| Home |  | About Us | | News |  | Yes! Club | | Job | | Book Shelf | | Webboard |  | Letter | 
   
 
บทสัมภาษณ์ Reality ทั้งหมด
   
 

REALITY SUPPORT

ชีวิตที่ใช่ของ แหม่ม-เพชรี พรหมช่วย
พิธีกรรายการ "สายตรงบันเทิง" และเจ้าของหนังสือเรื่อง "สิเหน่หา 5 ชาย"

   
 
 
ระหว่างเรียนและการเข้ามาสู่อาชีพ มีลำดับขั้นตอนอย่างไร
มันไม่มีลำดับขั้นตอน ไม่มีการวางแผนว่าจะเข้ามาสู่อาชีพนี้ คือไม่ได้มีเป้าหมาย บางคนอาจจะมีเป้าหมายว่าอยากจะทำอาชีพนี้ แต่สำหรับแหม่มเองไม่ได้มีเป้าหมายว่า เรียนจบแล้วจะมาทำงานด้านนี้ ที่เลือกเรียนด้านนี้เพราะว่า มันเรียนง่ายดี ไม่ยาก ไม่ต้องเกี่ยวกับตัวเลขอะไรมากมาย เพราะเราไม่ชอบตัวเลข เราชอบเรียนอะไรแบบท่องจำมากกว่า ก็เลยคิดว่าวิชานี้แหละ แล้วก็เรียนคณะนี้ คณะมนุษยศาสตร์

แล้วพอจบมาก็ไปสมัครงาน แล้วก็มาเจอกับบริษัทแปซิฟิค ซึ่งตอนนั้นเรียกว่าดังมากในเรื่องของข่าว แล้วก็ได้ไปเจอกับอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมล พอได้เจอกับอาจารย์เราก็จะอยากทำงาน พออาจารย์นัดสัมภาษณ์ เราก็มีความรู้สึกว่า อืม...อยากจะทำให้ดีที่สุด เพื่อว่าอาจารย์จะได้รับเรา เพราะจริง ๆ เราไม่มีพื้นฐานเกี่ยวกับเรื่องทีวีหรือการทำข่าวเลย แต่เห็นโอกาสตรงนั้นว่า เอ๊ะ..จะทำอย่างไร ให้เราได้ทำงานบริษัทนี้ แต่ตัวเองเป็นคนที่ว่าไม่มีความสามารถอะไรเลย

สิ่งหนึ่งที่คิดว่าใช้ได้ทุกสมัย คือความกระตือรือร้นในเรื่องของการทำงาน ถ้าเราไปสมัครงานที่ไหน แล้วเรามีความรู้สึกว่าอยากทำงานที่นั่น คือในช่วงที่สัมภาษณ์คือเมื่อได้โอกาส แล้วเราควรจะแสดงความกระตือรือร้นให้บริษัทได้เห็น อย่างน้อยที่สุดเนี่ย เราจบมาแล้วยังไม่มีประสบการณ์ เป็นเรื่องแน่นอน เค้าก็ทราบอยู่แล้ว แต่เรื่องของการมีไฟอยากจะทำงานเนี่ย บริษัทเค้าต้องการคนหนุ่มสาวไฟแรง ต้องการคนเหล่านี้มาทำงาน อย่าอายที่จะบอกผู้สัมภาษณ์ว่าเราอยากจะทำ ขอเวลา ขอโอกาสให้เราทำได้มั้ย เพราะบางทีคนไทยค่อนข้างไม่กล้าที่จะขอเค้าทำงาน แล้วก็ไม่กล้าที่จะบอกว่าเรามีดีอะไร ซึ่งถ้าเราได้บอกเค้าไป เค้าก็จะได้เห็นจะได้รู้ แต่ถ้าเราปิดตัวเองเนี่ย เค้าก็ไม่ทราบ แต่อย่างน้อยที่สุดเมื่อเราเห็นโอกาสตรงนั้นแล้วเนี่ย เราน่าจะแสดงความกระตือรือร้นให้เค้าทราบ

ช่วงที่ยากที่สุดก็คือเมื่อเค้าให้โอกาสเราแล้ว เราอย่าลืมว่า ช่วงนั้นแหล่ะเราต้องทำให้ดีที่สุด ซึ่งมันใช้เวลาเพียง 3 เดือนเท่านั้นเองที่เป็นช่วงทดลองงาน พอเราได้เข้ามาแล้ว บางทีเราก็ลืมว่าเค้าให้โอกาสเราแค่ 3 เดือน เพราะฉะนั้นทุกวันเวลามันมีค่ามากสำหรับเรา บางทีเราเจอเพื่อน เจอพี่ เจอรุ่นน้อง เค้าเก่งอยู่แล้วในสายอาชีพนั้น เค้าก็ไม่ต้องพยายามมากเหมือนเรา แต่เราไม่มีพื้นฐานเลย เราก็ต้องพยายามมาก แล้วก็อย่าไปหลงระเริง บางทีสนุกสนานกับเพื่อนฝูงมากเกินไป บางทีทำงานเราเข้ากับเพื่อนได้ดีมากเกินไป แต่ลืมรับผิดชอบงานของตัวเอง เพราะว่าแต่ละคนมีงานที่ต้องรับผิดชอบ งานข่าว เป็นงานที่แต่ละคนต้องเตรียมให้เสร็จ และ 3 เดือนที่เข้ามาทำงานเนี่ย เป็นช่วงที่พยายามมาก ร้องไห้เหมือนกัน แต่ก็มีผลงานออกมา แล้วพอถึง 3 เดือนเราก็รู้แล้วว่าเราชอบหรือไม่ชอบอะไร คือจริง ๆ ที่เราเข้าไปเหนื่อยงานนี้เราไม่รู้ว่าเราถนัดทางไหน แต่ก่อนที่เค้าจะปลดเราออก เราควรจะมีสัญญาณเตือนแล้วว่า เฮ้ย ... ด้านนี้ไม่ถนัดเลยนะ แต่พอเข้าไปถึงองค์กรเนี่ย มันมีตั้งหลายสาขา หลายแผนก ถ้าแผนกนี้มันเหมาะกับเรา เราควรจะรีบไปบอกเจ้านายเราเลยนะว่าเราชอบอันนี้มากกว่า แต่อันนี้เราไม่ชอบเลย เราขอเปลี่ยนได้มั้ยคะ มาทำอย่างนี้แทน คือแทนที่เค้าจะเปลี่ยนเราออกไป เราขอโอกาสที่ก่อนถึง 3 เดือน แล้วก็ไปทำงานอีกชิ้นนึงทีเราชอบ แล้วพยายามทำให้สำเร็จ อย่าเปลี่ยนบ่อย เดี๋ยวเค้าจะหาว่าเราเป็นคนจับจด
 
