Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     
REALITY SUPPORT : ร.ต.อ. ดร. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์

สังคมในอุดมคติ "ชีวิตที่ใช่" ของลูกผู้ชายไม้บรรทัด
 
  หากจะเอ่ยถึงนักการเมืองในดวงใจของคนไทย หนึ่งในจำนวนนั้น คงต้องมีชื่อของ ร.ต.อ. ดร. ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์
นักการเมืองที่มีชื่อเสียงในเรื่องความเที่ยงตรง ซื่อสัตย์ ด้วยฉายามากมายที่สื่อมวลชนขนานนามให้
ไม่ว่าจะเป็น "ไม้บรรทัด" หรือ อีกฉายาหนึ่งสมัยที่ยังตราตรึงอยู่ในหัวใจคนไทย คือ "มือปราบสายเดี่ยว"
ทั้งหมดนี้ มาจากความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาและจัดระเบียบสังคมไทยให้เป็นสังคมที่ดีงาม
เยาวชนคนไทยตั้งมั่นอยู่กรอบของคุณงามความดี

 
 

• สังคมในอุดมคติของท่านปุระชัย
ผมพูดง่ายนิดเดียว ผมถือว่าถ้าเราถอยหลังไปประเทศชาติก็คือเผ่าพันธุ์เดียวกันไม่ว่าผิวขาวแบบฝรั่งผิวดำแบบพวกอัฟริกัน คือผิวเหลืองอย่างพวกเรา เราทั้งหมดคือ โฮโมเซอร์เปี้ยน แต่เนื่องจากว่าวิวัฒนาการในสี่หมื่นปีที่ผ่านมาเราอยู่ต่างภูมิประเทศ ต่างภูมิอากาศมันก็เปลี่ยนแปลงไปหลายชนเผ่าที่มี ก่อนเราเป็นต้นดีแอนเดอร์สูญพันธุ์ พอปักกิ่งแดงสูญพันธุ์เรา คือโฮโมเซอร์เปี้ยนเมื่อเป็นอย่างนั้นสังคมของเราก็คือเราต้องยอมรับเป็นอันดับแรกเลยประเทศชาติ ณ วันนี้ไม่ว่าจะเป็นสีผิวใด คือพี่น้องกันทั้งหมด นั่นคือสิ่งที่ผมยอมรับเพราะฉะนั้นถ้าเราคิดว่าทั้งหมดนี้คือพี่น้องกันเราจะไม่ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา วันนี้ที่ผมหวาดวิตกแล้วก็เป็นความไม่สบายใจอยู่ลึกๆ คือมีการก่อการร้ายอย่างลัทธิอะไรก็แล้วแต่ มีการต่อต้านในการก่อการร้าย ทั้งสองกลุ่มนี้ใช้ความรุนแรง ครอบหน้าสัตว์หากัน คือทำร้ายซึ่งกันและกันฝ่ายหนึ่งก่อการร้าย อีกฝ่ายหนึ่งยิ่งก่อการร้ายมันไม่รู้จบการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง คือใช้สันติวิธีใช้ปัญญาเข้ามาแก้ สังคมในอุดมคติของผมก็คือเราควรจะสมัครสมานสามัคคีเพราะวันนี้นอกเหนือจากภัยที่เรามองเห็นแล้วนี่เรายังมีภัยที่มองไม่เห็นโลกภัยไข้เจ็บกำลังเบียดเบียนเราตลอดไวรัสกำลังจะครองโลกเรามีโลกอื่นๆ ไม่รู้กี่ชนิดที่เรียกชื่อไม่ได้ ยกตัวอย่างจากไวรัสพวก ซาร์มาแล้วก็ไปแล้วก็มา หวัดนกก็เหมือนกันอย่างโรคที่หายไปจากโลกก็ยังกลับมาใหม่เป็นต้นว่ามาลาเรีย โรคเท้าช้าง นี่คือศัตรูที่ทำร้ายชาติทั้งนั้นแต่แทนที่เราจะทุ่มเงินไปเพื่อการศึกษาค้นคว้าทางการแพทย์ทางสาธารณสุขและกับเงินเพื่อพัฒนาชาติกับนำมาผลิตอาวุธเพื่อฆ่ากันเอง แล้วในขณะเดียวกันเราจะพบว่ามีทั้งสังคมที่เกิดมามีคนที่มีโอกาสกับคนที่ด้อยโอกาสสังคมซึ่งมีมากการจะช่วยเหลือคนก็น้อย ผมชอบชาวฟิลิปปินส์ท่านหนึ่ง เป็นนักเศรษฐศาสตร์เขากล่าวว่า คนที่เกิดมามีมาก คนที่เกิดมามีน้อย คนที่มีมาแล้วไม่ควรเรียกร้องอะไรอีก หน้าที่ของการบริหารรัฐบาลเราไม่เน้นความเสมอภาคอย่างเดียว ความจริงเสมอภาคต้องมาทีหลัง ความเป็นธรรมต้องมาก่อนรัฐบาลต้องช่วยคนที่ด้อยเตี้ยเสียขาปัญญาอ่อนคนที่ยากไร้คนที่ด้อยโอกาสก่อน ให้ช่องว่างทั้งหมดลดลงไม่ใช่กว้างขึ้นและสิ่งที่ผ่านมาการพัฒนาวางแผนของเรา