การทำงานบริหารในบริษัทยักษ์ใหญ่อย่างบริษัทสามารถคอเปอร์เรชั่น นี่คือตำแหน่งที่ยืนยันได้ว่า ปรีธยุตม์ นิวาศะบุตร คนนี้ คือนักบริหารที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง หากเขาไม่มีความสามารถจริง เขาคงไม่สามารถก้าวขึ้นมายืนตรงจุดนี้ได้ การทำงานที่มีเป้าหมายและการทุ่มเทให้กับการทำงาน หลักการที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของนักบริหารคนนี้ ส่งให้เขาก้าวมายืนในแถวหน้าของทำเนียบผู้บริหาร
ถนนการศึกษา
ผมใช้ชีวิตและเรียนที่อเมริกามาโดยตลอด ผมจบปริญญาตรีด้านนิเทศศิลป์จาก George Mason University และปริญญาโทด้านการบริหารธุรกิจจาก University of Maryland ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากจบปริญญาตรีก็ทำงานในแผนกระบบการชำระเงินของ บริษัท แมคโดแนล ดักลาส คอร์ปอเรชั่น ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งตอนนั้นก็ทำงานไปด้วยเรียนปริญญาโทไปด้วย
เส้นทางของการทำงาน
ทำงานอยู่ที่นั้นมาประมาณ 12 ปี ตำแหน่งสุดท้ายที่ทำคือผู้จัดการฝ่าย บริหารการบริการร้านค้าและผู้บริโภคของทั้งประเทศอเมริกา แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีโทรศัพท์มาจากประเทศไทยจากบริษัทชินคอร์ปให้มาทำงานในเมืองไทย หลังจากที่กลับมาเมืองไทยก็ไปคุยกับบริษัทชินวัตร และระหว่างที่รอก็มีบริษัทสามารถคอเปอร์เรชั่นติดต่อเข้ามา ตอนแรกก็ไม่รู้จักเลยทั้งบริษัทสามารถและชินวัตร หลังจากที่เข้าไปคุยกับสารมารถก็ถูกใจการทำงานของสามารถในเรื่องของวิสัยทัศน์และบุคลิกขององค์กรก็เลยตอบตกลงทำงานกับสามารถวันนั้นเลย ทำที่นั้นประมาณ 5 ปีในตำแหน่งผู้จัดการดูแลการจัดตั้งเครือข่ายเพย์เมนต์ ซิสเต็มส์ พอเริ่มเป็นรูปเป็นร่างก็ย้ายมาอยู่ไอทีในเครือสามารถ อยู่มาได้ 1 ปี ก็ทำเรื่องเสนอโครงการและแนวทางการทำธุรกิจเพื่อจัดบริษัทลูกของสามารถชื่อ บริษัท พอสเน็ท แล้วเขาก็แต่งตั้งให้เป็นกรรมการการผู้จัดการ จนกระทั่งถึงปี 1999 ก็ย้ายมาอยู่บริษัท มาสเตอร์การ์ด อินเตอร์เนชั่นแนล ในตำแหน่งผู้อำนวยการ อยู่มา 2 ปี ระหว่างนั้นเอเชียแปซิค อินเตอร์เน็ตก็มาสร้างกิจการที่เมืองไทย ก็เลยย้ายมาทำงานที่นี่ แล้วตอนนั้นที่ชินวัตรโทรไปตามก็ไม่รู้ว่าเขาโทรไปได้ยังไง เขารู้จักได้ยังไง ทำไมต้องเป็นเราแล้วก็ยังไม่ได้คำตอบให้กับตัวเอง อาจจะเป็นพรมลิขิตมั้งที่ให้กลับมาเมืองไทย ยอมรับเลยว่าตอนแรกก็ไม่คิดที่จะกลับมาเมืองไทยเพราะคุ้นเคยกับที่นู้นมากกว่า พอใจกับการอยู่ที่นู้นเพราะมีครอบครัว พ่อ แม่ น้องและมีเพื่อนอยู่ที่นั่นตั้งแต่เด็กๆ