การที่เป็นคนที่มีความชัดเจนในตัวเอง มีความคิด มีความมุ่งมั่น สิ่งเหล่านี้สะสมมาจากไหน
จริง ๆ แล้วคงจะเป็นความซื่อสัตย์มากกว่า มีหลายคนบอกว่าเราเป็นคนพูดตรงไปตรงมา ซึ่งอาจจะเป็นนิสัยก็ได้ ซึ่งเวลาไม่เข้าใจอะไรจะรู้สึกว่าทำไมต้องไปถามคนอื่น ต้องไปฟังคนอื่น ทำไมไม่ไปหาจุดเริ่มแรก ไปหาคนที่จะอธิบายเราได้ คือรู้สึกว่าเราควรจะไปตรงจุดนั้นมากกว่า แล้วก็ถ้าเราไปตรงจุดนั้นแล้ว เราไม่จำเป็นจะต้องมาคิดฟุ้งซ่าน เอ๊ะ..เค้าจะปลดหรือเปล่า หรือเค้าจะให้เราหรือเปล่า ถ้าเราไปถามเค้าเลย ตกลงจ้างเรามั้ย มันก็จบใช่มั้ยคะ บางทีเราต้องยอมรับความจริง คนที่ไม่เป็นแบบนี้ เพราะเค้าอาจจะไม่ยอมรับความจริงก็ได้ เค้ากลัวที่จะได้รับคำพูดที่เจ็บปวด แต่จริง ๆ แล้วคำพูดเหล่านั้นหรือคำตรงไปตรงมาจะทำให้เราเข้มแข็งขึ้น แล้วเราก็สามารถที่จะปรับตัวเองได้
อาจจะเพราะอยู่ใกล้กับผู้ชาย เราอาจจะ ได้รับพลังงานผู้ชายโดยไม่รู้ตัวทำให้เราเข้มแข็ง เป็นไปได้ที่พ่ออาจจะอุ้มเราบ่อย ซึ่งฟังจากแพทย์ว่า เดี๋ยวนี้ถ้าเด็ก ๆ ไม่ว่าผู้หญิงหรือผู้ชาย ถ้าให้คุณพ่ออุ้มบ่อย ๆ เค้าจะได้รับพลังงานที่เข้มแข็ง ถ้าแม่อุ้มมากกว่า พลังงานของแม่จะอ่อนโยน

มีวิธีคิดหรือวิธีใช้ชีวิตในสังคมอย่างไรให้เป็นตัวของตัวเองได้
ตอนเด็ก ๆ ก็จะมีปัญหาที่จะเข้ากับเพื่อน จะมองว่าทำไมคนอื่นเข้ากับเพื่อนได้ง่าย แต่ทำไมเรารู้สึกเข้ากับเพื่อนยาก มันเหมือนกับว่าเราจะต้องสูญเสียความเป็นตัวเองบางสิ่งบางอย่างไป บางทีคนที่มีพวกมาก เค้าก็เหมือนจะซ่าส์มาก แล้วเราก็มานั่งดูว่า คนเหล่านี้เวลาเค้าไปไหนเป็นกลุ่มเป็นก้อน พอเค้าแตกเป็นคน ๆ เค้าจะไม่กล้าเลย เค้าจะกล้าเมื่อเค้ารวมกลุ่มกัน ส่วนเราอาจจะเป็นโชคดีที่เราเข้ากับเพื่อนไม่ค่อยจะได้ หรือว่าเราเข้ากับเพื่อนแล้วเราต้องเสียความเป็นตัวเอง ทำให้เรามองเห็นจุดนี้ เวลาไปไหนจะมีความรู้สึกว่า คนเราถ้าเราเก่ง เราควรจะยืนหยัดด้วยตัวเราเอง ทำอะไรได้ด้วยตัวเราเอง ไปไหนได้ด้วยตัวเราเอง แต่การที่เข้ากับคนอื่นไม่ได้มันไม่ดี เพราะฉะนั้น เราควรจะเข้ากับเพื่อนให้ได้ แล้วอีกอย่าง เราก็ควรจะทำอะไรด้วยตัวของเราเองได้ด้วย มิฉะนั้นแล้วเราจะติดเพื่อนมาก แล้วก็จะไม่เป็นตัวของตัวเองด้วย จะทำยังไงให้อยู่ตรงนี้ให้ได้ ก็เลยพยายามที่ทำอะไรคนเดียว ไปคนเดียว จากส่วนนี้แหละ ที่ทำให้เราเติบโต

เพราะฉะนั้นต้องถามใจตัวเองว่า เราเป็นคนติดเพื่อนมั้ย ถ้าติดเพื่อนเวลาเราออกไปไหนมาไหนคนเดียว ไปสมัครงานคนเดียว เรามีความมั่นใจ เรากล้าหรือเปล่า แต่ถ้าเรากล้าก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเรามีความรู้สึกว่าไปไหนต้องหาเพื่อนไปด้วยตลอด ก็จะต้องปรับเปลี่ยนตัวเองสักหน่อย ต้องฝึกความมั่นใจ ความกล้าเอาไว้ เพราะว่าเวลาเราไปทำงานเพื่อนไม่ได้ตามเราไป ถ้าเราต้องคอยหาเพื่อนตลอดเวลา คนในออฟฟิศก็จะหาว่าเราเป็นเด็ก

ต้องพยายามจะพึ่งใคร ถ้าเรายืนหยัดด้วยตัวเองได้ทำอะไรก็จะประสบความสำเร็จด้วยตัวของเราเอง ไม่ต้องแบบว่า เฮ้ย..พรรคพวกเป็นใหญ่แล้ว เราจะได้ใหญ่ตามเพื่อน เฮ้ย…พรรคพวกโดยเขี่ยออก เราต้องโดนเขี่ยตามเพื่อน มันเหมือนค่อนข้างลมเพลมพัด แต่ถ้าเรามีจุดยืนเป็นของตัวเอง เราจะรู้ชะตากรรมชีวิตของเรา สามารถจะกำหนดชะตาชีวิตของเราได้ ว่าเราต้องการอะไรหรือไม่ต้องการอะไร

