| |
|
 |
REALITY
SUPPORT
ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการ นิตยสาร OPEN
|
ถ้าให้มองย้อนไปถึงตอนเลือกคณะในการเรียนมหาวิทยาลัย
ตอนนั้น
ผมเลือกคณะผิด
ชีวิตที่ผ่านๆ มาผมอยู่ผิดที่ เพราะผมไปเรียนคณะพาณิชยศาสตร์การบัญชี ความสนใจของเรากับความสนใจของเพื่อนฝูงในคณะมันต่างกัน
เมื่อเราไปอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มันไม่ใช่ เพื่อนฝูงก็เลยไม่ใช่ แต่มันไม่ใช่ความผิดของเพื่อนฝูง
แต่เราไปอยู่ผิดที่เอง
หลังจบม.3 ผมสอบเข้าโรงเรียนเตรียม เด็กที่เรียนเก่งๆ ต้องสอบเข้าสายวิทย์
ผมเองก็เป็นเด็กเรียนเก่งมาจากต่างจังหวัด บ้านผมอยู่จันทบุรี โรงเรียนผมเป็นโรงเรียนมัธยมประจำอำเภอ
เป็นโรงเรียนเล็กๆ ไม่มีใครรู้จักหรอกทั้งโรงเรียนมีผมสอบติดคนเดียว
ตอนผมมาจากบ้านนอก พี่ชายผม 2 คน เรียนโรงเรียนเตรียม ผมก็เลยคิดว่า
มึงสอบเตรียมได้
กูก็จะสอบเตรียมให้ดู (หัวเราะ) ผมก็เลยมาสอบโรงเรียนเตรียม ไม่รู้หรอกว่าสายศิลป์เค้าเรียนอะไร
มันไม่มีใครบอกคุณ รู้แต่ว่าศิลปะเนี่ยคือการวาดรูป ผมก็ไม่อยากเรียนวาดรูปมาตลอด
คือผมก็ชอบวาดรูปนะ แต่ก็ไม่ได้เข้าใจว่ามันเป็นแบบนั้น ไม่ได้เข้าใจว่ามันคือศิลปศาสตร์
มันไม่ใช่วิชาศิลปะ ก็เข้าใจผิด ดันไปเลือกสอบสายวิทย์ เพราะเด็ก ม.3 ถ้าพื้นฐานดีๆ
อ่านหนังสือเยอะมันก็คงพอสอบเข้าโรงเรียนได้ สอบติดก็เรียนไป ม.4 พอไหว แต่วิชา
ฟิสิกข์ เคมี เริ่มแย่แล้วใจไม่รู้อยู่ดีๆ มันไม่เอาแล้ว คณิตศาสตร์อยู่
ม.5 เริ่มจะสอบตกหมด ก็เลยอยู่ไม่ได้แล้ว ผมก็เลยสอบเทียบตอนอยู่ ม.5 เพราะไม่สามารถเรียน
ม.6 ได้
มันฝืนสังขารมากเลยที่จะต้องเรียนเลข วิทย์ ฟิสิกข์ เคมี ชีวะ มันทนไม่ไหว
แต่วิชาสายสังคม สังคม ภาษาไทย คะแนนผมดี สอบเทียบผมก็ต้องไปสอบศิลป์คำนวณ
ผมก็ไปอ่านหนังสือวิทย์กายภาพเพื่อที่จะสอบผ่านให้ได้
ผมสอบเทียบผ่านตอน ม.5 ผมก็ต้องเลือกคณะ แล้วศิลป์คำนวณมันไม่มีคณะอะไรให้เลือกมากมาย
แล้วผมก็โง่ ไม่รู้ว่าทำไมผมโง่ได้ขนาดนี้ ผมก็เลือกคณะที่มันสูงสุดของศิลป์คำนวณ
คือพาณิชย์ศาสตร์การบัญชีอันดับ 1 จุฬา, ธรรมศาสตร์2 แล้วเลือกเศรษฐศาสตร์
3 4 สองที่ นิติศาสตร์ 5 6 จุฬา, ธรรมศาสตร์ ที่ไม่เลือกธรรมศาสตร์อันหนึ่งเพราะมันไปเรียนไกล
ต้องไปเรียนรังสิต ผมพวกเด็กบ้านนอกอยู่กรุงเทพฯยังอยู่ไม่ค่อยถูกเลย ให้ไปเรียนรังสิตผมว่ามันน่ากลัวไปนะ
ผมคิดเอาง่ายๆว่า จบเตรียมมาก็เรียนจุฬาต่อแล้วกัน แล้วได้มาติดคณะบัญชี
ติดด้วยความไม่รู้ว่ามันต้องไปเจอกับวิชาอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าบัญชีทำอย่างไง
ไม่รู้ว่าบัญชีต้องเรียนคณิตศาสตร์ เรียนสถิติด้วย พอเจอวิชาเหล่านี้ผมก็เดี้ยงมาตลอด
และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีความสุขเลย เพราะฉะนั้นถ้าใครได้อ่านตรงนี้กรุณา
โดยเฉพาะพ่อแม่กรุณาอย่าไปบังคับลูกหลานให้เรียนในสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบ
หรือว่าคนที่กำลังจะเลือกอะไรก็ควรจะคิดให้มันดีๆ สมัยก่อนมันเหมือนไม่มีใครแนะแนวเรา
ว่าควรจะเรียนอะไร ซึ่งมันน่าเศร้าไง แต่มันก็ได้ในอีกแง่มุมหนึ่ง ได้เรียนในสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับเรา
ได้รู้เรื่องธุรกิจ สิ่งที่เป็นชีวิตจริงเราจะไม่สนใจ ซึ่งถ้าผมไปเรียนนิเทศน์ศาสตร์
หรือสถาปัตย์ผมก็คงจะไม่สนใจเรื่องพวกนี้ การเรียนคณะบัญชีก็ช่วยดึงเอาไว้
ให้กลับมาสามารถเอาศิลปะมาผสมกับธุรกิจเป็น commercial art มันเลยพอที่จะเข้าใจพอที่จะรับได้
จัดการชีวิตตัวเองได้ประมาณหนึ่ง
.
สมัยเรียน ตอนเป็นเด็กผมเป็นคนที่ต่างจากเด็กอื่น แต่มันก็ไม่ถึงขนาดต่างมาก
ทุกคนจะรู้เพื่อนๆ รุ่นเดียวกันที่คบๆ กันอยู่จะรู้พวกเค้าจะรู้ว่าผมเป็นคนประหลาด
แต่มันไม่สามารถนิยามความประหลาดได้ว่าจะใช้ไปทำประโยชน์อะไรบ้าง แต่เค้าก็รู้ว่าผมเป็นคนประหลาดคนแปลก
ไม่เหมือนเพื่อนฝูงในวิธีคิดทั่วๆไป ไอ้พวกไม่ประหลาดตอนนี้ก็เป็นหมอกันหมด
ไอ้ผมประหลาดก็มาทำหนังสือ ซึ่งก็ถูกต้องแล้ว (หัวเราะ)
ตอนนั้นผมก็ไม่ได้รู้สึกดีอะไรกับตัวเองเท่าไหร่หรอก ผมก็รู้สึกว่าผมประหลาด
แต่ผมไม่ค่อยหวั่นไหวเพราะผมประหลาดมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ผมจะคิดไม่ค่อยเหมือนคนอื่น
ดังนั้นผมก็จะชินกับการเป็นคนประหลาด ประหลาดในแง่นี้ไม่ได้หมายถึงวิเศษ
แต่มันแตกต่างออกไป
ผมเป็นพวกกบฏ ผมไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์ ชอบเถียงครูในบางเรื่อง
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เป็นตัวประหลาดในสายแฟชั่น แต่ผมมักไม่มีทัศนคติที่ไม่ค่อยเหมือนกับกระแสหลัก
ไม่ค่อยเหมือนกับที่ครูอาจารย์สอน บางเรื่องผมก็จะค้าน จนเหมือนมีความขัดแย้งกับครู
บางทีผมไม่เชื่อในวิธีการคิดหรือวิธีการสอนของครู บางเรื่องผมก็จะมีความขัดแย้งในใจ
บางครั้งผมก็เถียง บางครั้งผมก็จะเงียบๆอาจจะไม่เถียงเลย แต่ผมก็ยังคงไม่เห็นด้วย
ถึงผมจะแตกต่างจากคนอื่น แต่ก็ไม่ถึงขนาดมั่นใจในตัวเองจนแปลกแยกเวลาอยู่ในหมู่เพื่อน
เรายังทำกิจกรรมด้วยกัน ผมยังเตะฟุตบอลกับเพื่อน เล่นบาสกับเพื่อน ยังไปไหนด้วยกันกับเพื่อน
มีกิจกรรมที่มันยังมีกติกากำหนดอยู่ที่สามารถอยู่ด้วยกันได้ อ่านหนังสือด้วยกัน
ไปติวด้วยกัน มันยังมีตรงนี้กำกับเราอยู่ เราก็ไม่ถึงขนาดหลุดออกไปทีเดียว
แต่ว่าช่วง ม.5 ผมจะไม่ค่อยไปโรงเรียนแล้ว เพราะผมสอบเทียบ ผมรู้ว่าผมสอบผ่านแล้ว
ผมก็ไม่ค่อยไปโรงเรียน ถ้าไปโรงเรียนก็ไปเพื่อสังสรรค์
ผมตัดสินใจไม่ไปเรียนแต่ผมก็ยังไปเตะบอลกับเพื่อน ไปคุยกับเพื่อนในห้องเรียน
นอนหลับบ้างคุยกับเพื่อนบ้าง แต่ผมดูหนังสือเองอยู่ที่บ้านแล้ว เพราะผมจะเปลี่ยนสายไง
ผมก็ไม่สามารถใช้การศึกษาในโรงเรียนวิชาปกติไปสอบเพื่อเข้ามหา'ลัย โรงเรียนไม่ได้ผิดอะไรนะ
แต่ว่าผมเปลี่ยนเอง และผมไม่เคยรู้สึกว่าผมเข้ากับเพื่อนๆ ไม่ได้
ส่วนครอบครัว-พ่อแม่ เค้าก็คงมีปัญหากับผมในบางช่วง แต่ว่าเค้าก็รู้ว่าผมไม่เหมือนพี่น้องทุกคน
เค้ารู้ว่าเป็นกรณียกเว้น ที่ผ่านมาเค้าก็ไม่ว่า ผมเพราะผมเรียนหนังสือดี
ผมมาเรียนไม่ดีตอนเข้ามหา'ลัย
..
