Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
     

Text : วสิน ทับวงษ์
Photo : สรวิชญ์ หอมสุวรรณ
REALITY SUPPORT :
นพ.สมิทธิ์ อารยะสกุล
แพทย์ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ รพ.กรุงเทพ


 

 


หากจัดอันดับให้ หมอโอ๊ค-นายแพทย์สมิทธิ์ อารยะสกุล แพทย์ประจำศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ รพ.กรุงเทพ เป็นคุณหมอที่ดังที่สุด ณ เวลานี้ ก็คงไม่ผิดไปจากความเป็นจริงนัก ที่ว่าดังนั้นก็มาจากความสามารถอันหลากหลาย ก็เล่นเป็นทั้งคุณหมอ นายแบบโฆษณา พระเอกมิวสิควิดีโอ พิธีกร หุ้นส่วนร้านอาหาร และล่าสุดในฐานะนักร้องในสังกัดค่ายเพลงยักษ์ใหญ่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ แต่ใช่ว่ารูปหล่อแล้วจะฮอตฮิตได้เท่านั้น ความสามารถและความพยายามของหนุ่มคนนี้ถือได้ว่าเป็นการรวมเอาคุณสมบัติของหลายๆ คนที่ประสบความสำเร็จบรรจุอยู่ในตัวของผู้ชายคนนี้ ชายผู้ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับคนรุ่นใหม่เลือกปฏิบัติตนอย่างมีคุณค่าทั้งต่อตนเองและเป็นประโยชน์ต่อคนรอบข้าง ทั้งยังไม่ละทิ้งโอกาสและความฝันของตนให้กลายเป็นแค่เพียงฝันลมๆ แล้งๆ

-พูดถึงคุณหมอตอนนี้ไปที่ไหนก็จะมีคนพูดถึง หมอโอ๊ค หรือในอินเตอร์เน็ต พิมพ์คำว่า “หมอโอ๊ค” มีหน้าเว็บขึ้นมาเยอะมาก รู้สึกอย่างไรบ้าง ชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน

ชีวิตตอนนี้ไม่เปลี่ยนนะครับ เหมือนเดิม ทำตามหน้าที่ของเรา ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย

-วัดจากความรู้สึกของคุณหมอเอง เริ่มเป็นที่รู้จักนานเพียงใด

อาจจะเริ่มตั้งแต่ช่วงถ่ายโฆษณา 1 ปีที่ผ่านมา แต่ก่อนหน้านั้นก็จะมีมาก่อนแล้วเช่น ฮัตช์ ฯลฯ

-เป็นบุคคลที่อยู่ทางสายวิทยาศาสตร์การแพทย์ กับงานที่ทำอยู่บางส่วนในแขนงหนึ่งทางศิลปะ คุณหมอคิดว่ามีความถนัดในทางไหนมากกว่ากัน

ผมชอบทำทั้ง 2 อย่างนะครับ และต้องบอกเลยว่างานทั้ง 2 อันนี้ไม่ใช่สิ่งที่ตรงข้ามกัน มันมีส่วนที่เหมือนกันอยู่ด้วยและก็มีส่วนที่ต่างกัน อย่างแรกที่ต่างกัน แน่นอนด้วยหลักวิชาการของแพทย์เป็นวิทยาศาสตร์ เป็นการคิดแบบเป็นขั้นเป็นตอนเป็นระบบ แต่สำหรับทางการแสดง การร้องเพลง พวกนี้เหมือนกับเป็นศิลปะ ไม่มีอะไรที่ตายตัว เป็นความคิดสร้างสรรค์ แต่สิ่งที่เหมือนกันก็คือทั้งสองอย่างต้องทำงานกับคน และคนกลุ่มเยอะๆ ด้วย