 
  อยากให้พูดถึงตัวตนที่ปรากฎในหนังสือ เพราะมีความความผสมผสานที่ขัดแย้งระหว่างการเป็นผู้หญิงไทย และความคิดแบบคนตะวันตก
ตอนแรกเราไม่ได้คิดว่าจะเป็นตะวันออกหรือตะวันตก มันเป็นเหมือนกับว่าตัวเรา คือไม่ใช่ว่าเราเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย แต่บังเอิญจิตเราเป็นจิตแบบนี้ เราก็เลยทำตามจิตของเรา มันเป็นจิตขี้สงสัย แต่ว่าสงสัยในเรื่องที่ดี มันไม่ได้สงสัยเรื่องไม่ดี เพราะถ้ามันเป็นจิตที่สงสัยเรื่องไม่ดี มันก็จะชักนำเราไปสู่เรื่องไม่ดีได้ แล้วก็เป็นคนที่ชอบอยู่เงียบ ๆ แล้วก็ชอบดูข้างนอกมากกว่าดูตัวเอง ดูข้างนอกเสร็จก็มาดูตัวเองว่าทำไมคนนี้เค้าทำแบบนี้ ทำไมคนนั้นเค้าทำแบบนั้น แล้วเราจะทำแบบไหน เราจะดูว่าทุกคนทำอะไรไม่เหมือนกัน เราก็จะคิดได้ว่า อ๋อ...อย่างนั้นแสดงว่าทุกคนจะมีความคิดเป็นของตนเอง เพราะฉะนั้นเราก็ต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง แล้วเราก็กลับมาถามตัวเองว่า แล้วเราน่ะมีความคิดอะไร ซึ่งเมื่อก่อนไม่มี ไม่รู้ ไม่ชอบ คือบอกไม่ได้ว่าตัวเองชอบอะไร แล้วก็พยายามหาสิ่งที่ตัวเองชอบให้ได้ แล้วเราก็คิดว่าแล้วอะไรล่ะที่เราชอบ เล็ก ๆ สักอย่างนึงที่เราพอจะบอกตัวเองได้มั้ยว่าเราชอบอะไร พอท้ายที่สุดวันหนึ่งก็มาดูว่าอะไรที่ตัวเองซื้อบ่อยที่สุด โดยจิตใต้สำนึกที่มันจะซื้อบ่อยที่สุด แล้วก็เห็นอ๋อ ...เราเป็นคนที่ชอบเชิงเทียนมาก แต่เมื่อก่อนเรารู้สึกว่าเชิงเทียนซื้อมาทำไม ซื้อมาทำอะไร พอมีคำถามแล้วเราก็หยุดซื้อ แต่มาตอนหลังก็เหมือนกับว่าถ้าเราต้องการที่จะค้นหาตัวเราเอง เราต้องปล่อยไปตามจิต จิตใต้สำนึกของเรา

หมายถึงเริ่มสังเกตตัวเอง มองตัวเอง
เราก็มองดูว่าอะไร พอรู้ว่าชอบเชิงเทียน เก็บสะสมมาก ๆ เราก็รู้สึกว่าเก็บไว้ทำไม เป็นสมบัติบ้ามาก แล้วเดี๋ยวมันก็เก่า ไร้สาระมากเลย ควรจะทำอะไรให้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นเชิงเทียนก็ต้องมีเทียน ก็เริ่มมีซื้อเทียนมาต่อเติม ก็เหมือนกับว่า มันก็เริ่มต่อเติมทีละนิด ๆ ไป ๆมา ๆ เราก็รู้สึกว่า เราก็ชอบอะไรที่มันเป็นแบบธรรมชาติ พอรู้ว่าเป็นคนชอบธรรมชาติ เราก็เริ่มหาตัวเองได้ง่ายขึ้นล่ะ ทุกอย่างที่เป็นธรรมชาติเราก็ชอบ

คือหมายความว่าใช้สิ่งหนึ่งนำไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง
ใช่ คือเฝ้าสงสัย แล้วก็เฝ้าดู ดูสิว่าอย่างในหนังสือเล่มนี้ ผู้ชายแต่ละคน เราก็ไม่คิดว่าเราจะเข้าไปค้นหาอะไรในตัวของผู้ชาย เอ๊ะ...ทำไมไม่ค้นหาในตัวของผู้หญิง แต่นี่คือเรามีความรู้สึกว่าเราอยู่ใกล้กับคนเก่ง เราก็สงสัยว่าทำไมเค้าเก่ง แล้วเราก็ดูว่าคนเก่งเค้าใช้ชีวิตอย่างไร เค้าเรียนรู้กับสิ่งต่าง ๆ อย่างไร เค้าคิดกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวเค้าอย่างไร เราเข้าไปดูเค้าคิด สิ่งทีเค้าทำแล้วก็มาดูตัวเรา เออ..มิน่าเราไม่เก่ง เพราะเราไม่ได้คิด ไม่ได้ทำอะไรเหมือนเค้าเลย เราไม่ได้มีความเพียร ไม่ได้มีความพยายามขนาดนั้นเลย เพราะว่าจิตเราเป็นจิตมีความเพียรแค่นี้
สมมุติอย่างเค้ามีความเพียรในการทำงาน 8 ชั่วโมง แต่เรามีแค่ 3 ชั่วโมง เราก็เลิกแล้ว เบื่อแล้ว เราก็ไปหาสิ่งใหม่ ลองคิดว่าเราทำอะไรสักอย่างนึง ที่พอรู้ว่าพอถึง 3 ชั่วโมงแล้วเราจะเบื่อ เราก็...เป็นไปได้มั้ยว่าเราหยุดนิดนึง แล้วเราก็สร้าง 3 ชั่วโมงขึ้นมาใหม่ มันก็จะกลายเป็น 6 ชั่วโมง แต่เมื่อก่อนพอ 3 ชั่วโมงปุ๊บมันไม่เอาเลย มันไม่สนใจ มันทิ้งทันทีเลย แล้วก็ไปหาสิ่งใหม่ มันก็กลายเป็น 3 ชั่วโมง 3 ชั่วโมงที่ไม่ต่อเนื่อง แต่ตอนนี้ทำอย่างไรที่ทำให้ 3 ชั่วโมงต่อเนื่องในเรื่องเดียวกัน ก็ต้องหาช่องว่างนิดนึงแล้วเราก็เบรก เพราะเรารู้เรามีแค่นี้ แล้วก็ทำอีก 3 ชั่วโมง แล้วเราก็เบรก แล้วก็ 3 ชั่วโมง แล้วก็จะกลายเป็นเรื่องเดียวที่มีหลาย ๆ ชั่วโมงมาก ก็คือเรียนรู้จากคนเก่ง ๆ แล้วก็มาสอนตัวเอง

 
แสดงว่าเป็นคนที่รู้เท่าทันตนเอง แล้วก็มีกุศโลบายสำหรับตัวเอง
คือเราจะไม่สอนคนอื่น แต่เราจะดูคนอื่นแล้วมาสอนตัวเอง คือถ้าคนอื่นสอนเรา สอนไม่ได้ เพราะเค้าไม่เข้าใจธรรมชาติของเรา แต่ว่าถ้าเราไปดูเอง ธรรมชาติของเค้าก็เป็นแบบนั้นเหมือนกัน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าเค้ามีกุศโลบายสำหรับตัวเค้าเองหรือเปล่า แต่เราเห็นแล้วเป็นสิ่งที่ดี เราก็ต้องหาสิ่งที่ทำให้เราทำให้ได้อย่างนั้น โห..เก่งจังเลย ก็เค้าทำได้ แล้วทำไมเราจะทำไม่ได้ ในเมื่อเราก็ทำในสิ่งที่เราชอบเหมือนกัน แต่เนื่องจากเรามีความเพียรน้อยกว่าเค้าเท่านั้นเอง เราก็อยากจะให้มันเสร็จเป็นรูปเป็นร่าง อย่างเช่นการปักครอชติช เราก็มีความรู้สึกว่า เราทำไม่ได้ แต่วันหนึ่งเราก็ทำได้ ถึงแม้มันจะใช้เวลานานกว่าคนอื่น แต่เราก็ทำได้