ตอนจบมา ผมยังไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งผมจะมาถึงจุดนี้ แต่ผมมีความเชื่อว่า
คนเรา
ถ้าชีวิตคุณอยากเป็นอะไร
คุณก็ต้องฝึกฝนตนเองเพื่อไปถึงจุดนั้น ซึ่งจริงๆ แล้วมนุษย์มันไม่รู้ทันทีหรอกว่าตัวเองอยากจะเป็นอะไร
มันยากที่จะรู้ ตั้งแต่ต้นหลังเรียนจบว่าตัวเองอยากเป็นอะไรแน่ แต่มันเป็นกระบวนการฝึกตัวเองไปเรื่อยๆมากกว่า
คุณต้องสร้างโอกาสในการค้นหาและฝึกฝนตัวเอง จนวันหนึ่งคุณจะรู้เองว่าในระหว่างที่คุณฝึกวิทยายุทธอยู่คุณอยากเดินสายนี้
ไม่อยากไปสายนั้น แล้วคุณก็จะลงลึกในรายละเอียดของการฝึกฝนตรงที่คุณสนใจนั้นมากขึ้น
การฝึกฝนมันประกอบไปด้วยองค์ประกอบหลายๆ อย่าง มันไม่ใช่ฝึกเขียน ฝึกคิด
ฝึกทำข่าวอย่างเดียว มันฝึกทุกๆ เรื่องเพื่อที่จะออกไปทำตรงนั้นให้ได้ กระบวนการตรงนี้ค่อนข้างยาว
ไม่ใช่ว่าปี 2 ปีแล้วทำได้เลย อย่างผมกว่าจะมาทำก็เกือบ 10 ปี ก่อนที่จะมีความพร้อมพอที่จะทำหนังสือของตัวเองได้
..
ผมเริ่มต้นด้วยการเป็นนักข่าว ผมจบมาอยู่หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายสัปดาห์
ผมก็สัมภาษณ์นักธุรกิจเพื่อเอามาเขียนสกู๊ปข่าว เวลาไปทำสัมภาษณ์ ลูกพี่หรือหัวหน้าเค้าก็จะเรียกมาคุยประเด็นกันก่อน
ว่าจะให้เราคุยกับเค้าด้วยเรื่องอะไร จะต้องถามอย่างไง ครั้งแรกเค้าไม่ให้ผมไปคนเดียว
มีคนประกบไปด้วย มีรุ่นพี่พาเราไป เราก็ไปนั่งฟังเค้าสัมภาษณ์ ไปดูวิธีการว่าจะคุยอย่างไง
หลังจากนั้นเราก็เริ่มเตรียมประเด็นของเราเอง ก่อนออกไปเราก็เล่าประเด็นให้ลูกพี่เค้าฟังก่อน
ถ้าประเด็นโอเค เค้าก็ปล่อยเราไปได้ ก็ถือว่าไปเสี่ยงตาย(หัวเราะ) ถ้าเขียนดีก็กลับมาเค้าจะแก้ไขน้อย
มันจะมีกระบวนการขัดเกลา
ตอนนี้ผมก็ประยุกต์ใช้กระบวนการเดียวกันนี้กับน้องที่ๆ OPEN คือทุกคนที่เข้ามา
มึงไปสัมภาษณ์พร้อมกูเราจะออกไปด้วยกันก่อนหลายเดือนกว่าจะปล่อยให้บินเดี่ยว
จะลองให้บินเดี่ยวก็ต่อเมื่องานเล็กๆ สัมภาษณ์ร้านเล็กๆ ระดับของประสบการณ์มันเท่ากันกับของคนทำธุรกิจกับคนสัมภาษณ์มันก็คุยกันได้ง่าย
แต่ถ้าไปสัมภาษณ์ผู้บริหารระดับสูง ยังปล่อยไปเดี่ยวไม่ได้ เพราะปล่อยแล้วมันจะตายเดี่ยว
จะช่วยกันก็ต้องไปด้วยกัน
การสัมภาษณ์บุคคลระดับประเทศ ก็ต้องเอาประสบการณ์ไปสู้กับประสบการณ์ มันไม่สามารถเอาคนที่ไม่มีประสบการณ์ไปทำได้
ไม่งั้นก็ไปโดนเค้าสอยร่วงกลับมา เสียความมั่นใจและเสียชื่อ มันก็ต้องมีกระบวนการเทรนตรงนี้ให้ขึ้นมาให้ได้
ในยุคที่ผมเพิ่งเป็นนักข่าวใหม่ๆ ตอนนั้นการคัดสรรคนเข้ามาทำงานเป็นนักข่าวในกองบรรณาธิการ
มันเปิดกว้างกว่าตอนนี้ ส่วนหนึ่งมันไม่ใช่เพราะความดีของเรา แต่เป็นเพราะว่าอุตสาหกรรมข่าวมันเปิดกว้างหลังพฤษภาทมิฬ
หลัง พ.ศ.2535 เป็นช่วงที่หนังสือพิมพ์เกิดกันเยอะ หนังสือพิมพ์มันบูมเพราะว่าสังคมมันเปิด
มันเป็นเรื่องปกติทางประวัติศาสตร์ทางสังคม หลังการต่อสู้ทางการเมือง สื่อจะเบ่งบาน
เพราะการต่อสู้ทางการเมือง สื่อจะมีบทบาทเยอะ เมื่อมวลชนรบชนะสื่อจะมีพลังสามารถออกหนังสือพิมพ์ได้เยอะ
รับคนเยอะ รับโฆษณาเยอะ แต่ถ้ารบแพ้สื่อก็จะถูกเหยียบต่อไป หนังสือพิมพ์แทบจะเสนอเรื่องอะไรไม่ได้
นอกจากเรื่องประโลมโลก นักเขียนก็ได้แต่เขียนนิยายขายกันไป ส่วนผมเข้ามาในวงการนี้ได้หลังจากหนังสือพิมพ์-สื่อมวลชนรบชนะร.ส.ช.
