเพือนฝูง
ผมว่ามันถูกลิขิตไว้แล้ว ผมว่าข้าวจานเนี่ยมีลูกมะเขือลูกนี่ออกมามันมาจากจังหวัดสุรินทร์ก็ได้นะ
แล้วก็อย่างทำงานผมใช้วิธีด้นเอา ถ้าเราไปวางแผนมันก็ไม่สนุกแล้ว สมมติถ้าวาดรูปหนึ่งขนาด
2 เมตร เราต้องมานั่งสเก็ตซ์ แบบว่ารูปใหญ่เราจะทำอะไรแค่นี้ผมว่าไม่ได้คือมันจบในรูปเล็กแล้ว
หรืออย่างเขียนหนังสือก็จะมีอะไรหลวมๆ ไว้ก็จะด้นไป
ประโยชน์คือสดมาก
มันจะเกิดอะไรก็เกิดไป คือผมชอบอันหนึ่งผมไปเที่ยวป่าไปกับเพื่อนกับเด๋อผมไม่มีความรู้เลยว่าจะต้องไปเจออะไรบ้างแล้วก็ไปแบบไหนนะ
แล้วก็เอ่อ! มันสนุกดี มันสนุกดีเพราะว่าเราไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง
เราจะลื่นตรงนี้ เราจะเจอทากเกาะตรงนี้นะ เวลามืดแล้วออกจากป่าได้รึเปล่าไม่รู้
พอหลังจากผ่านช่วงเวลานั้นเราจะ โอ่! ช่วงเวลานั้นมันเจ๋งเพราะเราไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น
นักเขียนเขียนคอลัมน์ส่วนมากจะวางโครงไว้อย่างดีสมมติว่าจะส่งวันอังคารผมก็เริ่มเขียนวันจันทร์ของอาทิตย์มันจะต้องมาบรรจบที่อีกจันทรนึงร่างเขียนมาเรื่อยๆ
จนถึงวันอาทิตย์วันอังคารต้องส่ง วันอาทิตย์เสร็จเรียบร้อยแล้วผมมาอ่านดูผมเกิดความคิดใหม่ขึ้นมาที่เขียนมาทั้งอาทิตย์ใช้ไม่ได้เลยเกิดความคิดใหม่ขึ้นมาเขียนชั่วโมงเดียวเสร็จโดยเป็นอันใหม่ออกมาวิธีการเขียนรูปเหมือนกัน
แล้วอีกอย่างนะ เรื่องการเขียนรูปไม่มีถูกไม่มีผิดเพราะฉะนั้นมันจะเกิดอะไรขึ้นมามันก็ไม่เป็นไรอยู่แล้วเราเคารพความรู้สึกของตัวเราไง
กับปัจจัยภายนอกต่างๆ อันไหนที่มันมีผลกับการทำงานมากกว่า
บางคนก็เขียนตัวเอง แต่บางคนก็เขียนอะไรไม่รู้ที่มันอยู่ข้างนอก แต่พวกคุณเนี่ยข้างนอกเข้ามาข้างในก่อนแล้วค่อยออกไปจากข้างใน
ผมว่าบางทีเราใช้ตัวเองเป็น คือผมว่าคนที่ทำงานศิลปะเป็นตัวเองมากๆ
นะก็มักจะใช้ตัวเองเป็นศูนย์กลาง แล้วทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบๆ ตัวสุดท้ายมันก็ถูกจุดศูนย์กลางสังเคราะห์ออกมา
เราไม่ได้แคร์อะไรรอบข้างอยู่แล้ว อย่างผมวาดรูปแม่ผมผมก็ใช้ตัวเองเป็นฐานไม่ได้มีคำสั่งของแม่แม่ขอได้อย่างเนี่ยนะ
มันเกิดจากที่ผมเริ่มเองแล้วเค้าก็จะเห็นเมื่อมันเสร็จเอง เค้าจะรู้สึกไงนั่นคือสิ่งที่ผมอยากรู้
เค้าจะแสดงสีหน้าอย่างไงนะ นั่นคือศิลปะของผม ศิลปะความเป็นส่วนตัวที่แบบว่ากับแม่เรา
เหมือนกับแผ่นซีดีที่มันเรียงอยู่ในตัว วันๆ เรารู้สึกถึงเรื่องอะไรบ้างมันก็จะบันทึกไว้
เราเจอรถติด มันก็จะมีแผ่นของรถติด เราเจอเรื่องของอารมณ์มนุษย์ ที่พูดถึงเรื่องการแก่งแย่งชิงดี
