|
-ก่อนอื่นอยากให้ช่วยเล่าประวัติย่อๆ ให้เพื่อนๆ และน้องๆ ชาว YES! ได้ฟังสักหน่อยครับ
ผมจบการศึกษามาทางด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์จากมหาวิทยาลัยรังสิตครับ หลังจากนั้นก็เป็น...ผมเป็นพวกประเภทที่ชอบหาโอกาสให้ตัวเอง ก็ชอบส่งงานประกวดเพื่อพิสูจน์ฝีมือ เพราะทำงานทางด้านดีไซน์ เราก็อยากที่จะแข่งขัน อยากจะลอง Proof ตัวเองว่าตอนนี้เราอยู่ระดับไหนแล้ว ก็ส่งงานประกวดไปค่อนข้างเยอะตั้งแต่ตอนเริ่มจบและหลังจบมาแล้ว ก็ชนะการประกวดในไทยค่อนข้างเยอะครับในช่วงนั้น หลังจากนั้นก็มีโอกาสส่งงานประกวดระดับนานาชาติทั่วทั้งเอเชีย ก็ได้รางวัลที่ 1 ของเอเชีย ตอนนั้นเป็นการประกวดออกแบบนาฬิกาของ Citizen ที่จัดร่วมกับ MTV ก็สร้างโอกาสให้ตัวเองไปรับรางวัลที่สิงคโปร์ ก็ได้รางวัลที่ 1 ตอนนั้นก็ยังไม่ทราบนะครับ คือเป็น Finalist ไปประกาศผลที่สิงคโปร์ ซึ่งตรงนั้นคือจุดเปลี่ยนเลยครับ เพราะจริงๆ ช่วงแรกผมวางแผนจะไปเรียนต่อที่อิตาลี จ่ายเงินเรียบร้อยแล้วด้วย พอถึงตรงนั้นก็ได้เจอกับ Designer ที่เป็นระดับหัวหน้าของบริษัท Philip เขาก็บอกว่าถ้าสนใจจะไปทำงานกับเขาก็ลองส่ง Portfolio ไปให้ดู เราก็เออ...ก็ดีเหมือนกันนะ มีโอกาสได้เจอกับ Designer ระดับโลกตรงนั้น จากนั้นกลับมาผมก็รีบทำเลย เฮ้ย โอกาสมาแล้ว ทำแล้วผมก็รีบส่ง Portfolio ไป จากนั้นก็ได้ผ่านการสัมภาษณ์อะไรต่างๆ จนได้รับเข้าทำงานในที่สุด ก็เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ทำงานในบริษัท Philip Design คือบริษัท Philip Design นี่ถือเป็นบริษัทดีไซน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก แล้วก็มีฐานความรู้ในเรื่องการพัฒนา Brand พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ปึ้กสุดแล้ว ก็ได้เป็นคนไทยคนแรกที่ได้เข้าไป ตอนนั้นก็ถือว่าเด็กสุดด้วย เข้าไปตอนอายุ 23 อายุเฉลี่ยของคนในบริษัทนั้นก็ประมาณ 35 เราไปเป็นเด็กสุดก็ดีใจ เป็นคนไทยคนแรกด้วย เข้าไปก็ทำงานทางด้านเรื่องการออกแบบ พัฒนาผลิตภัณฑ์ หลายๆ อย่างเลย ตั้งแต่พวก Audio Visual พวก Home Theatre เครื่องเสียงอะไรต่างๆ รวมไปถึงพวกเครื่องใช้ในครัวเรือน (หลอด) ไฟก็ยังเคยทำครับ มือถืออะไรต่างๆ ทำหลายๆ อย่างครับ ทำอยู่ที่สิงคโปร์ ก็ได้เรียนรู้ตั้งแต่เรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เรื่องของการตลาด เรื่องทางการผลิตอะไรหลายๆ เรื่อง เรายังใหม่ทั้งหมดเลย ก็ได้เรียนรู้จากตรงนั้น อีกอย่างก็คือ Philip เขามีสาขาอยู่ทั่วโลก เพราะฉะนั้นเราก็ต้องเดินทางไปทั่วโลกเหมือนกัน ไปทำงานกับคนหลายๆ ประเทศ ผู้ผลิตเขาอยู่หลายๆ ประเทศทั่วโลก แล้วทีมมันก็มีทั่วโลกเหมือนกัน ฉะนั้นก็มีโอกาสได้เรียนรู้ตรงนี้ค่อนข้างเยอะ ทำอยู่ประมาณ 4 ปีครึ่ง ก็ได้ย้ายไปเป็นตำแหน่งที่สูงขึ้นที่ฝรั่งเศส ที่ปารีส แต่ไปโฟกัสที่พัฒนามือถืออย่างเดียว ก็ทำอยู่ประมาณ 2 ปี พอถึงจุดนี้...