| Home |  | About Us | | News |  | Yes! Club | | Job | | Book Shelf | | Webboard |  | Letter | 
   
 
บทสัมภาษณ์ Reality ทั้งหมด
  REALITY SUPPORT

ส่น - พีรพันธ์ เหล่ายนตร์ : ผู้กำกับภาพยนตร์
สถาปนิกหนุ่มผู้ผันตัวเองมาคลุกอยู่กับงานเบื้องหลังภาพยนตร์ เริ่มไต่เต้าจากการเป็นทีมอาร์ตในกองถ่าย จนกระทั่งสบโอกาส ได้ร่วมเขียนบทและกำกับภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง Suicide Me กับ ทศพล ศิริวัฒน์ (ทศ 108 มงกุฎ)
   
 

ผลงานในอดีตจนถึงปัจจุบัน
เป็นอาร์ตไดฯ เรื่องแรกทำเรื่องกำแพง สตางค์ แล้วก็ไปทำละครทีวีหลังข่าวที่ชาวบ้านดูกัน ละครส่วนให้ทำกำกับศิลป์ให้กับที่บรอดคาส มีเรื่องขมิ้นกับปูน เล่ห์รักสลับร่าง แล้วก็มีไปทำงานโฆษณาทำหนังนอกบ้าง บางทีก็ไปเป็นเด็กวิ่ง production assistant คือไปช่วยพี่ชายซึ่งเป็นผู้ช่วยอยู่ พอมาถึงตอนที่พี่สาวเขาเปิดหนังเรื่องเกิร์ลเฟรนด์ ก็มาเป็นผู้ช่วยผู้กำกับ นอกจากนี้ก็มีพวกรายการทีวี หัดตัดต่อดู พอทำเกิร์ลเฟรนด์ก็เลยมาตัด ก็เรียนรู้กันมา ส่วนเรื่อง Suicide Me ที่ได้กำกับก็เพราะรู้จักกับพี่ทศ เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องแล้วก็ตอนแรกก็อยากทำเป็น VCD ก็ไปเสนอ ทำกันเล่นๆ สนุกๆ แต่นายทุนเขาบอกว่าอยากให้ทำเป็นหนังใหญ่เลย ก็เลยกลับมาเขียนบทให้เสร็จ แล้วก็ได้กำกับ เป็นเรื่องของผู้ชายอยากตายผู้หญิงอยากรวยมาเจอกัน ก็คือว่าทั้งสองคนเป็นเหมือนพวกบ้าฮาวทู ผู้ชายนี่อกหักอยากตายชีวิตนี้ไม่ค่อยมีค่าอะไร ผู้หญิงก็มีความหวังว่าอยากจะรวย พอมาเจอกันก็เลยวางแผนว่า เพราะว่าพระเอกพยายามจะฆ่าตัวตายหลายทีแต่ไม่สำเร็จผู้หญิงก็เสนอว่า จะช่วยให้พระเอกได้ตายสมใจแต่ว่าชั้นขอผลประโยชน์จากการตายของเธอนะ เป็นหนังโรแมนติกคอมเมดี้ เป็นแนวออกแปลกๆ หน่อยนึงตรงที่ว่ามันเป็นหนังคอมเมดี้ที่ไม่ใช่คอมเมดี้แบบที่เค้าเคยมีกัน คล้ายๆ กับตลกคาเฟ่กับตลกสถาปัตย์ จะเป็นตลกอีกแนวหนึ่งที่ไม่ใช่ลักษณะตีหัวเข้าบ้าน ฮาก๊าก ขำกลิ้ง อาจต้องคิดนิดนึงถึงจะหัวเราะ จะเป็นตลกที่ต่างออกไปจากที่มีอยู่ในตลาด

ทำไมถึงหนังทำแนวนี้
เพราะว่าเรื่องนี้มันเป็นดำริของพี่ทศ เขาเป็นคนที่ถนัดแนวนี้มากกว่า เรื่องนี้มีเนื้อหาที่เป็นความจริงจังก็เยอะแยะเหมือนกัน ไม่ได้เอาแต่ตลก