เองก็ยอมรับว่ายิ่งพัฒนาไปแต่เกิดช่องว่างกว้างขึ้นระหว่างคนมีกับคนจนคนมีมีจำนวนน้อยลง แต่เป็นเจ้าของโภคทรัพย์มากขึ้น คนจนมีจำนวนมากขึ้นแต่เป็นเจ้าของโภคทรัพย์น้อยลง นั่นคือช่องว่างหน้าที่ของเราได้ลดช่องว่างลง มีการช่วยเหลือคนที่ยากไร้เพราะฉะนั้นตรงนี้อุดมคติของผมทุกคนบ้านเมืองมีศรีสุขหมด และสิ่งที่ท่านตรัส เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วยและถูกต้องก็คือเศรษฐกิจพอเพียง คนที่มีต้องรู้จักหลับพอแล้วนะไปจุนเจือคนอื่นเขาบ้างนะไม่ใช่ท่านมีสิบล้านก็อยากมีร้อยล้านมีร้อยล้านก็อยากมีพันล้านมีพันล้านก็อยากมีหมื่นๆล้านไม่รู้จบก็ตะเกียกตะกายต่อชีวิตแล้วก็เจอว่าสิ่งที่เราอยากจะได้มันก็คือความไม่รู้จักพอ แต่เรามาถึงจุดนี้เราพอแล้วช่วยเหลือคนอื่น เท่าที่จะช่วยได้การช่วยเหลือคนอื่นไม่ใช่เงินแม้แต่เราไม่มีเงิน เรามีความรู้เราก็ให้ความรู้ให้เวลาและการแนะนำ ที่ผมเชิญให้ไฮคลาสมาสัมภาษณ์ตามที่ท่านขอผมไม่ต้องการสร้างภาพกับนักการเมืองแต่ผมคิดว่าผมมีองค์ความรู้พอในทางบริหารในทางความคิดที่อยากจะเผยแพร่ให้พี่น้องประชาชน ผมคิดเอง เขาอาจจะไม่อ่านก็ได้ ให้ผมหมดหน้าที่เองและตรงนี้คือสิ่งที่สำคัญ เพราะฉะนั้นสังคมอุดมคติของเราก็คือเรามองภราดรภาพเรามองความเป็นธรรมการช่วยเหลือผู้ยากไร้ด้อยโอกาส และในขณะเดียวกันเราก็มีความสุขในทางศาสนาจุดสุดท้ายของศาสนาพุทธสอนอะไร จุดสุดท้ายของศาสนาพุทธที่เป็นอุดมคติใครไปถึงแค่ไหนก็แล้วแต่ก็คือลดละความโลภ ความโกรธ ความหลงไปสู่นิพพาน นิพพานไม่ได้แปลว่าตาย นิพพานแปลว่า การดับความเย็นใครมาด่าเรา ก็ไม่รู้สึกอะไรเพราะมันไม่เป็นอย่างที่เขาด่า ผมโดนหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งอัดรายวันเป็นเวลาหนึ่งเดือนทั้งที่เรื่องที่เขียนผมพูดได้เลยว่าเป็นความไม่จริงทั้งหมดแต่ละคนเพื่อทดสอบว่าเรามีขันติเราพอไหม แต่ถ้ามากนักถึงจุดที่ ผมคิดว่าไม่ทนแล้วนะผมก็ฟ้องแล้ว นี่คือสิ่งที่เราฝึกแต่ขณะเดียวกันความหลงผิดเราไม่คิดว่าเราเท่านั้นที่ต้องอยู่ตรงนี้ไม่มีเราแล้วสังคมจะตกต่ำประเทศชาติจะแย่ไม่จริงเลยสังคมนี้อยู่เจ็ดร้อยกว่าปีแล้วเราไม่ได้อยู่ตรงนี้สังคมก็ต้องอยู่ต่อไปเพียงเราอยู่ตรงนี้เราจะมีโอกาสทำหรือไม่ทำถึงเวลาลงเราก็ลงเพียงเท่านั้นเอง

หน้าที่การงานในตำแหน่งของท่านมีความกดดันรอบด้าน ท่านมีวิธีจัดการกับปัญหาอย่างไร
ง่ายมากครับ อันดับแรกอย่างที่ผมเรียนก็คือคำสอนในศาสนาถ้าเรามีพุทธศาสนาอยู่ในหัวใจผมเคยบวชทั้งเณรบวชทั้งพระและผมอยู่ในตำแหน่งที่ถูกแรงกดดันมาตั้งแต่อายุน้อยๆ ผมเป็นผู้บริหารตั้งแต่อายุ 21 ผู้บังคับหมวดตระเวรชายแดนนี้ก็เป็นผู้บริหาร หัวหน้านักเรียนนายร้อยตำรวจนี้ก็คือผู้บริหารตอนเป็นหัวหน้านายร้อยก็ปกครองเพื่อนแปดสิบห้าคนพอเป็นผู้หมวดก็รับผิดชอบลูกน้องชั้นประทวนประมาณห้าสิบห้าคน ผมไปเรียนหนังสือระดับปริญญาโทปริญญาเอกก็เป็น... เขาเรียกว่าอุปนายกสมาคมนักเรียนไทยเป็นทั้งนายกสมาคมนักเรียนไทยแล้วทำงานบริหารมารู้ว่าอะไรคืออะไร แต่มีบางกลุ่มที่ไม่เข้าใจก็ไปเขียนภาพสร้างภาพผมเข้าใจลำบาก ผมทำงานมาโดยตลอด ยิ่งที่นิด้านี่ ยิ่งลำบากเพราะอาจารย์นิด้าแต่ละคนก็มีความรู้ความสามารถเจ็ดสิบเปอร์เซ็นต์ของนิด้าจบปริญญาเอก