มันก็มีเรื่องนี้อยู่ข้างใน มีเรื่องความรัก มันก็อยู่ข้างใน เรื่องป่ามันก็มีอยู่ข้างใน
เรื่องทะเล เรื่องเที่ยว คราวนี้เกิดจากภายนอกเข้ามาทุกอย่างก็บันทึกไว้
บันทึกไว้ พอถึงเวลาเราจะหยิบมาทำงานเราก็ดูซิว่าเรากำลังสนใจเรื่องอะไรเราก็หยิบแผ่นนั้นออกมา
ตอนนี้เราสนใจเรื่องคนความสัมพันธ์ของคนเราก็พยายามทำความเข้าใจว่าความสัมพันธ์ของคนเนี่ยที่เราจะพูดเนี่ยมันคือจุดไหน
แล้วมันมีสิ่งแวดล้อมที่ทำให้เกิดความรู้สึกนี้มันคืออะไรบ้าง แล้วเราจะหาวิธีการถ่ายทอดอย่างไง
โดยไม่กำหนดอะไรไว้มาก แค่ประมาณว่าเราอยากได้อย่างเนี่ยนะ เรานึกว่าอารมณ์ประมาณเนี่ยนะ
เรื่องประมาณเนี่ยแล้วเราก็แต่ง แต่ทุกเรื่องมันจะมาจากข้างในหมด ข้างในที่เรารับมาจากข้างนอก
มันจะไม่มีอะไรลอยๆ มา โดยที่ไม่มีเหตุผล ทุกอย่างมีเหตุผลและที่มาเพราะฉะนั้นวันหนึ่งผมเข้าป่าไป
ผมก็คงจะเขียนรูปที่มันเป็นความรู้สึกอีกความรู้สึกหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องความสัมพันธ์ของคน
เรื่องนั้นก็ยังอยู่ในใจ เรื่องป่า เรื่องตอนเด็กๆ ก็ยังอยู่ในใจเพียงแต่ตอนนี้พร้อมเรื่องไหน
สนใจเรื่องไหน
???
ตัวตายแต่งานยังอยู่ มันมีคุณค่าตรงนั่นแหละ
ทำไมมันต้องอยู่แทนคุณ
สมมติวันหนึ่งโลเลเลิกเขียนรูป หยุดเลยนะ ไปขายไก่อีก 60 ปีข้างหน้าไปขายไก่
แล้วไม่เขียนรูปเลย รูปของโลเลไม่มีค่าเลย ถ้าพรุ่งนี้โลเลตายงานนี่คือคุณค่าของศิลปะจริงๆ
มันอยู่ที่ชีวิตของคุณให้มันแค่ไหน เพราะฉะนั้นจะมาตัดสินงานกันด้วย
2 ชิ้น ให้เหรียญรางวัลแล้วบอกว่าคุณเป็นศิลปินชั้นเยี่ยมชั้นใหญ่
ไม่ใช่ มันอยู่ด้วยทั้งชีวิตดูงานปีกัสโซไม่ได้ดูแค่ชิ้นเดียวจะดูทั้งชีวิตของเค้า
หรือเป็นเพราะว่าศิลปะมันเริ่มดังเพราะมันหลุดจากชีวิตคนสร้าง
ไม่เกี่ยว คนอาจจะสร้างให้มันมาสเตอร์พรีสได้ตั้งแต่ตอนหนุ่มๆ อยู่ก็มีแต่ถ้าเค้าหยุดทำเมื่อไหร่คุณค่ามันจะหมด
นอกจากว่างานนั้นมันมีเพาเวอร์พลิกโฉมประวัติศาสตร์ศิลป์ของโลกจริงๆ
ซึ่งมันก็ไม่มีให้เห็น พาสเก็ต อาร์ตติสดังมาก เค้าทำรุ่งอายุประมาณ
30 เท่าๆ ผม แล้วงานก็กำลังเติบโตมาก บังเอิญเค้าตาย มันก็เลยยิ่งเป็นอมตะ
ในใจคุณเลยรึเปล่าคะเรื่องเนี่ย ของทุกคนที่เรียนอย่างเนี่ยเลยรึเปล่า
หรือว่าไม่ใช่
อาจจะไม่ใช่ คิมบอรีซัม เดอะดรอ คือตัวเค้าตายไปแล้วนะแต่ว่าเพลงของเค้าหรือว่าเนื้อหาของเพลงหรือชีวิตของเค้าเราก็ยังเรียนรู้ชื่อเสียงของเค้าเลย