จริงๆ ก็มีหลายเรื่องครับว่า เราอยู่ต่างประเทศหลายๆ ปี เรารู้ว่ายังมีคนไทยอีกเยอะเลยที่เก่งๆ ผมก็อยากกลับมาเมืองไทย เพราะรู้ว่าสมัยก่อนเราไม่มีโอกาส ตอนนี้เราเลยอยากสร้างโอกาสให้คนไทยบ้าง เพราะจริงๆ ไม่ว่าจะเรื่องความสามารถของเรา เรื่องของคนก็ดี เรื่องของสิ่งแวดล้อมอะไรต่างๆ ในเมืองไทยมันพร้อมทั้งหมด แต่เราไม่เคยแสดงศักยภาพตรงนี้ออกมา ก็เลยคิดว่าอยากจะเปิดบริษัทตรงนี้ เพื่อช่วยทั้งภาคธุรกิจของเมืองไทยให้มันดีขึ้น แข่งกับต่างประเทศให้ได้ เพราะจริงๆ โรงงานการผลิตของไทยนี่ทำอะไรดีๆ เยอะแยะไปหมดเลย แต่ทำให้คนอื่น (หัวเราะ) ไม่เคยทำให้ตัวเอง เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะใช้ตรงนี้ ประสบการณ์ที่เราได้เรียนรู้มาพัฒนาธุรกิจคนไทยให้แข่งกับตลาดต่างประเทศได้ ให้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าพวก Global Brand ให้ได้ ก็เป็นจุดเริ่มที่ว่ามาตั้งบริษัทตรงนี้ครับ
-เชื่อในศักยภาพคนไทย ว่าสามารถสู้กับคนต่างชาติได้
ได้ครับ เพราะจริงๆ ผมเจอคนไทยเยอะมากเลยในต่างประเทศที่อยู่ในระดับ Top คนไทยเยอะมากเลย แต่ก็เหมือนผมครับ งานเมืองไทยมันไม่มี ก็เลยต้องไปหางานที่ต่างประเทศ ตอนนี้คนก็หาโอกาสตรงนี้กันอยู่ เราก็ให้โอกาสตรงนี้ไป ให้เขาแสดงฝีมือ เป็นเหมือนเวทีให้เขาลอง
-หน้าที่รับผิดชอบในฐานะ CEO ของ Cerebrum Design
ภาระหน้าที่อย่างแรกก็คือวางนโยบายทั้งหมด ตั้งแต่ Concept ของธุรกิจ ก็คือเป็นความคิดเริ่มแรกของเราเลยที่ว่า คำว่า Cerebrum แปลว่าสมอง สมองมันมี 2 ซีกใช่ไหมครับ ซีกซ้าย-ซีกขวา ซึ่งผมมองว่าธุรกิจทุกธุรกิจบนโลกที่ประสบความสำเร็จมันเกิดจากความสมดุลของ 2 ส่วนนี้ในระดับที่เท่าๆ กัน เพราะฉะนั้น ก็ใช้หลักการนี้ในการบริหารธุรกิจ คือความสมดุลทางด้าน Logic กับ Creative คือไม่มีอะไรที่ Creative มาก แล้วไม่มี Logic มา Support หรือ Logic จน Conservative มันก็ไปไม่ถึงไหนเหมือนกัน
-คือต้องไปควบคู่กัน