-ที่เลือกเรียนแพทยศาสตร์เป็นความตั้งใจหมายมั่นว่าอยากจะเป็นหมอ

ใช่ครับ คุณพ่อจบทางวิศวะฯ ตัวผมเองเป็นคนที่ถนัดทางด้านชีววิทยา เคมี เด็กหลายๆ คนจะร้องยี้ (ทำท่าขยาด) แต่ผมจะชอบมาก สำหรับวิชาเคมี ชีวะ

-ค้นพบว่าเราจะเดินทางสายเสื้อกาวน์ เป็นคุณหมอตอนไหน

ค้นพบตัวเองประมาณตอน ม.4-ม.5 เหมือนกับตอนแรกเราชอบวิทยาศาสตร์ ก็เลยเลือกสายวิทย์ตั้งแต่ช่วงขึ้น ม.4 ที่ต้องเลือกแผนการเรียน รู้สึกชอบทางนี้คือชีวะ เคมี ผมเป็นคนที่ไม่ได้เก่งคำนวณมาก แค่เรียนได้เกรดดี ฟิสิกส์เรียกว่าเฉยๆ ปานกลาง แต่ไม่ถึงกับแย่

-เรียนม.ต้น ม.ปลายที่ไหน

ผมเรียนมัธยมที่สาธิตเกษตรฯ

-รู้สึกว่าเด็กสาธิตเกษตรฯ ค่อนข่างถนัดทางสายวิทย์

สาธิตเกษตรฯ ไม่ได้เฉพาะเจาะจงอยู่แล้ว มีทุกแผนการเรียนให้เลือก ไม่ได้เฉพาะวิทย์ ศิลป์ แต่มีให้เลือกเยอะไปหมด

-ตัดสินใจเลือกแพทย์ทางครอบครัวให้ความเห็นใดบ้าง

ที่บ้านของผมไม่ได้ส่งเสริมยัดเยียดว่าจะต้องเป็นแพทย์ และไม่ได้ห้ามด้วย ที่บ้านค่อนข้างจะให้อิสระ เลือกอะไรก็คิดว่าคงจะคิดดีแล้ว เพราะเราคิดเป็นเหตุเป็นผลมาตลอด และคุณพ่อคุณแม่ก็ทราบมาตลอดว่าเราถนัดอะไร ปกติเป็นคนที่โอเพ่นกับที่บ้าน เราปรึกษากันตลอด ท่านทราบว่าเรามันมาทางนี้อยู่แล้ว

-เรียนหมอก็ไม่น่าเสียหายอะไรในความรู้สึกของผู้ใหญ่

บางคนอาจจะไม่ชอบนะครับ พูดจริงๆ นะ ไม่ใช่ว่าเป็นอาชีพที่ดี...ซึ่งจริงๆ อาชีพที่ดีที่สุด 100% คงไม่มีอยู่ในโลกนี้ ผู้ใหญ่บอกว่าไปเรียนทำไม มันหนักนะ บางท่านโดยเฉพาะที่เป็นนักธุรกิจอาจจะบอกว่าเป็นอาชีพที่ลงเวลาเยอะนะ แต่ผลตอบแทนไม่ได้เท่านักธุรกิจซึ่งก็เป็นเรื่องจริง แต่ผมคิดว่าคุณหมอที่เลือกเรียนหมอก็ไม่ได้คิดในจุดนั้นอย่างเดียว ไม่ได้คิดในเรื่องเงินอย่างเดียว ไม่ได้คิดในเรื่องเงินทั้งหมดนะครับ

-ครอบครัวเป็นอย่างไร และการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่เป็นอย่างไร

ครอบครัวผมค่อนข้างให้อิสระนะครับ ผมเป็นลูกคนโต มีน้องสาวหนึ่งคน จะเรียนอะไรคุณพ่อคุณแม่ไม่เคยบังคับเลย เหมือนกับจะสอนให้เราดูแลตัวเองมากกว่า แต่ทำอะไรต้องมีระเบียบนะ ที่บ้านผมจะเน้นเรื่องระเบียบ อย่างเช่นอ่านหนังสือจะสอบต้องจัดตารางเวลา แต่ผลจะเป็นอย่างไรไม่เคยว่าเลย จะตกจะได้คะแนนไม่ดี

