|
บุคลิกที่ปรากฎทั้งในทีวีและในหนังสือ
จะเห็นว่าเป็นคนที่วางตัวที่ดีอยู่เสมอ ไม่มีการหลุดเลย มีการวางตัวอย่างไร
ตรงนี้คงจะเป็นเบ้าหลอมของอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมลมากกว่า
ที่จะให้เราเป็นนักข่าว เป็นข้อเท็จจริง ก็คือว่าต้องนำเสนออะไรที่จริงจัง
เรื่องราวที่เราพูดออกไปต้องไม่ใช่เป็นเรื่องแบบเล่น ๆ เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็จะวางตัวเราให้เป็นแบบนี้มาตลอด
ก่อนที่จะเข้าสู่งานแบบนี้เราก็เป็นคนแบบเงียบ ๆ แล้วพอมาอยู่ที่นี่ก็ต้องปรับตัวใช่มั้ยคะ
เราก็เป็นคนชอบคุยกับคนแปลกหน้า เพราะมีความรู้สึกว่าคนที่รู้จักเค้าก็ไม่คุยกับเรา
แต่คนแปลกหน้าเค้าจะมาคุยกับเรา เพราะต่างคนต่างแปลกหน้า หาเพื่อนอะไรอย่างนี้
พออาจารย์เค้าหล่อหลอมมา เราก็เลยเป็นแบบนี้มาโดยตลอด มันก็เลยซึมลงไปโดยที่เราไม่รู้ตัว
แล้วอีกอย่างก็เป็นคนที่แบบว่าถ้าเราทำงานของเราเป็นแบบนี้ แล้วข้างหลังเป็นอีกแบบนึงเนี่ย
เราก็ไม่งงตายเหรอ ในความรู้สึกของเรา เพราะเราเป็นคนไม่ซับซ้อนไงคะ
ดูดาราเดี๋ยวนี้ เค้าเก่งนะ เค้าเป็นที่ข้างหน้าอย่าง ข้างหลังอย่าง
เราดูแล้วเราก็รู้สึกว่า เออ..คนเหล่านี้เค้าก็เก่งนะ แต่เราทำอย่างนั้นไม่เป็น
รู้สึกว่าคิดหลายชั้นมาก มันซับซ้อนไง เราก็คิดว่าถ้าอย่างนั้นข้างหน้ากับข้างหลังเราน่าจะเป็นแบบเดียวกัน
เราจะได้ไม่หลอกตัวเอง เพราะเวลาเราอยู่หน้าจอเนี่ย ถ้าเป็นตัวเรา
อย่างไรมันก็ไม่หลุด ถึงหลุดมันก็เป็นเรา มันก็ไม่หลุดใช่มัยคะ
คนก็จะไม่มีทางเห็นว่าเราหลุดเลย ต่อให้เรามาเดินเล่น เราก็จะไม่หลุด
เพราะว่าธรรมชาติเราเป็นแบบนั้น ต่อให้นอกจอและในจอเราก็เหมือนกัน
มันต้องฝึก ฝึกเอาธรรมชาติ ความมีชีวิตชีวาเข้าไปใส่ในจอ เอาความจริงจังในจอเข้ามาใส่ในชีวิตจริง
มันจะเป็นการฝึกไงคะ เวลาเป็นนักข่าว เราต้องตั้งใจฟัง ฟังข้อมูล
แล้วเราก็ต้องคิดตลอดเวลา เราต้องฝึกตัวเอง เพราะถ้าไปฝึกในงานมันไม่ทัน
หรือว่าเวลาเราคุยกับเพื่อนคุยกับใคร หรือว่าแม้แต่เราไปคุยอะไรสักเรื่องนึง
เราก็ลองทำให้เป็นประเด็นขึ้นมา แล้วเราก็จะรู้เลยว่า สิ่งที่เราคิดประเด็นเล่น
ๆ มันมีความหมายมากเลยนะเวลาเค้าตอบออกมา แล้วเราก็เห็นความจริงใจในเรื่องที่เค้าคุย
เหมือนกับเราได้อะไรมาก ๆ ขึ้น รู้สึกว่ามันจะช่วยซึ่งกันและกัน
เวลาเราทำข้างนอกเราแบบนี้ พอเราทำงานในจอ เราก็ได้ประสบการณ์ทำงานข้างหลังนี่แหละมาใช้
ถ้าน้อง ๆ ทุกคนฝึกความชำนาญของเค้าในการมีไหวพริบ ปฏิภาณ การตั้งคำถาม
เวลาตอบโต้กับแขก เมื่อเวลาอยู่ที่ไหนก็จะสบายที่จะคุยกับใคร
เพราะว่าเราเป็นของเราอย่างนี้ ก้มหน้าก็ไม่อายดิน เงยหน้าก็ไม่อายฟ้า
ถ้าเขียนหนังสืออีกสักเล่มนึง
จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับอะไร
เล่มนี้ยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นะคะ มันยังบอกไม่หมด
ในความรู้สึกเราคือมันยังแข็ง ๆ ไป แต่ว่าพอบางทีเห็นไปแล้วก็อยากเลิกเขียนเหมือนกันนะ
มันมีบางอย่างที่ทำออกไปแล้วมันไม่ชอบ พอไม่ชอบ มันก็ไม่อยากเขียน
พอเราคิดว่าอย่าให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นอุปสรรคสำหรับตัวเราก็พยายามลืมไป
เสร็จแล้วก็เขียนใหม่
ตอนนี้ก็เขียนเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของแต่ละคน เห็นคนนั้นมีความสุข
เห็นคนนั้นไม่มีความสุข โดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียง เพราะแค่เป็นตัวอย่าง
แล้วเราก็ให้เห็นว่า โรคกายทุกคนอาจจะไม่มี แต่โรคใจทุกคนมีเหมือนกัน