ทีนี้เวลาสื่อเขาจะรับคนทีละเยอะๆ มันไม่สามารถเฉพาะเจาะจงไปแต่ละสาขาอาชีพได้หรอกว่าจะรับแต่เฉพาะนิเทศศาสตร์
มันก็รับเด็กเข้ามาที่จบปริญญาตรีทั้งหมด รับคนที่มีระบบคิดพอที่จะเข้าใจพื้นฐานได้
ลำพังนิเทศศาสตร์อย่างเดียว มันทำข่าวธุรกิจไม่ได้หรอกมันต้องมีคนที่เรียนธุรกิจมารู้ระบบรู้เรื่องการตลาดด้วย
ถึงจะเขียนให้เป็นภาษาเนื้อเดียวกับข่าว เพราะอย่างนั้นหนังสือพิมพ์ผู้จัดการรุ่นนั้นก็เลยรับคนเข้ามาหลากหลาย
มีทั้งรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ บริหารธุรกิจอะไรเต็มไปหมดเลย ส่วนคนที่จบคณะนิเทศศาสตร์กลับมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก
ที่เข้ามาทำอาชีพนักข่าว นิเทศศาสตร์จะไปเป็นพวกสายโฆษณากัน ในขณะที่เด็กสายอื่นเข้ามาทำหนังสือพิมพ์เยอะ
ผมเดินเข้าสู่อาชีพนักข่าว เพราะหลังจากที่ผมไปร่วมเหตุการณ์พฤษภาทมิฬแล้ว
ผมก็รู้สึกว่าผมไม่อยากทำอาชีพอื่นต่อ ตอนนั้นผมทำงานพวกมาร์เก็ตติ้งอยู่ช่วงสั้นๆ
เป็นบริษัทของอาจารย์ จบไปอาจารย์ก็ชวนทำงาน ก็ไปทำมันเป็นช่วงเริ่มต้นยังไม่ค่อยมีอะไรให้ทำเยอะ
ผมก็เลยลางานมาประท้วง เค้าก็ให้ลามาดีๆ พอประท้วงเสร็จก็เลยใจแตก รู้สึกว่าช่วงนั้นอ่านหนังสือพิมพ์เยอะ
อ่านหนังสือพิมพ์ผู้จัดการเห็นเค้ารับคน ผมก็เลยโทรศัพท์มาสมัครกับเค้า ก็นั่งคุยกันพอถูกใจ
เค้าก็เลยรับผมเข้าทำงาน ผมเป็นคนอ่านหนังสือเยอะ ชอบอ่านหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว
ตั้งแต่สมัยตอนเรียนเพราะฉะนั้นคุยกันก็เลยรู้เรื่อง พูดอะไรกับเขาก็จะรู้เรื่อง
ส่วนหนึ่งที่เขารับผม คิดว่าเป็นผลจากการที่ได้เราฝึกฝนตัวเองมาก่อนหน้านั้นด้วย
ผมไม่ได้เจตนาฝึกฝนตัวเองหรอก แต่มันเป็นความรัก ความรักในการอ่าน สนใจอะไรที่มันเป็นความรู้อยู่แล้ว
สนใจเรื่องการเมือง สนใจเรื่องประวัติศาสตร์เป็นฐานเดิม ก็สนใจเรื่องอะไรที่เป็นเรื่ององค์ความรู้
ผมไม่อยากเฉพาะเจาะจงมาก เป็นเรื่องเศรษฐกิจผมก็ชอบอ่าน เรื่องประวัติศาสตร์ผมก็ชอบอ่าน
เรื่องอะไรที่คนเค้าไม่ชอบอ่านเรื่องอะไรที่มันหนักๆ ผมชอบอ่าน เรื่องปรัชญาเรื่องความคิดผมเติบโตมาสายแบบนี้
ผมอ่านนิยายบ้างเหมือนกัน แต่ถ้าผมไปอ่านเรื่องประวัติศาสตร์เศรษฐกิจผมก็สนใจมาก
..
พอจบมาทำงานแล้ว ถึงได้ออกมาเจอเพื่อนที่คิดเหมือนๆกันบ้าง เพราะเราทำหนังสือพิมพ์
ได้คลุกคลีกับคนที่สนใจงานคิดงานเขียน และงานทางด้านศิลปะและวัฒนธรรม มันก็เริ่มมีการจับกลุ่มรวมตัวกัน
ซึ่งใช้เวลาหลายปี เรียกว่าทศวรรษหนึ่ง
เกือบ 10 ปีกว่าจะมาเจอกัน เมื่อรวมตัวกันได้แบบนี้
เริ่มมีกลุ่มก้อนที่ชัดเจน เพื่อที่จะโอบอุ้มกันไปได้ทำงานในสภาพแวดล้อมที่เราฝันไว้
การได้ทำงานกับคนหลากหลาย แต่มีทัศนคติมีชีวิตอยู่ร่วมกันด้วยการทำงานที่ตรงกัน
มันก็จะสามารถทำงานต่อไปได้เรื่อยๆ อันนี้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งถ้าคุณมีความมุ่งมั่นในการทำงานที่ดีของคุณ
คนเค้าก็จะเห็นงานของคุณเอง แล้วงานมันจะบอกตัวของมันเองได้ เมื่อนั้นเค้าก็อยากจะทำงานกับคุณเอง
คุณไม่ต้องไปป่าวร้องหรอก ผมว่าผมก็เงียบผมก็ทำงานของผมไป ถ้าคนเค้าเชื่อในงาน
เค้าก็จะรู้ว่าเราเป็นอย่างไร เราก็จะทำงานด้วยกันได้ ความสัมพันธ์รอบตัวผมมันมาอย่างนี้มากกว่า
มันถึงจะยืนยาว คบกันด้วยตัวของมันเอง ไม่จำเป็นต้องไปสร้างไปเรียนพัฒนาบุคลิกภาพ
ผมไม่เชื่อในสิ่งเหล่านั้น
อย่างไรก็ตาม อาชีพนักข่าวหนังสือพิมพ์ก็เป็นเพียงการเริ่มต้น
มันยังไม่ใช่ชีวิตที่ "ใช่" สำหรับผม เกี่ยวกับการเลี้ยงชีพ มันใช้เวลาต่อสู้ค่อนข้างนาน
มันจะมีอยู่ 2 มิติ
มิติแรกสมมติว่าเป็นลูกจ้างอยู่ในองค์กร มันก็ต่อสู้แบบลูกจ้าง ทำอย่างไรที่จะให้ผลตอบแทนในวิชาชีพสูงพอที่จะประคับประคองชีวิตได้
ซึ่งผมคิดว่าอุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ไทยนี่มันเดินมาถึงจุดที่มันก้าวหน้ามาก
จนผลตอบแทนวิชาชีพมันสามารถดูแลชีวิตผู้คนได้แล้ว ถ้าคุณยอมเดินเข้าไปอยู่ในสังกัดหนึ่งที่มันใหญ่
เรียกว่ามันไม่มีความผันผวน คุณอยู่ค่ายใหญ่เงินเดือนพอเลี้ยงชีพ นักเขียนมีความสุขพอสมควรทุกวันนี้
อีกมิติหนึ่งคุณออกมาทำอะไรเอง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ มันก็ต้องผ่านเวลาเริ่มต้นทั้งนั้น
อย่างผมใช้เวลาถึงตอนนี้ก็เกือบ 4 ปีแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำ OPEN มามันก็ 3
ปีกว่า เกือบ 4 ปีแห่งความยากลำบาก ซึ่งมันก็คงกล่าวอ้างไม่ได้ว่าความลำบากนี้ปรากฏอยู่เฉพาะในธุรกิจสื่อสิ่งพิมพ์
ผมคิดว่าธุรกิจอื่นๆ มันก็คงยากประมาณแบบนี้ในช่วงแรกของการก่อร่างสร้างธุรกิจ
และต้องไม่ลืมว่าเราไม่ได้มีเงินทุนเยอะ ถ้าผมมีเงินสัก 2 ล้านไม่ต้องถึง
10 ล้านหรอก ผมคงทำได้ดีกว่านี้ในช่วงต้นๆ ทำได้ดี ไม่ใช่เนื้อหาดีกว่านี้แต่เป็นเงื่อนไขในการทำมันน่าจะสบายกว่านี้
ไม่ต้องลำบากเหมือนที่ผ่านมา 3-4 ปี ผมใช้เงินน้อยมากๆ อาจจะน้อยที่สุดเล่มหนึ่งในบรรดาก่อเกิดนิตยสารในประเทศไทย
ที่นี่เราตั้งเงินเดือนกันน้อย ไม่ได้ตั้งแบบกระฉูดมาก เพราะว่าเราไม่ได้ต้องการให้ต้นทุนหนังสือมันบานหรือฟูออกไป
แต่ทำไมทุกคนถึงยอมและมาทำงานด้วยกัน มันไม่ใช่เรื่องเงินอย่างเดียว เอาง่ายๆพวกผม
3 คน หากไปเป็นบรรณาธิการหนังสือเล่มอื่น เงินเดือนจะมากกว่านี้ 2-3 เท่า
แต่ผมไม่อยากบอกว่าเงินเดือนเท่าไหร่ ดูมันเป็นเรื่องส่วนตัวไป อย่างปราบดาคุณคิดว่าคุณสามารถจ้างเขาด้วยเงินเดือนเท่าไหร่
หรือคุณจะจ้างคนอย่างผมด้วยเงินเดือนเท่าไหร่
ถึงคุณให้ผมเดือนละ 2 แสน ถ้าผมไม่อยากทำ ผมก็ไม่ทำ ประเด็นในชีวิตการทำงานตอนนี้
มันไม่ใช่เรื่องเงินแล้วไง
..