รู้ตัวเมื่อไหร่ว่าอยากทำหนัง
ตอนแรกไม่ได้คิดว่าจะเป็น ...คงจะเริ่มจากเวลาที่ดูหนังแล้วมีความคิดเกิดขึ้นว่าถ้าเป็นเรา เราอยากให้ฉากนี้เป็นอย่างไร จบแบบไหน พระเอกอาจจะไม่ตาย และอีกอย่างหนึ่งคือ ในวงการบันเทิงนี้ทำหนังมันดีกว่าอย่างอื่นตรงที่ว่ามันสามารถทำในสิ่งที่เราคิดได้ อย่างโฆษณานั้นเราทำเพราะว่าเราต้องการขายของ บางทีเราอาจจะพูดบางอย่างที่ไม่ใช่ความคิดของเราจริงๆ อย่างทำรายการโทรทัศน์มันก็จะมีคอนเซ็ปท์ของมันอยู่แล้ว ต้องมีการเปิดป้ายหรืออะไรต่างๆ แต่ว่าข้อดีของหนังคือมันจะมีสิ่งที่เราคิด เขาบอกว่าคนทำหนังคือคนที่เล่าเรื่องความฝันออกมา แม้ว่าอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด บางคนอาจจะต้องทำตามกระแส จำเป็นต้องบังคับตัวเอง อย่างทำงานโฆษณามันจำเป็นต้องมีแพคชอต ลูกค้าต้องการให้วางอย่างนี้ เวลาถ่ายแก้วกาแฟ ถ้วยกาแฟต้องเป็นสีแดง ซึ่งเราอาจะชอบสีเขียว เราไม่ได้ชอบสีแดง แต่หนังจะมีอิสระมากกว่า

เข้าวงการภาพยนตร์ได้อย่างไร
เริ่มต้นจากการเบื่องานสถาปัตย์ คือมันเป็นงานแบบรูทีน 8 โมงตื่นเข้าไปทำงาน 6 โมงเย็นเลิกงาน ก็เริ่มเบื่อทำออกแบบอาคารเพราะมันต้องใช้เวลานาน แต่ละงานก็กินเวลาไปครึ่งค่อนปี นั่งทำงานในออฟฟิศก็เริ่มเบื่อเลยลาออกมาหาอะไรทำข้างนอก เผอิญว่ามีพี่ชายทำอยู่วงการนี้ พอดีมีหนังเรื่องหนึ่งกำลังหาคนทำงาน หาคนเป็นฝ่ายศิลป์ เป็นอาร์ตไดเร็คเตอร์ แล้วคนที่เป็นโปรดักชั่นดีไซน์เขาต้องการคนที่มีความรู้เรื่องอาคารเพราะหนังมันต้องสร้างบ้านสร้างอาคาร เขาเลยติดต่อมาจึงได้ลองไปทำดู พอทำเรื่องนี้ก็ทำต่อมาเรื่อยๆ ก็ไล่ทีละหน้าที่ เริ่มจากเป็นทีมอาร์ต เป็นอาร์ตได เป็นผู้กำกับศิลป์ ทำเรื่องกำแพงจากนั้นก็ทำมาเรื่อยๆ จนได้เป็นผู้ช่วยผู้กำกับ ทำตัดต่อ แล้วได้มาช่วยพี่สาวทำเกิร์ลเฟรนด์ มาเป็นผู้ช่วยแล้วก็ไปตัดต่อ คือศึกษาทุกอย่างไปเรื่อยจนมาได้มีโอกาสกับพี่ทศ (ทศพล 108 มงกุฎ) เขามีความคิดว่าอยากทำหนังเลยได้ไปช่วยเขา คือได้ร่วมกับเขียนบทร่วมกันกำกับ

ผู้กำกับต้องทำอะไร
ผู้กำกับคือผู้ที่กำหนดแนวทางของหนัง นักแสดงจะแสดงยังไง ภาพลักษณ์จะออกมาแบบไหน ไดเร็คเตอร์คือผู้ชี้แนวทางของหนัง แต่ละฉากจะให้เป็นอย่างไร ฉากเศร้าจะให้เศร้าแค่ไหน หรืออยากให้คนดูรู้สึกอะไร อยากให้คนดูเห็นอะไร คือการนำแนวทางของหนัง