คำถามคือตอนที่ทำคิดไว้รึเปล่าหรือว่าทำออกมาให้ดีที่สุดก่อนแล้วค่อยว่ากัน
หรือว่าคนมาถามก็บอก
แต่ก็จะพูดคล้ายว่ามันมีคุณค่าตรงเนี่ย มันถึงยาว ศิลปะมันถึงยาว ชีวิตมันสั้น
ถ้าให้ตั้งชื่อยุค ยุคนี้ยุคอะไร ในด้านวิจิตรศิลป์ก็ได้
ผมว่ามันเป็นยุคของการมันแทบจะรวมๆ กันแล้ว คือการจะบอกว่ายุคมันยากเหมือนกัน
เพราะว่าจะเกิดยุคหนึ่งขึ้นมาเวลามันก็นาน ให้มันจบไปก่อนถึงจะบอกได้ว่ายุคเนี่ยยุคอะไร
คือมองถอยออกมายังไม่เห็น มองย้อนไปแล้วมาหยุดตรงเนี่ยยังไม่ได้ยุดใช่ไหม
ยังไม่ได้ มันเป็นอดีตไปแล้วถึงจะเรียกยุค ถ้ามองสถานะการณ์โลกยุคนี่อาจจะเป็นยุคของการ
ยังสรุปไม่ได้ ไม่กล้าตั้งชื่อ
ไม่ใช่ไม่กล้าหรอกยังไม่รู้ด้วย จะใช้คำที่ระบุมันยากที่จะบอก แต่ความรู้สึกเราก็รู้ว่ามันยังไง
มันยากที่จะนึกคำออกมา
คือถ้ามองโดยผมมองเนี่ย มันเหมือนกับว่ายุคเนี่ยมันศิลปะมันเป็นเรื่องของอะไรก็ได้เหมือนกับอะไรก็ได้ในที่นี่คือมันก็ครอบคลุมอย่างที่โลเลบอกว่าบางทีก็กำหนดไม่ได้เหมือนกันว่าจะเรียกมันว่าอะไร
แต่ถ้าเรามองในแง่ของศิลปะโลกมันเหมือนกับว่าใครอยากทำอะไรก็ได้ตอนนี้
ถ้าเรามีสิ่งที่อยากจะพูด ถ้าคุณอยากจะพูดอะไรคุณก็พูดออกมาในสื่อที่คุณถนัดแค่นั่นเองจบ
แล้วความคิดแบบเนี่ยมันจะถูกเรียกว่าอะไรก็คือคำตอบเดียวกันคือมันไม่สามารถบอกได้
ต้องให้คนยุคใหม่ตั้งให้
ใช่ แต่ตอนนี้มันอะไรก็ได้
แล้วคุณถูกรบกวนคลื่นแทรกด้วยเทคโนโลยีการสร้างงานแบบใหม่ๆ บ้างรึเปล่า
จุดงานหลักๆ เลยเรื่องของความคิด ความคิดเนี่ยไม่เหมือนกัน สมมติว่างานศิลปะแบบใหม่ๆ
หรือว่าเราจะบอกว่างานแบบเนี่ยของเก่าแสดงเดียวก็คือความคิด ความคิดเหมือนกัน
คือวิธีการถ่ายทอดมันแล้วแต่เทคนิค และผมมองว่ามันเป็นแค่เทคนิคเฉยๆ
เทคนิคที่จะบอกว่าตัวเองเศร้าในแบบรีซอรีซัน หรือบางคนบอกความเศร้าด้วยเทคนิคของการดรออิง
มันก็คือความเศร้าเหมือนกัน
ใช่ ต่างกันแค่กระบวนการถ่ายทอดเท่านั้นเอง
คือเทคนิคจะซัพพรอตความคิด ความคิดจะต้องนำมาก่อน
คนในชีวิตเค้าฝากความหวังอะไรกับคุณไว้รึเปล่า ใครก็ตาม คุณต้องแบกรับอะไรกับใครไว้รึเปล่าในชีวิต
อยากให้แต่งงาน
ถ้าอย่างพ่อแม่เค้าเชื่อผมหมอทุกอย่างพูดอะไรก็เชื่อหมด เพราะฉะนั้นเค้าจะห่วงเรื่องผมจัดระบบกับชีวิต
เช่น เรื่องขั้นตอน แบ่งเวลาดีๆ นะ ซึ่งเค้าจะเตือนประจำซึ่งเป็นจุดบกพร่องที่สุดในชีวิตของผมและผมจะต้องปรับปรุงให้ได้
แต่เค้าก็ไม่ถึงกับผิดหวัง เค้าก็รู้ว่าผมทำอะไรตามอารมณ์ และเค้าก็ยอมรับ