นอกจากจะเป็นคนที่รู้เท่าทันตนเองแล้ว ยังเป็นคนที่ไม่ปล่อยให้ตัวเองนอกลู่ นอกทาง เป็นคนที่มีกรอบอย่างชัดเจนหรือเปล่า
คล้าย ๆ จะเข้มงวดกับตัวเอง แต่ก็ผ่อนให้กับตัวเองเหมือนกัน คือเรารู้ว่าสิ่งไหนเป็นสิ่งที่ดีเราก็ต้องเข้มงวดกับมัน แต่ถ้าสิ่งไหนเป็นสิ่งไม่ดีเราก็พยายามตีกรอบให้เราเข้มแข็ง อย่าให้เราไปติดสิ่งที่ยั่วเย้ามากนัก คืออย่างเช่นการออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี เราก็รู้ ทุกคนก็รู้ หมอก็รู้ หมอเองยังไม่เคยทำเลย แต่พยายามบอกให้คนไข้ว่าให้อออกกำลังกาย เราเองก็เหมือนกัน เรารู้ว่าออกกำลังกายเป็นสิ่งที่ดี ที่ทุกคนพูดมันเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ แต่เราก็ไม่เคยลองทำดูสักที แต่วันนึงเรารู้ว่าทำไมเราไม่ลองพิสูจน์ดูล่ะ ว่ามันจริงอย่างไร เราก็พิสูจน์ ตอนนี้ใช้ความพยายามฝึกออกกำลังกาย 5 ปี มาแล้ว1 ปีแรกไม่ต้องคิดเลย รู้ว่าดีก็ทำไปอย่างนั้นแหล่ะ คือบอกจิตอย่างเดียวว่ามันดี ให้ไปทำ แล้วพยายามเข็นตัวเองให้ไป พอปีที่ 2 ก็ไป ก็ดีขึ้นกว่าปีแรก แต่ก็ถ้าเทียบกับคนที่ออกกำลังกายแล้วก็ยังแย่อยู่ ปีที่ 3 ก็ดีขึ้น แต่ปีที่ 5 ก็เริ่มรู้ว่ามันดีจริง ๆ เพราะว่าสุขภาพเราเริ่มเห็นผลแล้วว่าเราแข็งแรงขึ้น

การทำงานอาชีพพิธีกรที่อยู่หน้ากล้องต่างกับการเขียนหนังสือหรือเปล่า
ความจริงแล้ว เราไม่ได้คิดว่ามันเป็นจุดต่างหรือจุดเหมือน คือเลิกคิดไปนานแล้วเกี่ยวกับความต่างเรื่องของการทำงาน ตอนนี้สิ่งที่คิดก็คือว่า เราทำทุกอย่างเหมือนเป็นชีวิตของเรา เราจะไม่แบ่งแยกว่าเวลาทำงาน เวลานอน เวลาออกกำลังกาย คือถ้าเราแบ่งแยกเมื่อไหร่จะรู้สึกว่าเราไม่เป็นอิสระจากตรงนั้น แต่พอเรากลับมารวมกันหมดเลย ให้เป็นหนึ่งเดียว เป็นชีวิตของเราทั้งหมด เรากลับเป็นอิสระ เพราะว่าไม่มีอะไรมาบังคับเรา เราตื่นขึ้นมาเราก็มาทำงาน เหมือนเรามาเจอเพื่อนฝูง มันเป็นชีวิตเรา เราไม่ได้คิดว่าเรามาทำงาน เราขี้เกียจจังเลย อะไรอย่างนี้ เราก็มาทำงาน เราก็มาสนุก มาเจอะเจอเพื่อนฝูง มาเจอสิ่งใหม่ ๆ ในชีวิตให้กับเรา เจอคนตั้งเยอะแยะ เจอความรู้ตั้งมากมาย แล้วก็มีความสุข เราไปออกกำลังกาย เราก็ไม่ต้องคิดว่าเราต้องออกกำลังกายวันเสาร์อาทิตย์หรือว่าเลิกงาน เราว่างเมื่อไหร่เราก็ไป เหมือนเราอยากจะไปไหน เราก็ไปได้ ไม่ต้องมานั่งกำหนดว่าจะไป กำหนดแน่นอนมันต้องมี แต่ในสิ่งที่ต้องทำเป็นรูทีนเนี่ยไม่ได้วางไว้ อยากเขียนเมื่อไหร่ก็เขียน เราก็เป็นคนชอบเขียนอยู่แล้ว เราก็เขียน ๆ ไป จะได้ตีพิมพ์หรือไม่ตีพิมพ์มันก็ไม่ได้เป็นจุดมุ่งหมายของเรา เราก็เขียนไป

ดูเหมือนทุกอย่างจะมีเส้นทางของมัน ตรงนี้วิธีคิดอย่างไร
พยายามให้มันกลมกลืน เพราะว่าถ้ามันกลมกลืนแล้วเรารู้สึกว่าเราจะเครียดน้อยลง แต่ถ้าเราคาดหวังกับทุกสิ่งทีเราทำไป ความเครียดมันจะมาเยือนเราโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ถ้าเราทำทุกอย่างด้วยความสบายใจ วันนี้เสร็จไป มันก็คือจบ ก็คิดถึงวันพรุ่งนี้ คิดว่ามันจะออกมาดีไม่ดี พยายามทำตัวเองให้เป็นอิสระจากตัวเองให้มากที่สุด เพราะว่ามันทำยากมากเลย ตอนนี้ก็ยังคงฝึกอยู่ว่า ทำอย่างไรให้เราเป็นอิสระจากตัวเองให้ได้

 
งานเขียนหนังสือ เป็นการเขียนเพราะอยากจะพูดกับคนหรือเขียนเพราะอยากจะเขียน เพราะงานพิธีกรก็เป็นการพูดกับคนทุกวัน
การพูดกับคนทุกวัน เราไม่ได้พูดมาจากสิ่งที่เราอยากจะพูด มันเป็นคำพูดที่เราพูด เรานำเสนอ เพราะเราเป็นสื่อ สิ่งเหล่านี้ ทำให้เราไม่สามารถจะพูดอย่างทีเราต้องการจะพูดได้ เพราะเราก็เป็นเพียงแค่ให้คนอื่นพูด เราเป็นแค่สื่อป้อนคำถามให้คนเค้าพูดเท่านั้นเอง แต่ว่าหนังสือนี่ มันเป็นเรา เราจะพูดออกมาโดยไม่ต้องมีใครมาบอกว่าเราจะต้องพูดเรื่องอะไร คือเราพูดของเราเอง แต่ว่าการทำงานเนี่ย คนอื่นมาบอกให้เราพูดเรื่องนั้น พูดเรื่องนี้