ดังนั้นการที่จะคุยกับอาจารย์ที่เป็นผู้มีความรู้และมีความมั่นใจในตนเองสูง เราต้องเป็นคนที่โปร่งใสจริงใจ เขาถึงจะฟัง ตรงนี้คือสิ่งที่ผมคิดว่าอันดับแรกเลยเรามีศาสนา มีคำสอน มีธรรมะ อันดับสองผมต้องยึดมั่นตามพระราชบัญญัติของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ท่านตรัสไว้ดี ท่านบอกรางวัลที่สำคัญที่สุดในชีวิต คือรางวัลที่เราค้นไม่พบความชั่วในตัวเราเอง วันนี้ผมยืนยันว่าผมสบายใจ อย่าว่าแต่คนอื่นเลยภรรยาผมก็ยังไว้ใจผมอยู่คนเดียว มีคนถามภรรยาผมว่าไม่ห่วงหรือแล้วภรรยาผมไม่ไป หรือเจ็ดปีแล้วนี่คือปีที่เจ็ดที่ผมอยู่คนเดียว บางคนที่อยู่ด้วยกันนะแป๊บเดียวเดี๋ยวแว๊บไปแล้ว ผมไม่มี เพราะผมแต่งงานแล้วเรายึดมั่นว่าครอบครัวมาก่อนแล้วต่อหน้าลับหลังเหมือนกันหมด เพราะฉะนั้นผมจึงได้รับความไว้วางใจจากครอบครัว มันใช่เพียงแค่พฤติกรรม ทุกวันเราทำอะไรเราบันทึกหมด ทุกวันผมซื้ออะไรเราบันทึกหมดบ้านผมต้องมีบัญชีรายรับรายจ่าย ที่กรุงเทพฯ เล่มหนึ่งและที่นิวเซอร์แลนด์เล่มหนึ่ง เพื่อมาทบยอดกัน เพราะเราไม่ได้ร่ำรวยมหาศาลลูกเราต้องใช้เงินทางโน้นไหนค่าเครื่องบินไหนจะค่าเล่าเรียนค่ากินอยู่ไหนภาษีอะไรต่างๆ เราจำเป็นต้องดูแลอยู่ตลอดเพื่อให้เราได้สามารถดำรงตนด้วยความซื่อสัตย์เราต้องรู้ว่ายอดเงินมีเรามีเท่าไหร่เราควรจะใช้เท่าไหร่อะไรที่ควรซื้ออะไรที่ไม่ควรซื้อ สิ่งเหล่านี้ทำให้เราดำรงตนได้

ดูเหมือนท่านจะมีระเบียบและจริงจังกับทุกๆ เรื่อง โดยเฉพาะเรื่องสถานบันเทิง โดยส่วนตัวแล้วท่านหาความบันเทิงได้จากอะไรบ้าง
ถ้าถามผมตอบเองคงลำบาก แต่ถ้าให้ครอบครัวผมตอบ ห้าคนในครอบครัว พ่อ คือผม แม่คือภรรยา ลูกชาย 2 ลูกสาว 1 ให้โหวตกันในบ้านใครตลกที่สุด ตลกอันดับหนึ่งคือ ลูกสาวผม อันดับสอง คือผม คือต่อหน้าคนอื่น ต่อหน้าสาธารณชนเราก็เล่นตามบท แต่ถ้านอกบทเราก็คือพ่อ และสามี ในบ้านผมนี่ จะตลกเป็นอันดับสอง แต่บางทีหน้าที่การงานเราต้องวางบทบาทเพื่อไม่ให้คนอื่นเขารู้สึกว่าเราเป็นจำอวด แต่ที่บ้านก็อีกเรื่องหนึ่งไม่ได้ซีเรียสขนาดนั้น แต่การที่เป็นระเบียบมันไม่ได้เกิดจากคนอื่นบังคับให้ทำ แต่เราทำด้วยใจเราเอง อย่างบางคน ประทานโทษ ต้องสวดมนต์ทุกคืนเพราะเขารู้สึกสบายใจที่ได้ทำ แม้กระทั่งเวลาเราทานอาหารเสร็จ เรารวบช้อนส้อม เราล้างจาน ถามว่าลำบากใจไหม ก็ไม่ คือหน้าที่ที่เราต้องทำ ตรงนี้คำว่า มีระเบียบ คือหมายความว่า เมื่อเราสามารถฝึกตนเองไปถึงระดับหนึ่งแล้ว มันไม่ลำบากหรอก มันเป็นธรรมชาติ คนรอบข้างผมไม่เคยบังคับเขานะ ผมแค่บอกว่า ตอนเย็นหลังเลิกงานใครว่างก็ไปวิ่งออกกำลังกายด้วยกันได้ ใครอยากวิ่งก็เอาเสื้อผ้ามาด้วย ผมไม่ได้บังคับว่าต้องมาวิ่งตามผมนะ ผมก็ปล่อย วันนี้ก็ปรากฏว่า คนที่วิ่งตามผมสุขภาพดี วันหนึ่งออกกำลังกายสัก 2 ชั่วโมง ก็ไปสวนสมเด็จ อย่างวันนี้เดี๋ยวก็ไป เดิน 3 รอบ วิ่ง 2 รอบ เป็นระยะทาง 3 กิโลเมตรได้ พอออกกำลังกายเสร็จ เราก็ไม่เครียด ตอนที่คิดมาก พอเหนื่อย มันจะหายใจไม่ทัน นั่นคือสิ่งสำคัญที่สุดคือ อากาศ ผมจึงคิดว่าถ้าเราขาดอากาศสัก 2-3นาทีเราก็ตายแล้ว ฉะนั้นเราจะไปเอาอะไรกับชีวิตจะอยู่ถึงพรุ่งนี้หรือเปล่าก็ไม่ทราบ ทุกอย่างก็จบ แต่เมื่อเรายังไม่ตายเราก็ทำต่อ และถามว่ามีหลักประกันอะไรไหมว่าพรุ่งนี้จะไม่ตาย