Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     
REALITY SUPPORT :
Natthinee Jones Khotasa
นักเขียนไทยในต่างแดน จากเด็กสาวบ้านนอก สู่การเดินทางแสนไกลที่หลายคนปรารถนา กับความรักในกลิ่นน้ำหมึก ด้วยสำนึกแห่งความเป็นไทย


ใครบางคนกล่าวไว้ว่า ชีวิตเปรียบดังลูกแก้วในอุ้งหัตถ์แห่งพระผู้เป็นเจ้า ที่เราไม่มีอำนาจพอจะกำหนดชะตาของเราเองได้ จะจริงหรือเปล่า? และจะเชื่อหรือไม่? ก็สุดแท้แต่ละคนจะคิดเห็นเป็นไป แต่สำหรับ Natthinee Jones Khotasa ผู้มาเยือนในวันนี้ของเรา ต่อคำถามอภิปรัชญาข้อนี้ เธอคิดเห็นเช่นไร...เราก็ไม่ทราบ เพราะเราไม่ได้ถามเธอเรื่องนี้...

 

 


กระนั้น ผู้อ่านอาจกำลังสงสัยว่าเธอเป็นใคร? และเราถามอะไรเธอ? ขอตอบว่าเธอเป็นผู้หญิงคนหนึ่ง มีชีวิตวัยเด็กอยู่ในต่างจังหวัด ทุ่งนาป่าเขา ก่อนจะกลายเป็นซินเดอเรลลา บินลัดฟ้าไปสูดไอความเหน็บของอากาศอันหนาวหนัก เหตุเพราะริรักกับชายที่พูดกันคนละภาษา ได้ทำงานเกี่ยวกับอาหาร ก่อนจะตกหลุมรักกับน้ำหมึก ใช้เวลาหลังหน้าที่การงานสนทนากับปากกาและกระดาษ ส่งเรื่องสั้น “มายาต่างแดน” มาให้เพื่อนๆ ชาว YES! ได้สัมผัสกับความจริงในม่านหมอกของมหานครที่หลายคนใฝ่ฝันจะไปถึง

ส่วนข้อสงสัยที่ว่า เราถามอะไรเธอ? ข้อนี้เราทราบ แต่เราไม่บอกตรงนี้...หากขอเชิญผู้อ่านไล่สายตาผ่านอักษรดิจิตอลที่บินผ่านฟ้ามาจากแดนไกลเบื้องล่าง บอกเล่าชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง ที่แม้ชีวิตจะเดินมาตามทางที่ไม่เคยคิดฝัน กระนั้น คำตอบของเธอก็ได้เฉลยว่า ชีวิตเราอาจจะอยู่ในอุ้งหัตถ์แห่งพระผู้เป็นเจ้าจริง แต่เราไม่ใช่ลูกแก้ว…

-อยากให้คุณ Natthinee Jones Khotasa ช่วยเล่าประวัติของตัวเองให้เพื่อนๆ ชาว YES! ได้ฟังกัน

ดิฉันเป็นคนศรีสะเกษ มีพี่น้องทั้งหมด 6 คน ดิฉันเป็นลูกสาวคนเล็ก หลังจากที่แม่คลอดดิฉันได้สองเดือน แม่ก็เสียชีวิต ส่วนพ่อก็เลี้ยงดูลูกๆ ทั้งหมดเพียงคนเดียว พ่อของดิฉันท่านเป็นคนที่ขยันทำมาหากิน ถึงแม้จะขาดแม่ไปสักคนแต่พ่อก็ทำงานเลี้ยงดูลูกๆ ทั้งหมดได้เป็นอย่างดี และพ่อก็ไม่เคยแต่งงานใหม่เพราะพ่อบอกเสมอว่าผู้หญิงที่จะมารักลูกๆ ของพ่อได้เหมือนแม่แท้ๆ นั้นยากมาก

เมื่อสมัยแต่ก่อนนั้นฐานะทางครอบครัวถือว่าไม่ลำบากมากนัก แต่หลังจากที่สูญเสียแม่ไป ธุรกิจรับซื้อข้าวเปลือกและร้านขายของชำก็ไปไม่รอด สุดท้ายพ่อก็จำเป็นต้องปิดร้านและหันมาทำนาทำไร่แต่เพียงอย่างเดียว เรื่องที่พ่อต้องปิดร้านค้านั้นดิฉันเองก็มีส่วนผิดด้วย ในสมัยเด็กๆ เมื่อครั้งที่ทางครอบครัวยังทำมาค้าขายนั้น พ่อมักจะให้ดิฉันช่วยเฝ้าร้านและขายของในร้านเสมอ แต่เวลาที่มีคนแก่คนเฒ่ามาซื้อของที่ร้าน เวลาที่พวกเขาขอแถมนั่นแถมนี่ดิฉันก็ไม่เคยปฏิเสธ จะให้เขาตลอดโดยที่ไม่เคยนึกถึงผลกำไรขาดทุนที่จะตามมา โดยเฉพาะเพื่อนที่โตมาด้วยกันก็มักจะได้กินขนมฟรีๆ จากดิฉันเสมอ ดิฉันทำแบบนี้ตั้งแต่จำความได้จนอายุสิบขวบกว่าๆ เพราะพ่อมีลูกสาวใจบุญแบบนี้จึงทำให้ร้านค้าไปไม่รอด พ่อรู้เรื่องนี้มาตลอด และแม้ท่านจะพยายามบอกไม่ให้ทำ ซึ่งในแต่ละครั้งดิฉันก็เชื่อฟังเสมอ แต่เวลาพ่อเผลอเมื่อไรเรื่องความเป็นคนขี้สงสารก็ไม่เคยหนีไปจากชีวิตดิฉันเลย สุดท้ายธุรกิจครอบครัวก็ไปไม่รอด แม้ว่าพ่อจะพยายามพยุง แต่สุดท้ายก็อยู่ไม่ได้ จำเป็นต้องปิดไปอย่างถาวร

ชีวิตดิฉันที่เกิดมามีพ่อเพียงคนเดียวไม่เคยทำให้ดิฉันรู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อยอะไรเลย บวกกับพ่อทำหน้าที่ทั้งพ่อกับแม่ในเวลาเดียวกัน ในช่วงชีวิตตอนเด็กๆ นั้นเป็นชีวิตที่มีความสุขมากๆ ตามประสาคนบ้านนอก การเลี้ยงดูของพ่อที่มีต่อลูกๆ นั้นก็เหมือนสอนให้ลูกผู้หญิงทำงานได้เหมือนเด็กผู้ชาย และต้องเก่งงานบ้านงานเรือนด้วย อะไรที่เด็กผู้ชายทำได้ตอนเด็กๆ ดิฉันก็ทำได้ไม่แพ้เด็กผู้ชายเหมือนกัน

สมัยเด็กๆ นั้นชีวิตจะอยู่กับห้วยหนองคลองบึงเสียส่วนใหญ่ ดิฉันไม่ค่อยได้อยู่บ้านเหมือนเด็กคนอื่นมากนัก เนื่องมาจากพ่อเลี้ยงควายไว้เยอะ ดิฉันจึงจำเป็นต้องไปช่วยพ่อเลี้ยงควายเสียมากกว่า ยิ่งช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ดิฉันไม่เคยมีโอกาสได้ไปเที่ยวที่ไหนเลย ชีวิตหมกมุ่นอยู่แต่กับควาย ในแต่ละวันก็คิดแต่จะทำยังไงให้ควายกินได้กินอิ่ม อยากเห็นควายตัวอ้วนเหมือนควายคนอื่นๆ เป็นความคิดของเด็กผู้หญิงคนหนึ่งในช่วงเวลานั้น

ดิฉันไม่เคยมีโอกาสได้อยู่บ้านเหมือนเด็กผู้หญิงคนอื่นๆ เลย เด็กผู้หญิงที่เติบโตมาพร้อมดิฉันส่วนมากพ่อแม่เขาจะให้อยู่กับเหย้าเฝ้ากับเรือนอย่างเดียว แต่สำหรับดิฉันเป็นเด็กผู้หญิงที่ลุยสุดๆ ตอนเด็กๆ นั้นนอกจากดิฉันจะเป็นเด็กที่เก่งเรื่องเลี้ยงควายแล้ว เรื่องตกเบ็ดหาปลาดิฉันก็ไม่น้อยหน้าผู้ชายแถวบ้านเลย ส่วนมากจะไปหาปลากับลูกพี่ลูกน้องหรือไม่ก็หลานๆ ที่โตมาพร้อมๆ กันเสียส่วนใหญ่

