Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     
ดร. รุ่งเรือง พิทยศิริ คลื่นลูกใหม่ที่แรงจัดในการเมือง

ที่ปรึกษารัฐมนตรี
 
 


หากจะเอ่ยถึงบรรดาคนหนุ่มคลื่นลูกใหม่ในแวดวงการเมืองที่กำลังมาแรงน่าจับตาที่สุดขณะนี้ ชื่อของ ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ ก็คงอยู่ในอันดับต้นๆ ด้วยความสามารถโดดเด่นซึ่งฉายแววมาตั้งแต่สมัยเรียน ชายหนุ่มวัยต้นสามสิบผู้นี้คว้าปริญญาวิศวกรรมศาสตร์ดุษฎีบัณทิต สาขาวิศวกรรมเครื่องกล จากอิมพีเรียลคอลเลจ, มหาวิทยาลัยลอนดอน, ประเทศอังกฤษ ได้ตั้งแต่อายุเพียง 24 ปี เขาเป็นด็อกเตอร์คนแรกของรุ่นวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2533) และรุ่นสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (รุ่นที่ 26)

หน้าที่การงานในตำแหน่งระดับสูงทางการเมืองที่ผู้ใหญ่มอบหมายให้รับผิดชอบ เป็นเครื่องการันตีได้ทันทีว่าฝีมือของ ของ ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ คนนี้ย่อมไม่ธรรมดา ด้วยวัยเพียง 31 ปี เขาคืออดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการคลัง ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ และเคยเป็นประธานกรรมการบริหารศูนย์ให้คำปรึกษาทางการเงินสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และประชาชน ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรี และยังเป็นส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคไทยรักไทย พร้อมกับที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคไทยรักไทยอีกด้วย

"ตอนเด็กๆ ผมชอบไปหาซื้อสารเคมีมานั่งเล่น ต่อวงจรไฟฟ้าเอง จนเซฟทีคัทตัด ไฟไหม้ไปหลายที พอเริ่มเรียนหนังสือถึงได้รู้ว่าตัวเองชอบเรื่องคำนวณ คิดว่ายังไงก็คงต้องเรียนสายวิทย์ หรือวิศวะ เพราะน่าจะเป็นสิ่งที่เด็กผู้ชายชอบ คือเป็นของที่จับต้องได้ เป็นเรื่องใหญ่โต เช่น โครงสร้างตึก สะพาน อาคาร เครื่องบิน จรวด ตอนผมเข้าวิศวะเป็นช่วงเศรษฐกิจบูม ยุคพลเอกชาติชาย ยุคนายกฯชวนท่านก็ทำไว้ดี ความต้องการด้านวิศวะมีมาก มันก็ตรงกับใจที่ชอบอยู่พอดี"

รุ่งเรืองเรียนแค่วิศวะปี 2 ก็เริ่มมีเรื่องสนุกๆมาให้ทำ ไม่ใช่สนุกอย่างเดียว แต่ยังทำเงินเป็นเรื่องเป็นราวอีกด้วย เพราะเขากลายเป็นอาจารย์สอนพิเศษให้เด็กๆ แล้วก็ทำหนังสือเก็งข้อสอบออกขาย ทั้งในรูปของเอกสาร ดิสเก็ต แถมยังแอบเก็บเงินค่าขนมพร้อมรายได้พิเศษมาเล่นหุ้นทั้งที่อายุยังไม่เข้าเกณฑ์ เพียงแค่เรียนมหาวิทยาลัยไม่ทันจบ ก็กลายเป็นเจ้าหนูเงินล้านแล้ว

ความเป็นเด็กเรียนดีทำให้รุ่งเรืองสามารถเลือกเรียนต่อในมหาวิทยาลัยต่างประเทศได้สบาย เช่น มหาวิทยาลัยเค็มบริดจ์ , แสตนฟอร์ด ซึ่งสมัครไปที่ไหนก็ติดหมด แต่เขาก็คิดอยู่ในใจแล้วว่า เขาชอบประเทศอังกฤษ เพราะไม่ชอบสังคมแบบอเมริกันสักเท่าไหร่ ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจไปเรียนที่นั่น ชีวิตของเขาเปลี่ยนไป
รุ่งเรืองแตกต่างไปจากนักศึกษาไทยที่นั่น เพราะเขาไม่ยอมอยู่หอพักนักศึกษา แต่กลับมาเช่าอพาร์ทเมนต์ดีๆอยู่ข้างนอก เพราะคิดว่าเขามีศักยภาพพอ ไม่ใช่ว่าพ่อแม่รวยหรือได้ทุนรัฐบาลสนับสนุน แต่เป็นความฉลาดเฉลียวส่วนตัวมากกว่า

