ดีเจคลื่น 102.5 Get Radio, Customer Reletion ที่คลิคเรดิโอ และหนึ่งในหุ้นส่วนโรงเรียนสอนภาษา Just English อย่างศิรนุช โรจนเสถียร ผู้หญิงคนนี้เติบโตมากับหนังสือ เธอเดินแสวงหาอาชีพที่ใฝ่ฝัน จนในที่สุดก็ได้เป็นดีเจ และด้วยเรียนหลักการบริหารมา เธอจึงมีแนวคิดทางธุรกิจ เปิดธุรกิจของตนเอง และก็บริหารจนประสบผลสำเร็จในระดับที่น่าพอใจ
การศึกษาและการงาน
มีโอกาสได้สอบชิงทุนและก็ไปเรียนต่อที่อเมริกา ตอนนั้นอยู่รัฐนิวแฮมเชีย ประเทศสหรัฐอเมริกาค่ะ ก็ไปอยู่ได้ประมาณ 3 เดือน พอดีคุณแม่เสียก็เลยชะงักไปแป๊บนึง แต่ก็เหมือนเแบบว่าช่วงนั้นเนี่ยแต่ก่อนจะไปเนี่ย แจนเรียนได้วิชาเดียวคือภาษาอังกฤษ เกลียดวิชาอื่นมาก เลข ภาษาไทย สังคม จะไม่เรียนเลย จะเรียนแต่ภาษาแจนเป็นคนที่เรียนหนังสือไม่เก่งเลย เป็นคนที่เรียนได้ 1 กว่ามาตลอด แต่พอสอบชิงทุนไปได้ คุณแม่ก็เลยบอกงั้นไปเถอะ ช่วงนั้นเนี่ยคุณพ่อไม่สบายด้วย คือตกใจเหมือนกัน คือช็อกมาก ตอนนั้นอายุ 15 กำลังจะ 16 แล้วคุณแม่เสีย ก็เหมือนหลอกตัวเองว่าแม่ยังอยู่ ๆ แล้วก็เลยต้องเรียนต่อ แต่ปรากฏว่าเทอมนั้นเรียนจนได้เกียรตินิยมได้ 3.6 แต่ตอนนั้นพูดไม่ได้เลยนะ พูดได้ 4 คำ เยส โน แคน แคนนอท แต่ฟังรู้เรื่องแล้วไง เหมือนกับว่าเก็บตัวอยู่แต่ในห้องเลยตอนนั้น อ่านหนังสือเป็นตั้งๆ เลย จากคนที่ไม่เคยอ่านหนังสือเลย หลังจากนั้นคุณพ่อก็มาเสียอีกคน ก็เลยตัดสินใจกลับมาเรียนที่เมืองไทย ที่โรงเรียนบดินเดชา พอจบมัธยมปลายมาเนี่ย ก็จบมาเกรดดีเหมือนกัน 3.6 ก็คือได้เกียรตินิยมเรียนดีประพฤติดีหนะคะ ก็คือภูมิใจได้ที่ 1 ของสายฝรั่งเศสตอนนั้น แต่ตอนนั้นแจนจะเก่งเฉพาะพวกวิชาอย่างนี้ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส หรืออะไร แจนจะไม่เก่งวิทย์กาย สังคม เลข เท่าไหร่ เลยไม่เอ็นทรานซ์
ออกจากรั้วบดินเดชา
ต่อที่มหิดล ภาควิชาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว แล้วทุกอย่างเหมือนเป็นวิชาบริหารธุรกิจ แต่จะเพิ่มในเรื่องของการท่องเที่ยว การบริการ service mind เรียนจบมา 4 ปีแล้วรู้สึกว่าไม่ชอบขนาดนั้น แต่อยากเรียนการตลาดหรือบริหารมากกว่า ประกอบกับเรียนจบมาแล้วพี่สาวคนละแม่อยากมีโรงเรียนอนุบาล ก็เลยมาคุยกันว่ามาเปิดโรงเรียนอนุบาลกันดีกว่า เพราะพี่สาวจบโทสองใบด้านครูมาโดยเฉพาะ แจนก็เข้าไปดูเรื่องการตลาด การวางแผนธุรกิจอย่างไร ดูหมดเลยแม้กระทั่งโลโก้เราควรจะเป็นอย่างไร จะตั้งตรงไหน นักเรียนควรจะมีกี่คน ครูควรจะมีกี่คน เก้าอี้จะเป็นอย่างเรา ต้องตกแต่งอย่างไรบ้าง ช่วยเค้าอยู่ประมาณ 5-6 เดือน จำได้ว่าตอนนั้นทำหมดทุกอย่างเลย เป็นครูด้วยนะ ตอนนั้นรู้สึกว่าเหนื่อยนะ เหมือนเลี้ยงลูกอยู่ 10 กว่าคน แล้วพอทำได้ 5-6 เดือนมันเริ่มอยู่ตัวแล้ว