เกี่ยวกับหนังสือ มีเสียงกลับมาว่าอย่างไรบ้าง
เสียงกลับมาก็มีว่าหาหนังสือไม่เจอเลย อยากจะอ่าน กับคนที่อ่านแล้วก็แบบว่า ...ไม่เคยเห็นเราปล่อยผม หรือคาดผ้า ผมยาวนุ่งผ้าถุงอะไรอย่างนี้ แต่ว่าคนที่รู้จักก็จะรู้ว่าเราเป็นคนที่ไทย ๆ อยู่แล้ว ชอบนุ่งผ้า ชอบอะไรที่เป็นไทย ไม่ใส่ของยี่ห้อหรือแบรนด์เนม ของแฟชั่นเนี่ยจะไม่มี พยายามซื้อเหมือนกัน แต่ซื้อไม่เป็น แต่ถ้าเป็นผ้าไทยจะชอบ เพื่อนที่ทำงานเขียนก็บอกว่าชอบมากเลย บอกว่าเราเป็นนักเขียนได้นะ เราก็..อุ๊ย..ไม่อยากจะเชื่อ เพราะว่าเพื่อนก็มักจะชมเพื่อนด้วยกัน แต่เค้าบอกว่าจริง ๆ สำหรับคนที่ไม่เคยเขียนหนังสือมาก่อน กับการนำเสนอ กับสิ่งที่อยากจะเขียนออกไป ส่วนตัวบก. เองก็บอกว่าไม่ต้องตัดคำอะไรเลย คือส่งมาแค่ไหนเค้าก็พิมพ์ไปทั้งหมด ปกติเค้าแบบว่าจะต้องมีการรีไรต์ใหม่ใช่มั้ยคะ

เป็นคนอ่านหนังสือเยอะหรือเปล่า
อ่านหนังสือเยอะค่ะ ชอบ อ่านหนังสือทุกวัน ในรถก็ต้องมี คืออยู่ที่ไหนต้องมีหนังสือ ว่างไม่ได้ รถติดก็ต้องเปิดหนังสือละ สักคำสองคำสามคำก็ต้องอ่าน

หนังสือที่อ่านเป็นประเภทไหน
อ่านทุกแนว แต่ตอนนี้ที่อ่านอยู่จะเป็นแนวพุทธศาสนา ก่อนที่จะอ่านพุทธศาสนา ก็เป็นแนวปรัชญา เรารู้สึกว่าหนังสืออื่น ๆ ค่อนข้างจะอ่านง่ายหรือว่าทำได้ก็ไม่รู้นะ แต่คิดว่าพุทธศาสนาเป็นอะไรที่อ่านง่าย แต่ทำยาก เพราะเวลาเราอ่านหนังสือพุทธศาสนาแค่ 2-3 บรรทัดเนี่ย แต่สิ่งที่อยู่กับเราคือเราสบาย เราได้ใช้กับตัวเราเอง แต่ว่าถ้าอ่านหนังสืออื่น ๆ เล่น ๆ ว่า เค้านำเสนออย่างไร เค้าคิดอะไรอยู่ในใจ เค้าก็เหมือนกับเราที่พยายามที่จะถ่ายทอดบางสิ่งบางอย่างออกไป ก็เหมือนกัน เราก็ถ่ายทอดเรื่องนี้ คนอื่นเค้าก็ถ่ายทอดเรื่องนั้น เราอ่านแล้วเราก็จะเข้าใจในตัวของคนเขียน คือเวลาอ่านอะไร เราจะคิดถึงคนเขียนว่าเค้าต้องการถ่ายทอดอะไร ไม่ได้คิดถึงเนื้อหาอะไรมากมาย

 
 

บุคลิกที่ปรากฎทั้งในทีวีและในหนังสือ จะเห็นว่าเป็นคนที่วางตัวที่ดีอยู่เสมอ ไม่มีการหลุดเลย มีการวางตัวอย่างไร
ตรงนี้คงจะเป็นเบ้าหลอมของอาจารย์สมเกียรติ อ่อนวิมลมากกว่า ที่จะให้เราเป็นนักข่าว เป็นข้อเท็จจริง ก็คือว่าต้องนำเสนออะไรที่จริงจัง เรื่องราวที่เราพูดออกไปต้องไม่ใช่เป็นเรื่องแบบเล่น ๆ เพราะฉะนั้นอาจารย์ก็จะวางตัวเราให้เป็นแบบนี้มาตลอด ก่อนที่จะเข้าสู่งานแบบนี้เราก็เป็นคนแบบเงียบ ๆ แล้วพอมาอยู่ที่นี่ก็ต้องปรับตัวใช่มั้ยคะ เราก็เป็นคนชอบคุยกับคนแปลกหน้า เพราะมีความรู้สึกว่าคนที่รู้จักเค้าก็ไม่คุยกับเรา แต่คนแปลกหน้าเค้าจะมาคุยกับเรา เพราะต่างคนต่างแปลกหน้า หาเพื่อนอะไรอย่างนี้

พออาจารย์เค้าหล่อหลอมมา เราก็เลยเป็นแบบนี้มาโดยตลอด มันก็เลยซึมลงไปโดยที่เราไม่รู้ตัว แล้วอีกอย่างก็เป็นคนที่แบบว่าถ้าเราทำงานของเราเป็นแบบนี้ แล้วข้างหลังเป็นอีกแบบนึงเนี่ย เราก็ไม่งงตายเหรอ ในความรู้สึกของเรา เพราะเราเป็นคนไม่ซับซ้อนไงคะ
ดูดาราเดี๋ยวนี้ เค้าเก่งนะ เค้าเป็นที่ข้างหน้าอย่าง ข้างหลังอย่าง เราดูแล้วเราก็รู้สึกว่า เออ..คนเหล่านี้เค้าก็เก่งนะ แต่เราทำอย่างนั้นไม่เป็น รู้สึกว่าคิดหลายชั้นมาก มันซับซ้อนไง เราก็คิดว่าถ้าอย่างนั้นข้างหน้ากับข้างหลังเราน่าจะเป็นแบบเดียวกัน เราจะได้ไม่หลอกตัวเอง เพราะเวลาเราอยู่หน้าจอเนี่ย ถ้าเป็นตัวเรา อย่างไรมันก็ไม่หลุด ถึงหลุดมันก็เป็นเรา มันก็ไม่หลุดใช่มัยคะ คนก็จะไม่มีทางเห็นว่าเราหลุดเลย ต่อให้เรามาเดินเล่น เราก็จะไม่หลุด เพราะว่าธรรมชาติเราเป็นแบบนั้น ต่อให้นอกจอและในจอเราก็เหมือนกัน มันต้องฝึก ฝึกเอาธรรมชาติ ความมีชีวิตชีวาเข้าไปใส่ในจอ เอาความจริงจังในจอเข้ามาใส่ในชีวิตจริง มันจะเป็นการฝึกไงคะ เวลาเป็นนักข่าว เราต้องตั้งใจฟัง ฟังข้อมูล แล้วเราก็ต้องคิดตลอดเวลา เราต้องฝึกตัวเอง เพราะถ้าไปฝึกในงานมันไม่ทัน หรือว่าเวลาเราคุยกับเพื่อนคุยกับใคร หรือว่าแม้แต่เราไปคุยอะไรสักเรื่องนึง เราก็ลองทำให้เป็นประเด็นขึ้นมา แล้วเราก็จะรู้เลยว่า สิ่งที่เราคิดประเด็นเล่น ๆ มันมีความหมายมากเลยนะเวลาเค้าตอบออกมา แล้วเราก็เห็นความจริงใจในเรื่องที่เค้าคุย เหมือนกับเราได้อะไรมาก ๆ ขึ้น รู้สึกว่ามันจะช่วยซึ่งกันและกัน เวลาเราทำข้างนอกเราแบบนี้ พอเราทำงานในจอ เราก็ได้ประสบการณ์ทำงานข้างหลังนี่แหละมาใช้
ถ้าน้อง ๆ ทุกคนฝึกความชำนาญของเค้าในการมีไหวพริบ ปฏิภาณ การตั้งคำถาม เวลาตอบโต้กับแขก เมื่อเวลาอยู่ที่ไหนก็จะสบายที่จะคุยกับใคร เพราะว่าเราเป็นของเราอย่างนี้ ก้มหน้าก็ไม่อายดิน เงยหน้าก็ไม่อายฟ้า