กระทั่งสมัยตอนเรียนมัธยมชีวิตดิฉันก็ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก ยิ่งโตขึ้นก็เริ่มรู้จักเขินอายตามธรรมดาของเด็กสาวทั่วไป เสาร์-อาทิตย์ดิฉันมักจะเห็นเพื่อนๆ ที่เรียนด้วยกันไปเที่ยวสนุกสนาน แต่ดิฉันไม่เคยมีโอกาสได้ไปทำตรงนั้นเลย ดิฉันต้องไปเลี้ยงควายตลอด พ่อสั่งอะไรก็เชื่อฟังตลอด ก็จัดว่าเป็นเด็กที่แก่นแก้ว แต่ขณะเดียวกันก็อยู่ในโอวาทของพ่อเสมอ บางครั้งก็อยากจะไปเที่ยวเหมือนเพื่อนๆ แต่ไม่เคยมีโอกาสเลย มาช่วงหลังๆ ดีหน่อยเพราะพ่อตัดสินใจหาคนมาเลี้ยงควายให้ แต่สุดท้ายคนที่เอาควายไปเลี้ยงให้ก็แอบขายควายของพ่อกิน เรื่องนี้ทำให้พ่อโกรธยิ่งนัก เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเราก็ไม่เคยให้เขาเลี้ยงควายฟรีๆ เราจ่ายค่าจ้างให้เขาตลอด จากนั้นพ่อก็ตัดสินใจเอาควายกลับมาเลี้ยงเองเหมือนเดิม

มาช่วงหลังๆ สุขภาพของพ่อไม่ค่อยดี ท่านจึงเลิกทำนาทำไร่ไป ส่วนพี่ชายกับพี่สาวบางคนก็ถือโอกาสขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ กัน คงเหลือแค่ดิฉันและพ่อสองคนเท่านั้น ดังนั้นวันจันทร์ถึงศุกร์พ่อจะเป็นคนเลี้ยงควายเอง ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ก็ถือว่าเป็นหน้าที่ของดิฉัน ยิ่งช่วงสองปีหลังพี่สาวอีกคนหนึ่งแต่งงานไปแล้วมีลูกหนึ่งคน พี่สาวคนนี้เป็นคนที่เรียนเก่งมากแต่ไม่มีโอกาสได้เรียนต่อในช่วงนั้น หลังจากที่คลอดลูกได้แค่หกเดือน พี่สาวก็ได้รับแรงสนับสนุนจากพี่เขยให้ไปเรียนต่อทางไกล ดังนั้นภาระดูแลเลี้ยงหลานจึงกลายเป็นหน้าที่ของดิฉันไปโดยปริยาย ช่วงชีวิตตรงนั้นนอกจากจะเลี้ยงควายแล้วก็ต้องเลี้ยงหลานไปด้วย ไม่เคยมีโอกาสได้ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นทั่วไปเลย

สมัยเด็กๆ ดิฉันเป็นคนที่ค่อนข้างขยันใช้ได้ เพราะความที่รักพ่อและครอบครัวมาก หากอะไรที่พ่อบอกให้ทำก็จะทำตามที่พ่อบอกเสมอ ถือว่าเป็นลูกสาวที่น่ารักคนหนึ่งของพ่อก็ว่าได้ ยิ่งตอนเด็กๆ แถวบ้านยังไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ ดังนั้นเรื่องงานบ้านงานเรือนดิฉันก็เก่งไม่น้อย เนื่องจากถูกพ่อสอนบ่อยๆ ตื่นสายก็ไม่ได้ และก็ไม่เคยมีโอกาสได้นอนกลางวันเลย น้ำในตุ่มก็ต้องหาบเช้าเย็นให้เต็มทุกวัน บ้านเรือนก็ต้องสะอาดสะอ้าน พ่อเป็นคนหัวโบราณมาก หากว่าบ้านเรือนสกปรกพ่อก็มักจะบ่นให้บรรดาลูกสาวได้ฟังไม่รู้จักเบื่อ คำที่พ่อมักจะพูดบ่อยๆ ก็คือ

“ขี้เกียจแบบนี้โตขึ้น...ใครเขาจะอยากแต่งงานด้วย”

เวลาที่พ่อบ่นนั้นพ่อมักจะใช้ประโยคนี้บ่นตลอด และก็ใช้ได้ผลกับลูกสาวทุกคน บางครั้งก็รู้สึกเหมือนพ่อกลัวว่าลูกสาวจะขึ้นคานประมาณนั้น แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ คำคำนี้เป็นแค่คำสั่งสอนของคนแก่แถวบ้านนอกเสียมากกว่า การเกิดเป็นลูกสาวพ่อนั้นจะเป็นคนที่ขี้เกียจไม่ได้เลย พ่อเป็นคนที่รักลูกๆ ทุกคนมากโดยเฉพาะลูกสาวพ่อจะห่วงเป็นพิเศษ พ่อห่วงกลัวลูกสาวจะมีชีวิตคู่ที่ไม่ดี กลัวผู้ชายคนนั้นไม่รักลูกสาวของพ่อได้ดีเท่าที่พ่อรักลูกสาวของพ่อ ส่วนตรงนี้อาจจะเป็นความรู้สึกของคนเป็นพ่อคนหนึ่งมีความรักและห่วงใยให้กับลูกเสมอมา

ยิ่งช่วงหลังๆ ตอนที่เรียนอยู่ ม.3 ดิฉันมีโอกาสได้ขอพ่อไปทำงานกับเพื่อนๆ ในช่วงปิดเทอมซัมเมอร์ใหญ่ที่กรุงเทพฯ ความคิดในตอนนั้นอยากทำงานมีเงินส่งตัวเองเรียนและมีเงินแบ่งให้พ่อใช้บ้าง ตอนนั้นพ่อไม่อยากให้ไป แต่ก็ทนการรบเร้าจากลูกสาวคนเล็กไม่ไหว ก็เลยจำใจให้ลูกสาวสุดที่รักไปทำงานกับเพื่อนๆ ที่เรียนมาด้วยกัน

ตอนนั้นดิฉันและเพื่อนๆ ได้ไปทำงานที่สโมสรอิสรภาพคอร์ทที่วงเวียนใหญ่ เป็นสโมสรแหล่งรวมออกกำลังกายต่างๆ ของคนในสังคมสังคมหนึ่ง มีทั้งสระว่ายน้ำ สนามเทนนิส แอโรบิคด้วย เพื่อนของดิฉันสองคนได้ทำงานเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่มให้ลูกค้า ส่วนดิฉันและเพื่อนอีกคนหนึ่งต้องทำงานอยู่ในครัว ก็คือทำงานหลายอย่าง ทั้งล้างจาน จัดผัก เป็นลูกมือแม่ครัว และบางครั้งก็ไปจ่ายตลาดกับแม่ครัวด้วย

งานอาจจะดูหนักสำหรับเด็กบางคน แต่สำหรับดิฉันนั้นงานตรงนี้ถือว่าเป็นงานที่สบายมาก บวกกับความที่เราเป็นเด็กต่างจังหวัดด้วย ดังนั้นความอดทนและการสู้งานมีเต็มร้อยอยู่แล้ว ชีวิตของดิฉันเริ่มเรียนรู้วิธีการทำอาหารไทยอย่างจริงๆ จังๆ ก็ตอนมาทำงานตรงนี้ แม่ครัวใหญ่ที่นี่เป็นคนที่น่ารักและใจดีมากๆ พี่คนนี้จะช่วยสอนวิธีการทำอาหารหลายๆ อย่างให้กับดิฉันและเพื่อนๆ เสมอ และการทำงานในครัวก็มักจะได้ทานอาหารอร่อยๆ กว่าเพื่อนๆ คนอื่นๆ

พอมาถึงช่วงเปิดเทอมดิฉันกับเพื่อนๆ ก็พากันกลับบ้านเพื่อที่จะมาเรียนต่อ ดิฉันมีเงินให้พ่อใช้และมีเงินไว้ซื้ออุปกรณ์การเรียนเองเป็นครั้งแรกในชีวิต เป็นอะไรที่ทำให้พ่อภูมิใจมากที่สุด เวลานั้นเป็นชีวิตที่ต้องดิ้นรนมากเลย ยิ่งพ่ออายุมากเรายิ่งต้องรับผิดชอบภาระ ช่วยพ่อให้ได้มากที่สุด สิ่งที่ดิฉันทำได้ดีตลอดก็คือพยายามไม่สร้างปัญหาและเรื่องไม่สบายใจให้กับพ่อ

มาถึงช่วงที่ดิฉันเรียนจบ ม. 3 ดิฉันเห็นเพื่อนบางคนที่เรียนจบมาพร้อมๆ กันได้ไปสมัครเรียนต่อ ม. ปลายในตัวเมือง ดิฉันอยากเรียนต่อเหมือนเพื่อนมากแต่ไม่มีโอกาส เคยมีช่วงหนึ่งที่เข้าไปคุยกับพ่อและบอกพ่อว่าอยากเรียนต่อเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ พ่อบอกว่าท่านไม่มีปัญญาส่งให้ดิฉันเรียนเพราะท่านคงทำงานไม่ได้แล้ว หากจะส่งให้ดิฉันเรียนก็คงต้องขายที่นาที่ไร่ ถ้าหากพ่อต้องขายที่นาที่ไร่เพื่อส่งให้ดิฉันเรียนต่อก็คงไม่แฟร์กับพี่น้องคนอื่นๆ ส่วนพี่ๆ คนอื่นๆ ก็ไม่มีความคิดที่จะสนับสนุนตรงนี้ด้วย สิ่งที่ดิฉันทำได้ก็คือต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเองเท่านั้น