ภาระหน้าที่
ตอนนั้นที่เข้ามาทำในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ที่แปซิฟิค อินเทอร์เน็ต ช่วงนั้นก็ต้องมาเริ่มร่างบริษัท บริษัทแม่ที่สิงคโปร์เขาก็ส่งคนมีวางระบบอะไรให้แต่เขาเองก็ไม่รู้ถึงการตลาดของประเทศไทยเท่าเรา พอทำมาระยะหนึ่งเราก็รู้ direction ของเราแล้วว่าไปในทิศทางไหน จะทำอินเตอร์เน็ตให้กลุ่มเป้าหมายใด เราก็ตัดสินใจว่าเราจะทำ internet ให้กับองค์กรน่าจะดีกว่าโดยเฉพาะองค์กรข้ามชาติที่ทีออฟฟิตอยู่ในหลายๆประเทศในภูมิภาคนี้ เราคิดว่าเราให้บริการดีกว่า internet provider อยู่ในประเทศไทยประเทศเดียว เราก็เริ่มทางนี้มาตลอด โดยการทำคอสทูเมอร์ มาร์เก็ตเช่นทำเป็นแพ็คเกจ การที่เราทำอย่างนั้นเพื่อสร้างเบรนด์ให้ติดอยู่ในตลาดมากกว่าคนจะได้รู้จัก แปซิฟิคอินเตอร์เน็ต เดินไปพันธุ์ทิพ ไปไอทีมอลล์ อย่างน้อยก็เห็นบ้าง เพราะการใช้งานแบบ individual package ส่วนใหญ่แล้วลูกค้ามักจะใช้ที่บ้านตอนกลางคืนหลังจากการทำงานหรือการเรียนแล้ว แต่ลูกค้าหลักของเราคือองค์กร ใช้ตอนกลางวันเพราะฉะนั้นเครือข่ายหรือแบนวิดของเราก็ว่างในตอนกลางคืน ทำให้ได้สร้างรายได้ให้กับองค์กรเพิ่มขึ้นด้วยและสามารถใช้ทรัพยากรที่เรามีให้เกิดประโยชน์สูงสุด
หลักการทำงาน
สิ่งแรกก็ต้องมาจากตัวเราก่อนต้องตั้งใจทุ่มเทเต็มที่ และก็เรื่องบริษัทที่บริหารแบบครอบครัว แล้วจ้างให้มืออาชีพมาทำ บางคนคิดว่าถ้าทำงานแบบนี้ยังไงก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะมันไม่ใช่ของเรา แต่ผมคิดว่ามันก็ดีทั้งสองอย่าง ถ้าไปคิดอย่างนั้นการทำงานก็ไม่ได้มาจากใจ ผมจะคิดว่าเขาไม่ได้จ้างเรามาทำแต่เขาให้เรามารับผิดชอบเราก็ควรรับผิดชอบให้เต็มที่ แนวคิดในการทำงานคือคิดว่าเป็นของเราแล้วทำให้ดีที่สุด พยายามอยู่ทุกวัน ไม่หยุดอยู่กับที่ บางครั้งเราว่าคิดดีแล้วกลับไปคิดใหม่มันอาจจะดีกว่าเพราะฉะนั้นเราต้องตื่นตัวอยู่ตลอดเวลาและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงอยู่เสมออย่าไปยึดติดกับอะไรตลอด และก็ต้องมีทีมงานที่ดีไม่จำเป็นต้องเก่งมากแต่มีพื้นฐานที่ดี เพราะว่าทักษะมันสอนกันได้ ถ้ามีความตั้งใจความมุ่งมั่นที่จะทำงานแล้วจะรู้สึกภูมิใจกับงานที่เราทำ เราต้องทำงานมากว่าหน้าที่คือมาจากใจ
ปัญหาการทำงานในองค์กร
