|
ทำไมจึงมาจับธุรกิจทางด้าน Living & Lifestyle
สิริยากร : คิดว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตคนเรา คืออุ้มเชื่อในคุณภาพชีวิตที่ดี
การได้อยู่หรือทำกิจกรรมที่ทำให้เราเพลิดเพลินมีความสุข หรือการที่มีข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ
ที่สวยงามและใช้งานได้ดีด้วย
ใครๆก็พูดกันว่า อุ้มกำลังจะเป็นมาร์ธา
สจ็วตของเมืองไทย
สิริยากร : จริงๆ แล้ว อุ้มว่ามันก็ไม่เป็นไรนะ เพราะว่ามาร์ธา สจ็วตเองก็ทำให้คุณภาพชีวิตของแม่บ้านอเมริกันดีขึ้นมาก
อุ้มอาจจะอยู่ในวงการสื่อ มีรายการทีวี มีหนังสือ มีผลิตภัณฑ์ด้วยเหมือนกัน
ก็เลยทำให้คนรู้สึกตรงนั้น เค้าเองก็คงตั้งใจจะทำให้เหมือนกับการใช้ชีวิตในบ้าน
ที่แต่เดิมอาจจะไม่คำนึงถึงเรื่องดีไซน์ หรือว่าเรื่องต่างๆ มากเท่านี้
ก็เลยเหมือนเป็นการพลิกโฉมการใช้ชีวิตของแม่บ้านอเมริกัน แต่เราเองก็ไม่ถึงขนาดนั้น
เพราะว่าอุ้มเชื่อว่าคนเราควรจะมีรายละเอียดในการใช้ชีวิต คือมีสุนทรีย์
แล้วการใช้ชีวิตของตัวเองตอนนี้สุนทรีย์หรือเปล่า
สิริยากร : แต่ว่าตอนนี้ไม่สุนทรีย์เลยค่ะ (หัวเราะ) เพราะมีหลายอย่างต้องทำ
เพราะว่ายุ่งมากๆ ถ้ามีเวลา...จริงๆ อุ้มก็ยังชอบทำกับข้าวอยู่ ยังสนุกกับการทำขนม
ทำกับข้าวกินกัน หรือจะเอาไปแจก เอาไปให้คน หาอะไรที่เพลิดเพลินทำ
เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง หาอะไรดีๆ ดู หรือไปเที่ยว ไปต่างจังหวัด
ณ ตอนนี้ถ้ามีเวลาก็อยากออกไปอยู่ต่างจังหวัดบ้าง
ขอบข่ายงานในธุรกิจตอนนี้มีอะไรบ้าง
สิริยากร : ก็มีรายการโทรทัศน์ "บ้านอุ้ม" ทางไอทีวี 9 โมงเช้า
ถึง 10 โมงวันเสาร์ ทำมาได้ปีครึ่งกว่าๆ แล้ว การตอบรับก็ดีมากๆ ทีเดียว
เลยทำให้รู้ว่าจริงๆ คนเราสนใจเรื่องพวกนี้ สนใจการทำอาหาร ไปเที่ยว
ตกแต่ง การใช้ชีวิตของตัวเองให้มันดี แล้วมันก็มีอีกสื่อหนึ่งซึ่งเป็นแกนความคิดเดียวกัน
ในเรื่องการใช้ชีวิต ก็เลยคิดว่าน่าจะทำนิตยสารออกมาอีกเล่มหนึ่งด้วยเหมือนกัน
แล้วก็มีรวบรวมเรื่องราว กิจกรรมที่คนน่าจะทำได้ แล้วก็ไปดูผู้คนที่มีความสุขในชีวิตว่าเค้าทำอะไรกัน
มีเสียงร่ำลือหนาหูว่ามูลค่าธุรกิจของอุ้มจะเติบโตเป็นระดับร้อยล้าน
สิริยากร : (หัวเราะ) ไม่มีทางถึงร้อยล้านแน่ มันมาจากไหน คือไม่ถึงเลยค่ะ