ผู้กำกับควรมีความสามารถอย่างไร และต้องศึกษาอะไรบ้าง
ผู้กำกับมีหลายแบบ มีหลายแนวทางแล้วแต่ว่าเขาถนัดเรื่องอะไร อย่างพี่อุ๋ย-นนทรี นิมิตรบุตรเขาเรียนด้านศิลป์มาเพราะฉะนั้นทางโปรดักชั่นในแง่ของงานสร้างของเขาก็จะดี เรื่องการแสดงอาจจะบกพร่องไปบ้าง บางคนเคยเขียนบทมาก็จะเน้นเรื่องบท บางคนเคยเป็นแอคติ้งโค้ช เคยสอนเรื่องการแสดงมาก็อาจจะมีจุดเด่นด้านการแสดง ส่วนสิ่งที่ต้องศึกษา สิ่งที่ผู้กำกับควรมีคือความรู้เรื่องหนังและความคิดว่าตัวเองต้องการทำอะไร อย่างบางคนที่เป็นนักแสดงมาก่อนแล้วค่อยมาเป็นผู้กำกับ แล้วแต่วิธีไต่เต้าของแต่ละคน มันเป็นได้หลายแบบ

ความรู้เรื่องหนังแบบไหนที่ผู้กำกับควรรู้
หน้าที่ของผู้กำกับคือผู้กำหนดแนวทาง ซึ่งผู้กำกับจะไม่รู้เรื่องภาพดีเท่าตากล้อง ไม่รู้เรื่องอาร์ตดีเท่าฝ่ายศิลป์ ไม่รู้เรื่องต่างๆ ดีเท่าทีมงานบางคน แต่อาจจะต้องรู้หมดว่ามันควรจะไปยังไง ควรจะไปในแนวทางไหนแล้วมันควรเป็นยังไง อย่างเช่นในเนื้อเรื่องนี้ แค่ไหน เขาต้องเสนอกันแค่ไหน ผู้กำกับก็คือคนที่ไดเร็คมัน ควรจะเป็นอย่างนี้ ควรจะเป็นอย่างนั้น

มีแนวทางการศึกษาความรู้เรื่องหนังเหล่านี้อย่างไร
จริงๆ แล้วคนที่ดูหนังแล้วชอบ พอมาเจอการทำหนังอาจจะไม่ชอบก็ได้ เช่น พอมาเจอกองมันต้องเหนื่อยขนาดนี้ ต้องทำกันขนาดนี้มันอาจจะไม่สนุกเลยก็ได้ อย่างดูหนัง มันจะเป็นชอตๆ เรียงกัน แต่เรามาทำหนังแต่ละชอตมันไม่ได้เรียงกัน เราต้องถ่ายทีละอันๆ บางทีมันก็น่าเบื่อ เพราะมันไม่มีการเรียงความสนุก เราต้องคิดเอาว่าถึงตรงนี้แล้วมันจะสนุก

หมายความว่าการลำดับความคิดก็เป็นเรื่องสำคัญใช่ไหม
สำคัญ อย่างเราดูในหนังตอนนี้อยู่หน้าห้องเดินเข้ามาอยู่ในห้อง คือตอนอยู่หน้าห้องอาจจะถ่ายเดือนมกราฯแล้วในห้องเราอาจจะถ่ายพฤษภาฯก็ได้ ซึ่งมันต้องต่อเนื่องกันโดยที่เราอาจจะต้องทิ้งมันไว้ 5 เดือนแล้วค่อยเอากลับมาถ่ายใหม่คือมันก็ต้องมาการจัดระเบียบความคิดของเรา โดยที่มันจะมีบทและเอกสารหลายๆ อย่างมีการ continued มีรูปไว้ยืนยัน สิ่งเหล่านี้มันอาจไม่สนุกเหมือนการดูหนัง อย่างเช่น มีน้องมาฝึกงานบอกว่าขอมาฝึกงาน มาถึงก็มาดูวันหนึ่งแล้วรู้สึกว่าไม่ใช่ มาเดินๆ ดูแล้วไม่ทำอะไร เราก็ไม่เรียกว่าฝึกงาน ก็เลยฝากบอกเพื่อนที่ฝากมา บอกว่าขอดูงานก็คือขอดูงาน แต่ขอฝึกงานก็ต้องมาทำงานซึ่งมันอาจจะไม่ใช่อย่างที่ชอบก็ได้ แต่บางคนมาทำแล้วอาจจะชอบก็ได้ แต่มันก็มีเสน่ห์อย่างหนึ่งก็คือ คนส่วนใหญ่ที่มาทำ ถ้าไม่ชอบเขาก็จะออกไปตั้งแต่วันแรกๆ เพราะอย่างการทำเป็นชอต อย่างนี้พอมันเอามารวมกัน มันก็จะเกิดการผลักดันทางอารมณ์บางอย่างเกิดขึ้น เช่นคนดูแล้วจะร้องให้ หรืออย่างบางทีเราถ่ายเป็นชอตๆ ก็ยังไม่รู้ บางทีต้องมีการคาดเดา มันประกอบด้วยองค์ประกอบเยอะมาก ซึ่งผู้กำกับก็ต้องเอาองค์ประกอบทั้งหลายมาปะติดปะต่อกัน ตามแนวทางที่เขากำหนด ตามทิศทางที่เราอยากให้เป็น อันนี้คือหน้าที่ผู้กำกับ