หลังจากที่ออกจากหนังสืออื่นๆมาทำหนังสือของตัวเอง การสั่งสม Connection
ต่างๆ มันมาเอง ตามงานที่เราทำผ่านๆมาในอดีต มันไม่ได้หมายความว่าผมต้องไปเรียน
MBA หรือไปเรียนหลักสูตรอะไรที่ทหารเรียนเยอะๆ เพื่อที่จะไปรู้จักคน ผมว่าความสัมพันธ์อย่างนั้นมันฉาบฉวย
ถ้าคุณไปคบกับใครเพื่อไปมุ่งหวังผลประโยชน์จากเค้า เค้าก็จะสัมผัสได้ เค้าก็จะใช้คุณเหมือนกัน
และเค้าก็จะหวังผลประโยชน์จากคุณกลับคืน ในทางระยะยาวมันอยู่ไม่ได้ในการคบกันโดยผลประโยชน์
แต่ว่า Connection ที่รู้จักกัน มันมาด้วยกันทำงานด้วยกันมากกว่า
ตอนที่เริ่มต้นทำหนังสือใหม่ๆ ผมไม่ได้เป็นที่รู้จักของคนมากมาย ตัวผมเองก็ไม่ได้รู้จักคนมากมาย
คิดดูเมื่อ 4 ปีที่แล้วรู้จักชื่อผมไหม ไม่รู้จักหรอกว่าผมเป็นใคร ไม่รู้จัก
ผมมีทุนสะสมในการมาทำหนังสือน้อยมาก เงินก็มีน้อยคนรู้จักก็อยู่ในแวดวงจำกัด
เงินก็ต้องมี ไม่งั้นจะทำได้อย่างไง มีแสนสี่หมื่นบาท แล้วก็เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ
ก็ต้องหาไปใช้ไปเรื่อยๆ คนรู้จักก็ไม่ใช่ว่าเยอะมากมาย แต่นี้คือผลของการทำมา
3 ปีกว่าเกือบ 4 ปี ทำอย่างสม่ำเสมอสู้มาเรื่อยๆ คนก็เริ่มเห็นก็เริ่มที่จะขยายออกไป
การเริ่มต้นทำ OPEN ผมก็เริ่มโดยการไปเบิกเงินจากธนาคารมาก่อน
แล้วผมก็ไปซื้อคอมพิวเตอร์ ไปยืมออฟฟิLเพื่อนอยู่ จากนั้นผมก็ค่อยๆ ชวนเพื่อนมาเริ่มทำกันอยู่
2-3 คน ก็ทำกันแค่นี้ รับโทรศัพท์เองทำอะไรกันเองหมดเลย แต่ละคอลัมน์ก็เริ่มชวนคนที่รู้จักมาเขียน
เริ่มออกไปสัมภาษณ์เอง หาช่างภาพมาช่วยถ่ายรูปให้ ก็เริ่มทำเริ่มสัมภาษณ์เริ่มเก็บข้อมูล
ทำตามระบบเหมือนหนังสือปกติ
หนังสือมันทำคนเดียวไม่ไหว หน้ามันเยอะ ก็ต้องหาคนมาช่วยสัมภาษณ์ในคอลัมน์ที่หลากหลายออกไป
ช่วยๆ กันสัมภาษณ์เพื่อที่จะรวมมาเป็นเล่มให้ได้ ก็มีคนมาช่วยอีก 2 คน ต้องไปคุยกับโรงพิมพ์
เงื่อนไขว่าเราจะพิมพ์หนังสือในสเปคขนาดนี้ ให้เค้าโค้ตราคามาว่าเท่าไหร่
คุยกับสายส่งว่าเราพิมพ์หนังสือแบบนี้นะ เราฝากขายจะคิดเรากี่เปอร์เซ็นต์
ตอนนั้นโรงพิมพ์ไม่ได้เหมากระดาษ เราต้องไปคุยกับคนขายกระดาษ คุยกับร้านเพลท
วิ่งประสานงานหลายที่มาก เราต้องเตรียมทุนเพิ่ม ใครจะลงทุนเพิ่มกับเราก็ทำไปพร้อมๆกัน
สัมภาษณ์ไปพร้อมๆกันด้วย ได้เนื้อหามาเราก็เริ่มจัดต้นฉบับ เริ่มหาคนจัดหน้าเป็นฟรีแลนซ์มาทำให้
ซึ่งก็ปั่นป่วนเหมือนกันในช่วงแรกๆ
เรื่องจัดอาร์ตหนังสือ ผมทำไม่เป็น แต่ผมเขียนเรื่องเป็น ผม Edit ต้นฉบับได้
และผมก็มีหน้าที่ทำธุรกิจด้วย
ในหน้าที่ของ บก. สิ่งที่ผมต้องรู้คือ เรื่องที่ดีมันเป็นอย่างไร จะจัดการเรื่องที่มันมาให้มันดีได้อย่างไร
ต้องเขียนโปรย ให้หัวเรื่องอย่างไร จะให้สัดส่วนในเล่มเรื่องไหนสั้นเรื่องไหนยาวมากน้อยแค่ไหน
บก. ก็เหมือนพ่อครัวจะปรุงยังไง ให้อาหารออกมาอร่อย ทุกคนมีหน้าที่ ทุกคนมีส่วนประกอบของอาหารเท่ากันหมด
มีวัตถุดิบเหมือนกันหมด บก.ก็เป็นคนปรุงเหมือนเชฟ ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องทักษะและรสนิยม
ซึ่งทักษะคนอาจจะมีได้เท่ากัน อย่างคนทำอาหารอิตาเลียนมา 10 ปี ก็มีฝีมือเท่ากัน
แต่อร่อยหรือไม่อร่อยเป็นเรื่องของรสนิยม คุณจะปรุงมันยังไง คุณจะใส่หัวระพามากไปหรือเปล่า
หรือว่าคุณจะดึงชีสออกมาหน่อยไหม ถ้าเป็นอาหารไทยคุณหาต้มยำกุ้งที่อร่อยยากมาก
ทุกคนมีตะไคร้ มีข่า มีใบมะกรูด มีมะนาวเหมือนกัน กุ้งอาจจะมาจากฟาร์มเดียวกันด้วยซ้ำไป
น้ำซุปก็มีเหมือนกันหมด แต่ทำไมมันทำให้อร่อยเหมือนกันไม่ได้ มันเป็นเรื่องเทสต์ที่แปลว่า
test จริงๆ การชิมของคุณจะเป็นยังงั้น ผมกินย่านบางลำพู มีอร่อยอยู่ 2 ร้าน
เท่านั้นเอง
การที่ผมกล้ามาทำหนังสือเอง ไม่ใช่เพราะความสามารถและประสบการณ์ผมมันสุกได้ที่
แต่เพราะสถานการณ์มันบังคับวงการสื่อ ให้เค้าเลิกทำหนังสือกันหมด ตอนที่ออกมาทำ
OPEN หนังสือมันปิดตัวกันหมด ถ้าจำได้เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วมันไม่มีใครเปิดหนังสืออย่างทุกวันนี้นะ
ทุกคนปิดตัวหนังสือกันหมด มันเป็นสิ่งที่คุณอยากทำ แต่เวลาจะไปสมัครงาน หนังสือมันปิด
ใครจะรับคุณล่ะ ถ้าไม่มีใครรับแล้ว แต่คุณยังอยากทำอยู่ ก็ต้องเริ่มต้นเอง
ถ้าถามว่าบอกได้ไงว่าเราพร้อมที่จะทำเอง Criteria ของความพร้อม คืออะไร คงตอบว่า
เพราะผมเคยเป็น บก.หนังสือมาก่อน เพราะฉะนั้นมันผ่านการพิสูจน์มาแล้ว ว่าผมทำได้
มีคนเคยให้โอกาสผมลองมาแล้ว
..