น้อยกว่านั้นมาก น้อยกว่าหลายเท่า
ตอนนี้เป็นผู้ร่วมทุนหรือเป็นผู้ลงทุน
สิริยากร : เป็นผู้ลงทุนเองค่ะ เพราะว่าทีวีมันเลี้ยงตัวเองได้อยู่แล้วค่ะ
มันไม่ต้องลงทุนอะไร แต่ว่าก็อาจจะต้องมีเรื่องของนิตยสารกับผลิตภัณฑ์ที่เราต้องลงทุนเยอะ
เมื่อเทียบกับกำลังของเรานะคะ มันก็เยอะเหมือนกัน แต่ว่ามันก็กำลังเติบโตต่อไปค่ะ
ธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ ต้องออกแบบ มีโรงงานเองหรือไม่
สิริยากร : คือจะมีกราฟิกดีไซเนอร์ของเราค่ะ ก็คิด แต่ว่าช่วงแรกเราไม่ได้มีโรงงานเอง
เราก็ใช้ Supplier เจ้าต่างๆ ให้ผลิต แต่เราก็ดีไซน์เองแล้วก็จ้างให้ผลิตออกมา
แต่ทุกอย่างก็อยู่ภายใต้แบรนด์เราเอง
การที่คุณเป็นนักแสดง นักเขียน นักแปล
พิธีกร บรรณาธิการ แล้วก้าวมาสุ่ความเป็นนักธุรกิจ ทำให้ตัวตนของเราเปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน
สิริยากร : ก็คือความรับผิดชอบของเราจะมากขึ้น คือแต่ก่อนนี้เราอาจจะไม่ต้องคำนึงถึงอะไรเลย
ทำงานปุ๊บก็มีคนจัดการทุกอย่างไว้อยู่แล้ว ก็แค่ไปทำงานแล้วก็กลับ
ความรับผิดชอบก็คือแค่บทของเรา แต่เมื่อเริ่มทำรายการโทรทัศน์ เอ๊ะ...เรามีทีมงาน
มีลูกค้าที่ต้องดูแล เราก็ต้องคิดเยอะขึ้นไปอีกจุดหนึ่ง แล้วตอนนี้มันก็มีบริษัทเพิ่มขึ้นมาอีก
ก็ต้องแบ่งตัวเอง แล้วก็จัดลำดับความสำคัญของงานให้ได้ ว่าช่วงนี้มีอะไร
อย่างทีวีก็ต้องประชุมเยอะหน่อยนะ ช่วงนี้ปิดเล่มหนังสือ ช่วงนี้ก็คิดเรื่องเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์
คิดว่าอะไรทำให้คุณประสบความสำเร็จในงานด้านการแสดง
สิริยากร : ประสบความสำเร็จหรือเปล่าไม่ทราบ แต่ว่าคืออุ้มชอบการแสดง
แล้วก็เหมือนเราเล่นแล้วเราสนุก ไม่รู้นะ คือตอนเล่นก็คิดแค่นี้นะคะ
(หัวเราะ) แล้วก็อยากเล่นให้มันเป็นตัวละครนั้นให้มากที่สุด นอกเหนือจากนั้นก็ไม่รู้แล้วค่ะ
เพราะว่าการเป็นนักแสดงก็คือการเป็นนักถ่ายทอดตัวละครออกมาให้ดีที่สุด
ทั้งที่การแสดงเป็นงานที่ทำให้สนุก แต่ตอนนี้ไม่ค่อยได้ทำงานแสดงแล้ว
รู้สึกอย่างไร
สิริยากร : ก็ยังอยากทำอยู่นะคะ แต่ว่าตอนนี้มันยุ่งค่ะ แต่ก็สนุกกับงานอื่นอยู่
คือ สนุกหมด edit งาน นั่งคิดงานหรือคิดคอนเซ็ปต์ หรือว่าดูของว่าจะทำอะไร
จะทำยังไง จะเอาของไปขายที่ไหน มันก็สนุกหมดค่ะ