-แล้วหมอเคยสอบตกไหม

เคยมีสอบตกนะครับ ตอนเด็กๆ จะไม่เก่งพวกสังคม มีตกบ้าง ยิ่งวิชาประกอบทั้งหลายผมไม่เก่งเลย ภาษาอังกฤษโอเค ผมเป็นคนที่ภาษาดีนะ ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษนี่คะแนนเยอะ แต่ถ้าวิชาสังคมศึกษาต้องใช้เวลากับมันเยอะ แต่ก็พอได้ ถ้าเป็นศิลปะที่ต้องใช้ฝีมือไม่ค่อยดี ตกจริงๆ ไม่ถึงขั้นติดศูนย์ ส่วนใหญ่ตกในสอบย่อยก็สอบแก้ เพราะวิชาพวกนี้เน้นปฏิบัติ

-สอบตกคุณพ่อคุณแม่ว่าอย่างไร

คุณพ่อคุณแม่ไม่ว่าเลย เพราะรู้สึกว่าคนเราจะถนัดทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ และไม่ใช่ว่าเราเหลวไหล บางทีแค่เราจะกะผิด

-แล้วน้องสาวคุณหมอเป็นเหมือนกันไหม

น้องสาวผมชอบคำนวณ เขาเรียนทางบัญชี

-ทัศนคติต่อการเรียนให้ประสบความสำเร็จ เช่นอยากเรียนแพทย์ แพทย์จุฬาฯ ก็ไม่ใช่ธรรมดานะครับ อย่างน้อยก็ต้องติดอันดับอัจฉริยะ ถ้าวาดเป็นผังสามเหลี่ยมถือว่าอยู่ในระดับยอด จบมาด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง มีวิธีการจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร และยังเรียนปริญญาโทต่ออีกด้วย

คงไม่ถึงขนาดอัจฉริยะนะครับ เรื่องชีวิตการเรียนแพทย์ คณะแพทย์เป็นคณะที่เรียนค่อนข้างหนัก อันนี้ต้องยอมรับเลย เป็นคณะที่อาจจะไม่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เป็นครีเอทีฟมากมายเหมือนกับเพื่อนๆ ที่เรียนสถาปัตย์ แต่มันต้องมีข้อมูลให้เราอ่านเยอะมาก สัปดาห์หนึ่งตอนที่ผมเรียนจะเป็น Block system ตอนนี้รู้สึกจะเปลี่ยนระบบแล้วแพทย์จุฬาฯ ก็คือเราจะต้องอ่านหนังสือให้ทันให้หมดและมีสอบตลอดเวลา ทุกอาทิตย์ปลายสัปดาห์เอาแล้ว สอบ หยุดเสาร์อาทิตย์เริ่มวันจันทร์ใหม่ จะไม่ได้รวมกันเป็นมิดเทอม ไม่มีเวลาได้หยุดยาว เพราะฉะนั้นเราต้องซื่อสัตย์ เช่นเรามีเวลา 4 วันในเล่มหนึ่ง ต้องแบ่งหน้าไปเลยว่าจะอ่าน และถ้าเป็นไปได้คิดว่าต้องอ่านหนังสือไปก่อนที่จะเข้าแลคเชอร์ เพราะว่าอาจารย์จะพูดเร็วมาก เนื้อหาต้องยัดให้ลงให้ได้ เพราะเนื้อหาแพทย์มีเยอะ ก็เลยฝึกให้เป็นคนที่อ่านหนังสือเร็ว อาจจะโชคดีว่าเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือตั้งแต่เด็กๆ และเป็นคนอ่านหนังสือเร็วก็ได้เปรียบ