เพราะฉะนั้นถ้าเราเข้าใจปรัชญาชีวิต เราไม่เครียดเลย การเขียนป้ายสีส่อเสียดในทางที่ไม่จริงทั้งหลาย ถามว่ามันจริงไหม ถ้ามันไม่จริงก็ไม่ต้องไปสนใจ ถ้าจริงเราก็ปรับปรุงตัว ถ้าจะถามว่าจำเป็นต้องให้ทุกคนชอบเราไหม ก็ไม่จำเป็น แต่คนที่ผมจะทำให้เขารักชอบผมให้ได้ นอกเหนือจากบิดา มารดา ก็คือ ภรรยา และคนที่ต้องทำให้เขาเคารพศรัทธาให้ได้คือ ลูก ไม่ใช่ว่าทำให้เกิดศรัทธาคือเราไปบังคับเขานะ แต่การที่ทำตัวเป็นแบบอย่าง

สมัยท่านเป็นวัยรุ่น ท่านเที่ยวกลางคืนหรือเปล่า
ต้องถามว่าวัยรุ่นนี่ อายุเท่าไหร่ ถ้าตอนผมเรียนโรงเรียนนายร้อย อายุประมาณ 18-19ปี ตอนที่อยู่ปี 3-4 เราก็มีนัดเหมือนกัน ออกมาวันศุกร์-วันเสาร์ ส่วนใหญ่ที่ผมไปตอนนั้น จะไปเต้นรำ ซึ่งต้องมีคู่เดท การที่จะเต้นกับพาร์ทเนอร์ นักเรียนนายร้อยสมัยนั้น ถือว่า ไร้ฝืมือ เพราะต้องไปจ้างเขาเต้น คนระดับพวกเราไม่ไร้ฝีมือ ฉะนั้นเราสามารถหาผู้หญิงไปเดทเต้นด้วยกันได้ และความเป็นสุภาพบุรุษก็คือ เราเดทไป เราไม่ให้ผู้หญิงออก ไม่ว่าจะค่ารถไปกลับรับส่ง ส่วนใหญ่ผู้หญิงสมัยผม จะไม่ดื่มแอลกอฮอล์ ส่วนใหญ่เป็นน้ำส้ม บุหรี่ก็ไม่สูบ มักจะเป็นเพื่อนผู้หญิงด้วยกัน หรือเป็นน้องของเพื่อนบ้างซึ่งเป็นคนที่เราถูกตาต้องใจแล้วก็ไป ก็จะออกเดทแบบนี้ตลอด จนกระทั้งผมไปเป็นผู้หมวดที่ชายแดน เดือนหนึ่งมีเวลาพัก 3-4 วัน ตอนนั้นเริ่มมีแฟนแล้ว ก็จะพาแฟนไปดูหนัง เต้นรำกัน ก็เที่ยวกลางวันบ้าง กลางคืนบ้าง แต่ส่วนใหญ่เต้นรำจะเป็นกลางคืน จะยกเว้นกรณีพิเศษ 31 ธันวาคม โดยมากจะโต้รุ่ง ผมจำได้ตอนนั้นผมอยู่ปี 3 อายุประมาณ 20 ปี ก็จีบสาว ไม่ใช้ภรรยาคนปัจจุบันนะ ก็พาไปดูหนังจนเที่ยงคืน ก็กลับไปบ้านของผู้หญิง ไปขออนุญาตคุณพ่อ คุณแม่เขา เพื่อขอไปเต้นรำต่อ กลับมาส่งอีกที ก็ตีสอง ตีสาม โดยมารยาทเราไม่อยากทำให้คุณพ่อ คุณแม่เขาลำบากใจ พอไปเรียนปริญญาโท ที่อเมริกา วันศุกร์เราเรียกว่า แฮปปี้ เดย์ จัดงานเลี้ยงกัน และออกไปทานอาหารนอกหอพัก ไปดูหนังกัน เต้นรำกัน ซึ่งจะไปกับเพื่อนเป็นกลุ่มๆ ที่มิชิแกนจะมีสถานที่ท่องเที่ยวเยอะ แต่สถานที่เที่ยวของเขาจะสะอาด ในที่นี้หมายถึง ไม่มียาเสพติด อยากมากที่พวกเราทำ ก็ดื่มเบียร์ ส่วนเพื่อนผู้หญิงโดยมากจะเป็นนักเรียนทุน คือเรียกได้ว่าเป็นระดับสมองของประเทศ บางทีก็เป็นลูกหลานท่านผู้ใหญ่ ฉะนั้นส่วนใหญ่เพื่อนผู้หญิงเราจะดื่มพวกซอร์ฟดริ้ง

เวลาเข้าไปตรวจสถานบริการ ท่านเข้าไปบอกอะไรกับเด็กวัยรุ่นที่อยู่ในคลับบาร์
ผมไม่ได้บอกอะไรครับ แต่ผมจะบอกสถานบริการ คือเรามีอยู่ห้าขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการบังคับกฎหมาย กำหนดไว้ว่าห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าสถานบันเทิง ขั้นที่สอง ห้ามเรื่องยาเสพติด ขั้นสามห้ามพกอาวุธ ขั้นสี่ ห้ามโชว์ลามกอนาจาร และขั้นสุดท้าย เปิด - ปิดให้ตรงเวลา พอถึงเวลาแล้วทำตามกฎหมายก็ถือว่าดำเนินธุรกิจถูกต้อง ก่อนเรามาทำเรื่องการจัดระเบียบสังคม เชื่อไหมครับอายุต่ำกว่า 12-13 ปีก็เข้าไปเที่ยว และสถานบันเทิงไม่เคยปิดตีสองด้วย จะปิดก็เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น มีนักธุรกิจผู้ประกอบการที่ดำเนินตามกฎหมาย เขาบอกว่า ถ้าเรามาเร็วกว่านี้ เราจะสามารถช่วยเด็กสาวได้อีกมาก แต่อย่างน้อยสุดก็ยังไม่สายเกินไป ที่มาเริ่มเมื่อปี 2544 ตอนที่ผมทำอยู่ที่นิด้าเปิดสาขาทั่วประเทศตามเมืองใหญ่ของแต่ละภาค ไปครั้งหนึ่งอยู่หลายวัน ตลอดทั้งเทอม ฉะนั้นเราได้เห็นสภาพการศึกษาที่นั่น รู้เลยว่ามันเหลวแหลก อย่างเวลาไปโรงแรม ขึ้นลิฟท์ เห็นคิดว่าพ่อกับลูก แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ เป็นเด็กขายตัว โดยที่เขาไม่รู้เลยว่า หนึ่งมันผิดกฎหมาย สอง เขาได้ทำลายศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไป คนเราถ้าได้ลองทำครั้งแรกแล้ว ครั้งที่สอง สามไม่ยากหรอก และยิ่งเป็นการหาเงินแบบง่ายๆ แบบเดียวกันกับการทุจริต ถ้าเด็กเหล่านี้คือลูกของเรา เราจะรู้สึกว่าไม่อยากให้เด็กเหล่านี้ถูกทำร้าย

ในฐานะที่ท่านเป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด อยู่กรุงเทพฯมาก็นาน ท่านคิดว่ากรุงเทพยังมีปัญหาอะไรที่ควรจะแก้ไข
อันนี้ออกตัวไว้ก่อนว่าไม่ใช่นโยบายหาเสียง แต่ผมเกิดที่กทม. ตรงคลินิกแถวโรงเรียนสามเสน ฉะนั้นผมจำกทม.ได้ตั้งแต่จำความได้ ถึงแม้ว่าจะมีช่วงหนึ่งที่ผมต้องไปเรียนที่ต่างจังหวัด สมัยนั้น มศ. 3 อยู่โรงเรียนเซนคเบรียล พอเรียนเตรียมทหารปี1-2 เราก็อยู่กทม.ที่พระราม 4 เมื่อผมออกจากกทม.ไป แต่บ้านก็ยังมีอยู่กทม. ดังนั้นผมเห็นกทม. ตั้งแต่กทม.ยังเล็ก คำว่าเล็ก คือยังไม่ทันสมัยใหญ่โตเท่าตอนนี้ สมัยนั้น บ้านผมอยู่แถวม.เกษตร ตอนนั้นที่นั่นมีแต่ทุ่งหญ้า เป็นเด็กกรุงเทพก็จริง แต่วันหยุดจะวิ่งเล่นตามทุ่งนา ไปจับปลา เล่นว่าว ค้นหาต้นไม้แปลกๆ เวลาจะดูภาพยนตร์ทีเราต้องเข้ามากทม.ชั้นใน เช่น เฉลิมไท หรือถ้าเราอยากซื้อสินค้าแบรนด์เนม คือ บูรพา ทางหลวงแผ่นดิน เริ่มต้นที่อนุสาวรีย์ชัย แต่สิ่งที่ผมเห็นตลอดมา คือกทม. เติบโตเร็วมาก โดยเฉพาะถนนราชดำเนินเป็นการเติบโตที่มีทิศทาง ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นต้นมา คือช่วง 200 ปีแรก กทม.เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่กทม.ได้โตแบบก้าวกระโดด เมื่อยุคฟองสบู่ ผมกลับจากอเมริกาปี 2522 สมัยนั้นจตุจักร ยังไม่เกิด มีห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าวอยู่แห่งเดียว แต่เริ่มปี 2530 ห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้นเยอะมาก
มีการวางผังเมืองดี รัตนโกสินทร์ช่วงแรกจะวางผังเมืองแบบอยุธยา มีพื้นที่เป็นโซน โซนไหนเป็นวัด เป็นที่อยู่อาศัย รูปทรงตึกอาคาร ตามท้องถนน จะเป็นแบบเดียวกันหมด แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราปล่อยปละให้กทม.ไม่เป็นระเบียบ อันดับแรกควรกำหนดก่อนว่า ประชากรกทม. ควรมีเท่าไร แต่เราก็ปล่อยตามยถากรรม เยอะขึ้นมา ตอนนี้เชื่อว่ามีถึงสิบสองล้าน แม้กทม.ยังเติบโตไปได้ แต่มันโตอย่างไร้ทิศทาง เพราะในสมัยที่กทม.ยังเป็นทุ่งนา เราไม่เคยวางแผนไว้ว่า จะตัดถนนกี่สาย ที่ไหนบ้าง ตรงไหนควรจะเป็นสวนสาธารณะ หรือตรงไหนควรเป็นชุมชนอยู่อาศัย ซึ่งไม่เหมือนนานาอารยประเทศที่เขามีการกำหนดพื้นที่ใช้สอย ผมพูดง่ายๆ อย่างอเมริกา ถ้าตรงไหนเป็นที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว เขาไม่สั่งทุบทิ้งแล้วสร้างถนนใหม่ ปลูกต้นไม้ก็ต้องขออนุญาต และถังขยะหน้าบ้านก็ต้องเป็นของเทศบาลทั้งหมด คุณรู้ไหมงบประมาณของเราสูญเสียไปกับค่าเวนคืนให้กับพี่น้องประชาชน มากกว่ามาสร้างถนนเสียอีก