ตอนนี้จะเห็นว่ามีหลายคนที่หลุดจากวงการต่างๆ อยู่ดีๆ ก็มากำกับ โดยที่อาจจะไม่เคยผ่านการทำหนังมาก่อน เช่น ตลก นักวิจารณ์ แต่คนเหล่านี้ก็จะมีการเกี่ยวข้องเรื่องหนังอยู่บ้าง ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เขามาทำหนังเลย เราก็จะรู้ว่าจริงๆ แล้วมันคืออะไร อย่างตลก เขาเคยผ่านการแสดงหนังมา แล้วสำหรับคนที่รู้จักจดจำและมีไอเดีย เขาก็สามารถทำได้โดยอาจจะมีวิธีการแก้ปัญหาของตัวเองไป อย่างบางคนที่ไม่รู้เรื่องการตัดต่อ หรือไม่รู้ว่าควรจะถ่ายตรงไหนก่อน เขาก็ต้องมีผู้ช่วยที่มองในทางการถ่ายทำออกก็จะช่วยได้ นี่ก็คืออีกหนึ่งแนวทาง

ทำอย่างไรถึงได้เป็นผู้กำกับ
ความจริงจะเป็นผู้กำกับได้นั้นมีอยู่ 2 อย่าง (ทั่วๆ ไป) คือ มีโอกาส อันนี้สำคัญ คนบางคนเอาบทไปเสนอนายทุนเพื่อหาโอกาส เพราะถ้าไม่มีโอกาสก็เป็นไม่ได้ แล้วต้องมีการเรียนรู้ตลอดเวลา การไปดูหนังก็คือการเรียนรู้ ถ้าเราไปดูแบบตามอารมณ์ของหนังเราก็ได้อารมณ์ของหนังออกไปแต่ถ้าเราดูแล้วเราสังเกตมันก็ได้อีกอย่างหนึ่ง

หนังแบบไหนที่คิดว่าอยากทำ
มันขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงอารมณ์ความคิด อย่างตอนเด็กๆ เราอาจจะฝันว่าอยากไปเดินเล่นกับมอส พอโตมาอาจจะเปลี่ยนความคิด อยากไปเดินเล่นกับทักษิณ มันขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลาไม่เหมือนกันอาจจะมี เรื่องที่อยากเล่าจริง อย่างเช่นตั้งแต่เด็กๆ พี่นี่ยังไม่ค่อยมีเรื่องที่อยากเล่าจริงๆ เท่าไหร่ ตอนนี้อยากทำเรื่องที่สนุกอย่างที่ตัวเองคิด

แผนในอนาคต
คงทำอยู่ในวงการนี้จนกว่าจะเบื่อ อยู่ในวงการนี้ก็ชอบเหมือนกันเพราะมันมีหน้าที่หลายอย่างให้เราทำ เวลาเราทำหนังมันจะมีอยู่ 3 ส่วน คือ

1. pre - production เขียนบท เตรียมงาน หานักแสดง หาโลเคชั่น มันก็มีหลายระดับ
2. production ถ่ายทำ
3. post production ก็คืองานตัดต่อ ทำโฆษณา ประชาสัมพันธ์