ก็เลยคิดว่าเราอยากเป็นอะไร อยากเป็นดีเจ เพราะเล่นละครเราก็เคยเล่นแล้วตอนเด็กๆ แล้วเราก็ฟัง 102.5 มาตลอดตั้งแต่สมัยเรียน แล้วก็ร่วมกิจกรรมกับเค้าบ่อยอยู่แล้ว วันนั้นก็เลยหาพี่มิวสิคไดเร็คเตอร์ว่าอยากเป็นดีเจ เค้าก็ให้ทำเดโม เราก็นั่งฟังเพลงแล้วก็ลองทำมั่วๆ มาหนึ่งครั้ง เค้าก็บอกว่าอันแรกก็โอเคนะ ต่อไปมาทำที่นี่ได้มั้ย ให้ทำกับเครื่องจริงๆ พอเจอเครื่องไม้เครื่องมือ แล้วกลับบ้านร้องไห้เลย ไม่ทำอีกแล้ว กลัวมาก
พอตอนหลังก็เลยตั้งสติแล้วก็กลับมาใหม่ แล้วก็ทำเดโม 3 รอบ แล้วเค้าก็ให้ผ่านเลย โชคดีที่มีดีเจลาคลอดด้วย เค้าเลยให้แจนจัดเลย นั่นคือจุดเริ่มต้น พอทำมาสัก 4 เดือนเค้าก็เห็นแววว่าเราก็ออกงานสังคมบ่อย แล้วเราก็รู้จักคนเยอะ ทำไมไม่มาทำการตลาดที่นี้ มาดูแลลูกค้า-เอเจนซี่ของคลื่นวิทยุทั้งหมด ก็เลยกลายเป็นว่าแจนมาทำดีเจเกือบปีแล้ว แต่การตลาด 6 เดือน ตำแหน่ง Customer Relation คือดูแลในส่วนของลูกค้าในคลื่นวิทยุ 3 คลื่น Get 102.5 , Modern Love 103.5 แล้วก็ Fat 104.5 วันๆ ต้องเข้าประชุมทุกแมทเลย ไม่ว่าจะเป็นโปรดักชั่น ครีเอทีฟ แล้วก็การตลาด ทำหน้าที่เหมือนเป็น PR ไปด้วยในตัว ก็เหนื่อยมาก เพราะทำงานจันทร์-ศุกร์ เสาร์-อาทิตย์เราก็จัดรายการ แล้วก็มีเล่นละครด้วย แจนก็เพิ่งเปิดโรงเรียนสอนภาษา Just English กับเพื่อน เพิ่งเปิดได้ประมาณ 3 เดือน แต่เราเตรียมการกันมานานแล้ว แต่ทุกคนยุ่งหมดเลย โครงการนี้ก็เลยเลื่อนมาเรื่อยๆ จนในที่สุดก็ตัดสินใจทำกันเสียที แล้วทุกอย่างก็มาเปิดพร้อมกันหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นละคร โรงเรียน ก็เลยวุ่นวายมากพอสมควร แต่ตอนนี้โรงเรียนก็เริ่มอยู่ตัวแล้ว มีนักเรียนประมาณ 50 คนในคอร์สแรก ซึ่งถือว่าเป็นการตอบรับที่ดีเหมือนกัน เพราะเราเหนื่อยมาก ทำกันเองหมดเลย พีอาร์เองด้วย คือโรงเรียนจะเปิดพรุ่งนี้แล้วแต่แจนกับพี่หนิงยังไปซื้อเก้าอี้กันอยู่เลย
รวมตัวเปิดโรงเรียน
เป็นเพื่อนกันอยู่แล้ว ไปงานด้วยกันบ่อย แล้วเราก็มานั่งคุยกัน 3 คนก่อน ทุกคนก็อยากทำธุรกิจ แต่คิดว่าร้านกาแฟ ใครๆ ก็ทำกันหมดแล้ว พี่หนิงก็ถามว่า เสาร์-อาทิตย์โรงเรียนแจนทำอะไรหรือเปล่า งั้นเปิดโรงเรียนกันมั้ย ใช้ที่ให้เป็นประโยชน์คือจันทร์-ศุกร์ เป็นโรงเรียนอนุบาล เสาร์-อาทิตย์เราเปิดเป็นโรงเรียนสอนภาษา คือเราไม่ต้องเสียค่าเช่าที่ที่อื่นด้วย สองเราไม่ต้องเสียค่าบูรณาการทุกสิ่งทุกอย่างซื้ออุปกรณ์อะไรใหม่ สามคือเรามีกระทรวงศึกษารองรับอยู่แล้ว พี่หนิงจะวางแผนให้เราเลยว่าถ้าจะทำโรงเรียนควรจะมีบุคลากรกี่คน จุดคุ้มทุนอยู่ที่เท่าไหร่ พอมันเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง พอเรียนได้ครึ่งปีก็เลยตัดสินใจว่าชวนคนอื่นมาร่วมหุ้นอีกคนมั้ย เลยชวนพี่เอ๋ พิธีกรรายการ UBC Spark ซึ่งเด็กๆ ติดมาก เหมือนเป็นดาราในดวงใจ เป็นรุ่นพี่แจนที่มหิดล เขาก็อยากจะทำโรงเรียนอยู่แล้ว เพราะปกติพี่เอ๋สอนภาษาอังกฤษมา 8-9 ปีแล้ว เค้าจะค่อนข้างเข้าใจเด็กพอสมควร