ถ้าเขียนหนังสืออีกสักเล่มนึง จะเขียนหนังสือเกี่ยวกับอะไร
เล่มนี้ยังรู้สึกว่ายังไม่ค่อยชอบเท่าไหร่นะคะ มันยังบอกไม่หมด ในความรู้สึกเราคือมันยังแข็ง ๆ ไป แต่ว่าพอบางทีเห็นไปแล้วก็อยากเลิกเขียนเหมือนกันนะ มันมีบางอย่างที่ทำออกไปแล้วมันไม่ชอบ พอไม่ชอบ มันก็ไม่อยากเขียน พอเราคิดว่าอย่าให้สิ่งเหล่านี้มาเป็นอุปสรรคสำหรับตัวเราก็พยายามลืมไป เสร็จแล้วก็เขียนใหม่

ตอนนี้ก็เขียนเรื่องเกี่ยวกับการใช้ชีวิตของแต่ละคน เห็นคนนั้นมีความสุข เห็นคนนั้นไม่มีความสุข โดยไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียง เพราะแค่เป็นตัวอย่าง แล้วเราก็ให้เห็นว่า โรคกายทุกคนอาจจะไม่มี แต่โรคใจทุกคนมีเหมือนกัน ไม่ต้องไปอิจฉาใครเค้าหรอก มาดูตัวเองดีกว่าว่าควรจะทำอย่างไรให้มีความสุข นี่คือคอนเซ็ปต์ ซึ่งตอนนี้ก็คิด ๆ อยู่ เขียน ๆ บ้างแล้ว

รู้สึกว่าความคิดจะเป็นผู้ใหญ่ เกินวัยไปแล้ว
เหรอคะ ถ้าเรามองไม่ไกลตอนนี้แล้วเมื่อไหร่จะไกลละคะ เพราะเด็กไทยส่วนใหญ่จะคิดว่าเมื่ออายุ 30 ค่อยเริ่มต้น ผู้หญิงจะคิดว่า อุ๊ย..อายุยังน้อย มีความรู้สึกว่า ชั้นจะไปไต่เต้าอะไรกับตำแหน่ง แต่ถ้าเราไม่เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อย พอแก่ไปมันจะใช้ไม่ทัน เพราะเราไม่เคยฝึกมาเลย ทุกอย่างกว่าจะฝึกกว่าจะสั่งสมมาได้ มันต้องใช้เวลาทั้งนั้น เพราะฉะนั้นบางคนที่คิดว่า 30 ชั้นค่อยเก็บเงิน ไม่มีทางได้หรอก คิดดูถ้าคุณเริ่มต้นตอน 30 นะ อีก 5 ปีกว่าที่จะเก็บเงินได้ ต้องหักใจที่จะไม่ซื้อของแพง ๆ หักใจที่จะไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ เผลอ ๆ มีครอบครัวก็จะต้องวางแผนครอบครัวอีก
มีเพื่อนคนนึงเป็นผู้จัดการ ก็คิดว่าชั้นยังเด็ก ๆ ไม่กล้า ๆ ตอนนี้ 38 มาขอความช่วยเหลือว่า ฝึกให้เค้ากล้าหน่อย มันฝึกยากแล้ว มันแก่ไปแล้ว มันควรจะฝึกตั้งแต่อายุน้อย ๆ ไปเรื่อย ๆ จนชำนาญ เพราะฉะนั้นที่บอกว่าไกลไปมันไม่ไกล เพราะเราไม่รู้จะตายเมื่อไหร่ แต่ถ้าเริ่มก่อนเวลาก็จะมีมาก อย่าดูถูกภูมิปัญญาของเรา ให้มีความภาคภูมิใจ ถ้าอายุยังน้อยเราจะล้มได้หลายครั้ง เราก็จะมีแรงที่จะทำได้ต่อ เพราะฉะนั้นกว่าจะคิดอะไรได้มันยากมาก พระพุทธเจ้าสอนว่าอย่าดูถูกของเล็ก ๆ เช่น ไม้ขีด งูพิษ สามเณรน้อยอย่างนี้