ไม่ต้องไปอิจฉาใครเค้าหรอก มาดูตัวเองดีกว่าว่าควรจะทำอย่างไรให้มีความสุข
นี่คือคอนเซ็ปต์ ซึ่งตอนนี้ก็คิด ๆ อยู่ เขียน ๆ บ้างแล้ว
รู้สึกว่าความคิดจะเป็นผู้ใหญ่
เกินวัยไปแล้ว
เหรอคะ ถ้าเรามองไม่ไกลตอนนี้แล้วเมื่อไหร่จะไกลละคะ เพราะเด็กไทยส่วนใหญ่จะคิดว่าเมื่ออายุ
30 ค่อยเริ่มต้น ผู้หญิงจะคิดว่า อุ๊ย..อายุยังน้อย มีความรู้สึกว่า
ชั้นจะไปไต่เต้าอะไรกับตำแหน่ง แต่ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย
พอแก่ไปมันจะใช้ไม่ทัน เพราะเราไม่เคยฝึกมาเลย ทุกอย่างกว่าจะฝึกกว่าจะสั่งสมมาได้
มันต้องใช้เวลาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นบางคนที่คิดว่า 30 ชั้นค่อยเก็บเงิน
ไม่มีทางได้หรอก คิดดูถ้าคุณเริ่มต้นตอน 30 นะ อีก 5 ปีกว่าที่จะเก็บเงินได้
ต้องหักใจที่จะไม่ซื้อของแพง ๆ หักใจที่จะไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้
เผลอ ๆ มีครอบครัวก็จะต้องวางแผนครอบครัวอีก
มีเพื่อนคนนึงเป็นผู้จัดการ ก็คิดว่าชั้นยังเด็ก ๆ ไม่กล้า ๆ
ตอนนี้ 38 มาขอความช่วยเหลือว่า ฝึกให้เค้ากล้าหน่อย มันฝึกยากแล้ว
มันแก่ไปแล้ว มันควรจะฝึกตั้งแต่อายุน้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ จนชำนาญ
เพราะฉะนั้นที่บอกว่าไกลไปมันไม่ไกล เพราะเราไม่รู้จะตายเมื่อไหร่
แต่ถ้าเริ่มก่อนเวลาก็จะมีมาก อย่าดูถูกภูมิปัญญาของเรา ให้มีความภาคภูมิใจ
ถ้าอายุยังน้อยเราจะล้มได้หลายครั้ง เราก็จะมีแรงที่จะทำได้ต่อ
เพราะฉะนั้นกว่าจะคิดอะไรได้มันยากมาก พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าดูถูกของเล็ก
ๆ เช่น ไม้ขีด งูพิษ สามเณรน้อยอย่างนี้
มีการมองอนาคตของตัวเองไว้ค่อนข้างชัดเจน
ใช่ เพราะจะเป็นคนไม่ประมาท เราเห็นหลาย ๆ คนตอนเค้ามีชีวิตที่ดีสบาย
ไม่นานเค้าก็มีชีวิตที่แย่ลง เราก็งงเหมือนกันว่า มันเชื่อมรอยต่ออย่างไร
ซึ่งช่วงรอยต่อนี่สำคัญมากนะคะ จากเสี้ยววินาทีที่เค้ามีชีวิตที่อยู่สบายก็กลายเป็นยากจน
จากคนที่มีความสุขก็ไม่มีความสุข บางคนจากไม่มีความสุขก็มีความสุข
จากคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราเห็นแบบหลายทางแล้วมันเป็นไปได้ทั้งหมด
มันเกิดได้กับทุกคนไม่เว้นแม้แต่เรา เพราะฉะนั้นเรามีความรู้สึกว่าเราอย่าประมาท
ต้องวางแผนเอาไว้ มันมีแผนในตัวเอง ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่
แล้วเราต้องไม่ดูถูกเรื่องเวลา
อย่างเช่นเราซื้อบ้าน ตอนที่เราก็มีเงินเดือนไม่ค่อยเยอะ แต่เรารู้สึกว่าต้องซื้อนะ
คือถ้าไม่ซื้อวันนี้แล้วจะไปซื้อวันไหน ก็ไปซื้อไว้เมื่อ 10
กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นเงินเดือนก็ยังน้อย แล้วบ้านก็สูง แต่ก็ไปซื้อ
เมื่อถึงวันนี้ เราไม่รู้ว่าอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น แต่ว่าเราเหมือนมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ
เราก็จะดิ้นรน แล้วก็สามารถที่จะซื้อบ้านได้ พอถึงวันนี้เราคิดว่าต้องผ่อนสัก
20 ปี แต่กลายว่าเราใช้เวลาไม่ถึง 10 ปีเราก็ผ่อนหมด คือพอเรามองกลับไป
เรารู้สึกว่ามันมีความหมายมากที่ทำอย่างนั้น ถ้าเมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่คิด
แล้วมาซื้อวันนี้ มันก็บวกไปอีกหลายปีเหมือนกัน กว่าที่จะผ่อนหมด
เราก็จะไม่มีความสุขกับชีวิตบั้นปลาย เพราะว่าเรายังมีภาระอยู่
เรากลับกันว่า แทนที่เราจะลำบากตอนแก่ เราก็เลื่อนความรับผิดชอบของเรามาไว้ตอนหนุ่มสาว
แล้วเราก็เอาความสะดวกสบายเนี่ยมาอยู่ในวัยแก่ชรา ถ้าคิดว่าเราจะเริ่มต้นวัยแก่
เราก็จะสบายตอนหนุ่มสาว แต่พอแก่แล้วเราก็ลำบาก
|