อาชีพดีเจกับอาชีพครู
ถ้าให้เลือกอย่างหนึ่งคงทำไม่ได้นะ เพราะที่ทำอยู่ 4 อย่างทั้งดีเจ เป็นครู การตลาด เล่นละครนี่ชอบหมดเลย แต่อยากทำโรงเรียนให้ดี ก็เหนื่อยเหมือนกัน ก็คิดว่าเรามาช่วยบริษัทอื่นเค้ามากแล้ว ทำไมไม่หันกลับไปช่วยงานของเราบ้าง เพราะทุกคนก็เรียกร้องมากมันอาจจะได้ทำอะไรมากกว่านี้ แต่ถ้าให้เลือกก็คงต้องเลือกโรงเรียน เพราะมันเป็นธุรกิจที่เราสร้างกันมาเอง แล้วก็อายุ 24 เรามีอะไรเป็นของตัวเองเราก็ภูมิใจแล้ว งานดีเจก็เป็นเหมือนอาชีพที่ใฝ่ฝัน อย่างนักแสดงแจนมองว่ามันเป็นงานอดิเรกมากกว่า เหมือนกิจกรรมยามว่างมากกว่า หลักๆ ก็คงต้องเป็นโรงเรียนตัวเอง แต่ถ้ามีอย่างอื่นหลายๆ แบบมาประกอบกันแล้วทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์แบบก็โอเคนะ
หลักในการทำงาน
เราจะตอนแพลนว่าวันนี้จะต้องทำอะไรบ้าง เลือกทำสิ่งที่สำคัญสุดก่อน มีงานอะไรค้างไว้หรือเปล่า แล้วพอเข้ามาในชีวิตการทำงานแล้วรู้เลยว่าเราต้องอดทน ในสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่ใช่แค่งานหนักนะ ต้องอดทนทั้งเจ้านาย เพื่อนร่วมงาน แล้วต้องเป็นคนใจเย็น แต่ก่อนเป็นคนใจร้อนนะ ทำอะไรก็รีบทำ แต่อันนี้เหมือนกับต้องคิดทุกอย่าง คิดก่อนที่จะพูด ก่อนทำ เหมือนเราโตขึ้น ต้องคิดมากขึ้น หลักการทำงานก็คือต้องคิดก่อนที่จะทำอะไร ต้องวางแผนล่วงหน้า ต้องมีความอดทน ต้องมีใจรัก ไม่งั้นทำไม่ได้ ถ้าตื่นมาแล้วคิดว่าไม่อยากมาทำงานแล้ว ทำอย่างอื่นเถอะ
การแบ่งเวลาทำงานกับเวลาส่วนตัว
ทุกวันจะวางตารางไว้แบบนี้ค่ะ คือจันทร์-ศุกร์ จะทำงานประจำด้าน Customer Reletion หลังจากนั้นก็ไปออกงานสังคมต่างๆ ถ้ามี ส่วนเสาร์-อาทิตย์จะจัดรายการ 11 โมงเช้าถึงบ่าย 2 หลังจากนั้นก็เข้าไปดูโรงเรียน ก็จะว่างเสาร์-อาทิตย์ตอนเช้า ก็จะอยู่กับสุนัข อยู่บ้านอ่านหนังสือ ฟังเพลง ถ้าวันไหนที่ไปสปาได้ก็จะไป อาทิตย์ละวัน แต่ด้วยตัวงานหลายๆ อย่างมันไม่เครียดมาก อย่าง Customer Relation มันเป็นโปรเจคหนึ่ง พอจบโปรเจคมันก็ไม่เครียดแล้ว วันไหนได้ไปชอปปิ้งก็จะกระหน่ำมาก เป็นคนบ้าชอปปิ้งมาก มีความสุข เวลาส่วนตัวก็มีนะ บางทีถ้ายุ่งมากจริงๆ อยู่ในรถ แค่ฟังเพลงก็รู้สึกโอเคแล้ว อย่างแจนจะได้ซีดีใหม่ๆ ช่วงที่แจนจัดคือจะเปิดเพลงทุกมุมโลก มันจะน่าสนใจตรงนี้ รายการอื่นเค้าจะเปิดเพลงสากล เพลงตลาด แล้วคนโน้นคนนี้จะส่งแผ่นมาให้ เวลาว่างเราก็นั่งฟังเพลงไป มันมีความน่าสนใจอยู่ในเพลงหลายๆ ประเทศ หลายๆ แนว