มีการมองอนาคตของตัวเองไว้ค่อนข้างชัดเจน
ใช่ เพราะจะเป็นคนไม่ประมาท เราเห็นหลาย ๆ คนตอนเค้ามีชีวิตที่ดีสบาย ไม่นานเค้าก็มีชีวิตที่แย่ลง เราก็งงเหมือนกันว่า มันเชื่อมรอยต่ออย่างไร ซึ่งช่วงรอยต่อนี่สำคัญมากนะคะ จากเสี้ยววินาทีที่เค้ามีชีวิตที่อยู่สบายก็กลายเป็นยากจน จากคนที่มีความสุขก็ไม่มีความสุข บางคนจากไม่มีความสุขก็มีความสุข จากคนที่ไม่ประสบความสำเร็จ ก็ประสบความสำเร็จ ซึ่งเราเห็นแบบหลายทางแล้วมันเป็นไปได้ทั้งหมด มันเกิดได้กับทุกคนไม่เว้นแม้แต่เรา เพราะฉะนั้นเรามีความรู้สึกว่าเราอย่าประมาท ต้องวางแผนเอาไว้ มันมีแผนในตัวเอง ซึ่งเราไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วเราต้องไม่ดูถูกเรื่องเวลา
อย่างเช่นเราซื้อบ้าน ตอนที่เราก็มีเงินเดือนไม่ค่อยเยอะ แต่เรารู้สึกว่าต้องซื้อนะ คือถ้าไม่ซื้อวันนี้แล้วจะไปซื้อวันไหน ก็ไปซื้อไว้เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ตอนนั้นเงินเดือนก็ยังน้อย แล้วบ้านก็สูง แต่ก็ไปซื้อ เมื่อถึงวันนี้ เราไม่รู้ว่าอนาคตอะไรจะเกิดขึ้น แต่ว่าเราเหมือนมีภาระที่ต้องรับผิดชอบ เราก็จะดิ้นรน แล้วก็สามารถที่จะซื้อบ้านได้ พอถึงวันนี้เราคิดว่าต้องผ่อนสัก 20 ปี แต่กลายว่าเราใช้เวลาไม่ถึง 10 ปีเราก็ผ่อนหมด คือพอเรามองกลับไป เรารู้สึกว่ามันมีความหมายมากที่ทำอย่างนั้น ถ้าเมื่อ 10 ปีที่แล้วไม่คิด แล้วมาซื้อวันนี้ มันก็บวกไปอีกหลายปีเหมือนกัน กว่าที่จะผ่อนหมด เราก็จะไม่มีความสุขกับชีวิตบั้นปลาย เพราะว่าเรายังมีภาระอยู่ เรากลับกันว่า แทนที่เราจะลำบากตอนแก่ เราก็เลื่อนความรับผิดชอบของเรามาไว้ตอนหนุ่มสาว แล้วเราก็เอาความสะดวกสบายเนี่ยมาอยู่ในวัยแก่ชรา ถ้าคิดว่าเราจะเริ่มต้นวัยแก่ เราก็จะสบายตอนหนุ่มสาว แต่พอแก่แล้วเราก็ลำบาก

 

เป็นคนมีเงื่อนไขในชีวิตในทุกจังหวะหรือเปล่า
คือเราไม่ได้มีเงื่อนไข แต่เราเห็นภาพมากกว่า ถ้าเราไม่อยากเป็นอย่างนั้น เราก็อย่าได้เดินทางสายนั้น ถ้าเราอยากเป็นอย่างนี้ เราควรจะเดินเส้นทางสายนี้ เราอยากมีความสุข เราก็ต้องสามารถใช้ชีวิตของเราเองได้ใช่มั้ย ก็เลยคิดว่าเราลำบากตอนนี้ไปเรื่อย ๆ พอโตขึ้น เรามีประสบการณ์มากขึ้น มันก็จะสอนเราเอง เราวางแผนเอาไว้
แม่ก็สอนไว้ว่าเรื่องของการเก็บเงินเค้าให้เก็บ ไม่ว่าจะเก็บเท่าไหร่ก็ให้มีเก็บเอาไว้ สมมติว่ามีบาทนึง เราควรจะเก็บสัก 1 สลึง แล้วเดี๋ยวมันจะเพิ่มเอง เราทำงานได้ ไม่กี่พันบาทแรก ๆ นะ เราก็จะเก็บเดือนละ 1000 บาท แล้วเราก็ไม่เคยจ่ายเกินเงินเดือนทีเราได้รับ จนกระทั่งทุกวันนี้ แล้วมาดูว่าเราเก็บทีละพัน ก็หมายความว่าเราจ่ายเยอะมากเลยน่ะสิ ไม่ใช่...ลองคิดใหม่ถ้าสมมติเราจ่าย 50% ของเงินที่ได้รับ ก็เหลือ 50% เราก็เก็บ เป็น 50-50 หรือเดือนนี้อาจจะเหลือสัก 40 จ่ายเป็น 60-40 หรือ 70-30 อย่างน้อยที่สุดเราต้องมีเก็บเอาไว้ กี่เปอร์เซนต์เราต้องมีเงินออมไว้

ในความรู้เท่าทันตัวเอง มีสิ่งที่ทำให้เราทุกข์มั้ยคะ
แหม่มเป็นคนที่ยึดมั่นในเรื่องของความรัก คือรู้สึกว่าต้องมีความซื่อสัตย์ซึ่งกันและกัน พอรักมากก็จะทุกข์มาก เพราะฉะนั้นจะรักซะหมดเลย รักพ่อ รักแม่ รักน้อง รักแฟนเราจะทุกข์มาก เพราะว่าเราเป็นคนชัดเจน ฉะนั้นเราต้องการความชัดเจนจากคนอื่นก็คือว่าคำพูด เราก็จะไปยึดมั่นกับคำพูดมากเลย เหมือนเราเวลาเราให้คำพูดใครไป เราก็จะยึดมั่นในคำพูดเรามาก เมื่อเราไปยึดมั่นในคำพูดมาก ๆ พอไม่ได้ เราก็จะรู้สึกว่าทำไมเราไม่ได้ เหมือนกับแม่บอกว่าจะซื้อนี่ให้ ถ้าเราเรียนได้เท่านี้ ๆ แต่พอถึงเวลาได้จริง ๆ แม่ไม่ซื้อให้เรา เราก็จะรู้สึกว่าทำไมไม่ซื้อให้ ในเมื่อเราทำตามสัญญาแล้ว หรือในกรณีที่พ่อบอกว่า ถ้าถูกตีก็จะไม่ล้างจาน ให้เลือกเอาว่าถูกตีกับล้างจานจะเอาอันไหน เราไม่ล้างจาน เราก็ขอถูกตี แต่เราถูกตีแล้วพ่อยังให้เราล้างจานอะไรอย่างนี้ มันเป็นความรู้สึกว่าทำไมทุกคนไม่รักษาคำพูด คือเมื่อก่อนเราไม่รู้ แต่ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเราจะทุกข์กับเรื่องความรักนี้มาก

เราลองมองย้อนกลับไปเราถึงเห็นชัดว่า เพราะอย่างนี้ ๆ แต่พอเดี๋ยวนี้เราจะรู้เท่าทัน เราจะไม่ยอมทุกข์กับมัน แต่ความทุกข์มันไม่เข้าใครออกใคร เราไปสั่งมันไม่ได้ว่าชั้นไม่ทุกข์เรื่องนี้นะ ไปสั่งมันไม่ได้ มันจะเข้ามาหาเราเอง เราไม่ชอบ แต่เราคิด ความไม่ชอบจะอยู่กับเรา แต่ด้วยที่เรารู้เท่าทัน เราพยายามที่จะสะกดกั้นมัน แต่เราสะกดกั้นมันไม่ได้ เพราะวันหนึ่งมันจะออกมา แล้วเราจะโมโหทุกสิ่งทุกอย่าง แล้วสิ่งที่อยู่ในใจเราจะออกมาหมดเลย ซึ่งบางครั้งคน ๆ นั้นเค้าก็ไม่รู้ด้วยซ้ำ