งานมันก็จะวนไป แต่อย่างผมก็คือว่า พอจบเรื่องนี้อาจจะเขียนบท อีกเรื่องอาจจะไปทำกำกับศิลป์ก็ได้ อีกเรื่องอาจจะไปทำผู้ช่วยผู้กำกับ อะไรอย่างนี้ เพราะว่าตอนนี้ยังไม่ได้จัดว่าเป็นรุ่นใหญ่โอกาสจะทำมากกว่าหนึ่งอย่างยังมีอยู่ เพราะว่าบางทีผู้กำกับบางคนที่โตแล้ว มีชื่อเสียงจะไปจับงานอะไรก็ลำบาก พอทำกำกับแล้วจะไปเป็นผู้ช่วยหรือจะไปทำกำกับศิลป์ก็ลำบาก หรือไม่ก็อาจจะขยับไปเป็นโปรดิวเซอร์ อย่างพี่อุ๋ยก็เป็นโปรดิวเซอร์ มีหลายคนที่เป็นอย่างนี้

ปัญหาของผู้กำกับคืออะไร
จริงๆ มันก็ยากทั้งหมดล่ะ

อันดับแรกเลยคือ ผู้กำกับคือคนที่มองภาพโดยรวม คือคนที่โดนด่า คือในกองไม่มีใครว่าผู้กำกับได้ยกเว้นโปรดิวเซอร์ แต่พอทำหนังออกไปคนที่โดนด่าคือผู้กำกับ เพราะฉะนั้นผู้กำกับจึงต้องควบคุมงานไปให้ได้ตามที่ต้องการ ได้ตามมาตรฐานต่างๆ ที่ได้ตั้งใจไว้ เช่น หนังตลก ก็ต้องพยายามให้มันตลกก็ด่าดาราว่าเล่นไม่ตลกพอรวมเป็นหนังก็ไม่ตลก คนดูก็จะด่าผู้กำกับ นี่คือส่วนที่ยาก เพราะเราต้องมองโดยรวม 2 ชั่วโมงว่าอารมณ์จะขึ้นตอนไหนลงตอนไหน รูปร่างหน้าตาของหนังจะออกมาเป็นยังไม่ คือมันยากที่ว่าจะต้องคอยควบคุมทุกอย่าง คอยดูว่าดาราคนนี้ฉากนี้เล่นเยอะไป พอมาฉากต่อไปตามแนวทางคือต้องเล่นให้เยอะกว่านั้นอีก แต่ว่าฉากนั้นมันเยอะไปแล้วมาฉากนี้มันแก้ไขยังไง การควบคุมแนวทางของหนังจึงเป็นเรื่องที่ยากของผู้กำกับ
อย่างที่สองก็คือว่า การมีเรื่องที่จะมาสร้างหนังก็ยากเหมือนกัน หาเรื่องมาสร้างหนัง หาเงินมาสร้างหนัง ถ้าได้โปรดิวเซอร์ดีก็โชคดีไป เพราะผู้กำกับจะดูทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ ตำแหน่งอื่นๆ อาจจะทำแค่บางช่วง แต่ผู้กำกับต้องทำทั้งหมดจนกระทั่งนำมาฉาย การออกกองถ่ายมีปัญหาทุกอย่าง ซึ่งปัญหาบางอย่างเราไม่จำเป็นต้องรับรู้ อย่างเช่น ปัญหาเกิดขึ้นในทีมอาร์ตหรือผู้กำกับศิลป์ ปัญหานั้นก็จะปล่อยให้อาร์ตไดเร็คเตอร์เขาจัดการไปแล้วผู้กำกับจึงค่อยไปแก้ปัญหาที่อาร์ตไดเร็คเตอร์อีกที อย่างบางคนอาจจะมีเรื่องยากตรงที่ขึ้นแท่นผู้กำกับแล้วลงไม่ได้ เพราะการทำหนังคือการเริ่มต้นของฝันของคนหนึ่งคน แต่พอเริ่มทำงานมันจะกลายเป็นความฝันของคนร้อยคน แต่เราก็ต้องควบคุมว่าแต่ละร้อยคนนั้นจะเป็นไปยังไง คือเหมือนกับทำหน้าที่แม่ทัพนำทัพตั้งแต่ต้นจนเสร็จสิ้น

มีหลักในการทำงานอย่างไร
พยายามทำให้ทุกคนที่ทำงานด้วยมีความสบายใจ ทำให้เขารักในงานเพราะถ้าเขารักในงานแล้วเขาจะทำงานออกมาได้ดี ปกติทำหนังผู้กำกับจะเครียดเพราะเขาต้องดูทุกอย่าง เพราะต้องนำแนวทางได้ เหมือนรถที่ต้องคอยถึงคอยลาก บางทีต้องมีการประนีประนอม ผู้กำกับบางคนจะโมโหร้าย บางคนจะเงียบๆ มันแล้วแต่ ...อย่างพี่ก็ทำงานแบบอยากให้ทุกคนสบายใจ