ในตอนนั้นดิฉันตัดสินใจไม่เรียนต่ออีกเลย แต่กลับมาขอพ่อขึ้นไปทำงานกับเพื่อนๆ ที่กรุงเทพฯ พ่อก็ไม่ยอมให้ดิฉันไปทำงานที่กรุงเทพฯ โดยอ้างเหตุผลว่ากลัวดิฉันจะลำบาก ไม่ยอมไม่ว่า แต่พ่อเล่นเก็บบัตรประชาชนดิฉันไว้อย่างมิดชิดประเภทไม่ให้ดิฉันได้ถือไว้ด้วยตัวเองเลย เพราะถ้าวันใดที่ดิฉันมีบัตรประชาชน ดิฉันก็สามารถไปไหนมาไหนได้สบาย

ช่วงนั้นพี่สาวอีกคนหนึ่งที่แต่งงานแยกครอบครัวไปแล้วได้แนะนำให้ดิฉันไปทำงานขายอาหารช่วยพี่สาวของเพื่อนพี่สาวที่โรงพยาบาลในอำเภอติดๆ กัน ดิฉันจึงต้องทำงานสารพัดอย่าง ล้างจาน ทำกับข้าวบ้าง ทำอาหารตามสั่ง ตำส้มตำ แล้วแต่ทางเจ้าของร้านเขาจะบอก ตอนนั้นดิฉันได้เงินเดือนแค่แปดร้อยเท่านั้น แต่ดิฉันก็ทำงานให้เขาคุ้มเกินคุ้ม ดิฉันต้องตื่นตั้งแต่ตีห้าและเลิกงานตอนสามทุ่ม ช่วงนั้นเหนื่อยแทบขาดใจแต่ไม่กล้าบอกพ่อ สุดท้ายก็ยอมเปิดอกเล่าให้พี่สาวคนนี้ฟัง หลังจากที่พี่สาวคนนี้ได้ยินเรื่องราวต่างๆ จากดิฉันแล้ว พี่สาวก็สนับสนุนดิฉันเต็มที่ให้ขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ กับเพื่อนสนิทอีกคนหนึ่งที่ทำงานโรงงานอยู่แล้ว

ก่อนที่ดิฉันจะขึ้นไปทำงานที่กรุงเทพฯ ดิฉันได้กลับมาเยี่ยมพ่ออีกครั้งหนึ่ง ดิฉันได้ลองขออนุญาตพ่อไปทำงานที่กรุงเทพฯ อีกครั้ง แต่พ่อก็ยังยืนยันปฏิเสธเหมือนเดิม ยิ่งพี่สาวและพี่ชายอีกสองคนที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ ไม่อยากให้ดิฉันมาทำงานที่กรุงเทพฯ ด้วยแล้ว พ่อก็ยิ่งไม่อยากให้ดิฉันขึ้นไปทำงานเด็ดขาด

สุดท้ายดิฉันก็จำใจหนีพ่อขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ โดยมีเพื่อนสนิทคนนี้คอยสนับสนุนและช่วยเหลือมาตลอด งานแรกที่ประเดิมคือที่โรงงานพลาสติกแถวๆ พระประแดง ดิฉันทำตรงนี้มาได้หกเดือนแต่ไม่เคยได้ติดต่อไปหาพ่อเลย ส่วนพ่อนั้นพอรู้ว่าดิฉันหนีมาทำงานที่กรุงเทพฯ ก็เสียใจยิ่งนัก จากชายชราธรรมดาคนหนึ่งก็กลายมาเป็นลุงขี้เมาไปโดยปริยาย...ดิฉันเสียใจและไม่อยากทิ้งพ่อมา แต่ดิฉันก็ต้องทำมัน เพราะไม่อยากมีอนาคตอยู่แค่นั้น ดิฉันอยากจะสร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริง เพราะไม่มีใครให้ดิฉันได้เท่ากับตัวดิฉันเอง

ดิฉันอาจจะดูเห็นแก่ตัวไปบ้าง แต่ถ้ามาลองคิดถึงภาพอนาคตข้างหน้า หากดิฉันไม่มีพ่อ ดิฉันจะอยู่อย่างไร ตอนนั้นดิฉันเชื่อมั่นในการตัดสินใจด้วยตัวเองตลอด พยายามทำอะไรก็ได้ที่เราสามารถดูแลตัวเองได้ ยิ่งพ่ออายุมากขึ้น เราก็ไม่รู้ว่าพ่อจะอยู่กับเราได้นานแค่ไหน สิ่งที่ดิฉันทำลงไปคงจะทำให้พ่อเข้าใจดิฉันขึ้นมาบ้าง วันหนึ่งดิฉันคงมีโอกาสได้อธิบายให้ท่านเข้าใจ

ถึงแม้จะทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่ดิฉันก็ยังรับผิดชอบส่งเงินให้พ่อใช้จ่ายมาโดยตลอด เพียงแต่ไม่ได้ส่งไปให้ด้วยตัวเอง ส่วนมากจะฝากไปกับพี่สาวอีกคนหนึ่ง ส่วนเงินที่เหลือก็พยายามเก็บไว้เองบ้าง ช่วงนั้นฝันอยากมีชีวิตที่ดีขึ้น อยากเรียนจบสูงๆ ต้องยอมรับว่าตัวเองเคยเป็นเด็กที่ฝันสูงและฝันไกล แต่ดีอย่างหนึ่งตรงที่เป็นคนที่ขยันและสู้งานหนักจริงๆ

ที่ดิฉันไม่อยากกลับไปอยู่บ้านนั้นก็เพราะดิฉันเป็นคนที่ทำนาไม่เป็น อาจจะฟังดูตลกที่ดิฉันเกิดในครอบครัวลูกชาวนาแต่กลับทำนาไม่เป็น หากเพราะสาเหตุมาจากดิฉันเป็นคนที่กลัวปลิงเอามากๆ เวลาพ่อให้หัดดำนาทีไรต้นข้าวเป็นต้องล้มระเนระนาดเพราะมัวแต่หนีปลิง สุดท้ายพ่อก็ต้องยอมรับว่าลูกสาวคนเล็กไม่ได้เรื่องด้านนี้จริงๆ พ่อจึงให้ดิฉันเลือกสองอย่าง

 “ระหว่างทำใจไม่ให้กลัวปลิงแล้วหัดทำนาให้ได้...กับทำหน้าที่เลี้ยงควายและทำกับข้าวให้พ่อกับพี่ๆ ได้ทานกัน...ดิฉันจะเลือกอะไร”

ดิฉันไม่มีตัวเลือกมากนัก สุดท้ายก็เลือกที่จะยอมเลี้ยงควายและทำกับข้าวมากกว่า และก็ทำแบบนี้มาตลอด จนดิฉันไม่เคยมีโอกาสได้ทำนาเหมือนคนอื่นๆ ชีวิตจึงมีอยู่แค่นี้ ถ้าจะอยู่แถวบ้านก็ต้องทำนาเป็น...ถ้าทำนาไม่เป็นแล้วจะไปทำอะไรกิน ยิ่งโตขึ้นก็คงจะลำบากหากเราทำนาไม่เป็น

มาช่วงสงกรานต์ของปีถัดไป ดิฉันได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมบ้านอีกครั้ง วันนั้นตื่นเต้นมากที่จะได้เจอหน้าพ่อสักที พอรถโดยสารวิ่งไปจอดหน้าบ้าน พ่อของดิฉันก็วิ่งมารับหน้าลูกสาวคนเล็กทันที ภาพที่ดิฉันเห็นในตอนนั้นมันยังติดตาดิฉันอยู่ตลอด ดิฉันรู้สึกสงสารพ่อมาก ยิ่งเห็นภาพที่พ่อร้องไห้ยิ่งรู้สึกว่าตัวเองผิดมากด้วย ส่วนพ่อนั้นไม่ค่อยยอมรับว่าดิฉันโตเป็นสาวแล้ว พ่อมักจะคิดว่าดิฉันยังเป็นลูกสาวคนเล็กตัวเล็กๆ ของท่านเหมือนเดิม