แต่ว่าตอนนี้ที่เรารู้เท่าทัน ก็ไม่ใช่เรารู้ด้วยตัวเอง เราก็ไปนั่งสมาธิ แล้วเราก็จะรู้วิธีในการจัดการตนเอง พอเรารู้วิธีจัดการตัวเองปุ๊บ มันจะง่ายมาก เพราะเราเหมือนกับว่ารู้จักตัวเองมาตลอด มันจะง่ายในการมาสอนจิตเรา เพราะเราเป็นคนที่ตั้งกฎเกณฑ์ให้กับตัวเราเอง เป็นคนชัดเจน ฝึกจิตด้วยตัวเองมาตลอด พอเราได้มานั่งสมาธิมันมีเทคนิค เราก็เอาเทคนิคนั้นมาสอนใจเรา มันก็ทำให้เราเห็นทุกอย่างนี้ง่ายเข้าไปอีก แต่ถ้าถามว่ามันยังมีทุกข์อยู่หรือเปล่า มันก็มี แต่มันน้อยลง เข้าใจมันมากขึ้น ขจัดออกไปได้มากขึ้น แล้วเราก็มีความสุขมากขึ้น เมื่อก่อนที่เราไม่คิดแบบคนปฏิบัติธรรมเค้าคิด ถ้าทำแบบนี้ ผลจะเป็นแบบนั้น คือเค้าจะคิดอีกทาง แต่อย่างเรา ทำไปเถอะคนเราก็เหมือนกันแหละ คนทำให้เราเยอะ ๆ เรายังแพ้ความดีเค้าเลย แต่ว่าเราอย่าท้อ ถ้าความดีอันนั้นมันยังไม่ปรากฎเหมือนกันเราทำวันนี้เค้ายังไม่เปลี่ยน ก็แสดงว่าความดีของเรายังไม่ปรากฎ แต่ถามว่าเค้าคิดมั้ย เค้าคิด เค้าก็เห็นว่าเราเปลี่ยนแปลง คนทุกคนเพื่อนเปลี่ยนแปลงไปหน่อยเราจะรู้ว่านี่เปลี่ยนไป แต่เราไม่รู้ว่าเปลี่ยนแปลงไปเมื่อไหร่ เปลี่ยนแปลงไปเพื่ออะไร แต่พอวันหนึ่ง เค้าเป็นอย่างนั้นไปตลอดเรื่อย ๆ เราก็จะรู้ แต่ถ้าเราเปลี่ยนแปลงไม่สม่ำเสมอ เค้าก็จะว่าเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย แต่ถ้าเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ วันนึงเค้าจะรู้ว่ามันดีขึ้น ๆ เพราะอะไร ก็แสดงว่าความดีของเราเป็นที่ปรากฎแล้วก็ไปสะกิดใจแล้วเค้าถึงมาถามเรา เพราะฉะนั้นถึงบอกว่าอย่าท้อแท้ อย่าทำเพื่อให้ใครเห็นว่าเราดี แต่ทำเพื่อให้ใจเราสงบ ให้เข้าใจในความไม่ชอบของเรา

หนังสือที่จะเขียนเล่มต่อไป เป็นการเขียนเพื่อสังคม ตรงนี้มีวิธีคิดอย่างไร
มันไม่ใช่วิธีคิด มันเป็นวิธีที่เราทำมากกว่า เพราะถ้ามันเป็นความคิดผลออกมาเราไม่รู้ แต่สิ่งที่เราจะเขียนออกไป มันเป็นประสบการณ์ของเรา แล้วมันเป็นประสบการณ์โดยตรง แล้วเราก็รู้ว่าเออ..มันเป็นแบบนี้ เราเจอแบบนี้ อยากให้คนอื่นเข้าใจตัวเค้าเอง ว่าเค้าก็ทำได้ เพียงแต่ว่าเค้าไม่ค่อยที่จะจริงจังเท่านั้นเอง

ตอนเด็ก ๆ เคยคิดว่าอยากทำอะไร
ตอนแรก ๆ เราไม่ได้มีความอยากอะไรเลย สิ่งที่เราได้มาทุกวันนี้อาจจะเป็นบุญเก่าก็ได้ เราก็ไม่รู้ เราไม่เคยอยาก เราทำเหมือนมันเป็นธรรมชาติ เหมือนเป็นกฎของสังคมว่า เรียนป.1 แล้วไปป.2 มันเหมือนไปตามกระแส ไปตามขั้น คือจบออกมาแล้วก็ต้องมาทำงาน ก็คิดแค่นั้นว่าต้องมาทำงาน แล้วก็คิดอีกว่า ทำงานต้องได้เงิน แล้วถ้าไม่มีเงินก็ไม่มีกิน มันเหมือนกับว่ามันเป็นตรรกวิทยา ว่าถ้าทำแบบนี้ก็จะได้แบบนี้ ถ้าไม่ทำแบบนี้ก็จะไม่ได้แบบนี้ ก็เลยทำ ทำเหมือนแบบว่าต้องทำ แต่ว่าแนวความคิดของวิธีชีวิตนี้เข้ามาทีหลัง แต่เราคิดมาตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วเรื่องแบบนี้ แต่เรายังไม่ได้แสดงออก

 
เป้าหมายที่สุดในชีวิตต้องการอะไร
เป้าหมายในชีวิตแบบว่าเรียบง่ายมาก ขอให้เป็นคนมีความสุข แต่ไม่รอถึงบั้นปลาย เพราะเราไม่รู้ว่าบั้นปลายของชีวิตนั้นมันเมื่อไหร่ เราไม่รู้ว่าวันนี้หรือพรุ่งนี้ จะมาพูดเรื่องอายุมันไม่ได้แล้ว เพราะเราเห็นอะไรที่ผ่านมาทุกอย่างมันก็ไม่แน่นอน เช่นบอกว่าจะไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่เงียบสงบ มีความสุขเราก็เห็นว่าเค้าต้องไปใช้ชีวิตบั้นปลายที่โรงพยาบาลกับโรคภัยไข้เจ็บ เลยมีความรู้สึกว่ามันไม่ใช่ ชีวิตจริง ๆ มันไม่ได้อยู่ตรงนั้น เราต้องอยู่กับปัจจุบัน เราต้องมีความสุขอยู่กับปัจจุบัน ไม่ใช่เรามีความสุขอยู่กับวันพรุ่งนี้ เพราะวันพรุ่งนี้มันไม่เคยมาถึงเราเลย ตอนนี้เลยคิดว่าเราควรจะทำวันนี้ให้มีความสุข ส่วนแผนการดำรงชีพก็เป็นอีกแผนทีเราต้องทำไว้ เผื่อว่าเรามีชีวิต ณ อีกขั้นที่เราก็ควรจะมีความสุข แต่ถ้าจุดมุ่งหมายในชีวิตจริง ๆ แล้วก็คือเรามีความสุขอยู่กับทุกสิ่งทุกอย่าง

ถ้าพูดถึงคำว่า Yes! แล้วคิดถึงอะไร
ถ้าคิดถึงคำว่า Yes! จะคิดถึงการยอมรับ การเห็นด้วย เพราะมันเป็นเรื่องของคอมมอนเซนส์ เหมือนกับค่ะ


 
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact us: editor@yes-wedo.com