เรื่องแรกคือเรื่องในองค์กรถ้าภายในบ้านเราเองยังมีความขัดแย้ง ไม่เข้าใจกัน ไม่ร่วมมือกัน มันจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหลายทั้งปวง การป้องกันคือทำตัวเราให้ดีเสียก่อน ถ้าผู้นำองค์กรมีวิสัยทัศน์ว่ามองภายในองค์กรก่อนโดยการสร้างวัฒนธรรมองค์กรเพื่อความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยผลักดันไปในทิศทางเดียวกันได้ สร้างเป้าหมายที่ต้องไปด้วยกัน การที่เรามีการสื่อสารที่ดีระหว่างกันเราจะมีสมองหลายสมองมาทำงานร่วมกัน เพราะคนเราย่อมมีมุมมองที่ต่างกันไป อาจจะมองเห็นปัญหาอะไรที่แตกต่างกันออกไปจะได้ช่วยกันแก้ไข และก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้นก็ช่วยกันคิดกันทำ และอีกอย่างหนึ่งคือไม่อยากคิดเหมือนชาวบ้านเขา ตอนทีเข้ามาใหม่ๆเคยบอกกับทีมงานไว้ว่าถ้าเราเอาตำรามาบริหารธุรกิจเราก็จะเป็นผู้ตามตลอด ของเราจะมีความเป็นตัวของตัวเองในการใช้ความคิดหรืออะไรต่างๆ ทำให้เรามีทางเดินเป็นของเราเอง ถ้าเราเดินตามคนอื่นทางมันอาจจะเรียบแล้วแต่เขาก็ยังนำเราอยู่ดีไล่ยังไงก็ลำบาก แต่ถ้าเราเดินตามทางของเราเองอาจจะมีขรุขระบ้างแต่เราอาจจะไปถึงก่อนเขาก็ได้แต่อย่างน้อยเราไม่ต้องเดินตามใคร เราสำเร็จได้ด้วยตัวของเราเอง ถ้าเราพลาดก็พลาดด้วยตัวเราเองดีกว่าคนอื่นมาทำให้เราพลาด แต่เราจะหาทางว่าทำยังไงให้เกิดปัญหาน้อยที่สุดเพราะการทำงานมันย่อมมีปัญหาอยู่แล้ว พยายามวิเคราะห์ปัญหาก่อนว่าทางข้างหน้าจะมีอะไร มันจะได้ไม่ประหลาดใจเวลาเจอปัญหาแล้วเราจะตั้งตัวทันในการรับมือกับปัญหา
เวลาการทำงานกับชีวิตส่วนตัว
ทุกวันนี้เวลาที่มีความสุขที่สุดคือเวลาที่ทำงาน ได้พูดคุยกับน้องๆใช้เวลากับการทำงานมากที่สุดกลับบ้านไปก็ 2-3 ทุ่มแล้ว กลับไปก็หมดแรงไม่ได้ทำอะไรแล้ว ดูทีวี ดูหนังแล้วก็นอน แต่ก็มีบางอาทิตย์ที่ไปเล่นกีฬา แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้เวลากับการทำงานมากกว่าเพราะว่าสนุก การที่เราทำอะไรแล้วสนุกเราจะทำได้ดี
ผมเล่นกีฬาทุกอย่าง ผมเป็นนักกีฬาตั้งแต่เด็กๆเล่นบาส เล่นเทนนิส เล่นกอล์ฟ สมัยก่อนแตะฟุตบอลแต่ตอนนี้หมดแรงแล้ว ผมเป็นคนแปลกนะถ้าเล่นกีฬาแล้วอยากจะให้เหงื่อออกเยอะๆ เหงื่อท่วมตัวแล้วรู้สึกว่าเราได้ทำเต็มที่ สิ่งที่ไม่ชอบคือ จ๊อกกิ้ง รู้สึกว่ามันเป็นกีฬาที่ไร้จุดหมายวิ่งไปเรื่อยๆ แต่การเล่นบาส เล่นเทนนิสมันต้องแข่งขันมันมีจุดมุ่งหมายของการเล่น
ดนตรีผมก็เล่น เล่นกลอง เล่นกีต้าร์ ตอนที่อยู่อเมริกาก็มีวงดนตรีกับเพื่อน 4-5 คน เล่นดนตรีเพราะใจรักและรู้สึกว่ามันเท่ห์ดี จีบสาวได้ ทุกวันนี้ก็ยังเล่นอยู่บ้างแต่ไม่เยอะเท่าเมื่อก่อน ผมเล่นกลองดีที่สุด แต่ชอบเล่นกีต้าร์มากกว่าเพราะมันเท่ห์ดีมั้ง