นับถือในสิ่งที่ผมทำ และก็เห็นดีเห็นงามมาตลอดเพียงแต่เค้าอยากให้แบ่งเวลาให้เป็นมากกว่านี้หน่อยเพื่อที่จะได้จัดการกับเรื่องที่คิดต่างๆ
ได้ดี ถือว่าเป็นความคาดหวังของครอบครัว
ผมว่าพ่อแม่เด๋อหรือพ่อแม่ผมคล้ายๆกันทำอะไรเค้าก็จะเข้าใจว่าทำอะไร
แต่จะมีปัญหานิดนึงของผม หนึ่งแบ่งเวลากับตัวเองแบ่งเวลามาทางเค้าบ้าง
ซึ่งบางทีผมค่อนข้างส่วนตัวมาก แต่ผมจะมีเรื่องหมกมุ่นอยู่กับตัวเองเยอะ
วันๆ คิดแต่เรื่องศิลปะ หนังสือ ที่มันเป็นเรื่องของตัวเองมาก บางทีลืมคิดถึงคนอื่น
ลืมคิดถึงพ่อแม่ เพราะความที่เราอบอุ่นมากจนเราร้อนบางทีเราเข้าไปอยู่ในบ้านก็อบอุ่นเหลือเกินอยากอยู่เงียบคิดเรื่องเศร้าบ้างซึ่งเป็นเรื่องที่แบบว่าบางทีเค้าต้องการเวลาตรงนั้นของเราบ้าง
แต่เค้าจะเข้าใจ
แต่อย่างเด๋อเค้าเขียนหนังสือนะ คอลัมน์ในสยามรัฐดีมากเลย พ่อเค้าโทรถามเป็นไงบ้าง
เค้าจะเข้าใจว่าลูกเค้าทำอะไร อย่างแม่ผมก็เหมือนกันก็ช่วยคิดช่วยอะไรเนี่ย
ซึ่งพ่อเด๋อโทรมาผมก็อยู่ผมก็ดีนะ
แม่เค้าจะแบบอ่านเรื่องที่เข้าใจง่ายแล้วเค้าจะบอกทำไมไม่ทำให้มันเข้าใจง่ายหน่อย
พ่อก็จะไปฟังแม่แบบเนี่ยแหละ
ตอนนี้ละคะฝันสั้นๆ อยากได้อะไรบ้าง
อยากพูดภาษาอังกฤษเก่ง จะได้ไปใช้ไง ต้องใช้เลยแหละ
ผมอยากอ่านภาษาอังกฤษด้วยคือไม่ใช่พูดอย่างเดียว ถ้าเราภาษาอังกฤษเราไม่กลัวเลยใช่ไหมโลเล
ใช่ แล้วไปไหนก็ได้นะ
แล้วคุณเรียนอยู่ที่ไหนอยู่คะ
ไม่ได้เรียนเลยครับ
ภาษาอังกฤษก็พอได้ กะท่อนกะแท่นไป ก็พอได้ สื่อสารได้ สมมติถ้าผมภาษาอังกฤษดีผมก็คงไปสอนต่างประเทศได้หรืออาจจะเขียนความคิดเราให้คนอื่นรู้
สมมติว่าเราอยากให้ฝรั่งรู้ไม่ต้องไปหาคนแปลเสียเวลา วุ่นวาย เราก็เขียนเอง
มีความฝันอยากฟัง CNN แบบเหมือนฟังภาษาไทย
อย่างหนังสือที่เราอ่านสำคัญมากเลยก็คือหนังสือศิลปะ ภาษาไทยไม่มีอ่านถ้ามีอ่านก็คือเค้าต้องแปลมาแล้วถึงอ่าน
แต่ถ้าเราอ่านเองมันคงสนุก
แล้วทำไมไม่ไปเรียน ทำอะไรมาที่อยากทำทุกอย่างแล้วทำไมอันนี้ไม่ทำ
มันยังขาดตรงเนี่ย
อะไร
มันเหมือนยาขมภาษาอังกฤษสำหรับผม ผมมองโลเลด้วยนะ
ถ้าเกิดขจัดปัญหาเรื่องภาษาได้นะ ถ้าเกิดมนุษย์โลกทุกคนพูดภาษาเดียวกันได้นะ
แต่ก่อนผมก็ไม่เคยคิดเรื่องภาษาปรากฏว่าตอนนี้มันต้องใช่
ไม่กลัวปราบดาเลยนะ ถ้ารู้ภาษาอังกฤษ
แต่ผมว่าเด็กเดี๋ยวนี้ก็คงพูดกันได้แล้วแหละ แต่รุ่นเราก็แบบว่าผมว่าถ้าให้เรียนไวยากรจริงก็คงดื่อเหมือนกันแหละ
แต่ถ้าเกิดไปใช้ชีวิตอยู่ ไปคลุกคลีกับคนที่เค้าพูดภาษาอังกฤษผมว่าไปได้
เรื่องความเข้าใจผมว่าไม่มีปัญหา แต่ว่าเรื่องทัศนคติแต่ปัญหาก็คือภาษา
|