พ่อห่วงดิฉันมาก ยิ่งเวลาอยากไปเที่ยวไหนกับเพื่อนๆ ก็ไม่ค่อยจะได้ไป หนุ่มๆ แถวบ้านไม่มีโอกาสได้มาจีบหรอก นอกจากพ่อจะหวงแล้ว พี่ชายก็ดุอีกต่างหาก ช่วงชีวิตในตอนนั้นดิฉันค่อนข้างเป็นคนที่เอาแต่ใจตัวเองและดื้อรั้นด้วย ในชีวิตของดิฉันไม่เคยกลัวใคร...นอกจากพี่ชายคนนี้คนเดียว...ดิฉันอาจจะดื้อกับพ่อบ้างแต่กับพี่ชายคนนี้ดิฉันเชื่อฟังและไม่กล้าดื้อหรือขึ้นเสียงเลย ยิ่งพี่ชายคนนี้เข้มงวดกับน้องสาวทุกๆ คนด้วย ดิฉันยิ่งไม่กล้าใหญ่

มาช่วงหลังพี่ชายคนนี้เป็นคนที่พาดิฉันมาสมัครงานในนิคมอุตสาหกรรมแถวๆ ปทุมธานี ดิฉันเข้าไปทำงานที่บริษัทซีเกทได้ ตอนนั้นบริษัทนี้ค่อนข้างบูมมากในสังคมสาวโรงงาน ถือว่าเป็นบริษัทที่มีสวัสดิการที่ดีมากๆ ที่ดีกว่านั้นบริษัทนี้มีแต่ผู้หญิงเสียส่วนใหญ่ พี่ชายของดิฉันก็เลยหายห่วงตรงนี้ไปได้เลย ดิฉันเป็นคนที่ขยันทำงานมาก ดิฉันทำงานบริษัทนี้ไม่ถึงปีก็สามารถเก็บเงินช่วยพี่ๆ สร้างบ้านหลังใหม่ให้พ่อได้อยู่อย่างที่พ่อเคยวาดฝันเอาไว้

หลังจากที่ทำงานที่นี่ได้หกเดือน ดิฉันก็ลงเรียนทางไกลที่บริษัท เนื่องมาจากบริษัทนี้เขาสนับสนุนเรื่องเรียนหนังสือกับพนักงานทุกๆ คน และยังมีการเปิดโอกาสหลายๆ อย่างให้กับพนักงานด้วย อาทิ จ้างอาจารย์จากข้างนอกมาสอนให้พนักงาน และจัดตารางการเรียนการสอนให้เข้ากับกะของพนักงานแต่ละคนด้วย

การเรียนที่นี่มีสองสายที่เปิด ก็คือ ถ้าเรียน ม .6 ทางไกลจะใช้เวลาประมาณปีครึ่ง แต่ถ้าเรียน ปวช. จะใช้เวลาสามปี ดิฉันเลือกเรียนต่อ ม .6 เพราะใช้เวลาไม่นานนัก หลังจากที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย ดิฉันก็สามารถสร้างฝันตัวเองให้เป็นจริงได้ระดับหนึ่ง ดิฉันเรียนจบออกมาด้วยความภาคภูมิใจที่สุด จากนั้นก็ได้มีการมองหาลู่ทางในเรื่องที่จะเรียนต่อในระดับต่อไป

หลังจากที่ดิฉันเรียนจบไม่นาน สุขภาพของพ่อก็เริ่มแย่ลง พี่สาวและพี่เขยที่คอยดูแลพ่ออยู่ที่ต่างจังหวัดก็โทรศัพท์มาเล่าให้ฟังบ่อยๆ บางครั้งดิฉันก็ต้องลางานไปดูแลพ่อ ดิฉันเป็นห่วงพ่อมากและอยากจะลาออกจากงานเพื่อไปดูแลพ่อ แต่ก็ถูกพี่สาวขอร้องไว้ด้วยไม่อยากให้ดิฉันเสียอนาคต หากวันหนึ่งข้างหน้าเกิดอะไรขึ้นกับพ่อ อย่างน้อยๆ พี่สาวคนนี้ก็อยากให้ดิฉันยืนหยัดอยู่ด้วยตัวเองได้

อาการของพ่อในตอนนั้นแย่มากๆ เข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น รักษายังไงก็ไม่หาย หมอก็ได้แต่บอกว่าพ่อป่วยเพราะเป็นโรคชราและพิษสุราเรื้อรัง ส่วนญาติและคนแถวบ้านบอกว่าพ่อเสียชีวิตเพราะโดนยาสั่ง (เป็นความเชื่อของคนบางคนเท่านั้น) แต่ไม่ว่าใครจะมีความคิดที่แตกต่างกันไป สุดท้ายดิฉันก็ต้องเสียพ่อไปจริงๆ และก็เสียใจมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ชีวิตในช่วงนั้นแย่มาก จากที่เคยเป็นเด็กผู้หญิงที่ร่าเริงยิ้มเก่ง ดิฉันกลายเป็นคนซึมเศร้า บางครั้งนั่งทำงานก็นั่งร้องไห้ไปด้วย ความรู้สึกในช่วงนั้นไม่เหลือใครอีกเลย คิดเสมอว่าไม่มีใครรักเราได้เท่าพ่อ ถึงแม้จะมีพี่น้องคนอื่นๆ ที่รักและห่วงใยเราตลอด แต่ความรู้สึกตรงนี้ไม่สามารถเปรียบเทียบกับพ่อได้เลย ชีวิตนั้นอ่อนแออย่างเห็นได้ชัด จะทำงานต่อไปก็คงอยู่แค่ตำแหน่งพนักงานทั่วไปเท่านั้น สุดท้ายดิฉันก็ลาออกไปเรียนต่อ ปวส. เพราะคิดว่าหากเราเรียนสูงขึ้น เราคงมีโอกาสได้ทำงานในตำแหน่งที่ดีกว่านี้

ตั้งแต่เล็กจนโตดิฉันไม่เคยทำให้พ่อได้ชื่นใจเกี่ยวกับเรื่องเรียนเลย ไม่เคยเรียนได้ที่หนึ่ง แต่ก็ไม่อยู่ในอันดับสุดท้ายของห้องในบรรดานักเรียนสี่สิบกว่าคน แต่หลังจากที่พ่อเสียชีวิต ดิฉันกลับเรียนได้ดีมากถึงดีมากที่สุดในคณะฯ อาจจะเป็นเพราะว่าดิฉันไม่ค่อยคบเพื่อน ไม่เที่ยวและก็ชอบเก็บตัวเงียบๆ อยู่กับหนังสือที่เรียนเสียส่วนใหญ่

พอมาช่วงหลังๆ ดิฉันเริ่มทำใจเรื่องพ่อได้บ้าง หลังจากที่เรียนจบก็ขึ้นมาทำงานที่กรุงเทพฯ กับพี่สาวอีกคนหนึ่ง  ช่วงที่จบมาใหม่ๆ พี่สาวเคยฝากงานห้างให้ทำเกี่ยวกับการจัดรายการสินค้า แต่ดิฉันก็ทำได้แค่สองวันเท่านั้น จากนั้นก็ไปได้งานทำบัญชีโรงงานให้บริษัทแห่งหนึ่งแถวมีนบุรี พอทำไปสักพักก็ไปหางานแถวนิคมอุตสาหกรรมแถวนวนครทำ

ชีวิตส่วนใหญ่จะอยู่แต่ในสังคมโรงงาน อยู่ตั้งแต่ตำแหน่งพนักงานทั่วไปจนได้มาทำงานตำแหน่งออฟฟิศเหมือนที่ตัวเองเคยใฝ่ฝันไว้ แต่งานในสังคมโรงงานนั้นก็ไม่ใช่จะงดงามไปเสียหมด แม้งานโรงงานจะดูเหนื่อยหน่อยแต่เป็นงานที่ดิฉันชอบมาก เป็นงานที่ทำแล้วสบายใจไม่ต้องแข่งขันกันมากนัก ชีวิตสาวโรงงานของดิฉันก็ไม่ได้แตกต่างจากคนอื่นๆ ทั่วไป แต่สิ่งที่ดิฉันได้พบและประสบการณ์ที่เจอมานั้น สอนให้ดิฉันรู้ว่า...การเอาตัวรอดและไม่ทำให้คนอื่นเดือดร้อน...ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

-ความเป็นมาที่ได้ไปอยู่ต่างประเทศ

การมาอยู่ต่างประเทศนั้นก็เพราะแต่งงานกับแฟนซึ่งเป็นชาวต่างชาติ จริงๆ แล้วดิฉันเคยแอบรักผู้ชายไทยคนหนึ่ง แต่เนื่องจากอกหักก็เลยไม่เคยอยากรักใครอีกเลย ช่วงที่เฮิร์ทมากๆ ดิฉันก็มักจะไปอยู่กับพี่สาว พี่สาวก็มักจะพาดิฉันไปเดินซื้อของ มีอยู่วันหนึ่งเราทั้งคู่นึกอยากจะไปเดินเล่นที่สยามเซ็นเตอร์กัน ก็เลยทำให้ได้เจอกับแฟนที่นั่น ไม่เคยคิดว่าผู้ชายที่เจอในวันนั้น ที่เราไม่เคยมีใจให้เลยสักนิดในตอนนั้น...แต่กลับเป็นผู้ชายที่ดีที่สุดและเป็นผู้ชายที่ดิฉันให้ใจไปทั้งหมดของหัวใจที่มีอยู่