-ตอนเอ็นทรานซ์เลือกแพทย์จุฬาฯ เป็นอันดับหนึ่งเลยไหม

แน่นอนครับ (หัวเราะ) คงไม่มีอันไหนสูงกว่าแล้ว

-แล้วติดมาด้วยคะแนนที่คุณมั่นใจตั้งแต่แรกเลยไหม หรือว่าเลือกเพราะว่าอยากเรียนเป็นอันดับหนึ่ง

ตอนช่วงปีที่ผมสอบนั้นเลือกอันดับก่อนแล้วค่อยสอบ เข้าเรียนรหัส 40 เลือกก่อนแล้วค่อยสอบ ทำข้อสอบได้แต่ไม่ได้คาดหวัง อย่างที่บอกว่าครอบครัวไม่ได้บีบบังคับหรือคาดหวัง และตอนที่ผมสอบนั้นอยู่ ม.5 ด้วย สอบเทียบเอา รู้สึกว่าทำได้ รู้สึกว่าได้อย่างที่เราพอใจแล้วแต่ไม่ได้หวังว่าต้องได้ พอได้ก็เซอร์ไพรส์เหมือนกัน เตรียมตัวกันครั้งใหญ่เลย

-เป็นคนแรกของครอบครัว ของตระกูลเลยไหมที่เรียนแพทย์

มีคุณลุงเป็นหมออยู่แล้ว

-และเป็นแรงบันดาลใจให้หมอเลือกเรียนแพทย์เพียงใด

ผมว่าคุณลุงมีส่วนนะครับ คุณลุงผมเป็นคุณหมอหัวใจ แต่ท่านไม่ได้ทำงานในประเทศไทย ทำอยู่ที่ฮาวาย ได้เห็นชีวิตความเป็นหมอเวลาเราไปเยี่ยมคุณลุงที่ต่างประเทศก็เป็นชีวิตที่ไม่เหมือนอาชีพอื่นนะ

-แต่ว่าหมอในต่างประเทศไม่เหมือนกับหมอเมืองไทย ประเทศเราหมอต้องค่อนข้างลำบาก

ผมว่าขึ้นอยู่กับเรามองนะครับ ไม่มีข้อดีข้อเสียต่างกัน ของไทยไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น มันมีจุดที่เหมือนกันอยู่ สำคัญเลยต่างประเทศที่ถึงแม้ว่าดูวัตถุเจริญ เครื่องมือเยอะแยะ แม้ค่าตอบแทนจะสูง แต่ก็ตามมาด้วยการฟ้องร้อง มีเรื่องราวที่วุ่นวายเหมือนกัน

-คุณต้องเรียนหนัก ต้องอ่านหนังสือ แล้วแบ่งเวลาให้สังคมเพื่อนฝูงอย่างไร

เพื่อนๆ ก็จะเป็นอย่างนี้ เวลาเรียนมันต้องทำ เล่นไม่ได้ ถ้าเล่นก็จะหลุดเลย เหมือนกับต้องวิ่งตลอดเวลานะครับ แต่พอหยุดสอบเราก็พักผ่อนนะ ไม่ได้เป็นคนที่ซีเรียส จะไปอ่านหนังสือตลอดเวลา ผมไม่ถึงขั้นนั้น แต่เพื่อนๆ บางคนเขาขยัน อาจจะมีบ้างซึ่งก็แล้วแต่สไตล์

-ในรุ่นเดียวกันมีเกียรตินิยมกี่คน

ในรุ่นเดียวกันได้เกียรตินิยมเยอะนะครับ แพทย์น่าจะ 30 คนนะครับ เรียนกัน 150 คน แต่มีแพทย์โครงการร่วมด้วยอีก 50 รวมๆ แล้วก็ 200 คน เป็นคณะที่เกียรตินิยมเยอะนะครับ บางคนบอกว่าปล่อยเกรดรึเปล่า