"ผมหารายได้พิเศษจากการรับจ้างแปลเอกสารด้านวิศวะจากอังกฤษเป็นไทย โดยบริษัทฯที่เขาไปลงทุนด้านนี้ในเมืองไทยเป็นนายจ้าง พองานเริ่มดี ก็เริ่มจ้างทีมงาน จากชิ้นแรกๆที่รับทำชิ้นละไม่กี่ปอนด์ไปเป็นโปรเจ็คละหลายล้านบาท ทุกวันนี้บางบริษัทใหญ่ๆด้านวิศวกรรมก็ยังมีผลงานของผมอยู่เลย ระหว่างนั้นการเรียนผมก็ไม่เสียหาย เงินก็มีใช้ไม่ขัดสน "

กลับจากอังกฤษ ดร.หนุ่มคนนี้เริ่มต้นชีวิตการงานด้วยการกลับไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ทำงานใช้หนี้ทุนอยู่ระยะหนึ่งประมาณ 3 ปี หลังจากนั้นก็หันเหเข้าสู่งานการเมืองโดยการชักนำจากพลเอกชวลิต ยงใจยุทธและท่านเสนาะ เทียนทอง ต่อมาก็เดินลึกเข้าไปเป็นดรีมทีมเศรษฐกิจของพรรคความหวังใหม่ที่นำโดยศาสตราจารย์สุรศักดิ์ นานานุกุล เป็นทีมงานคนหนุ่มล้วนๆ ในที่สุดก็ตัดสินใจลาออกจากราชการโดยนายกรัฐมนตรี ดร.ทักษิณ ชินวัตรได้ชวนให้มาช่วยงานเป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของพรรค เมื่อนายกฯทักษิณจัดตั้งรัฐบาลก็ได้มอบหมายให้ไปเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ ก่อนจะติดตามไปเป็นที่ปรึกษารมว.คลังฯถึง 3 ปี และรองนายกรัฐมนตรีจนถึงปัจจุบันนี้

ดร.รุ่งเรืองยอมรับว่าชีวิตการเมืองของเขาก้าวเร็ว เพราะผู้ใหญ่มองเห็นและให้โอกาสให้การสนับสนุน

"อายุแค่นี้มีประสบการณ์ขนาดนี้ มีเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ แต่ผมคิดว่า ได้เลือกเดินทางนี้แล้ว ชีวิตจึงโลดแล่น เต็มไปด้วยการท้าทายตลอดเวลา ผมได้มีโอกาสร่วมงานกับบุคคลสำคัญทางการเมือง และทั้งด้านการเงินการคลังหลายท่าน เป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ไปหาจากที่ไหนไม่ได้ แม้แต่ข้าราชการในกระทรวงจนถึงสำนักนายกฯ ผมกล้าพูดได้ว่า ทุกท่านให้ความร่วมมือด้วยดีมาตลอด หลายท่านหน้าที่การงานอาจจะต่ำกว่าผม แต่ความอาวุโสเขาสูงกว่า ผมก็ให้เกียรติรู้จักที่ต่ำที่สูง ให้ความเคารพทุกท่าน ผมรู้ว่า ผมมาแล้วก็ไป เหมือนหัวโขน ผมนึกถึงความจริงว่าไม่มีใครอยู่กับเราได้ตลอดไป ผมมาถึงตรงนี้ได้ก็ท็อปพอสมควร จึงคิดว่าจะทำให้ดีที่สุด ผมถูกประเมินผลอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผมจึงหยุดไม่ได้ ผู้ใหญ่ให้โอกาสแล้ว เราจะปล่อยให้เสียโอกาสไม่ได้ ถ้าเราทำไม่ได้ ให้เขาเอาคนอื่นมาทำเสียดีกว่า ประเทศชาติจะได้ประโยชน์มากกว่า"