การบ้านของผู้กำกับคืออะไร
ถ้าเริ่มต้นว่าไม่ได้เขียนบทเอง ก็ต้องเอาบทมาอ่านแปรบทเป็นภาพ เช่น ผู้หญิงนั่งผู้ในห้องสีน้ำตาล ห้องเป็นยังไง ประมาณไหน หลังจากนั้นคนที่เอาไปคิดต่อก็คือผู้กำกับศิลป์ ผู้กำกับอาจจะคิดว่าใส่ชุดแสคสีแดง ทั้งหมดเอามารวมกันแล้วดูว่าได้อย่างที่ต้องการรึเปล่า อีกอย่างหนึ่งก็คือ หนังมันเป็นภาพเคลื่อนไหว ผู้กำกับต้องคิดว่า ภาพจะเคลื่อนไปทางไหน ก็จะมีผู้กำกับภาพชวยกันคิด คือการถ่ายแต่ละภาพในฉากหนึ่ง จะถ่ายหน้าใครบ้าง อย่างมีประโยคหนึ่งที่ต้องใช้ภาพแคบ เราจะต้องรู้ว่าพูดประโยคนี้แล้วภาพจะไปอยู่ที่ไหน ถ่ายอะไร ที่คนฟัง คนพูด อันนี้คือการบ้าน มันจะมีเป็นส่วนๆ การเริ่มทำเราจะต้องคิดว่าชอบก่อนเพราะถ้าไม่ชอบก็ทำไม่ได้ บางทีไม่ชอบอาจจะทำให้ตัวเองชอบด้วยวิธีการบางอย่างก็ได้ ผู้หญิงชุดแดงในห้องสีน้ำตาลของแต่ละคนอาจไม่เหมือนกัน อันนี้แหละคืองานของผู้กำกับ น้องอาจมองเป็นแดงเลือดนกพี่อาจมองเป็นแดงแสด ห้องน้ำตาลของน้องอาจจะเป็นห้องสีน้ำตาลทั้งหมดแบบโมเดิร์น พี่อาจจะมองเป็นบ้านไม่เก่าๆ

เสน่ห์ของการทำหนังอยู่ตรงไหน
คือการทำสิ่งที่มันไม่เป็นจริงให้เป็นจริง คือการปั้นน้ำเป็นตัว เช่นเครื่องบินพุ่งมาชนตึกเอ็มไพร์สเตท แล้วหักลงมา พอมาทำเป็นภาพแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่คิด อย่างพี่เป็นสถาปนิก เขียนแบบบ้านสร้างบ้าน ถ้าทำอาชีพเดิมปีนึงอาจจะทำได้ปีละหลังแต่การทำหนังอาจจะทำได้เป็นร้อยๆ หลัง สมมุติว่าเราชอบแก้วใบนี้แล้วเราปั้นมันได้ตามที่คิด หนังบางเรื่องเกิดทำมาแล้วได้ตังค์ มีคนมาดูเยอะแยะมากมาย เขาทำหนังชีวิต แต่คนมาดูแล้วคิดว่าเป็นหนังตลก ได้ตังค์ร้อยล้าน แต่สิ่งที่ออกมามันไม่ใช่อย่างที่เราต้องการ การทำงานมันก็ต้องเรียนรู้กันไป เป็นผู้กำกับยังต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ คนทำหนังคือคนที่เป็นฟรีแลนซ์ คือคนที่ทำอาชีพอิสระซึ่งมันอาจหมายถึงคนตกงานก็ได้ ใช่ไหม การดิ้นรนสูง เพราะฉะนั้นทุกคนจะต้องทำงานให้ดีเพื่อที่ว่าเรื่องต่อไปจะได้ถูกจ้าง นี่เป็นกลไกอีกอันหนึ่งที่ทำให้คนทำหนังต้องดิ้นรนสูง อย่างทำงานประจำก็แค่มาถึง 8 โมงเช้าแล้วเลิกงาน แต่ทำหนังมาทำๆ ไปแล้วอาจจะโดนไล่ออกใช่ไหม ก็แย่ วันไหนได้หยุดก็อาจจะหมายถึงกำลังตกงานก็ได้ สมมติง่ายๆ ว่า เหมาทำเรื่องละแสน ใช้เวลาทำ 5 เดือน ตกเรื่องละสองหมื่นแต่พอทำจริงๆ มันอาจจะยืดออกไปเป็นสิบเดือน จากสองแสนที่เคยคิดไว้อาจจะเหลือแค่หมื่นเดียวก็ได้ ยิ่งเลวร้ายไปกว่านั้นก็คือ อาจจะยืดเวลาไปมากกว่านั้นเงินก็จะลดลงเรื่อยๆ