-แล้วปล่อยไหมครับ

ผมว่าได้กันเกือบเต็มเลยต้องให้มั้งครับ

-ชีวิตการเรียนหมอต้อง Intern ด้วย

ต้องมี Extern ก่อนแล้วจึง Intern ปกติเราแพทย์จุฬาฯ ก็จะเรียนในจุฬ่าฯ อยู่แล้ว Extern มีให้เลือกไปต่างจังหวัด มีหลายๆ แผนก ผมได้ไปฉะเชิงเทราและลพบุรี

-ชีวิตการเป็นแพทย์ Extern ในต่างจังหวัดต่างกับที่เรียนในกรุงเทพฯ ไหม

มันต้องต่างกันอยู่แล้ว เพราะในโรงเรียนแพทย์เป็นที่ที่เป็นสถาบันการศึกษา การรักษาก็เป็นโรคในระดับที่เรียกว่า Tertiary care คือเป็นโรคในระดับที่ส่งต่อกันมาแล้ว เป็นโรคยากๆ ที่ที่อื่นเขารักษาไม่ได้ เป็นแหล่งความรู้ที่เราไม่ค่อยพบ ถ้าเราไปฝึกเรียนในต่างจังหวัด ก็ได้ความรู้เกี่ยวกับโรคที่พบได้บ่อย เป็นสิ่งที่จำเป็นที่เราจะต้องทำ

-จาก Extern เสร็จแล้วก็ต้อง Intern

Intern ผมได้ไปอยู่ มศว.องครักษ์ วิทยาเขตใหม่ ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพฯ ตอนที่อยู่ฉะเชิงเทราก็เป็นเดือนๆ นะครับ แล้วกลับมาอยู่จุฬาฯ เป็นส่วนใหญ่ พอเสร็จแล้วก็ไปอยู่นครนายก

-ที่บอกกันว่าหมอเป็นผู้ที่ได้พบเห็นความยากลำบากของคนมากที่สุด เพราะได้เห็นความยากลำบากในการต่อสู้เพื่อที่จะให้มีชีวิตอยู่รอด เป็นอย่างนั้นไหม

มีส่วนนะครับที่หมอได้เห็นการต่อสู้เพื่ออยู่รอด แต่ต้องบอกก่อนว่าไม่ใช่ทุกวันนะครับ ไม่ใช่ชีวิตต้องเห็นแบบนั้นตลอด หมอก็เป็นคนธรรมดา และงานก็ไม่ได้เรียกว่าระทึกใจทุกวัน แต่ก็มีบ้าง มีอยู่เวรฉุกเฉินก่อนที่จะมาเรียนปริญญาโท แต่เป็นสิ่งที่ทำให้เราปรับตัวได้ และทำให้เราเห็นชีวิตภาพรวมๆ มากขึ้น และคิดว่าอย่าไปใส่ใจกับแค่เรื่องเล็กๆ ของเรา มันมีคนอื่นที่เขาเป็นยิ่งกว่า พอเรื่องความเป็นความตายจริงๆ แล้วมันก็เท่านั้นเอง เราได้คิดจากสิ่งนี้

-เป็นแพทย์ Intern นานแค่ไหน

จริงๆ ต้อง Intern 3 ปี แต่ว่าผม Intern ไปปีหนึ่ง แล้วพอดีมาสมัครเรียนที่ศูนย์ผิวหนัง มศว. ปรากฏว่าได้เลย ผมจึงออกมาเรียน ซึ่งถ้าเกิดเราใช้ทุนไม่ครบ 3 ปี เขาก็จะหักเป็นส่วนที่เราจะต้องจ่ายเงินทดแทน พอเราได้ที่เรียนแล้วก็เลยต้องจ่ายส่วนเกิน

-ที่เลือกเรียนผิวหนังเพราะอะไร คุณหมอเป็นคนชอบศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ หรือว่ามีโอกาสในทางธุรกิจ