ผลงานโดดเด่นครั้งที่ ของ ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ ดำรงตำแหน่งเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการคลัง คืองานดูแลศงป. หรือศูนย์ให้คำปรึกษาทางการเงินสำหรับวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมและประชาชน ในฐานะประธานกรรมการบริหาร เขาจึงได้มีโอกาสสัมผัสปัญหาที่แท้จริงของประชาชนแทบทุกระดับ ซึ่งเป็นปัญหาของปากท้องของคนในชาติอย่างแท้จริง งานของศงป.จึงเป็นอีกบทบาทที่สำคัญที่สุดอีกหน่วยงานหนึ่งที่สามารถเข้าถึงปัญหาเหล่านี้ได้ดีกว่าหน่วยงานอื่นๆ และยังสามารถช่วยให้ประชาชนได้เงยหน้าอ้าปากจากการจมปลักอยู่ในกองหนี้สินจนอยากจะฆ่าตัวตาย ให้กลับมามีความหวังในชีวิตให้ได้ประกอบธุรกิจต่อไป กระทั่งขยายธุรกิจให้เติบโตไปยิ่งกว่าเดิม นับหมื่นนับแสนครอบครัว จากสถิติก็คือ ตลอดเกือบ 5 ปีที่ผ่านมา ศงป.ได้ให้บริการแก่ประชาชนได้ถึง 119,011 ราย สามารถปิดจ็อบได้สำเร็จถึง 80,888 ราย จำนวนเงิน 68,758.50 ล้านบาท อยู่ระหว่างให้คำปรึกษาอีก 19,670 ราย จำนวนเงิน 74,133.91 บาท

"ตัวเลขการช่วยเหลือประชาชนจากผลงานเหล่านั้นนับว่าน่าพอใจมาก และใช้งบประมาณในการบริหารดูแลหน่วยงานนี้น้อยมากเมื่อเทียบกับสถาบันการเงินทั่วไป ศงป.ไม่ได้มีเงินทองของตัวเองไปช่วยใคร แต่เป็นหน่วยงานรัฐเพียงแห่งเดียวเท่านั้นที่เข้าไปแนะนำการแก้ปัญหาหนี้ การวางแผนทางธุรกิจให้ใหม่ และการเข้าถึงแหล่งทุน เช่น ธนาคารหรือสถาบันการเงินได้ทุกแห่งที่ประชาชนไม่มีโอกาสจะทำเช่นนั้น บุคลากรระดับบริหารของศงป.เป็นทรัพยากรสำคัญที่หาได้ยาก ในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ คนดีคนเก่งในวงการเงินหลุดจากวงโคจรไปมากมาย การจัดตั้งศงป.ขึ้นก็เป็นการช่วยดึงบุคลากรเหล่านี้กลับเข้ามาแก้หนี้ให้ประชาชนตามที่ตัวเองมีความถนัด โดยเฉพาะรัฐบาลปัจจุบันก็ได้พยายามเน้นให้ศงป.เข้าไปช่วยผู้ประกอบการในการแสวงหาแหล่งทุน ให้ธุรกิจมีศักยภาพมากขึ้น"

นี่คือบทบาทของคนหนุ่มไฟแรง คลื่นลูกใหม่ที่แรงจัดเกินกว่าที่ใครๆจะคาดคิด คำถามที่ทุกคนคงจะมีอยู่ในใจก็คือ จากความสำเร็จมากมายในวัยเพียงสามสิบต้นๆนี้ อนาคตของ ดร.รุ่งเรือง พิทยศิริ ในวัย สี่สิบ…หรือ ห้าสิบที่เปี่ยมด้วยประการณ์และชั่วโมงบินทางการเมือง จะยิ่งโลดแล่นไปได้ไกลยิ่งขึ้นขนาดไหน คงเป็นเรื่องตื่นเต้น ที่จะต้องจับตามมองกันต่อไปอย่างไม่กะพริบตา เพราะความก้าวหน้าของเขาคนนี้ เร็วและแรง ยากที่ใครจะตามทัน

 


 
 
   
     
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618