สำหรับเรื่องความคิด บุคลิคภาพ เมื่อก่อนผมเป็นเด็กเว่อร์มาก(หัวเราะ) ขี้โม้
มั่นใจเกินเหตุ เหมือนเด็กจบมาใหม่ทั่วไป มันก็จะเว่อร์ๆ มาตรฐานส่วนใหญ่คือมั่นใจเกินเหตุ
ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์อะไร คุยเยอะก็แสดงว่าขี้คุย ยังไม่มีประสบการณ์ แต่ทุกวันนี้
ผมโตขึ้น ได้ทำงานจริงๆ ได้เห็นปัญหา อยู่กับข้อมูล อยู่กับสิ่งที่มันเป็นจริง
ทำให้ความเว่อร์มันน้อยลง มันหายไป กลายเป็นความมั่นใจมากกว่า มันจะไม่เว่อร์เหมือนสมัยเด็กๆ
ตอนเด็กๆ พูดอะไรไป 10 อย่าง แล้วทำไม่ได้ทั้ง 10 อย่าง แสดงว่าคุณขี้คุยใช่ไหม
ตอนนี้ผมจะพูดสัก 5 อย่าง แล้วผมจะทำให้ได้สัก 4 อย่าง แสดงว่าผมทำได้ใช่ไหม
ตอนนี้ ท่าทีของเรากับเพื่อนมนุษย์ก็เปลี่ยนไปด้วย พอทำงานจริงๆ คุณก็จะรู้ว่าชีวิตมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ
ที่จะทำอะไรขึ้นมาสักอย่าง ด้วยความรู้นี้การเคารพคนอื่นจะมากขึ้นเป็นเงาตามตัว
เพราะเรารู้ว่าเค้าต้องฟันฝ่าอะไรมาบ้าง เค้าต้องเจออะไรมาบ้าง มันจะไม่ได้มองโลกแบบฉาบฉวยอีกต่อไป
มันก็จะเคารพกัน มันก็จะคุยกันรู้เรื่องมากขึ้น แล้วมันก็จะรู้ว่าใครของจริง
มันไม่ได้จับกันที่เปลือกภายนอก รูปลักษณ์การแต่งกาย การนำเสนอ รูปแบบพรีเซ็นเตชั่น
ของคุณอีกต่อไปแล้ว แต่ถ้าคุณทำงานมาถึงระดับหนึ่ง ผ่านความทุกข์ยากมาประมาณหนึ่ง
ก็จะเริ่มเห็นว่าใครของจริง จะแยกคัดได้ด้วยประสบการณ์ของคุณเอง มันพูดกันแล้วฟังกันรู้เรื่องไง
มันเรียกว่าประสบการณ์
..
สำหรับพันธมิตรทางธุรกิจ ผมเองไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาหาพันธมิตร แต่อาศัยว่างานมันทำไปเรื่อยๆ
แล้วมันเกิดการเป็นพันธมิตรไปเอง สมมติว่าผมพิมพ์งานกับโรงพิมพ์มานานเป็นปีๆ
แล้วผมไม่เคยเบี้ยวหนี้เค้าเลย จ่ายช้าจ่ายเร็วก็จ่าย มีก็บอกไม่มีก็บอก
คุยกันได้อย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา เครดิตผมกับโรงพิมพ์มันก็มีอยู่ เวลามีปัญหาก็คุยกันได้
อย่างนี้ผมก็ถือว่าเป็นพันธมิตรอย่างหนึ่ง ผมทำหนังสือส่งให้สายส่ง แล้วเค้าขายให้ผมได้ดี
ไม่มีปัญหาทางการเงินกับผม จ่ายเงินได้ตรงเวลา อย่างนี้ก็เป็นพันธมิตรธุรกิจอ้อมๆ
สิ่งเหล่านี้มันเกิดจากการซื่อสัตย์ต่อกัน พยายามช่วยเหลือกัน มันก็อยู่กันมาได้
มันต้องมีองค์ประกอบเหล่านี้ถ้าคุณไม่มีโรงพิมพ์ที่ดี คุณก็พิมพ์หนังสือไม่ได้
คุณพิมพ์หนังสือออกมาแล้วสายส่งไม่ช่วยคุณเลย คุณก็อยู่ไม่ได้ ทั้งขาหน้าและขาหลัง
คือทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านหลังคือโรงพิมพ์ด้านหน้าคือจัดจำหน่าย ถ้าเราไม่มีพันธมิตรที่ดีเราก็อยู่ลำบาก
เราก็พยายามเลือกจนเจอคู่จนเหมาะสม อย่างโรงพิมพ์ที่พิมพ์อยู่ทุกวันนี้ ก็พิมพ์อยู่โรงพิมพ์เดิมมาตลอด
2 ปีแล้ว ก็อยู่กันมาเรื่อยๆ เค้าก็ลำบากบ้างบางวัน บางวันเราก็ลำบากบ้างแต่อยู่กันมาได้
เค้าก็รู้จักเรา เราไม่เคยเบี้ยวเค้า
..
หลักการในการดำรงชีวิตอยู่ในอาชีพนี้หรืออาชีพไหนๆ วิธีการที่ง่ายที่สุดคือคุณอย่าไปใช้เยอะกว่ารายรับ
เรื่องนี้เป็นเบสิคที่สุดเลย อย่างรายรับของนักข่าวทุกวันนี้ มันไม่ได้น้อยจนชีวิตคุณย่ำแย่
เท่าที่ผมเห็นทุกวันนี้ถ้าเป็นนักข่าวใหม่ๆ เลยเค้าก็ให้เงินเดือนหนึ่งหมื่นบาทบวกลบ
บางที่ก็ให้น้อยกว่า แต่ว่าก็ไม่น้อยไปกว่าเยอะ บางที่ก็ให้มากกว่าแต่ก็ไม่มากกว่าเยอะ
โดยมาตรฐานในยุคนี้มันก็ประมาณเนี้ย แต่ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้ายนะ เพราะเมื่อ
10 ปีที่แล้วตอนผมเริ่มเงินเดือนก็ประมาณนี้เหมือนกัน(หัวเราะ) ทุกวันนี้ผมก็เห็นเค้าจ่ายกันแบบนี้
ค่าจ้างมันเท่ากับ 10 ปีที่แล้ว
ยุคผมรายได้จัดว่าสูง เพราะมันฟองสบู่ไง แต่ค่าใช้จ่ายมันก็เยอะ ต้องดูสภาวะทางเศรษฐกิจด้วย
แต่ทุกวันนี้ทุกอย่างมันก็ถูกลงมาใช่ไหม ความเป็นอยู่มันไม่ได้หรูหราขนาดนั้น
ฉะนั้นถ้าคุณไม่ได้ใช้จ่ายเกินตัว สมมติว่าคุณได้เงินเดือนเดือนละหมื่น วันหนึ่งสามร้อย
แล้ววันหนึ่งคุณจะใช้เงินเกินสามร้อยเหรอ ถ้าคุณใช้ชีวิตปกติ ให้คุณค่ารถไปกลับเต็มที่หนึ่งร้อย
คุณก็กินข้าวไปร้อยหนึ่ง แล้วคุณก็เหลือใช้ฟุ่มเฟือยอีกร้อยหนึ่ง คุณก็มีชีวิตอยู่ได้แล้วตามอัตภาพ
หรือไม่ถ้าคุณไปเช่าบ้านอยู่ ค่าเช่าบ้านคุณก็หายไปสามพัน ก็เหลืออีกหกพัน
วันละสองร้อย คุณก็หาเช่าบ้านอยู่ใกล้ที่ทำงานหน่อย จะได้ไม่เสียค่ารถ มันก็ต้องคำนวณว่าคุณจะต้องอยู่ให้ได้
ไม่ใช่จะอ้างว่ามันอยู่ไม่ได้ มันก็จะอยู่ไม่ได้อยู่นั่นแหละ ในขณะที่รายรับบรรณาธิการมันก็ต้องสูงกว่านี้อีกสองสามเท่า
แต่ผมไม่รู้ว่าแต่ละที่จ่ายเท่าไหร่มันแล้วแต่ประเภทของหนังสือ ความยากลำบากของงาน
รวมถึงความฟุ่มเฟือยของหนังสือเล่มนั้น
เหตุผลที่หนังสือสักเล่มเขาจะตัดสินใจเลือกคนมาเป็นบรรณาธิการ
หรือมาตรฐานเงินเดือน มันผสมกันหลายอย่าง ไม่สามารถฟันธงลงไปได้ ขึ้นอยู่กับความร่ำรวยของหนังสือ
กำไรดีแค่ไหน คุณดังแค่ไหน บางทีชื่อเสียงก็อาจจะมีผล ความสามารถคุณมากจริงไหม
อยู่แล้ว happy จริงเปล่า ถ้าอยู่ไปแล้วเค้าไม่ happy เค้าไม่ขึ้นเงินเดือนคุณก็ได้
ขึ้นน้อยๆ ก็ได้ ถ้าอยู่ๆ ไปแล้วเค้า happy เค้าอาจขึ้นเงินเดือนคุณเท่าตัวก็ได้
มาตรฐานมันไม่มีหรอก มันขึ้นอยู่กับความพอใจของเจ้าของคุณแค่ไหน
บรรณาธิการก็เป็นลูกจ้างหรือผู้บริหารระดับกลางของบริษัท ในระดับสูงก็อาจเป็นผู้ถือหุ้น
แต่เงินเดือนบรรณาธิการมันไม่มีมาตรฐานหรอกว่าจะแค่ไหนแล้วแต่ประเภทของหนังสือ
คุณทำหนังสือแฟชั่นบางเล่ม ผมว่าก็รับกันเป็นแสน ซึ่งรายได้เค้าเยอะ แต่เค้าก็ทำงานหนัก
เค้าต้องแต่งตัว เค้าต้องมีค่าใช้จ่ายในการมีชีวิตอยู่ ถ้าคุณทำหนังสือรายสัปดาห์บางเล่ม
หรือว่าหนังสือรายเดือนอย่างผม ก็ไม่ต้องรับขนาดนั้น เพราะวิถีชีวิตไม่ขนาดนั้น
ถ้าถามว่าเงินเดือนที่ผมรับผม happy ไหม ผมก็ happy ที่ผ่านมาผมก็จ่ายเงินเดือนตัวเองเอาให้อยู่ได้
เดือนไหนมีเยอะก็ใช้บ้างเดือนไหนไม่มีก็อย่าไปใช้เยอะ ผมก็ผ่านช่วงเวลาไม่มีมาก่อน
ก็อยู่ได้ก็ไม่ตาย สมัยก่อนผมมาร้านนี้ (สถานที่นัดสัมภาษณ์) ไม่ได้กินน้ำชาดีๆแบบนี้นะ
กินน้ำมะขาม ข้าวถ้วย 15 บาท ผมจำได้ช่วงที่ไม่มีตังก็นั่งกินกันอยู่
..