มองเห็นโอกาสในธุรกิจ Living & Lifestyle
นี้อย่างไร
สิริยากร : คืออุ้มมองว่าการลงทุนที่เราลงไป มันไม่ใช่ว่ามากมาย ประกอบกับเราก็มีธุรกิจทีวีที่มันค่อนข้างอยู่ตัวอยู่แล้ว
ณ ตอนนี้ทีวีมันอาจจะยังเลี้ยงอย่างอื่นอยู่ แต่ว่าวันหนึ่งอุ้มมองว่าทุกอย่างมันต้องเลี้ยงตัวเองได้
คือทั้งหนังสือและผลิตภัณฑ์ แล้วเราจะทำอะไรต่อไปจากนี้อีกบ้าง คือมันเป็นภาพเดียวกันค่ะ
ดูภายนอกเป็นหญิงสาวตัวเล็กๆ แต่สามารถประสบความสำเร็จในหลายๆ
อย่าง เป็นเพราะอะไร การจะคุมทุกอย่างได้แสดงว่าลึกๆคุณคงเป็นคนที่เข้มแข็ง
จริงจัง และ เฉียบขาดมาก
สิริยากร : คือมันก็เหนื่อยนะ ไม่ใช่ไม่เหนื่อย มีอะไรก็ต้องคิดเยอะมาก
น่าจะเป็น 10 เท่า เพราะฉะนั้นคือแน่นอนต้องหนักแน่น คือมันเหนื่อยได้
แต่อย่าท้อ
แน่นอนในช่วงเริ่มธุรกิจทุกอย่าง ทุกคนต้องเหนื่อย แล้วเวลาเราดูคนที่เค้าประสบความสำเร็จแล้ว
มันก็จะรู้สึกว่า ดีจังเนอะ วันนึงเราต้องไปให้ถึงแบบนั้นให้ได้บ้าง
คือ ณ ตอนนี้ทำใจไปเลยว่าเหนื่อย เพราะมันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นกับทุกคนที่เพิ่งเริ่มทำอะไรใหม่
อุ้มเคยเหนื่อยมาแล้วกับทีวีค่ะ เราเคยมีวันที่มันแบบ..โอ้โห..ไม่มีลูกค้า
หรือว่าไม่มีเวลา ขอสถานีไม่ได้ หรือมันมีปัญหาอะไรเกิดกัน แล้ววันนึงเราก็ผ่านพ้นมันมา
อุ้มก็จะบอกทุกคนว่าเออ...เราเคยผ่านอะไรแบบนั้น แล้ววันนี้เราแข็งแรง
เพราะฉะนั้นสิ่งอื่นๆ เมื่อถึงวันหนึ่ง มันก็ต้องเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
หลักการดูแล บริหารคนในองค์กร
สิริยากร : แต่ละคนเค้าก็จะมีความรับผิดชอบส่วนตัว เราก็ต้องคุยกันบ่อยๆ
อุ้มว่าสำคัญที่สุดคือต้องคุยกันว่ามีความเห็น มีอะไรอย่างไรบ้าง แล้วจะช่วยกันทำอะไรให้องค์กรมันดีขึ้นได้จากการทำงานในหน้าที่ของตัวเอง
คือเราก็ไม่ได้มีคนเยอะมาก แต่เมื่อก่อนเราก็จะมีแค่ 4-5 คน ตอนนี้ก็มีประมาณ
20 คนได้ มันก็ 4-5 เท่าค่ะ มันก็เหมือนเราต้องวิ่งขึ้นวิ่งลง
การที่มีคนมาช่วยเรามากขึ้น แล้วเราจะเหนื่อยน้อยลงไหม
สิริยากร : ไม่นะ มันก็เป็นธรรมชาติที่คนเยอะ เรื่องจะเยอะมากขึ้น
แต่เรื่องนี่ไม่ได้หมายความว่าเรื่องไม่ดีนะ คือมันเป็นกิจกรรม หรือการทำอะไรต่างๆ
มากขึ้น
อุปสรรคหนักๆ ที่เคยเจอ