หมายความว่าถ้าอยากเข้ามาทำต้องทำใจใช่ไหม
ก็ควรจะต้องทำความเข้าใจกับมันด้วย อย่างบางคนทนไม่ไหวเลิกล้มแล้วหันไปจับงานโฆษณาก็มี บางคนอาจจะไปทำละคร เพราะละครมีสิ่งที่รองรับมากกว่าเพราะหนังนายทุนเขาก็รับประกันอะไรไม่ได้มาก อย่างทำโฆษณาก็คือมีงบโฆษณารองรับอยู่ ฉะนั้นถามว่าสนุกไหมมันก็สนุก คนที่ทำแวดวงบันเทิงนี่อยากทำหนังกันเยอะแต่ว่าบางคนก็ยอมรับในสิ่งที่มันสูญเสียไปไม่ได้เลยไม่ได้ทำ บางคนก็ทำหนังไว้ตอบสนองความอยาก แล้วหันไปทำโฆษณาบ้างเพื่อเอาไว้เลี้ยงท้องอะไรอย่างนี้ก็มี แต่ว่าสิ่งที่กำลังทำอย่าตอนนี้ก็คือพยายามให้การทำหนังเป็นอาชีพที่จริงจัง สามารถเลี้ยงชีพได้จริงๆ ก็สำเร็จ อาจจะเป็นเพราะว่าช่วงนี้บูม บางคนก็สามารถอยู่ได้ แต่ก่อนบางคนอาจจะทำหนัง 3 เดือน หยุดไป 5 เดือน ก็คือเอาเงิน 3 เดือนมาประคองชีวิตให้อยู่ได้ 5 เดือน ซึ่งตอนนี้กำลังพยายามประคองชีวิตให้ทำหนัง 4 เดือน หยุดเดือนนึง แล้วทำต่ออีก 4 เดือน ให้มันอยู่ได้

หลังจากเรื่องนี้มีแผนรึยังว่าจะไปทำอะไรต่อ
กำลังคิดว่าจะหาเรื่องมาทำหนังที่ได้กำกับเอง ไม่แน่ว่าอาจจะเจอเพื่อนที่มีโปรเจ็คน่าสนใจมาทำก็ได้ ซึ่งตอนนี้มีเรื่องผัดไทย ก็จะมีโปรเจ็คอื่นมาต่อเลยซึ่งเป็นหนังบู้ ตอนนี้การหาเรื่องมาทำเป็นเรื่องที่ยาก คือเราต้องรู้สึกไปกับมันด้วย มีเรื่องบางเรื่องที่เราไม่อยากทำ เพราะมันเป็นเรื่องที่เราไม่รู้สึกและไม่เก็ต หรือมีเรื่องบางเรื่องที่อยากเล่า ถ้าเจอเรื่องที่อยากเล่าแล้วมาเขียนบท ตอนนี้ยังไม่มีไอเดียมาก คือมีนิดหน่อย ตอนนี้ก็คือดูแลเรื่องนี้แล้วอีกเรื่องหนึ่งซึ่งตอนนี้อยู่ในขั้นเตรียมงาน ก็รอนี้ ในเครือซีนีแม็ก มีพี่มงคลชัย ชัยวิสุทธิ์ ที่เป็นนักวิจารณ์ตอนนี้มาทำหนัง