การแบ่งเวลาในชีวิตของผม ไม่ค่อยเหมือนคนอื่นเขาเท่าไหร่
เพราะว่าผมตื่นสายนอนดึก อาจจะนอนเช้าด้วยซ้ำไป เพราะทำงานตอนกลางคืน ในออฟฟิศ
ตัวผมจะเข้าทำงานตอนบ่าย คนอื่นเค้าก็มาทำงานปกติอาจจะมาสายไม่ถึงเช้ามาก
แต่ก็มีคนดูแลให้อยู่แล้วมีคนที่มาเช้าอยู่ การบริหารองค์กรมันไม่ต่างกับที่อื่นหรอก
หลักการบริหาร ของผมคือพยายามทำสิ่งที่ผมทำให้มันเสร็จแค่นั้นเอง ถ้าจะติดต่อผม
ทุกคนก็รู้ว่าช่วงบ่าย ช่วงหลังๆ ผมก็ไม่รับตอนเช้ายกเว้นมันหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ
แล้วคนนั้นเค้าสำคัญ ผมก็จะไม่มีคำปฏิเสธ ผมก็ยอมตื่นเช้าไป ตอนนี้ผมพยายามปรับมาตื่นให้มันเร็วขึ้น
แต่ว่ามันยังปรับไม่ค่อยได้ (หัวเราะ)
กองบรรณาธิการต้องบริหารด้วยเป้าหมาย มันไม่ได้บริหารด้วยเวลา ต้องปิดต้นฉบับทัน
เวลาส่งงานคุณต้องส่งให้ได้ คุณภาพเรื่องมันต้องตรงตามประเด็นอย่างที่เราคุยกันไว้
จำนวนชิ้นงานมันต้องได้ตามที่เราตกลงกันไว้ ฉะนั้นคุณจะทำตอนไหนกี่โมงผมไม่สนใจ
คุณจะนอนกี่โมงเรื่องของคุณ แต่ว่าลักษณะการทำงานแบบนี้จะได้เฉพาะกองบรรณาธิการเท่านั้นนะ
แต่ส่วนฝ่ายสนับสนุนกองฯ เช่น ฝ่ายธุรการจะเป็นแบบนี้ไม่ได้ เช้าขึ้นคุณต้องทำงานนะไม่งั้นจะไม่มีคนรับโทรศัพท์
ไม่มีคนติดต่อเรื่องโฆษณาอย่างนี้อีกส่วนหนึ่ง กองฯมีอิสระมากกว่า
กองบรรณาธิการจะทำตัวแบบ admin ไม่ได้เด็ดขาด ประเภทหกโมงเย็นตรงลับบ้านกันหมด
หรือถ้ามันเขียนเรื่องเพิ่มต้องจ่ายค่าโอทีให้มัน แล้วคุณจะคำนวณโอทีได้ไง
(หัวเราะ) ถ้าผมคิดงานอยู่ตลอด 24 ชั่วโมงผมต้องได้โอทีไหมเนี่ย เพราะผมไม่เคยหยุดคิดเลยเรื่องการทำงาน
การทำงานมันไม่มีสูตรสำเร็จ เราก็บริหารตามความจริง ตามที่ตัวเรา เราปฏิเสธไม่ได้หรอก
ผมอาจจะเป็นคนค่อนข้างหย่อนยานเรื่องเวลา ไม่ใช่เวลาทำงานนะ หมายถึงเวลาที่จะไปเคร่งครัดกับผู้คน
มันก็ต้องบริหารตามที่เราเป็นนั่นแหละ เราอาจจะปรับตัวเองนิดหน่อย แต่ในที่สุดสไตล์ของแต่ละคนมันเป็นอย่างนั้น
มันเป็นธรรมชาติ ผมก็บริหารไปตามธรรมชาติของผม มันก็มีทั้งข้อดีและข้อไม่ดี
ใช่ว่าที่ทำอยู่มันจะดีหมด มันก็ค่อนข้างสบายๆ อาจจะสบาย แต่ถามว่างานเสร็จไหมมันก็เสร็จ
มันก็พิสูจน์ออกมาแล้วว่าทำได้ มันก็มีคุณภาพในระดับหนึ่ง แต่มันอาจจะทำได้ดีกว่านี้
ถ้าผมเข้มแข็ง แต่ผมก็มีความสุขที่ผมจะเป็นอย่างนี้
..
การคัดสรรทีมงานของ OPEN ผมดูทัศนคติของคนก่อน เพราะคนมันต้องอยู่ด้วยกันเยอะ
ผมเชื่อว่าการเขียนทักษะมันฝึกได้ ถ้าพื้นฐานคุณดีมาระดับหนึ่งนะ พื้นฐานคุณมีอยู่แล้ว
คุณมีทัศนติที่ดีต่อการทำงานมีความตั้งใจทำงานให้มันดีจริงๆ และคุณเป็นคนดี
การเขียนหนังสือมันฝึกฝนได้ แต่การเป็นคนดี หรือวิธีการคิดที่ดีโดยพื้นฐานทางจิตใจมันฝึกฝนไม่ได้
พวกผมตกลงกันตั้งแต่ต้นแล้วเราเลือกคนดีก่อนเราไม่เลือกคนเก่ง คนเก่งมีเยอะแล้วเอาคนดีบ้าง
นอกจากบุคลากร อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับการตั้งกองบรรณาธิการหนังสือ แน่นอน
คุณก็ต้องมีโทรศัพท์
มีแฟกซ์ไว้ติดต่อผู้คน มีสถานที่ทำงาน มีคอมพิวเตอร์ไว้จัดหน้ากระดาษ ถ้าคุณมีพนักงานประจำไว้จัดหน้า
คอมพิวเตอร์สำหรับเขียนหนังสือ มีแอร์ เพราะประเทศไทยมันร้อน ถ้าคุณไม่เปิดแอร์คุณก็จะลำบาก
ผมเคยไม่มีแอร์มาช่วงหนึ่งร้อนมาก เครื่องถ่ายเอกสารไม่จำเป็นต้องมีเลย ถ้าคุณอยู่ในชุมชน
คุณก็ไปถ่ายเอกสารได้ messenger ประจำไม่จำเป็น เพราะคุณใช้ฟรีแลนด์ได้ คุณไปอยู่ตรงไหนวินมอเตอร์ไซค์มีทุกที่
คุณใช้ไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ซี้กันเอง คนที่มาขี่มอเตอร์ไซค์รับจ้างส่วนใหญ่เชื่อใจได้นะ
เป็นคนอีสาน ซื่อสัตย์นิสัยดีมากเลย ผมไม่เคยเจอคนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างคนไหนมีนิสัยเลวร้ายเลยนะ
คุณต้องมีเงินทุนหมุนเวียน มันเป็นพื้นฐานทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว ต้องจดทะเบียนบริษัท
เปิดบัญชีธนาคาร ก็ต้องทำให้ถูกต้อง ไม่งั้นมันจะหมุนเงินกันยังไง นั่นมันเป็นเรื่องธุรกิจที่จะต้องรู้
คุณจะเปิดเป็นบริษัทหรือไม่เปิดก็ได้ จะเปิดเป็นห้างหุ้นส่วนเป็นอะไรก็ได้
ไม่ใช่เรื่องจำเป็น แต่ที่สำคัญต้องดำเนินการในรูปธุรกิจ เพราะมีการซื้อมาขายไป
..