ความสนใจศึกษาก็มีส่วนนะครับ แต่ธุรกิจไม่ได้คิดจริงๆ ต่อให้มันไม่บูมผมก็คงเรียนอันนี้ เหมือนกับว่ามีอะไรให้ทำเยอะนะครับ และมีเครื่องมือที่น่าสนใจออกมาเรื่อยๆ และคนรอบข้างก็สนใจ ตอนเรียนหมอทั่วไปมีแต่คนถามเรื่องผิว เป็นเหมือนกับความสนใจของคน

-หมอที่เรียนส่วนใหญ่ถ้าจะต้องเลือกเฉพาะทางมักจะเลือกไปด้านใด

การเลือกเรียนเฉพาะทางหลากหลายนะครับ เฉพาะทางมีเยอะมากเลย ผมว่าแล้วแต่คนนะครับ

-ความต้องการแพทย์ในสังคมต้องการแขนงใดเป็นจำนวนมาก หรืออายุรแพทย์แล้วจึงไปต่อเจาะจงอีกขั้นหนึ่ง

อายุรแพทย์ก็ถือเป็นแพทย์เฉพาะทางอย่างหนึ่ง ไม่ใช่แพทย์ทั่วไปนะครับ ต้องเรียนแยกลึกลงไปเหมือนกัน จริงๆ แล้วต้องการแพทย์ทุกแผนก ประเทศเราต้องการทุกแผนกเพราะว่าประเทศเราก็ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ ต้องเพิ่มจำนวนทุกอย่างนะครับ

-คุณเรียนแพทย์ผิวหนังเฉพาะทาง มีศัพท์เฉพาะไหม

การเรียนแพทย์ผิวหนังจะมีหลายระดับมาก ตั้งแต่ Diploma เป็นประกาศนียบัตร หรืออย่างที่ผมเรียนก็เป็นปริญญาโท Master degree อีกแบบหนึ่งก็จะเป็น Board เรียนนานที่สุด เป็น Certified Board of Dermato ใช้เวลา 4 ปี แต่ที่ผมเรียนคือ 4 ปี อนาคตคงอาจจะต้องไปเรียนเพิ่มอีก แล้วแต่จังหวะว่าจะเรียนที่ไหน เมืองไทยหรือเมืองนอก

-เรียกได้ว่าเป็นศิลปินเต็มตัวแล้วนี่ครับ จะแบ่งเวลาในชีวิตส่วนอื่นๆ อย่างไร

ใช่ครับ (หัวเราะ) ผมมีคลินิกอยู่ที่สยามสแควร์ ตรวจเสาร์เย็น อาทิตย์กลางวัน ชื่อสยามเดอร์มาติก ส่วนงานแพทย์ของโรงพยาบาลกรุงเทพอยู่แผนกศูนย์ส่งเสริมสุขภาพ ตรวจสุขภาพ ถ้าเป็น Anti Aging จะเป็นคุณหมออีกท่านหนึ่ง ตรวจที่โรงพยาบาลกรุงเทพคือวันอังคาร พุธ พฤหัสบดี จันทร์จะถ่ายรายการ วันศุกร์บางครั้งก็ถ่ายรายการแต่ก็ขอหยุดวันศุกร์ เสาร์อาทิตย์ค่อนข้างจะหนัก

-ลูกค้าที่คลินิกต้องถามหาหมอโอ๊ต มีคนไข้เยอะแค่ไหน

คนไข้ที่คลินิกก็ไม่ได้เยอะมากนะครับ ปานกลาง

-หมดภาระการเรียนในระดับหนึ่งแล้ว ตอนนี้แบ่งเวลางานอย่างไรทั้งการตรวจรักษา งานพิธีกร และธุรกิจ