ต้องไปควบคู่กัน แต่ธุรกิจส่วนใหญ่มันต่างคนต่างไป สมองคือจริงๆ แล้วมันติดกันอยู่แค่นี้ แต่มันแยกกัน จริงๆ มันไม่ควรแยก ควรคิดไปพร้อมกัน คนขายก๋วยเตี๋ยวที่ขายดี ก็ต้องมีสูตรอร่อย และการบริหารการจัดการที่ดี ต้องไปพร้อมๆ กัน เพราะฉะนั้นเราก็ใช้ Concept ตรงนี้มาเป็นนโยบายของบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการทำงานกับลูกค้า การบริหารองค์กรอะไรต่างๆ หรือการขยายฐานธุรกิจ ซึ่งช่วงนี้เราก็ขยายไปได้ในหลายๆ ส่วน เช่น ไปเปิดสาขาที่ไต้หวัน ที่ไปเปิดที่นั่น อย่างแรกเพราะว่าเมืองไทยยังไม่พร้อม คือผู้ประกอบการไทยที่จริงก็เริ่มที่จะรู้แล้วว่าดีไซน์มีความสำคัญต่อการที่จะอยู่รอดในตลาดโลกได้ แต่อาจจะยังไม่ได้เตรียม Budget เอาไว้ เพราะมันยังเป็นเรื่องใหม่อยู่ เพราะจริงๆ เรื่องของการดีไซน์เป็นเรื่องของการลงทุน สมัยก่อนอาจจะเป็นเรื่องของค่าใช้จ่ายอะไรแบบนี้ แต่ตอนนี้เป็นเรื่องของการลงทุน แล้วการลงทุนก็ต้องมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เพราะฉะนั้นก็คิดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ในเมืองไทยก็ต้องปรับเปลี่ยนแล้วแน่นอน เพราะว่าเรื่องของการบีบบังคับจากประเทศจีน ที่เอาสินค้าจีนมาในเมืองไทย แล้วการย้ายฐานการผลิตอะไรต่างๆ เขาก็ต้องกระทบแน่นอน ซึ่งตอนนี้บางเจ้าที่กระทบแล้ว เขาก็เห็นแล้วว่าต้องทำอะไรแล้วละ แต่บางทีอาจจะยังไม่พร้อมในปัจจัยหลายๆ ด้าน เราก็ไปหาตลาดตรงนั้น (ไต้หวัน) ก่อน ในการสร้าง Portfolio ให้คนไทยได้เห็น คือเรื่องของเรื่องก็คือคนไทยอาจจะไม่เชื่อคนไทยด้วยกันเอง (หัวเราะ) อารมณ์นั้นนะครับ ดังนั้นเราก็เลยทำ Portfolio ในต่างประเทศให้เห็นว่า เราทำให้ Brand หลายๆ Brand ในประเทศต่างๆ ประสบความสำเร็จมาแล้วนะ เขาจะได้เชื่อเรา นี่คือปัญหาหนึ่งของคนไทยเหมือนกัน เฮ้ย! คนไทยทำได้เหรอ นี่คือปัญหาหนึ่ง ก็เลยไปเปิดสาขาที่นั่นก่อน
-รู้สึกอย่างไรที่ได้รับการยอมรับจากเพื่อนร่วมอาชีพและผู้ที่ติดตามผลงาน
(หัวเราะ) ก็ดีใจครับ ตรงนั้น เพราะว่าตรงนั้นผมว่ามันเกิดจากความตั้งใจของผมมากกว่า เพราะผมคิดว่าผมทุ่มเทเต็มที่กับการที่จะพัฒนาธุรกิจในเมืองไทย ไม่ว่าทางด้านการออกแบบ การขับเคลื่อนธุรกิจโดยใช้ดีไซน์เป็นตัวขับเคลื่อน แล้วมันมีการแข่งขันกับต่างประเทศ เพราะว่าเรื่องแรงงานเราสู้เขาไม่ได้อยู่แล้ว จีนถูกกว่าแน่นอน วัตถุดิบเราอาจจะได้เปรียบ เพราะเรามี Resource เยอะ แต่การจะแปลง Resource ให้เป็น Product นี่ต้องใช้ Creativity ซึ่งคนไทยนี่เก่งที่สุดเลยเรื่อง Creativity แต่บางทียังใช้ในทางที่ผิดอยู่ การแหกกฎคนไทยเก่ง เพราะฉะนั้น ถ้าแหกกฎในเรื่องของการผลิต การทำธุรกิจ ผมว่ามันไปได้อีกเยอะ ตรงนี้ก็เป็นความตั้งใจที่อยากจะทำให้ Product ดีๆ ของไทยได้ไปแสดงให้ชาวโลกเห็น ซึ่งถ้าทำได้ ตรงนี้ผมอยากให้เห็นภาพรวมว่า ความภูมิใจในความเป็นไทยในต่างประเทศมันจะเกิดขึ้นมาเต็มที่ เพราะด้วยการที่ผมทำงานอยู่ต่างประเทศหลายๆ ปี เชื่อไหมว่าคนไทยทุกคนที่ออกไปต่างประเทศเขาพยายาม