ดิฉันคบดูใจกับแฟนทางอีเมล์และโทรศัพท์พูดคุยกันได้ประมาณปีหนึ่งก็ตัดสินใจแต่งงานย้ายมาอยู่ต่างประเทศ ในชีวิตไม่เคยคิดอยากมาอยู่ต่างประเทศเลย เคยฝันแค่อยากแต่งงานมีครอบครัวเล็กๆ ที่อบอุ่นอยู่ที่ต่างจังหวัดเท่านั้น ไม่เคยคิดว่าจะมีแฟนเป็นชาวต่างชาติเลย ถึงแม้จะมีหมอดูทักหลายหนว่าจะมีแฟนเป็นชาวต่างชาติ ก็ไม่เคยเชื่อ เพราะตอนนั้นแอบรักผู้ชายไทยคนนั้นมาก และก็วาดฝันกับเขาไว้เยอะ อาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงวัยรุ่นด้วย ถ้าได้รักใครแล้วรักมาก...หากวันนั้นดิฉันไม่อกหัก ดิฉันก็คงไม่ได้เจอกับแฟนในวันนี้...และดิฉันก็คงไม่ได้รู้ว่า การมีสามีที่มีจิตใจที่ประเสริฐ ช่างเป็นโชคอันเลิศที่หาที่เปรียบไม่ได้

-ประวัติการทำงาน

ประวัติการทำงานของดิฉันนั้นเริ่มตั้งแต่ศูนย์ จากนั้นก็เปลี่ยนมาเป็นสาวโรงงานเสียส่วนใหญ่ ทำตั้งแต่ตำแหน่งเล็กๆ ไปจนถึงระดับออฟฟิศ

งานที่เคยทำที่เมืองไทยมีดังนี้

- บริษัท พี เอส เค พีวีซี จำกัด ทำได้หกเดือน ในตำแหน่งพนักงานฝ่ายผลิต จากนั้นก็ลาออกเพราะพี่ชายพาไปอยู่ด้วย

- บริษัท ซีเกท เทคโนโลยี ไทยแลนด์ จำกัด ทำอยู่ที่นี่ 3 ปี ในตำแหน่งพนังงานฝ่ายผลิต จากนั้นก็ลาออกไปเรียนต่อ ปวส.

- บริษัท ทีนอนดาร์ลิ่ง จำกัด ทำได้หกเดือน ในตำแหน่งบัญชีสต็อค จากนั้นก็ลาออกเพราะไปได้งานที่ใหม่ทำ

- บริษัท โซนี่ สยาม อินดัสทรี จำกัด ในนิคมอุตสาหกรรมไฮเทค อยุธยา เป็นซับคอนแทรคให้กับ บริษัททิตาราม ที่ส่งตัวมาทำงานที่นี่ ทำในตำแหน่งพนักงานทั่วไป ทำได้แค่สี่เดือนก็ลาออกเพราะได้งานทำที่ใหม่ที่ดีกว่า

- บริษัท ดีดีเค ไทยแลนด์ จำกัด ที่นิคมอุตสาหกรรมนวนคร เข้าไปในตำแหน่งเสมียน Inventory Control ทำได้หกเดือนก็ถูกย้ายให้ไปช่วยงานในออฟฟิศใหญ่ ในตำแหน่งเสมียนให้กับแผนกเอ็นจิเนียร์และฝ่ายช่าง ทำได้ 2 ปีก็ลาออก เพราะช่วงนั้นรู้สึกอิ่มตัวกับชีวิตสังคมโรงงาน อยากเปลี่ยนงานหรือไม่ก็กลับไปเรียนต่อ

- บริษัท สคูบา ไลน์ จำกัด ตำแหน่งบัญชีทั่วไป เป็นงานบริษัทสุดท้ายที่ดิฉันทำก่อนจะย้ายมาอยู่ต่างประเทศกับแฟน

งานแต่ละที่ล้วนแต่ให้ประสบการณ์และสิ่งดีๆ กับดิฉันเสมอ แม้บางบริษัทสวัสดิการจะไม่ดีมาก แต่ก็สอนให้ดิฉันเป็นคนที่มีความรับผิดชอบ และมีความคิดที่ดีขึ้นกว่าเก่า ดังนั้นดิฉันจึงอยากขอบคุณทุกๆ บริษัทที่ดิฉันมีโอกาสได้ไปสัมผัสและได้รับประสบการณ์ตรงนั้นเป็นอย่างมาก

งานที่ทำที่อเมริกา

Thai Cuisine ดิฉันทำตำแหน่งพนักงานต้อนรับและแคชเชียร์ งานนี้เป็นงานแรกที่ดิฉันประเดิมที่อเมริกา และเป็นงานที่เดียวที่ดิฉันจำจนวันตาย ดิฉันทำงานที่นี่ได้สามเดือนก็ลาออก เพราะเหตุผลหลายๆ อย่าง บวกกับดิฉันได้งานที่ใหม่ที่ดีกว่าด้วย ดิฉันจึงไม่รอช้าที่จะลาออกทันที

Wal - Mart Supercenter Inc. ดิฉันทำตำแหน่งพนักงานขาย สต็อคสินค้า และแคชเชียร์ ทำได้สองปีก็ลาออก เพราะกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทยเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมา ประสบการณ์ที่นี่มีมากมายหลายอย่างที่แตกต่างจากงานหลายๆ บริษัทที่เคยทำมา สองปีกับสิ่งที่ดิฉันได้รับจากบริษัทนี้มันคุ้มเกินคุ้ม

Masala Indian Restaurant  ตำแหน่งพนักงานต้อนรับ/ประชาสัมพันธ์ งานนี้เป็นงานแรกที่ดิฉันสมัครและได้งานทำทันที และเป็นงานแรกที่ดิฉันทำหลังกลับมาจากเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทย เป็นงานที่สนุกและดิฉันรักมาก การทำงานตรงนี้ต้องอาศัยคนที่มีอัธยาศัยดียิ้มแย้มแจ่มใสเป็นอย่างมาก การพูดจาของเราก็ถือว่าสำคัญยิ่ง ต้องรู้จักพูดให้ลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้านรู้สึกพึงพอใจกับการบริการของร้านเรา และจะต้องเป็นคนที่คล่องแคล่วแก้ไขสถานการณ์ได้ดีด้วย หน้าที่ของดิฉันก็เหมือนกับหน้าตาของร้าน หากเราพรีเซนต์ร้านไม่ดีเราก็จะเสียลูกค้า หากว่าเราทำได้ดีลูกค้าก็จะเข้าร้านมากขึ้น ความสุขที่จะตามมาก็จะเป็นของเจ้าของร้านและพนักงานทุกๆ คนด้วย งานนี้เป็นงานที่ดิฉันทำอยู่ในปัจจุบันในช่วงกลางวัน

Hobby Lobby ตำแหน่งแคชเชียร์/สต็อคสินค้า (เป็นบางวัน) งานนี้เป็นงานที่สองที่ดิฉันทำอยู่ปัจจุบันนี้ โดยทำในช่วงเย็นเท่านั้น บางวันก็เลิกประมาณสามทุ่ม หากวันไหนที่ทางบริษัทมีสินค้าเข้ามา พนักงานทุกๆ คนก็ต้องช่วยจัดการดูแลสินค้าสต็อคให้เสร็จ ซึ่งบางวันก็ต้องเลิกงานดึกๆ ขึ้นอยู่ที่จำนวนและปริมาณสินค้าที่เข้ามาในวันนั้นๆ ส่วนตำแหน่งแคชเชียร์เป็นตำแหน่งประจำของดิฉันอยู่แล้ว ตำแหน่งนี้ก็ไม่ได้ยากเลย อาศัยแต่เราต้องเป็นคนที่คล่องแคล่วและคิดเงินเก่ง และต้องจดจำตัวสินค้าที่มีส่วนลดในแต่ละอาทิตย์ให้ได้ ช่วงที่ทำใหม่ๆ ก็อาจจะติดขัดบ้าง พอทำไปสักพักทุกอย่างก็เริ่มคล่องมากขึ้น

Research Assistant for New Populations Project / Laotian Translator งานนี้เป็นงานที่แฟนได้รับทุนคัดเลือกให้ทำ Research ให้กับรัฐบาลรัฐหลุยส์เซียน่า ดิฉันโชคดีที่พูดภาษาลาว (อีสาน), เขมรได้ด้วย ดิฉันจึงได้มีโอกาสเข้าไปช่วยแฟนดูแลส่วนงานตรงนี้ ถึงแม้ว่างานตรงนี้ทางรัฐบาลในรัฐนี้พยายามทำมาหลายปี แต่ก็ไม่เคยประสบความสำเร็จ เพราะหาล่ามที่สามารถสื่อสารทั้งภาษาลาวและอังกฤษได้ในตัวนั้นยากมาก ถึงแม้ในเมืองที่ดิฉันอยู่นั้นจะมีกลุ่มคนลาวที่อพยพมาอยู่ที่รัฐนี้มากมาย แต่เด็กๆ ที่เป็นลูกคนลาวส่วนใหญ่ที่โตที่นี่มักจะไม่ค่อยพูดภาษาลาว อันนี้ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอะไร

ในส่วนความคิดของดิฉันนั้น ดิฉันคิดว่าเด็กๆ บางคนที่ไม่ยอมพูดภาษาพื้นบ้าน อาจเพราะคิดว่าเชยและล้าสมัย ซึ่งจริงๆ แล้วการพูดได้หลายภาษาเป็นสิ่งที่ดีสำหรับตัวเรา เป็นพรสวรรค์และโอกาสอย่างหนึ่งของเราเอง การพูดได้หลายภาษาทำให้เราสามารถเข้าได้หลายสังคม และสามารถปรับเปลี่ยนตัวเองได้ทุกสถานการณ์

งานตรงนี้เป็นงานที่เราต้องเข้าไปพูดคุยกับเหล่าบรรดากลุ่มคนลาวในระดับใหญ่ๆ ในเมืองที่ดิฉันอยู่ คุยกับผู้นำคนลาวว่าทางชุมชนคนลาวต้องการความช่วยเหลืออะไรจากรัฐบาลบ้าง งานประเพณีและวัฒนธรรมบางอย่างที่คนลาวเขากระทำกันที่นี่ ทางรัฐบาลในหลุยส์เซียน่าก็ต้องการให้ความช่วยเหลือเพื่อที่จะอนุรักษ์สิ่งดีๆ เหล่านี้ไว้ให้ลูกหลานคนลาวในรุ่นต่อๆ ไปได้เชยชมกันด้วย ดังนั้นงาน Research ตัวนี้จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งสำหรับคนลาวที่นี่

จริงๆ แล้วดิฉันก็อยากทำเกี่ยวกับคนไทยด้วย แต่เนื่องจากคนไทยในรัฐที่ดิฉันอยู่มีจำนวนไม่มากถ้าเทียบกับจำนวนคนลาว ดังนั้นทางรัฐบาลจึงเลือกให้ทำ Research เกี่ยวกับคนลาวเป็นหลัก แล้วคนไทยรองลงมา เพราะประเพณีบางอย่างคนลาวและคนไทยสามารถกระทำร่วมกันได้โดยไร้ปัญหา อย่างประเพณีสงกรานต์

สิ่งที่อยากฝากให้ข้อคิดกับน้องๆ ที่อยู่เมืองไทยนั้น อยากจะให้น้องทุกคนมีความคิดเกี่ยวกับการพูดภาษาพื้นบ้านของเราให้มากขึ้น ไม่ควรอายที่พูดได้หลายภาษา ไม่ต้องรู้สึกเชยที่พูดภาษาเขมร ลาว ส่วย เหนือ ใต้ ภาษาพื้นบ้านเป็นสิ่งที่ควรค่าอนุรักษ์ไว้ชั่วลูกชั่วหลาน และเป็นประโยชน์กับตัวเราเองด้วย

-อยากให้เล่าถึงความเป็นมาที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ในการส่งเมนูอาหารไทยเข้าประกวดในบริษัท Wal-Mart Inc. USA จนได้รับการตีพิมพ์เมนูอาหารในหนังสือของ Wal-Mart Family Cookbooks รวมถึงอธิบายตัวรางวัลดังกล่าวให้เพื่อนชาว YES! ได้ฟังกัน

บริษัท Wal–Mart นั้นมีการประกวดเมนูอาหารของพนักงานแต่ละคนทุกๆ ปี บริษัทนี้เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกา ดังนั้นจึงมีพนักงานไม่น้อยที่ส่งเมนูอาหารที่ตัวเองโปรดปรานเข้าประกวดกัน ใครที่ชนะเลิศเมนูอาหารนั้นจะได้รับการตีพิมพ์ในหนังสือ Wal-Mart Family Cookbooks และหนังสือเล่มนี้ก็จะออกจำหน่ายทุกๆ ปีก่อนเทศกาลขอบคุณพระเจ้าและวันคริสมาสต์ รางวัลที่ได้รับนั้นก็ไม่ได้เป็นเงินเป็นทอง เป็นเพียงแต่โบว์ที่เขียนกำกับว่าเราชนะเลิศตรงนี้ และเมนูอาหารในหนังสือนั้นก็จะมีชื่อ นามสกุล ประวัติและความรู้สึกเล็กๆ น้อยๆ ของคนที่เข้าประกวดด้วย สำหรับดิฉันแล้วเป็นความภาคภูมิใจมาก ที่อย่างน้อยๆ ดิฉันก็ได้ทำให้อเมริกันชนรู้จักอาหารไทยเรามากขึ้น อยากให้พวกเขาเหล่านี้ได้รู้ว่ารสชาติอาหารไทยก็อร่อยไม่แพ้อาหารของประเทศอื่นๆ อยากเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ Present สิ่งดีๆ เกี่ยวกับเมืองไทยให้ชาวต่างชาติได้รู้จักความเป็นไทยของเราให้มากขึ้น

-จุดหันเหที่เริ่มมาเขียนหนังสือ

สิ่งที่ทำให้ดิฉันหันเหมาเป็นคนที่ชอบเขียนหนังสือนั้น ก็คงเป็นใครไม่ได้นอกจากแฟน แฟนเป็นนักเขียนสมัครเล่น ทำให้เราทั้งสองมีเรื่องเล่ามากมายที่อยากจะเขียนมันออกมา ก่อนหน้านั้นดิฉันมีเรื่องเล่าให้แฟนฟังหลายเรื่องไม่รู้จักหมดสิ้น เล่าทั้งวันทั้งคืนก็ไม่รู้จักจบ แฟนเลยแนะนำให้ดิฉันหัดเขียนหนังสือดีกว่า เพราะอย่างน้อยๆ ก็เหมือนการเขียนไดอารี่ดีๆ เก็บไว้อ่านยามแก่เฒ่า ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาดิฉันก็เริ่มหัดเขียนหนังสือมาเรื่อยๆ

ก็เขียนทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ตอนนี้จะเน้นเขียนภาษาไทยไปก่อน เพราะไม่ยากมากนัก งานเขียนส่วนใหญ่นั้นดิฉันจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องรอบๆ ตัวเรา เพราะเราสามารถคิดถึงบทแต่ละบทและตอนแต่ละตอนออกมาได้ง่าย นิยายส่วนใหญ่ก็มาจากเรื่องจริงบ้าง แต่งเติมบ้างเพื่อให้มีสีสันแตกต่างกันไป พยายามเขียนให้มากที่สุด อย่างน้อยๆ วันละสองสามหน้าก็ยังดี เพราะถ้าเราห่างเหินไปนานๆ จะทำให้เราเป็นคนที่ขี้เกียจได้

ส่วนงานเขียนภาษาอังกฤษนั้นก็มีอยู่บ้าง อยากเขียนให้งานออกมาดีกว่านี้ แต่ก็ยังติดปัญหาเรื่องภาษา ดังนั้นช่วงนี้จะเน้นงานเขียนภาษาไทยเสียส่วนใหญ่ ส่วนงานเขียนภาษาอังกฤษนั้นก็ยังคงทำต่อไป แต่อาจจะไม่ใช่ช่วงนี้ อาจจะทำในอนาคตข้างหน้า แต่จะเขียนคู่กับแฟนมากกว่า เพราะอย่างน้อยๆ แฟนสามารถช่วยเรื่องภาษาได้บ้าง

การเขียนนิยายให้ได้ดีนั้นก็ต้องขยันอ่านด้วย ดิฉันไม่ได้อยู่เมืองไทย หากจะอ่านนิยายภาษาไทยก็ทำได้ดีที่สุดก็คือเข้าไปอ่านนิยายตามเว็บไซต์ต่างๆ อ่านบ่อยๆ ก็ทำให้เรามีข้อคิดที่จะนำมาปรับปรุงแก้ไขงานเขียนของเราให้ดีมากขึ้นด้วย ขยันอ่านขยันเขียนบ่อยๆ สักวันหนึ่งฝันของเราอาจจะเป็นจริงก็ได้