สิริยากร : คือเรายังใหม่และก็เล็ก นี่เป็นปกติของบริษัทเล็กนะคะ อย่าง
connection หรือเงินทุนเราไม่ได้คล่องตัวเหมือนองค์กรใหญ่ๆ แต่ด้วยความที่เป็นบริษัทเล็กๆ
อุ้มก็เชื่อว่ามันทำให้เรามีพลังที่จะต่อสู้ไปได้มากขึ้นค่ะ
ในด้านการตลาด คุณต้องวิ่งหาลูกค้าเองหรือเปล่า
สิริยากร : ก็ต้องดูแลด้วยค่ะ การประสานงานลูกค้าก็ต้องไป ไปประชุมกับลูกค้าก็ไป
ถ้าทำได้เราก็ทำ หรือแม้แต่ออกไปขายของเราก็ไปนะ เพราะอุ้มรู้สึกว่านี่ไง
โอกาสที่เราจะได้เจอกับลูกค้าจริงๆ ได้พูดคุยกับเค้าว่าความรู้สึกที่มีต่อสินค้าเราเป็นอย่างไร
ทำอย่างไรของจึงจะขายได้ อ๋อ...อันนี้ที่เรานึกว่ามันน่าได้ แต่ปรากฏว่าคนไม่ชอบ
เหมือนว่าเราได้สำรวจตลาด ตอนนี้ก็เหมือนทำทุกอย่างเลย อย่างหนังสือก็ไปดูตามแผง
ว่าทำไมมีคนมาบอกว่าหาไม่ได้ เราก็ดูสิว่าทำไม อ๋อ...ของมันหมดเหรอ
ไปแผงไหนก็ถามเค้า
ไฮคลาส : ตอนนี้มีความใฝ่ฝันอะไรที่อยากทำอีกบ้าง
สิริยากร : อยากกลับไปอยู่ต่างจังหวัดที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย แล้วก็ไม่ต้องทำอะไรมาก
(หัวเราะ) คือตอนนี้ทำอะไรเยอะ
อีกไกลแค่ไหนถึงจะไปสู่จุดที่ฝัน
สิริยากร : คิดว่าอีกพักนึงค่ะ เพราะนี่ยังมีงานที่ต้องรับผิดชอบอีกมาก
ในฐานะที่เป็นนักธุรกิจดาวรุ่ง มีมุมมองในการทำงานอย่างไรบ้างที่จะทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ
สิริยากร : ต้องยืดหยุ่นค่ะ หนึ่งเลย เราต้องมีความรับผิดชอบในการทำงานแต่ละอย่าง
ต่อผู้บริโภค ต่อคนดู คนฟังของเรา แน่นอน ทำอะไรต้องมีคุณภาพ กับอีกเรื่องหนึ่งคือเราต้องพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง
ต้องเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าแล้วหาวิธีแก้ไขมันอย่างคล่องตัวที่สุด เพราะทุกวันมีเรื่องเกิดขึ้น
แล้วเราจะทำอย่างไรที่จะพร้อมรับปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละวันได้อย่างดี
ขณะเดียวกันก็ต้องมองไปข้างหน้าด้วยว่าจะทำอย่างไรต่อไป
คิดว่าธุรกิจกับการเมืองเกี่ยวกันแค่ไหน
สิริยากร : การเมืองมันมีผลต่อเศรษฐกิจด้วยส่วนหนึ่ง มันก็ส่งผลถึงกันหมด
ถ้าสนใจบ้างก็ดี จริงๆ มันก็ต้องสนใจแหละ ก็อ่านการเมืองบ้าง แต่ก็รู้เท่าที่เห็นในสื่อ