Promote คนไทยเต็มที่ เป็นเหมือน PR ให้ประเทศเต็มที่เลย แต่บางทีพอจะหยิบอะไรที่มันภาคภูมิใจขึ้นมามันก็อ้ำๆ อึ้งๆ พูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำ พวกการท่องเที่ยวอะไรมันก็คือ OK มันเป็น Resource แต่พอจะพูดถึงเรื่อง Brand บ้างล่ะ Product อะไรบ้างล่ะ มันยังพูดได้ไม่เต็มปากเหมือนประเทศอื่น อย่างญี่ปุ่นเขามี Brand อะไรแบบนี้เยอะแยะเป็น 100 Brand จีน ยุโรปนี่ไม่ต้องพูดถึง อเมริกาอีก แต่ Brand ไทยนี่มันมีอะไรให้คิดสัก 5 Brand ยังคิดไม่ออกเลย จะเป็นน้ำเมาเสียเยอะ เพราะฉะนั้นความตั้งใจตรงนี้ผมว่ามันต้องขับเคลื่อนให้คนเห็นให้ได้ ผมก็เลยทุ่มตรงนี้เต็มที่ เพราะจริงๆ ผมว่าประเทศชาติจะไปไม่ได้ถ้าไม่มีตรงนี้นะ ก็เลยส่วนหนึ่งก็คืออาสาเหมือนกัน ตอนนี้ก็เป็นนายกสมาคมนักออกแบบผลิตภัณฑ์แห่งประเทศไทยอยู่ ก็พยายามผลักดันทางด้านนี้อยู่ ทั้งด้านการศึกษา ด้านธุรกิจ ผลักดันไปด้วยพร้อมๆ กัน เพราะว่าต้องเกิดจากทุกๆ ด้าน สุดท้ายการศึกษาต้องมาก่อน
-อยากให้เล่าความเป็นมาที่ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนประเทศไทยไปแข่งขัน Designer ระดับโลกที่ประเทศอังกฤษ (International Young Design Entrepreneur of the Year 2006)
จริงๆ โจทย์คือ...หัวข้อการแข่งขันคือเป็น International Young Design Entrepreneur ซึ่งกฎเกณฑ์การตัดสินเขาดูจากวิสัยทัศน์ Concept ของธุรกิจ แล้วก็เรามีส่วนในการ Contribute ให้กับสังคมมากน้อยขนาดไหน ซึ่งตั้งแต่ผมเห็นโจทย์ผมว่า เฮ้ย...เราตรง เราเต็มที่ตรงนี้แน่นอน อีกอย่างเราทำเรื่องของทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ Brand ตรงนี้ คือด้วยการเป็น Product มันสามารรถไปได้ไกลกว่าอันอื่นๆ มากกว่า Interior อะไรต่างๆ เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องที่คนภายนอกที่ไม่เห็นเมืองไทย เขาจะสามารถ Experience ตรงนี้ได้ ไม่ใช่ว่าเมืองไทยมันดีที่แหล่งท่องเที่ยว เขาต้องมาเมืองไทยก่อน กว่าจะได้รู้สึกแบบนี้ แต่ถ้ามี Product ที่ดีแล้วออกไปสู่สายตาชาวต่างชาติ ด้วยความตั้งใจของคนไทย เขาก็ Experience ตรงนั้นได้โดยไม่ต้องมาเมืองไทยด้วยซ้ำ ตรงจุดนี้แหละที่เป็นจุดประสงค์หลักๆ ก็คืออยากพัฒนาผลิตภัณฑ์ไทย Brand ไทย ให้มีคุณภาพสูงเทียบเท่าตลาดโลกให้ได้ เพราะฉะนั้นด้วย Concept ตรงนี้ และด้วยความทุ่มเทที่อยากให้สภาพตรงนี้ของสังคมเราดีขึ้น จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับเลือกครับ
-เคล็ดลับในการสร้างสรรค์ผลงาน