-วิธีการในการทำงานเขียนหนังสือ

ก็อย่างที่กล่าวมาข้างต้นบ้างแล้ว ส่วนใหญ่ดิฉันจะมีวิธีการทำงานที่ค่อนข้างจำกัดเวลา เพราะดิฉันทำงานสามที่ ดังนั้นช่วงเวลาที่ใช้เขียนนิยายส่วนใหญ่ก็เป็นช่วงวันหยุดเสียมากกว่า ส่วนวันอื่นๆ ก็จะนั่งอ่านหรือเขียนอย่างน้อยๆ วันละสามชั่วโมง การเขียนหนังสือนั้นต้องใช้อารมณ์นึกคิดจินตนาการนิดหนึ่ง บางครั้งก็เหมือนกับคนที่นั่งเพ้อฝันกับสิ่งที่มันไม่ใช่ความจริงหรืออาจจะจริงขึ้นอยู่กับเรื่องที่เรากำลังเขียน นิยายบางจุดที่เราแต่งขึ้นก็เหมือนกับการนั่งเพ้อฝันนั่งนึกเพียงคนเดียว บางครั้งเรื่องแบบนี้ก็เกิดขึ้นกับดิฉันบ่อยครั้ง บางเวลานั้นก็นึกว่าตัวเองเหมือนคนบ้า แต่ถ้าดิฉันเป็นคนบ้า ก็เป็นคนบ้าที่มีความสุขไม่น้อยไปกว่าใครๆ

การเขียนแต่ละครั้งเราไม่สามารถเดาใจคนอ่านได้ว่าเขาจะชอบงานเขียนของเราหรือไม่ ดังนั้นคำติชมและ Comment ที่ทางคนอ่านมีให้กับเรานั้น เราควรที่จะยอมรับและนำมาปรับปรุง หากสิ่งใดที่เราคิดว่าสมควรจะมีการแก้ไข หากสิ่งใดที่เราชอบในแบบของเราก็ควรจะเก็บมันไว้ เพราะบางทีสิ่งนี้อาจจะเป็นเอกลักษณ์การเขียนของเราโดยเฉพาะก็เป็นได้

การเขียนนิยายนั้นต้องใช้สมองและความคิดของเราเอง ไม่ควรที่จะไปลอกเลียนความคิดของคนอื่นเขา แล้วเอามาเติมแต่งนิยายให้เป็นของตัวเราเอง หากวันนี้เราไม่ซื่อสัตย์กับตัวเราเอง แล้ววันใดเล่าที่เราจะสามารถภูมิใจในสิ่งที่เราทำได้ สำหรับดิฉันแล้วการเขียนนิยายนั้นถือเป็นงานสำคัญอย่างหนึ่ง นิยายของดิฉันอาจจะออกมาไม่ดีมากและไม่ถูกใจผู้อ่านทั่วไป แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉันภาคภูมิใจที่สุดคือ การที่เราได้เขียนมันออกมาจากมันสมองของเรา และการที่เราทำมันออกมาด้วยตัวเราเองเท่านั้น

-ปรัชญา/ข้อคิดในการใช้ชีวิต

การใช้ชีวิตของดิฉันค่อนข้างเรียบง่าย เป็นคนไม่ค่อยถือตัวและเป็นคนไม่ลืมตัว ดิฉันสามารถเข้ากับคนได้ง่ายและปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่แตกต่างได้เร็วมาก การรับฟังความคิดเห็นของคนรอบข้างบ้างก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีอย่างหนึ่งสำหรับคนอย่างดิฉัน สิ่งที่สำคัญที่สุด ดิฉันเป็นคนที่ใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังมาก และจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและคุ้มที่สุด นอกจากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ดิฉันเป็นคนที่มีความคิดของตัวเอง เป็นคนที่ชอบทำอะไรก็ได้ที่ทำให้ชีวิตเรามีความสุขและไม่ทำให้สังคมเดือดร้อน

บางครั้งชีวิตก็ขึ้นอยู่กับช่วงและจังหวะเวลาด้วย เวลาทำงานก็ค่อนข้างจริงจัง เวลาสนุกก็เต็มที่เหมือนกัน เป็นคนที่ทำอะไรแล้วมักจะทำเต็มที่ ไม่ว่าผลที่ออกมาจะดีเหมือนที่เราคาดหวังเอาไว้หรือไม่...แต่อย่างน้อยๆ ดิฉันก็บอกได้เต็มปากว่าเรา เราได้ทำมันเต็มที่ และทำดีที่สุดแล้ว

-ปรัชญา/ข้อคิดในการทำงาน

ข้อคิดในการทำงานสำหรับดิฉันนั้นก็มีอยู่อย่างหนึ่ง ซื่อสัตย์ รับผิดชอบ ขยัน และอดทน การทำงานในแต่ละที่จะแตกต่างกัน ดิฉันทำงานสามที่ ดังนั้นงานแต่ละที่จะมีข้อคิดในการทำงานที่เพิ่มเติมขึ้นมาบ้าง งานด้านฝ่ายต้อนรับจะเน้นด้านความรับผิดชอบ อัธยาศัยดี และความอดทนเสียส่วนใหญ่ เพราะในแต่ละวันดิฉันต้องพบเจอลูกค้ามากมาย ลูกค้าบางคนก็ชอบตินั่นตินี่ เราก็ต้องอดทนฟังคนพวกนี้ไว้สักหน่อย ถึงแม้บางเรื่องจะไม่ค่อยพอใจ แต่เราก็ต้องพยายามฉีกยิ้มไว้ก่อน บางครั้งก็เหมือนการปั้นหน้า แต่ถ้าการปั้นหน้าคือสิ่งที่เราต้องทำเราก็ต้องทำให้ดีที่สุด

ส่วนงานด้านแคชเชียร์จะเน้นเรื่องซื่อสัตย์เป็นหลักต้นๆ เพราะวันๆ หนึ่งเราต้องคุมเงินจำนวนมากในเครื่องรีจิสเตอร์ ดังนั้นความซื่อสัตย์เป็นสิ่งที่ควรจะอยู่คู่กับเราตลอดชีวิต เราต้องแสดงให้ผู้ที่เป็นระดับผู้จัดการและบริษัทยอมรับในจุดนี้ของเราให้ได้ งานจุดนี้ต้องรวมความรับผิดชอบและความขยันอดทนเข้าด้วยกันเป็นหลัก  เพราะงานที่ทำแคชเชียร์นั้นจะเป็นบริษัทที่ใหญ่ ดังนั้นผู้คนมากมายในเมืองนี้จะเข้ามาซื้อสินค้าที่บริษัทของเราทุกวี่วัน บางครั้งก็รู้สึกเหนื่อย แต่ถ้าเรามานั่งคิดว่าลูกค้าคือนายของเรา เราก็จะมีแรงและกำลังใจที่จะทำงานต่อไป

ส่วนงานด้าน Research นั้นถือว่าเป็นงานที่สำคัญสำหรับดิฉัน เพราะมีโอกาสน้อยมากที่จะได้รับสักครั้ง งานนี้ต้องใช้ความสามารถและพรสวรรค์เฉพาะตัวด้วย การเป็นคนไม่ถือตัวทำให้ดิฉันเข้ากับคนได้ง่าย ยิ่งเรามาอยู่ต่างประเทศ ยิ่งต้องปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่นี่ให้ได้เร็วที่สุด ก็เหมือนกับสุภาษิตที่ว่า “เข้าเมืองตาหลิ่ว ต้องหลิ่วตาตาม” ดังนั้นการทำตัวให้อ่อนน้อมถ่อมตนและมือไม้อ่อนถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก

-ปณิธานในการเขียนหนังสือ จำเป็นไหมที่ต้องเขียนให้ได้รางวัลหรือชื่อเสียง

การเขียนหนังสือของดิฉันไม่เคยคาดหวังว่าจะได้รางวัลใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถ้าได้รางวัล ดิฉันก็คงจะดีใจไม่น้อย เพราะอย่างน้อยๆ มันก็เหมือนกับรางวัลแห่งชีวิตอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพียงนิยายของดิฉันมีคนอ่านและชอบ แค่นี้ก็คงทำให้ดิฉันภูมิใจไม่น้อย และดิฉันก็จะพยายามเขียนนิยายออกมาให้ดีที่สุด และก็จะเขียนไปเรื่อยๆ เท่าที่มีแรงจะเขียนได้

-ความฝันสูงสุดของชีวิต ณ วันนี้

ในตอนนี้สิ่งหนึ่งที่ดิฉันฝันและอยากจะทำให้ได้แต่ก็ไม่รู้จะทำได้หรือไม่ คือดิฉันอยากเป็นนักเขียนคนไทยคนหนึ่งที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับเมืองไทยให้ชาวโลกได้รู้จักเรามากขึ้น โดยเฉพาะในหมู่นักอ่านทั้งหลายที่ไม่ค่อยรู้จักความเป็นไทยของเรามากนัก ที่สำคัญดิฉันอยากแสดงให้คนบางกลุ่มได้รู้จักสิ่งดีๆ ที่คนไทยเรามีไม่น้อยไปกว่าชาติอื่นๆ บ้าง ไม่ใช่แค่ Stereotyped ที่ผู้หญิงไทยมักจะขึ้นชื่อเพียงเท่านั้น มีอะไรหลายๆ อย่างที่ดีที่ดิฉันอยากนำเสนอเป็นนิยายให้ชาวต่างชาติรู้จักเรามากกว่านี้

ดิฉันเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับนักเขียนบางคนในเอเชีย นักเขียนในเอเชียส่วนใหญ่เป็นคนจีน คนเกาหลีใต้ คนญี่ปุ่น คนกัมพูชา แต่ดิฉันไม่เคยเห็นมีนักเขียนคนไทยเลย (โดยเฉพาะที่ร้านหนังสือที่ดิฉันเข้าไปอ่านที่บาร์นแอนด์โนเบิล และร้านบุ๊คอมิเลี่ยน...สองร้านนี้มีนักเขียนชาติอื่นๆ ที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมด แต่กลับไม่มีนักเขียนคนไทยเลย) แต่ส่วนอื่นๆ ดิฉันไม่ทราบมากนัก ดิฉันมานั่งคิดว่าประเทศไทยเราเป็นประเทศที่ไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร เรามีอะไรดีๆ อีกเยอะที่คนไทยเราน่าจะเขียนออกมาให้ชาวโลกได้รู้จักเรามากขึ้น

ดังนั้นสิ่งนี้คือสิ่งที่ดิฉันใฝ่ฝันและอยากจะทำให้มากที่สุด ถึงแม้ว่าฝันอันนี้จะไกลแสนไกล แต่ดิฉันก็จะพยายามทำให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ เพราะมันเป็นความรู้สึกที่ออกมาจากส่วนลึกในหัวใจ...

“ด้วยจิตสำนึกที่รักความเป็นไทย...ไม่ว่าอยู่ไกลแค่ไหน...ใจก็ยังเป็นไทยเต็มร้อย”

-แง่คิดในการไปใช้ชีวิตต่างแดน อยากให้ช่วยเล่าข้อคิด/เตือนใจถึงเพื่อนๆ ชาว YES! ที่คิดอยากไปใช้ชีวิตเมืองนอก

การไปใช้ชีวิตต่างแดนก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป บางสิ่งบางอย่างคนในอยากออกคนนอกอยากเข้า โดยส่วนตัวการใช้ชีวิตในต่างแดนได้สอนเราหลายๆ อย่าง สิ่งแรกเลยก็คือสอนให้เราปรับสภาพตัวเองให้เข้ากับสังคมใหม่ๆ ได้ บวกกับเราได้เรียนรู้ภาษาใหม่ๆ ไปด้วย คนที่พูดภาษาและติดต่อสื่อสารผู้คนไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องที่ลำบากมากเลย หากคิดว่าอนาคตจะต้องไปใช้ชีวิตต่างแดน ก็ต้องเตรียมความพร้อมเรื่องภาษาเป็นหลัก บวกกับความพร้อมทางจิตใจ ความอดทนก็ถือว่าสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเราไปอยู่ต่างแดนไม่รู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง ความเหงาก็มักจะเกิดขึ้นกับทุกๆ คนที่ไปใช้ชีวิตต่างแดนในช่วงใหม่ๆ เหมือนกัน

ดังนั้นเราต้องกล้าที่จะเข้าหาสังคมและทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ใหม่ในต่างแดนที่เราไปอยู่ เพราะสังคมเพื่อนส่วนมากจะให้สิ่งดีๆ ที่แตกต่างกันไป ไม่ต้องกลัวและไม่ต้องอายที่จะทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ให้ประโยชน์กับตัวเราและอนาคตข้างหน้าด้วยกันทั้งนั้น

คนที่ไม่เก่งภาษาถ้ามีโอกาสมาอยู่ต่างแดนให้พยายามไปเรียนภาษาให้มากที่สุด ที่เรียนภาษาที่นี่มีทั้งฟรีและเสียค่าใช้จ่าย ถ้าจะไปเรียนให้ได้มาตรฐานหน่อยก็เข้าไปเรียนในมหาวิทยาลัยในเมืองไปเลย เพราะในมหาวิทยาลัยส่วนมากเขาจะสอนเราได้เต็มที่ สำหรับดิฉันนั้นตอนมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ก็เข้าไปเรียนภาษาในมหาวิทยาลัยที่นี่จนจบคอร์สมาทั้งหมด จากนั้นก็ไม่เคยนิ่งดูดาย หากมีเวลาว่างดิฉันก็ลงเรียนหลายๆ อย่างเท่าที่เวลาจะอำนวยให้มากที่สุด เรียนไปด้วยทำงานไปด้วย ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีมากๆ

ยิ่งดิฉันเห็นเพื่อนๆ ฝรั่งบางคนทำงานสองสามที่และเรียนหนังสือไปด้วย ดิฉันยิ่งอยากทำให้ได้เหมือนพวกเขาเหล่านั้น คนที่นี่ถ้าขยันก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้น ขยันอย่างเดียวคงไม่พอ เราต้องรู้จักเก็บรู้จักประหยัดด้วย บางคนทำงานทั้งชาติแต่มีหนี้ท่วมหัวก็ไม่มีวันมีความสุข การมีชีวิตที่ดีสำหรับดิฉันไม่จำเป็นต้องรวย มีบ้านใหญ่โตมโหฬาร แต่คือการไม่มีหนี้สิน ถือว่าเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด ดังนั้นการทำอะไรก็ต้องระมัดระวังและรอบคอบให้มากที่สุดสำหรับการใช้ชีวิตต่างแดน

เรื่องการขับรถก็เป็นสิ่งสำคัญ เมืองที่ดิฉันอยู่มีรถประจำทางวิ่งไม่มากนัก ดังนั้นคนที่ไม่มีรถและขับรถไม่เป็นก็เหมือนกับคนไม่มีขา จะเดินทางไปไหนมาไหนก็ลำบากมาก ดังนั้นถ้ามีโอกาสก็ควรที่จะขับรถให้เป็น เพราะอย่างน้อยๆ หากเราอยากไปไหนมาไหนเราก็สามารถทำด้วยตัวเองได้  ไม่ต้องรอแฟนอย่างเดียว

-สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตนี้

สิ่งที่ดิฉันเคยกลัวที่สุดในชีวิตก็คือ การที่เราต้องอยู่คนเดียวโดยไม่มีพ่อ กลัวว่าพ่อจะทิ้งเราไปแบบชนิดไม่ได้ตั้งตัว กลัวจะทำใจไม่ได้ กลัวจะไม่มีใครรักเราและดีกับเราได้เท่าพ่อ แต่พอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาจริงๆ ก็ทำเอาเด็กผู้หญิงอย่างดิฉันเปลี่ยนเป็นคนละคนเหมือนกัน จากคนที่ดื้อรั้นเอาแต่ใจก็กลายเป็นคนที่มีเหตุผล จากคนที่เคยมีความคิดแบบวัยรุ่นก็กลายเป็นเด็กที่คิดเหมือนผู้ใหญ่ บางครั้งก็รู้สึกว่าตัวเองแก่ เพราะอายุแค่ไม่ถึงยี่สิบ แต่มีความคิดเหมือนคนที่อายุสี่สิบแล้ว ความกลัวไม่ใช่สิ่งไม่ดีเสมอไปสำหรับดิฉัน...ความกลัวคือสิ่งที่ทำให้เรากล้าวางแผนชีวิตให้ดีมากขึ้น ฉะนั้นไม่มีอะไรน่ากลัวเลย...จงกล้าที่จะยอมรับกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นและเป็นคนที่มีสติให้มากที่สุด

-ฝากถึงเพื่อนๆ ที่อยากจะเขียนหนังสือ แต่กลัวว่าตัวเองจะทำไม่ได้

อยากจะบอกเพื่อนๆ ว่าในโลกนี้ไม่มีใครดีไปหมด ไม่มีใครเก่งไปเสียหมดทุกอย่าง ทุกๆ คนก็ล้วนแต่มีการเริ่มต้นกันทั้งนั้น โดยเฉพาะการเขียนหนังสือ มีแต่คนเริ่มหัดเขียนด้วยตัวเองทั้งนั้น อยากเขียนอะไรก็เขียนไปเถอะเพราะอย่างน้อยๆ เราก็ได้เขียนมันออกมา อย่าไปคาดหวังกับรางวัลว่าเราจะได้รับหรือไม่ จงระลึกไว้เสมอว่า...

หากเราทำวันนี้ให้ดีที่สุด...สักวันหนึ่งสิ่งที่เราทำก็จะส่งผลให้กับตัวเราบ้าง

ไม่ต้องอายหรือโกรธกับคำติชมที่ตอบกลับมา จำไว้เสมอว่าคำติชมนั้นเป็นบททดสอบที่จะทำให้เราทำให้งานเขียนของเราแจ้งเกิดได้...ขอให้ทุกคนอดทนและขยันเขียนนิยายดีๆ ทุกๆ วัน...แล้วอย่าลืมเอามาแบ่งปันกันอ่านบ้าง


..................................................................................................................................................................

 
   
     
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618