แต่ว่าไม่ได้สนใจมากๆ หรือติดตามอย่างจริงจังค่ะ
ในสายตาประชาชนและนักธุรกิจคนหนึ่งมองการเมืองไทยเป็นอย่างไร
สิริยากร : ก็ดูเหมือนมีคนที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาทำการเมืองกันหลายคนนะคะ
หรือแม้แต่รัฐบาลนายกทักษิณเองก็มาจากสายธุรกิจ ในแง่การบริหารงานก็ค่อนข้างจะคล่องแคล่ว
การตัดสินหรือว่ามีโครงการอะไรก็มีสิ่งที่เกิดขึ้นเยอะ แล้วก็ว่องไวด้วยค่ะ
คือในแง่นึงมันก็ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อน แล้วก็เกิดอะไรต่างๆ ในสังคมไทยมากมาย
แต่การที่อะไรมันโตมากๆ เราก็ต้องระมัดระวังว่ามันอยู่บนพื้นฐานของความมั่นคงหรือเปล่า
เป้าหมายในธุรกิจการงานตอนนี้คืออะไร หรือว่าเป็นมาร์ธา
สจ๊วต ของเมืองไทยอย่างที่เขาพูดกัน
สิริยากร : (หัวเราะ) คงไม่ถึงขนาดนั้นค่ะ เพราะว่านั่นเค้าใหญ่มากๆ
เป้าหมายในชีวิตตอนนี้ที่ยังไม่ได้ทำ... ก็ไม่แน่นะคะ อยู่ดีๆ ก็อาจจะคิดอะไรขึ้นมาอีกสักอย่าง
แต่ตอนนี้สิ่งที่ต้องทำอยู่มันก็เยอะแล้ว แล้วมันก็เพิ่งเริ่ม เราก็ต้องมีอะไรที่ต้องทำกับมันอีก
แค่นี้ก็เยอะแล้วนะ คืออยากทำสิ่งที่มีอยู่ตอนนี้ให้ดีก่อน
นิสัยส่วนตัวเป็นคนดุ?
สิริยากร : ไม่ดุนะคะ คือทำอะไรก็อยากให้มันดีน่ะค่ะ คือตัวเองใช้วิธีนี้
คือทำอะไรก็ต้องตั้งใจค่ะ แต่ว่าบางครั้งไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้นก็ได้
มันก็ได้ผลเหมือนกัน ตอนหลังก็เลยรู้สึกว่าจริงๆ ผ่อนปรนบ้างก็ได้
เราก็ต้องมีวิธี คนแต่ละคนก็จะมีวิธี มีอุปนิสัยหรือวิธีการทำงานที่ไม่เหมือนกัน
คือกฎบางอย่างก็ใช้ไม่ได้กับทุกคนค่ะ
จากสายตาผู้หญิงเก่งที่ดูแลได้ดีทั้งงานและชีวิต
มองความรักอย่างไรบ้างในขณะนี้
สิริยากร : มันก็ยังเป็นสิ่งสำคัญมากของชีวิตนะคะ เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม
คงไม่อยู่คนเดียว แล้วเหมือนเราก็ต้องการความรักความเอาใจใส่จากคนรอบข้างด้วยค่ะ
ครอบครัว คนใกล้ชิด สำคัญหมดเลย แม้แต่คนในบริษัทเรา เหมือนกับเวลาเราเห็นทุกคนร่วมแรงร่วมใจกันมันก็ชื่นใจนะ
เหนื่อยไม่เป็นไร ถ้าทุกคนสนุกหรือมีความสุขกับสิ่งที่เค้าทำเราก็จะดีใจ
คือใครได้ดูรายการเรา อ่านหนังสือเรา ใช้ของเรา เราก็รู้สึกว่าดีค่ะ
จะดีใจค่ะ
นิยามความรักในแต่ละวัยเปลี่ยนไปมากแค่ไหน