การก้าวเข้าวงการหนังทำอย่างไร
สิ่งที่ง่ายที่สุดเลยคือการขอเข้ามาฝึกงาน สิ่งแรกเลยที่คนในวงการนี้สนใจคือความตั้งใจจริง ไม่ใช่บอกว่าขอเข้ามาฝึกงานแล้วถึงเวลาแค่มาดูงาน มาถึงดูๆ เบื่อๆ นั่งมอง มันก็ไม่ใช่ คือมันไม่ยากหรอก หลายคนก็เป็นนะ คุณอยากเข้ามาทำอะไรคุณก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่าคุฯตั้งใจจริงอยากทำ คนทำหนังส่วนใหญ่ที่เข้ามาเนี่ย เรื่องแรกเลยเขาจะขอมาฝึกงาน มันจะมีการไต่เต้าไปเรื่อยๆ คือว่าบางทีงบพวกนี้มันก็มีจำกัด บางทีเราอาจจะไม่มีงบก็ไปฝึกงานก่อน พอทำงานเราทำได้ เราขยันเรื่องหน้าเราก็จะถูกจ้างมันก็เหมือนระบบบริษัททั่วไปก็คือ การฝึกงานแล้วผ่านโปรฯ ช่วงฝึกงานเขาก็จะให้เงินเดือนกึ่งหนึ่งอะไรอย่างนี้ พอผ่านก็โอเค ให้ทำงาน อันนี้ก็เหมือนกัน มีการลองทำงาน คือถ้าเขารู้ว่าเราทำงานได้เรื่องหน้าก็ต้องจ้าง แต่ถ้าเค้ารู้สึกว่าเราไม่เวิร์ค เขาก็อาจจะเงียบๆ ไป คือเค้าก็จะไม่มานั่งพูดมาก ตัวอย่างให้เห็นมีเยอะแยะ เช่นบางคนรู้จักเพื่อนผม เขาก็ฝากให้มาฝึกงาน หรือไม่บางคนก็เดินเข้ามาเลยบอกว่าขอฝึกงาน อย่างมีบางคนเดินเข้ามาขอสมัครงาน แต่ตอนนั้นเราไม่มีตำแหน่งให้ งบมีจำกัดก็เลยพามาเล่น เล่นๆ ก็ขอฝึกงานเรื่องนี้ปุ๊บเค้าทำงานดี พอเรื่องหน้าก็จะได้ทำงาน มันเป็นหลักง่ายๆ คือ มาแล้วไม่พยายามทำงาน ก็ไม่ได้เงินก็เท่านั้นเอง...อยู่ในวงการนี้ใช้หน้ากับผลงาน ไม่มีนามบัตร ใช้การโทรถาม น้องจะมาทำงานก็อาจจะโทรถามว่าน้องเป็นยังไง รู้จักกัน

ถ้าไม่รู้จักใครเลยในวงการหนังจะเข้ามาได้อย่างไร
มันต้องมีหนทางทำให้รู้จักกัน พี่เคยมีความคิดเล่นๆ ว่าเพลงของพงษ์สิทธิที่ว่าเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้วหางานทำไม่ได้ พี่ฟังแล้วมันฟังเหมือนดูดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว อย่างเราเรียนสถาปัตย์เนี่ย มันก็จะมีรุ่นพี่ที่จบแล้วออกไปทำงาน ก็รุ่นพี่รุ่นน้องไงใช่ไหม เราก็ต้องรู้จักกัน อย่างตอนนี้มันเริ่มมีการเรียนการสอนขึ้นมา อย่างสมัยก่อน คนที่ทำหนังมากว่าครึ่งไม่ได้เรียนการทำหนัง ในวงการหนังมีมากกว่าครึ่งที่ไม่ได้เรียนการทำหนังมาแต่เข้ามาทำหนัง การทำงานหรือการได้งาน คนเรามันจะต้องมีความคิดว่าอยากทำงาน อยากได้งาน ต้องมีความตั้งใจ คนเรามันมีอยู่สร้าง 3 อย่าง คือ ฉลาด โง่ และ งี่เง่า สำหรับคนฉลาดก็โอเค...ฉลาด เขาทำงานเก่ง
คนโง่ คือต้องฝึกไง มาหัดทำงาน เรียนรู้กันไป อาจจะช้าหน่อย แต่ว่าคนงี่เง่านี่เขาไม่ได้อยากเรียนรู้ ซึ่งมันก็ไม่มีประโยชน์อะไร อย่าปิดกั้น คนใจรักทำได้ทั้งนั้นแหละ

*** *** *** *** *** *** *** ***

 

 

Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact us: editor@yes-wedo.com