ปัญหาในการทำงานส่วนใหญ่ เกิดจากความรู้เรื่องธุรกิจเราไม่เหนียวแน่นพอ หมายความว่าคนที่จะทำสำนักพิมพ์มันจะต้องมีความรู้ด้านหนังสือ
ในเรื่องของระบบบรรณาธิการ การเลือกคัดหนังสือ การอ่านหนังสืออะไรพวกนี้
ซึ่งไม่ค่อยเป็นปัญหา โดยมาตรฐานก็มีอยู่ไม่ได้เยอะมากในเมืองไทย แต่กว่าคนที่จะมีทักษะแบบนี้มันก็เสียเวลาไปศึกษาเรื่องเหล่านี้เยอะ
จนกระทั่งเมื่อมาถึงเวลาต้องทำธุรกิจ มันก็ไม่ได้รู้เรื่องธุรกิจมากพอ หรือว่าบางทีรู้แต่ก็ไม่ได้รู้ทั้งระบบ
ก็ต้องอาศัยการมาเรียนรู้จริง ในการทำงานจริง ซึ่งถ้าเรียนรู้ได้ทันเวลา
แล้วสามารถปรับตัวได้เร็ว ธุรกิจมันก็รอด แต่ว่าถ้าเรียนรู้แล้ว ปรับตัวได้ไม่ทัน
ธุรกิจมันก็อาจจะพังไปก่อน
สิ่งที่จำเป็นในความเป็นจริงก็คือในระหว่างที่คุณทำงาน คุณก็ต้องเรียนรู้เรื่องธุรกิจไปด้วย
ต้องจัดการเรื่องการเงินให้ได้ ถ้าคุณจะทำสำนักพิมพ์ เรื่องการเงินต้องใหญ่
สำคัญเท่ากับเรื่องต้นฉบับ ถ้าคุณจัดการเรื่องการเงินไม่ได้ สำนักพิมพ์ก็อยู่ไม่ได้
คุณจะเอาเงินที่ไหนจ่ายนักเขียนให้ตรงเวลา คุณจะเก็บเงินอย่างไรให้ได้ทันใช้
คือพวกนี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ นอกเหนือไปจากระบบวิธีคิด การเลือกคัดหนังสือ
การดูแลคุณภาพการผลิต เรื่องเงินมันคือหัวใจของธุรกิจ จะทำอย่างไรให้มันทัน
ไหนจะความน่าเชื่อถืออีก ทำอย่างไรที่คุณจะจ่ายเงินตรงเวลา ไม่เบี้ยวเค้า
ความซื่อสัตย์สุจริต คือเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ต้องคำนึงถึงทั้งสิ้น
..
เวลามีปัญหาในการทำงาน กำลังใจของผมมาจากตัวเองและคนรอบข้าง ในวันที่เราล้ามากๆ
เพื่อนฝูงหรือคนที่รัก เค้าก็จะเป็นกำลังใจให้ ครอบครัวพ่อแม่อาจจะน้อยหน่อยสำหรับผม
เพราะครอบครัวผมอยู่ต่างจังหวัด
ผมเพิ่งแต่งงาน ครอบครัวนี้มีผลต่อผม แต่ก็ไม่ถึงขนาดที่ครอบครัวจะมาเกื้อหนุนเรื่องการงาน
หรือว่าครอบครัวจะมาดึงเรื่องการงาน ครอบครัวมันเป็นมิติอีกมิติหนึ่งของชีวิตมากกว่า
แต่ถ้าครอบครัวมีปัญหาก็จะมากระทบเรื่องการงาน ถ้าครอบครัวมันดีแล้ว ความสบายใจมันจะช่วยให้ทำงานได้ดีขึ้น
มันไม่พะว้าพะวงว่าจะต้องไปห่วงหน้าพะวงหลังยังไง ผมคิดว่าครอบครัวต้องดีเป็นพื้นฐาน
คือถ้าครอบครัวไม่ดี การทำงานต่างๆก็จะลำบาก เพราะความกังวลมันเยอะไง
คนปัจจุบันต่างกับสมัยก่อน เหตุผลเพราะแนวคิดในการตั้งต้นชีวิต
มันถูกปลุกฝังมาไม่เหมือนกัน ผมว่าทัศนคติที่กำลังเข้ามาในสังคมไทยตอนนี้
คือสังคมไทยไม่รู้ว่ารุ่นหลังๆ มหาวิทยาลัยผลิตบัณฑิต ที่จบออกมาไม่ได้สอนให้เป็นผู้ประกอบการ
สอนให้เป็นลูกจ้าง ไม่ได้สอนให้สร้างธุรกิจ จริงอยู่
มันไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องออกมาเป็นผู้ประกอบการทั้งหมด
แต่ว่าเปอร์เซ็นที่ทุกคนจะออกมาทำอะไรของตัวเองมันน้อยไป ทุกคนก็อยากทำธุรกิจ
อีกมิติหนึ่งมันไม่ใช่ความเท่ แต่มันคือการรับความเสี่ยง ออกมาทำอะไรเองคือออกมารับความเสี่ยงเองทั้งหมดสังคม
หรือว่าระบบการศึกษาไทยไม่ได้สอนให้คนกล้าหาญ ไม่เน้นให้คนมาทำอะไรแบบนี้เยอะขนาดนั้น
อาจจะเป็นเพราะรุ่นพ่อ รุ่นแม่ รุ่นปู่ ใน 3 ช่วงคนก่อนหน้านี้เค้าทำหมดแล้ว
เค้ารับความเสี่ยงไปหมดแล้ว เค้าเริ่มสร้างตัว มีกิจการเริ่มมั่นคงแล้ว รุ่นลูก
รุ่นหลาน ก็เลยไม่ต้องเสี่ยงมาก มันมีเงินเก่าเหลือเก็บ มีบ้างให้อยู่อาศัย
กิจการก็มี มันก็แค่ไปทำอะไรให้มันอยู่ได้ ครอบครัวก็พร้อมสนับสนุน ไอ้สปิริตที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวมันหมดไปตั้งแต่รุ่นปู่
รุ่นพ่อ ซึ่งก็ไม่สามารถไปโทษเด็กได้ทีเดียว เพราะบ้านเค้าก็สบายอยู่แล้ว
อย่างมากเค้าก็รับช่วงไป จะให้เค้าออกไปทำอะไรเองเหรอ เค้าก็แค่อยากอยู่สบายๆ
มีชีวิตอิสระ
คนสมัยนี้เริ่มต้นชีวิตครอบครัวค่อนข้างช้า ผมว่าเกิดจากมนุษย์ต้องการอิสระมากขึ้น
ไม่อยากเอาชีวิตไปผูกพันกับอะไรมากขึ้น ระบบครอบครัวมันกำลังถูกย่อยสลายลงไป
ทั้งครอบครัวขนาดใหญ่ครอบครัวใหญ่ก็ไม่มีเหลือให้เห็นอยู่แล้วใช่ไหม ทุกคนอยากใช้ชีวิต
สังคมที่เลี้ยงดูคนให้เติบโตมารุ่นนี้ มันทำให้คนรู้สึกเป็นปัจเจกมากขึ้น
ทุกสิ่งทุกอย่างมันสามารถปรนเปรอความเป็นปัจเจกของคนได้ จนคนมันพอใจในจุดนั้น
เพราะฉะนั้นเวลาที่ต้องไปร่วมอยู่กับใครสักคน แค่เป็นคู่ชีวิตหรือว่ารวมเป็นครอบครัวขนาดใหญ่ทีเดียว
คนจะรู้สึกเหมือนถูกดึงความสำคัญของตัวเองออกไป ดึงเอาอิสรภาพไปจากตัวเอง
คนก็ไม่อยากอยู่แบบนั้น เลยพยายามยืดระยะเวลาที่จะมีอิสระให้นานที่สุด เพราะการมีครอบครัวหมายความว่าคุณต้องรับภาระทางใจกับคนอีกหนึ่งคน
ถ้าเป็นเมีย ถ้ามีลูกก็มาอีกหนึ่งคน แล้วไม่รวมแม่ยายพ่อตาทางฝั่งโน้นอีก
ไม่รวมอะไรอีกเต็มไปหมดเลย คนเลี้ยงลูกคุณอีกล่ะ อะไรเต็มไปหมดเลยมันอึดอัดไง
คนรุ่นนี้ คนรุ่น 20 กว่า 30 ที่โตมายุคนี้ มันโตมาแบบสบายมีชีวิตอิสระ ก็เลยไม่มีใครอยากจะเอาตัวเองไปแบกรับตรงนั้น
ไม่อยากจะเอาบ่าไปแบกหามแบบนั้น มันหนักเกินไป คนก็อยากจะใช้ชีวิตระเริงไปเรื่อยๆ
ก็คืออยากเป็นหนุ่มอยู่วันยันค่ำนั่นแหละ
บางทีวิกฤตเศรษฐกิจที่มันเกิดขึ้น มันบังคับคนให้ออกมาทำเยอะๆ
ไอ้ผมก็ส่วนหนึ่งเป็นผลพวงของวิกฤตที่บีบให้ออกมาเริ่มต้นอะไรเอง ในส่วนหนึ่งอีกส่วนหนึ่งที่บ้านผมไม่ได้มีฐานะอะไร
บ้านผมเป็นครอบครัวปกติ เป็นชนชั้นกลางระดับล่าง ไม่ใช่ระดับสูงด้วย คอยส่งลูกเรียนจนจบก็หมดแล้ว
ไม่ใช่คอยอุปถัมภ์ ไม่มีหน้าที่ให้เอาเงินที่บ้านมาทำกิจการอะไรได้ โดยอาชีพของผม
อยู่ในระบบอะไรไม่ได้นาน ถ้าอยากทำอาชีพอย่างนี้ มีวิถีชีวิตอย่างนี้ ก็ต้องทำเอง
องค์ประกอบอย่างนี้มันบีบให้เราเลือกจะต้องทำไง
.