อย่างแรกทุ่มเทต้องมาก่อนเลย เพราะอย่างแรก การพัฒนาอะไรก็แล้วแต่ ผลิตภัณฑ์หรือว่าอะไรที่เป็นเชิงสร้างสรรค์ การที่จะแปลง Idea ออกมาเป็นรูปธรรม หยาดเหงื่อและแรงงานมันอยู่ตรงนั้นเยอะเลย Idea อาจจะแค่ 1% เท่านั้นเอง อีก 99% คือต้องทุ่มกับมัน ทำให้เป็นจริงขึ้นมาให้ได้ เพราะแค่คิดจินตนาการสร้างสรรค์นี่ใครๆ ก็ทำได้ใช่ไหมครับ แต่ทำให้มันเป็นจริงนี่ต้องลองผิดลองถูก ลองแล้วลองอีก เพราะฉะนั้นความตั้งใจต้องสูง ลองแล้วลองอีก กล้าที่จะผิด ผิดเราก็รีบทำใหม่ ผิดเยอะเท่าไหร่ยิ่งดี เพราะสุดท้ายคนที่ได้ก็คือเราเอง
-ในฐานะผู้บริหารองค์กร มีหลักในการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างไร
หลักแรกผมจะให้วิสัยทัศน์กับทุกคน ว่าจุดประสงค์ที่เรามาอยู่ตรงนี้ได้...คือการที่มาอยู่ตรงนี้ได้ อย่างแรกต้องมีความฝันก่อน จริงๆ แล้วมันเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตเลยแหละ ว่าเป้าหมายของชีวิตเราอยากจะทำอะไรขึ้นมา จากนั้นเราก็จะมามองย้อนว่า การที่จะไปให้ถึงฝันเราได้ต้องใช้อะไรบ้าง ฝันของผมคืออยากที่จะสร้างและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไทย Brand ไทย แล้วโชว์ศักยภาพของความเป็นไทยให้ชาวต่างชาติได้เห็นชัดเจน เพราะสมัยก่อนมันไม่มีไง ส่วนหนึ่งที่ผมได้เป็นคนไทยคนแรกที่ได้ไปทำที่ Philip ผมรู้สึกตลอดว่า เฮ้ย...คนไทยทำได้ ผมมั่นใจอย่างนั้นตลอด เพราะฉะนั้นผมคิดว่าคนอื่นก็สามารถทำได้เหมือนกัน เพราะที่ผมไปทำงานอยู่หลายๆ ปี ผมว่าเราทำได้อยู่ตลอด เพราะฉะนั้น ศักยภาพตรงนี้ถ้าเราสามารถทำให้โลกเขาเห็นว่า จริงๆ แล้วเมืองไทยไม่ได้มีดีแค่การท่องเที่ยว แต่เรามีทรัพยากรบุคคลที่เก่งอยู่ในประเทศอีกเยอะมากๆ ถึงตรงนั้นมันจะไม่ใช่แค่เรื่องของฐานการผลิตแล้ว เป็นเรื่องที่เราเป็น Resource เรื่องของแรงงานที่ต้องใช้ความคิดแล้ว เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่ Proof ให้เห็นว่าคนไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสติปัญญาความตั้งใจอะไรต่างๆ มันอยู่พร้อมหมด ก็เป็นจุดหนึ่งที่ว่าพยายาม Motivate ทุกคน ยิ่งเราทำงานตรงนี้ ลูกค้าส่วนใหญ่ของเราเป็นลูกค้าต่างชาติ เพราะฉะนั้นผมจะบอกทุกคนว่าเราเหมือนทีมชาติไทยนะ (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นทำอะไรเราก็ต้อง Proof ทุกอย่าง อย่างที่ไต้หวัน เราเป็นบริษัทดีไซน์ไทยบริษัทแรกที่ไปลุยกับตลาดตรงนั้น ที่นู่นเขามีบริษัทดีไซน์ประมาณ 4,000 กว่าบริษัท เมืองไทยนี่มี...นับได้ (หัวเราะ) มันเหมือนมองไม่เห็นว่า จะไปแข่งกับเขาจะไปแข่งยังไง เราก็เอาความเป็นไทยนี่แหละไปแข่งกับเขา ความเป็นไทยจริงๆ ไม่ใช่แค่ลายไทยอะไรแบบนี้ มันเป็นเรื่องของความประณีต ความตั้งใจ เรื่องของอะไรต่างๆ ที่เป็นไทย พฤติกรรมของความเป็นไทย มันสื่อมาได้ทางการออกแบบ การทำงาน ซึ่งเขาหาไม่ได้จากคนในประเทศเขา เพราะฉะนั้นนี่เป็นจุดหนึ่งที่ทำแล้วมันเหมือนกับเป็นทีมชาติไทย เพราะฉะนั้นถ้าทำต้องทำให้ดีที่สุด Proof ให้เห็นว่าจริงๆ เราทำได้ และทำได้ดีด้วย