อันดับแรกปัญหาของกรุงเทพ คือ ผังเมือง ทั้งผังเมืองรวม และผังเมืองเฉพาะ ลองขึ้นไปตึกใบหยกตอนกลางคืน คุณจะเห็นไฟตามท้องถนน สมมุติว่าหนึ่งบล็อกของกรุงเทพ มีตึกสารพัด ข้างหน้าก็เป็นตึกแถว ลึกเข้าไปหน่อยก็บ้าน ไกลเข้าไปนิด ก็เป็นสลัม ถนนก็คดเคี้ยว ๆ ในขณะที่ประเทศที่เขาพัฒนาแล้ว มีการตัดบล็อก หรือเป็นลักษณะใยแมงมุม กรุงวอชิงตัน กับกรุงเทพระยะเริ่มต้นไม่ได้ต่างกันเลย ผังเมืองและถนนเป็นเหมือนราชดำเนิน แต่ของเรามีถนนเป็นแบบใยแมงมุมาสุดเขตหลานหลวง แล้วก็ขาดหายไปเลย อย่างตอนที่ผมเป็นรมต.มหาดไทย สิ่งที่ผมรู้สึกเสียดายมาก เวลาที่กทม.นำเรื่องการตัดถนนมาเสนอ สิ่งที่ผมเสียดายมากที่สุดเลย คือ ค่าเวนคืน ที่แพงยิ่งกว่าการสร้างถนนเสียอีก เราปล่อยให้มีบ้านมีที่อยู่อาศัยไปแล้ว ค่าทุบทิ้ง ค่าสร้างใหม่ มันสูญเสียงบประมาณไปมากทีเดียว

การที่สมัยก่อนครอบครัวและเยาวชนมีการดูแลกันเอง แต่พอตอนนี้รัฐบาลเข้ามามีบทบาทในเรื่องของครอบครัวมากขึ้น มันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าครอบครัวสังคมปัจจุบันนี้มันล้มเหลวใช่หรือไม่
เนื่องจากว่ามันเป็นปรากฏการณ์ของสังคมที่เราต้องยอมรับ ถ้าเราเข้าใจภาพของสังคมที่เรียงมาเป็นลำดับ จะเห็นว่าเราควรป้องกันปัญหาในเชิงรุกได้ดีกว่าเชิงรับ เรายอมรับตั้งแต่ยุคล่าสัตว์ ยุคมนุษย์อยู่ในถ้ำ ผู้ชายล่าสัตว์ ผู้หญิงอยู่ในถ้ำ มนุษย์ไม่อยู่เป็นที่ ต่อมายุคเกษตร ตั้งถิ่นฐานถาวร พอมาถึงยุคเริ่มมีอารยธรรม มีการตั้งถิ่นฐานเมื่อไม่กี่พันปีมานี้ อย่างบ้านเราก็คือ บ้านเชียง สุโขทัย และอยุธยา ยุคเกษตร ประเทศไทยจะตั้งถิ่นฐานริมแม่น้ำ เพราะแม่น้ำบ้านเราไม่ไหลเชี่ยว เป็นแม่น้ำที่สงบ ไม่เหมือนประเทศเกาหลี หรือจีน ในยุคนั้น จึงเป็นอยู่อย่างสมบูรณ์ ครอบครัวก็เป็นแบบขยาย พอมีครอบครัวใหม่ก็ต่อเรือนไทยออกไป คือจะอยู่เป็นหมู่เป็นกลุ่มกัน คอยดูแลซึ่งกันและกัน พืชพันธุ์ธัญญาหารก็แบ่งปันกัน จะมีญาติพี่น้องอยู่บ้านใกล้กัน เมื่อประเทศตะวันตกเริ่มปรับเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรม เมื่อประมาณ 200กว่าปีที่แล้ว ประเทศไทยก็คือ ยุคอุตสาหกรรม เมื่อประมาณ 20 - 30 ปีที่แล้ว ทำให้เกิดสังคมเมือง ครอบครัวเปลี่ยนเป็นครอบครัวเดี่ยว ก็จะมีแต่พ่อ แม่ ลูก ส่วนญาติๆ ก็จะห่างไกลกัน โอกาสจะฝากฝังกันก็ยาก และลักษณะของครอบครัวเดี่ยวถ้าไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดี ลูกชายก็ตาม ลูกหญิงก็ตาม จะเป็นอย่างไร เพราะมนุษย์มีความแตกต่างจากสัตว์ตรงที่เรามีการเรียนรู้แต่เรามีสัญชาติญาณน้อย สัญชาติญาณของสัตว์มีเยอะกว่า ผมยกตัวอย่าง นกพิราบ หรือ สุนัขจิ้งจอก สัตว์เหล่านี้ถูกกำหนดเป็นคู่กันมา พวกมันจะไม่ทิ้งคู่จนกว่าจะตายจากกัน แม้แต่นกเป็นน้ำหัวเขียวก็จะอยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิต ไม่มีการนอกใจ แต่มนุษย์ไม่ใช่ การที่จะนอกใจหรือไม่นอกใจมันขึ้นอยู่กับความรู้สึกผูกพัน ความมีระเบียบวินัย และการมีความรับผิดชอบ ถ้าตราบใดไม่มีการสอนมนุษย์ บอกได้ว่ามนุษย์จะมีการตอบสนองที่แย่ยิ่งกว่าสัตว์ และยิ่งสังคมมนุษย์เน้นวัตถุมากขึ้นเรื่อยๆ มองเห็นว่าวัตถุเป็นพระเจ้า มนุษย์ก็ยิ่งตะเกียกตะกายหาวัตถุ โดยขาดสมดุล เรากลับไปนับถือคนที่มีเงินมากกว่าคนที่ดี และบ่อยครั้งเราก็ไปทำลายคนทำความดี โดยบอกว่า "โอ๊ย! ทำไปก็แค่นั้นไม่เห็นมีประโยชน์อะไร บ้านก็ไม่มีจะอยู่ รถก็ไม่มีจะขับ เงินทองก็ไม่มีจะใช้อัตคัดขัดสนจะตาย ทำดีไปจะได้อะไร ได้แต่ความจน" ถ้าสังคมเราคิดกันแต่อย่างนี้ แล้วยิ่งเราไปสนใจนักธุรกิจที่ทำนาบนหลังคน นักการเมืองที่ฉ้อราษฎร์บังหลวง เห็นสิ่งนั้นเป็นความสำเร็จ บ้านเมืองก็บอกว่า " เอ๊ะ ! เราทำความดีไปเพื่ออะไร โกงอย่างเขาไม่ดีหรือ รวยก็รวยไม่เห็นมีใครจับเลย" ลองดูตัวอย่างครอบครัวที่ทุจริต แล้วลูกแต่ละคนดีไหม ครอบครัวที่ดีได้เพราะพ่อแม่เป็นแบบอย่างเด็กก็จะเรียนรู้จากผู้ใหญ่ อย่างง่ายๆ เลย ถ้าลูกคุณรู้สึกชื่นชมในความเป็นพ่อแม่ของคุณ แต่ถ้าลูกบอกว่า พ่อผมไม่ได้เรื่องเลย แม่ผมก็ไม่ชื่นชม ก็จบเลย แต่ถ้าลูกบอกว่าใครเป็นคนแรกที่คิดว่าเป็นต้นแบบ แล้วคำตอบคือ พ่อ แม่ไง นั่นคือความสำเร็จของเรา เพราะท่านอยู่ใกล้ลูกมากที่สุด แต่ท่านไม่สามารถสร้างความประทับในให้กับเขาได้แล้วท่านจะไปประทับใจใคร และถ้าภรรยาไม่บอกว่าชื่นชมในตัวสามี และสามีไม่รู้สึกปลื้มในตัวภรรยา ครอบครัวก็จบกัน มันเป็นตาลยอดด้วนแล้ว และยิ่งถ้าพ่อแม่ หรือหนุ่มสาวสมัยใหม่ ประทานโทษที่เห็นแต่ความสุขเฉพาะหน้า แล้วลืมว่าการสร้างครอบครัวเป็นเรื่องใหญ่ มันเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความพร้อม แล้วเราปล่อย อย่างเจอกันขณะเมา นอนกันขณะมั่ว แล้วเราจะสร้างครอบครัวที่ดีได้อย่างไร ผมกับภรรยาเราแต่งงานกันตอนอายุ 27-28 ปี รู้จักกันมา 8 ปี ตอนแต่งงานผมกำลังจบปริญญาเอก ส่วนภรรยาผมกำลังจบปริญญาโท ขณะนั้นเรามีลูกคนแรกพร้อมมาก ผมกับภรรยาจบแล้ว ทำงานเป็นอาจารย์กันแล้ว ลองคิดย้อนกลับ เด็กวัยรุ่นวันนี้อายุ 15-16 ปี ตั้งครรภ์ สมมุติผู้ชายยอมรับเป็นพ่อ ก็หนักระดับหนึ่ง อีกทั้งฐานะทางเศรษฐกิจก็ไม่พร้อม งานก็ยังไม่มี และความพร้อมทางร่างกายก็ยังไม่มี ถ้ายิ่งไม่มีพ่อยิ่งหนักเข้าไปอีกไหม คือ เรากำลังก้าวไปสู่สังคมตะวันตกที่เจอปัญหาก่อนเรา เรียกว่า Single Family (แม่เดี่ยว) เพื่อนผมคนหนึ่งตอนเรียนปริญญาเอก อายุ 30 กว่าปี มีลูกอายุประมาณ 16 ปี ตอนสมัยผมเรียนปริญญาเอก ผมสบายมากเพราะยังโสด เราทุ่มเทให้กับการเรียนเต็มที่ ทำกิจกรรมให้กับสมาคมนักเรียนไทยในฟลอริด้าได้ ผมคุยกับเขา เขาหนักมาก เพราะงานประจำก็ต้องทำ ปริญญาเอกก็ต้องเรียน ลูกก็ต้องดูแล และลูกสาววัยรุ่นกำลังจะย้ำเท้ารอยเดียวกับแม่ คือแม่แต่งงานเร็ว อยู่ๆไปไม่รอดก็เลิกกับพ่อ ความเป็นแม่ก็ต้องมีหน้าที่ดูแลลูก ส่วนพ่อถึงแม้จะจ่ายเงินเดือนเป็นค่าเลี้ยงดู แต่ก็ไม่พอ คิดดูว่าแม่ตอนอายุ 18-19 ปีต้องเลี้ยงลูกกระเตงๆ และครอบครัวฝรั่งพอแต่งงานแล้ว คุณไปอยู่ของคุณ พ่อแม่ไม่เกี่ยวแล้ว ตอนนั้นเขาบอกว่าลำบากมาก งานก็ไม่มีทำ มีแต่งานเสริ์ฟเล็กๆ น้อยๆ เป็นรายชั่วโมง ลูกก็ต้องเลี้ยง ชีวิตเขาเครียดมาก แต่โชคดีเขาเป็นคนใฝ่ดี กัดฟันเรียนต่อจนจบไฮสคูล แล้วมาต่อปริญญาตรี ก็ได้งานดีขึ้น แต่ลูกก็ต้องเลี้ยงไปด้วย ต่อมาจบโท และเรียนปริญญาเอก ตอนนี้ก็ได้เป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยไปแล้ว เป็นช่วงเวลาที่หนักหนาสาหัสมากที่ต้องต่อสู้ ตอนนั้นเขากำลังเป็นวัยรุ่นวัยน่ารักสดใส เป็นวัยที่จะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ แต่กลับไปมีครอบครัว หรือไปเสียเนื้อเสียตัว ท้องขึ้นมา ชีวิตก็ดับวูบ อันนี้เพียงแค่ว่าไม่ติดเชื้อนะ ถ้าติดชีวิตก็ดับไปเลย ฉะนั้นเรื่องแบบนี้ไม่ใช่อยู่ดีๆ จะไปทำอะไรก็ได้