จากการทำหนังสือ OPEN มาสู่การทำ OPEN HOUSE มันคือการขยายปริมณฑลของเรื่องที่เราทำ
ปกติผมไม่ได้เป็นพวกสายวรรณกรรมอยู่แล้ว ไม่ได้โตมาทางสายวรรณกรรม ก็เป็นนักข่าวสายธุรกิจ
ทำเรื่องธุรกิจมาเป็นหลักด้วยซ้ำไป และเมื่อมันสามารถแตกหน่อไปสู่เรื่องเกี่ยวกับงานเขียน
งานวรรณกรรมอย่างนี้ การที่เกิด OPEN HOUSE ขึ้นมาแล้วมันอยู่ได้มันก็เป็นการขยายสิ่งที่น่าสนใจออกไปสู่บริมณฑลอื่นๆ
ที่เกินเลยกว่าความสนใจปกติของผม แล้วพอมาถึงจุดเราก็คิดว่าไอ้คนที่เหมาะสมที่จะทำมันน่าจะทำ
เช่น ปราบดา เพราะเขามาสายวรรณกรรม เขาก็ทำหนังสือวรรณกรรม ผมอาจจะเป็นคนที่ตั้งหลักขึ้นมาให้
แต่คนที่จะพาฝันเดินต่อไป ก็คงต้องเป็นคนที่แม่นยำในเรื่องนี้มากกว่าผม ดังนั้นผมจึงไม่ลังเลใจที่จะให้คนที่เชี่ยวชาญกว่าทำมันไป
โดยธรรมชาติของหนังสือ การทำงานมันเป็นแบบ Improvise ไป
ไม่ได้ว่าคิดการล่วงหน้าไว้ เพราะมันคิดไม่ได้ มันก็ไปตามธรรมชาติของมัน
ซึ่งเราก็เอาคนที่เหมาะสมเข้าไปจัดการมัน เพียงแต่เราก็ดูแลเรื่องที่เขาไม่ถนัดให้
เพื่อที่ไม่ให้เขาต้องแบกรับภาระมากนัก ซึ่งผมก็จัดการเรื่องธุรกิจให้ ดูแลเรื่องการผลิตให้
แล้วผมก็ช่วยเขียนให้เหมือนเดิม ทำในเรื่องที่เขาไม่ทำกัน ผมก็จะทำให้ ก็แบ่งหน้าที่กัน
.
ผลงานหรือตัวตนผม ไม่ได้คาดหวังว่าจะไปมีผลอะไรต่อสังคม แต่ในแง่ของสื่อ
มันมี คือในช่วงหนึ่งของการออกมาทำหนังสือเนี่ยที่ผมพูดไปเยอะๆ คือว่า ผมพยายามจะบอกกับคนที่อยากทำหรือคนที่อยู่ในสังคมว่า
สังคมมันควรจะมีทางเลือกมากกว่า 1 หรือว่ามากกว่ารูปแบบเดียวในการทำสื่อ
มันก็ไม่น่าจะมีหนังสือ หรือแนวคิดในการทำหนังสือ เพียงในแนวทางเดียว มันควรจะมีทางเลือกสำหรับคนที่อยากทำสื่อบ้าง
ไม่ใช่ว่าทุกคนต้องมีเงินทุนขนาด 30-40 ล้าน ถึงจะทำหนังสือได้ แล้วคนที่ไม่มีเงินทุนขนาดนั้นล่ะ
จะสามารถมีปากมีเสียงหรือพูดคุยกับสังคมได้ไหมผมก็พยายามจะทำตรงนี้ให้มันเกิดขึ้นมาให้ได้
ในเชิงธุรกิจ คิดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นคนระดับสูง ทุนขนาดใหญ่ถึงจะทำสื่อได้
ผมพยายามเสนอว่า ปัจเจกชนหรือว่าคนธรรมดา ถ้าคิดอย่างละเอียดพอ ก็น่าจะสามารถทำสื่อออกมาได้
อันนี้คือทางเลือกในเชิงโครงสร้างทางธุรกิจ แต่ว่าทางเลือกในเชิงเนื้อหา
ผมก็เดินไปทางเดียวกับวิธีคิดในทางทำธุรกิจ ผมก็ไม่ได้นำเสนอเรื่องระดับไฮโซ
เรื่องระดับคนชั้นนำในสังคมอย่างเดียว ผมก็พยายามนำเสนอเรื่องของปัจเจกชนคนปกติ
Ordinary people นี่แหละ ไม่ต้องเป็น Somebody หมดเลยก็ได้ เพื่อที่จะให้คนเห็นว่ามีวิถีทางเลือกอื่นๆ
ไม่ใช่สิ่งที่คุณเห็นและเป็นไปทั้งหมด
ทั้งเนื้อหาและโครงสร้างธุรกิจ มันก็มีวิธีคิดเหล่านี้สะท้อนออกไปให้เห็น
เพื่อให้คนกล้าคิดทบทวนตัดสินใจเลือกได้มากขึ้น ไม่ต้องถูกกรอบความคิดเดิมๆ
มาครอบคุณอยู่จนคุณไม่กล้าท้าทายที่จะออกมาทำอะไร
ผมกำลังท้าทายวิธีคิดทางสังคมอยู่ด้วยการลงไปทำให้ดูจริง
.
คำตอบสำหรับชีวิตที่ใช่ของผม คือหลังจากผ่านชีวิตการเรียนการเติบโตมาช่วงเวลาหนึ่งแล้ว
ได้ทำงานที่ตัวเองรัก อยู่ในสภาพแวดล้อมและสังคมที่ดี มีเพื่อนฝูงรอบข้างที่ทำงานร่วมกัน
สนับสนุนซึ่งกันและกันได้ มีครอบครัวที่อยู่แล้วมันเป็นสุข คือมันเป็นเรื่องของการงานเพื่อนฝูงและครอบครัว
แต่หากพูดโดยทั่วไปเวลาสัมภาษณ์ ผมจะไม่ค่อยพูดเรื่องครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมากนัก
ก็คงพูดเรื่องการงานเสียส่วนใหญ่ เพราะในเรื่องการงานก็คือทำงานในสิ่งที่เรารัก
และมันมีผลตอบแทนที่ทำให้เราอยู่ได้ ไม่เบียดเบียนตัวเองและคนอื่นมากมายนัก
ผมดูแลชีวิตตัวเองได้ดีพอสมควร สุขภาพกายจัดว่าดีไม่มีปัญหา สุขภาพจิตค่อนข้างดี(หัวเราะ)
สุขภาพกายเมื่อก่อนเจ็บคอเป็นหวัดบ่อย แต่ช่วงหลังผมเปลี่ยนเรื่องการกินอาหาร
ผมก็เลยไม่ค่อยเป็นหวัดแล้ว ผมผ่านช่วงเวลากินเหล้าเยอะมาแล้ว กินตั้งแต่อยู่มหา'ลัย
เดี๋ยวนี้กินเหล้ากันน้อยมาก กระทั่งเพื่อนฝูงที่คบกันอยู่เนี่ย กินเหล้ากันน้อยมากกินแบบพอดี
บุหรี่ไม่สูบ กำลังกายไม่ออก (หัวเราะ) ไม่ค่อยชอบเล่นกีฬา เล่นมาเยอะแล้วก็เลยไม่ค่อยเล่นเท่าไหร่
ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบหักโหมมาก
มีปัญหาอยู่เรื่องเดียวคือนอนดึก เพราะชอบทำงานกลางคืน อาจจะเป็นปัญหาสุขภาพเรื่องนี้
แต่ก็พยายามดูแลอยู่ จะไม่ได้ใช้ชีวิตเปลืองมาก ไม่ได้กินเหล้าหนัก ไม่สูบบุหรี่
สุขภาพก็เลยไม่ได้เสียหายเท่าไหร่
ผมใช้ชีวิตแบบปกติ ไม่ได้เล่นอะไรเอ็กซ์ตรีม กลัว อย่างให้โดดอะไรสูงๆ ไม่กระโดดลงมาหรอก
|