-ทิศทางหรือแนวโน้มของวงการ Designer ในเมืองไทยในอนาคต
แนวโน้มผมว่าอาชีพนี้ต่อไปจะเป็นอาชีพที่รุ่งเรืองมากๆ เลย เพราะจะเห็นได้ว่าการส่งออกของไทย รายได้ที่เข้ามาในประเทศเกินครึ่งมาจากการผลิตอะไรต่างๆ เยอะแยะไปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิคส์ Automotive ส่วนการเกษตรกรรมนั่นอยู่กลางๆ ท้ายๆ หน่อย แต่พวกที่เป็นลักษณะผู้รับจ้างผลิต OEM นี่เรามีเยอะ เพราะฉะนั้น เมื่อต่อไป ด้วยผลกระทบจากจีน อินเดีย เวียดนาม เขาย้ายฐานการผลิตไปแล้ว โรงงานที่ว่างๆ อยู่นี่ งานที่น้อยลงแล้วนี่ เขาต้องหาทางอยู่รอด การจะอยู่รอดได้ก็คือต้องมีอะไรเป็นของตัวเอง มีอะไรที่เป็นของตัวเองนี่ต้องมีอะไรที่ไม่เหมือนคนอื่นด้วย ส่วนที่จะช่วยเขาได้ก็คือเรื่องของ Designer ที่สามารถสร้าง Value ใหม่ พัฒนาให้เกิดมูลค่า เหมือนพลาสติก 5 กรัม คุณจะทำเป็นแก้วน้ำใบละ 10 สตางค์ หรือคุณจะทำเป็นมูลค่าราคา 500 บาท คุณก็ทำได้ เลือกได้ ฉะนั้นผมว่ามันอยู่ที่ Creativity ตรงนั้นมากกว่า สรุปก็คือผมว่า Designer จะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เมืองไทยต่อไปในอนาคตมากเลย
-ฝากถึงน้องๆ ที่ใฝ่ฝันอยากจะเป็นศิลปินนักออกแบบ แต่ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร หรืออาจจะไม่มีความมั่นใจ ไม่กล้า คิดว่ามันยากเกินไป
คืออย่างแรก ขอให้เชื่อมั่นในตัวเองก่อน อย่างที่ 2 คืออย่าตามคนอื่น เพราะเดี๋ยวนี้เด็กๆ เป็นโรคตามกระแส เห็นพวกนี้มันเท่ คือบางทีภาพของ Designer ที่ผ่านออกไปทางสื่ออาจจะดูแล้วโก้เก๋ เท่ ศิลปินมาก จริงๆ ไม่ใช่ จริงๆ แล้วเป็นคนที่ทำงานเหนื่อยมากๆ หนักมากๆ เพราะต้องทุ่มเทกับมันจริงๆ อยากจะบอกว่าต้องมีวินัยที่ค่อนข้างสูง เพราะจริงๆ แล้วทำงาน Designer เราทำงานควบคู่กับธุรกิจ ธุรกิจถ้าไม่มีวินัยก็ไปไม่ได้ ทุกอย่างมันแข่งกับเวลา แข่งกับเงิน แข่งกับอะไรหลายๆ ส่วน เพื่อจะให้อยู่รอดไปได้ เพราะฉะนั้นเราทำงานแข่งกับตรงนี้อยู่ เราไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเหมือนศิลปิน ไม่ได้ทำงานเหมือนศิลปิน มันต่างกันคนละขั้วเลย
..................................................................................................................................................................
|