ทีนี้จะมีปัญหาความไม่เท่าเทียม คืออะไร ผู้ชายอย่างเราไม่ท้อง แต่ผู้หญิงท้อง พอท้องใครต้องแบกหน้า คนเป็นแม่ใช่ไหมที่ต้องแบกหน้า และยิ่งถ้าผู้ชายไม่รับ ท้องกับใครไม่รู้ ผู้หญิงต้องไปทำแท้ง มันเป็นปัญหาที่เราต้องยอมรับจริงๆ อย่างไรก็ตามผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียเปรียบ

 

สิ่งที่ท่านกลัวคือ...
เป็นต้นว่าสมัยเด็กๆ พูดง่ายๆเรา กลัวผี กลัวอดอยากก็ไม่กลัวนะเพราะวันนี้ผมก็ทานมาเยอะ กลัวตายก็อาจจะมีบ้างเพราะเราไม่รู้ว่าจะเจออะไร แต่ถ้าถามจริงๆ แล้วผมกล้าเผชิญความตายไหมผมคิดว่าที่เขาสอนมาตั้งแต่ออกไปเป็น ตชด.แล้วเรายังอยู่มาถึงอายุห้าสิบกว่า ขณะที่เพื่อนผมเสียชีวิตในรุ่นตายไปแล้วสิบสองกำลังมี Candidate ว่าใครจะเป็นคนที่สิบสาม แต่สิ่งที่ผมกังวล ไม่ใช้คำว่ากลัวดีกว่า คือประเทศของเราถ้าเรายังไม่พยายามเตรียมความพร้อมไม่เตรียมสำนึกอย่างที่ผมกล่าวไปแล้วตั้งแต่ต้น ลูกหลานของเรายังไม่เข้าใจคำว่าเอกลักษณ์ของชาติคืออะไร โอกาสที่เราจะไม่มีประเทศของเราเองในอนาคตนั้นมันเป็นไปได้ เพราะเราต้องไม่ลืมวิกฤตของประเทศไทยครั้งแรกคือเสียกรุงครั้งที่หนึ่ง พ.ศ. 2122 เสียกรุงครั้งที่สองคือพ.ศ. 2310 ใช้เวลาเกือบสองร้อยปี แต่วิกฤตนี้คือมันถี่ขึ้นๆ จนกระทั่ง วิกฤตหลังสุด วันเสียกรุงแตกคือการรุกรานของลัทธิคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2508 ที่หนักใจแล้ววิกฤตต่อมา ไอเอ็มเอฟ พ.ศ. 2540 มาแรงมาเร็วและใช้เวลายาวนาน ถามว่าถึงวันนี้เราไม่เป็นหนี้ ไอเอ็มเอฟ แล้ว แต่ก็ยังเป็นหนี้ภาคเอาชนอีกเยอะ เรื่อง เอ็นพีแอลยังมีไหม ขณะนี้ 7 ปีแล้ว ก่อนที่มีลัทธิก่อการร้ายขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศบางท่านบอกว่า จะปราบให้หายในเวลา 6 เดือน แต่ก็ผ่านมายังแก้ไม่ได้เท่าที่ควร โอกาสที่เกิดเหตุการณ์อย่างนี้มันถี่ขึ้นๆ แล้วถ้าคนของเรายังเป็นอย่างนี้ ร่างกายอ่อนแอลงทุกที โอกาสที่เราจะเป็นเมืองขึ้นทางเศรษฐกิจ ทางการเมืองอาจเป็นไปได้ คือตัวผมเองอยากเห็นเมื่อเราจะตาย บ้านเมืองดีขึ้น บรรพบุรุษของเราท่านถึงแก่กรรมตอนที่บ้านเมืองกำลังรุ่งเรือง ท่านมีความสุข เหมือนกับครอบครัว ถ้าลูกหลานมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ครอบครัวเป็นปึกแผ่นมีงานการทำกันหมด จบปริญญาตรี โท และมีชีวิตสวยสดงดงาม ให้เรียกภาษาชาวบ้าน ก็นอนตายตาหลับ แต่ในขณะที่เรากำลังจะตายบ้านกำลังถูกยึด รถกำลังถูกยึด ลูกกำลังติดยา ลูกสาวติดเอดส์ ผมถามว่าจะนอนตายตาหลับไหม ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ ประเทศเราจะเห็นความอ่อนแอของสังคม ถ้าเด็กของเราไม่เข้มแข็ง อดทนมีสติปัญญาเฉียบแหลมผมคงกังวลเรื่องนี้

 
   
   
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618