สิริยากร : ก็รู้สึกว่าโตขึ้น แล้วมันก็มีอะไรที่เราควบคุมไม่ได้มากมาย
แม้แต่ตัวเราเองก็ตาม เหมือนมองว่ามันเป็นอีกสิ่งหนึ่งในชีวิตก็แล้วกัน
แล้วก็อย่าไปซีเรียสกับมันมาก คือพึงพอใจกับสิ่งที่เรามีอยู่ค่ะ คือทุกครั้งเวลาเหนื่อยเราก็จะนึกถึงว่ามีอะไรในชีวิตที่ดีๆ
บ้าง โห...ดูดิ เรามีงาน เรามีทีมที่น่ารัก เรามีบ้านที่เราชอบ เรายังได้ไปทำโน่นทำนี่
แค่นี้มันยังไม่ดีอีกเหรอ
การเป็นคนมีชื่อเสียง ทำให้เรื่องส่วนตัวของเราเป็นข่าวอยู่เสมอๆ
มันกระทบต่อชีวิตส่วนตัวเรา หรือความสัมพันธ์กับคนใกล้ชิดมากไหม
สิริยากร : คือก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมนะคะ ปกติอุ้มก็ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นข่าว
ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้ทำอะไร ก็ขอบคุณค่ะที่คนให้ความสนใจ ว่าเราจะทำอะไรหรือคบกับใคร
ในแง่นึงมันก็ดีเหมือนกันเนอะ เพราะทำให้ทำคิดจะทำอะไรอย่างรอบคอบ
เพราะว่าทำอะไรมันก็อยู่ในสายตาของคนอื่นด้วย ทำอะไรก็ต้องคิดค่ะ
คิดว่าความรักจำเป็นต้องนำไปสู่การแต่งงาน
?
สิริยากร : มันก็คือการใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันค่ะ เพราะเมื่อถึงจุดๆ นึงเราก็ควรจะมีใครดูแล
หรือเราก็ควรจะได้ดูแลแบ่งกันซึ่งกันและกัน การแต่งงานมันคือการอยู่ร่วมกัน
แล้วก็เป็นคนที่มีความผูกพันกันมากเป็นพิเศษ อยู่ด้วยกันด้วยความรัก
พอถึงจุดหนึ่งคนเราก็ควรแต่งงาน ก็คงต้องแต่งงาน แต่ ณ ตอนนี้คือยังไม่ได้คิดถึงขนาดนั้นค่ะ
เวลาท้อแท้ อ่อนแอจะปรึกษาใคร
สิริยากร : ก็มีต้องปรึกษาค่ะ เป็นคนไม่ชอบเก็บไว้คนเดียว ก็จะมีที่บ้าน
แล้วก็คนที่สนิทๆ ฟัง อย่างเช่น เพื่อนๆ เป็นการปรับทุกข์บ้าง หรือมีอะไรก็ถามไถ่กัน
คนที่ปรึกษาบ่อยๆ ก็คือคุณพ่อ คุณแม่ แล้วก็ถ้ามีคนรัก ก็อาจจะเป็นคนรัก
ผู้ชายประเภทไหนที่ไม่อยากยุ่งเกี่ยว ไม่อยากเจอ
สิริยากร : เห็นแก่ตัวมั้ง คืออุ้มคิดว่าคนที่เห็นแก่ตัว นึกถึงแต่ตัวเองก่อนอย่างมากๆ
นะค่ะ ในสุดท้ายแล้วก็จะอยู่กับคนอื่นลำบาก คือการใช้ชีวิตคู่ หรือการทำอะไรก็แล้วแต่มันก็ตอ้งการความเสียสละด้วยส่วนหนึ่ง
แล้วก็ต้องการการปรับตัวค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นถ้าคนเรานึกถึงตัวเองก่อนมันก็ไม่ดี
|