ต้องแบ่งเวลานะครับ โชคดีด้วยแผนกของผมมันแบ่งเวลาได้ แบ่งเวลาออกตรวจได้ และคิวที่บริษัทแกรมมี่เองเขาก็ดูแลให้ นัดหลีกให้กันได้ ถ้าเราทำแค่ตามตารางเวลา เวลาพักผ่อนเราพยายามพักผ่อนจริงๆ ถึงเวลานอนก็ควรจะรีบนอน เพราะว่าต้องตื่นแต่เช้า ถ้าทำได้ตามนี้ก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรเลย

-คลินิกคุณหมอก็เป็นหุ้นส่วน ร้านอาหารก็มีหุ้น เรียกได้ว่าคนละขั้วเลย คิดอย่างไรถึงมาร่วมหุ้นร้านอาหาร

ใช่ครับ คลินิกผมเป็นหุ้นส่วน ร้านอาหารนี่ก็เป็นหุ้นส่วน ผมไม่คิดอะไรเยอะเลย อยากทำก็ทำ (หัวเราะ) สนุกดี ผมเป็นคนชอบทานด้วย ชอบทำแปลกๆ ถ้าให้ก็ทำได้นะครับ ผมทำอาหารตั้งแต่เด็ก ที่บ้านก็ต้องทำเอง เป็นทั้งคุณพ่อคุณแม่ น้องด้วยต้องทำเป็น

-คิดว่าจะขยายธุรกิจแต่ละอย่าง หรือวางเป้าหมายความก้าวหน้าไว้แค่ไหน และเป้าหมายที่ใกล้ที่สุดที่อยากไปให้ถึงคือจุดไหน

ผมว่าเป้าหมายคงเป็นเรื่องของอนาคต ขึ้นอยู่กับโอกาสมากกว่า เป้าหมายที่ใกล้ที่สุดในช่วงนี้คือการสานต่องานทั้งหมดมากกว่านะครับ คงไม่ไปหยิบจับอะไรเพิ่มเติมแล้ว รู้สึกว่าอันนี้เต็มที่แล้ว เป็นอย่างที่เราอยากทำเกือบทุกอย่างแล้ว ทั้งคลินิกผิวหนัง ร้านอาหาร และเพลงด้วย

-ในส่วนของเพลง คาดหวังว่าอยากให้เป็นที่รู้จักดังเปรี้ยงป้าง หรือติดหูผู้ฟังกี่เพลง

ผมไม่ได้หวังผลในเรื่องเพลงเลยนะครับ กะว่าร้องเพลงสักครั้งหนึ่งได้ออกก็ถือว่าดีแล้ว ด้วยความที่เป้าหมายเรามีอยู่แค่นั้นก็เลยไม่ได้รู้สึกกดดันเลย แนวเพลงที่เลือกก็คืออย่างที่เราชอบ คือป๊อป อาร์แอนด์บี ไม่ได้ไปทำอะไรที่ฉีกแนวจากตัวเองมาก เพราะไม่มีประโยชน์ที่จะไปทำอย่างนั้น

-แล้วคุณเคยคิดอยากจะไปลงประกวดกับเขาบ้างไหม

การประกวดผมไม่ได้คิดเลยนะครับ มีคนติดต่อมาบ้างนะ แต่ผมไม่ได้มีจุดประสงค์ที่จะก้าวขึ้นมาในระดับมหาชนขนาดนั้น พอดีอันนี้มีจังหวะ เราก็ก้าวไปตามจังหวะ ไม่ใช่ต้องขึ้นขั้นไปขวนขวาย

-งานพิธีกรเป็นทางถนัดหรือเปล่า เพราะช่วงที่ทำก็เกี่ยวกับสุขภาพ

งานพิธีกรผมรู้สึกอยากทำ ฟังดูคอนเซ็ปต์แล้วมันสนุก

-การตัดสินใจจากที่อยู่ในทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ และแหย่ขาข้างหนึ่งมาในวงการบันเทิง อาจจะทำให้ชีวิตเหนื่อยมากขึ้น   

ที่เกรงว่าชีวิตจะวุ่นวายขึ้น ผมกลับรู้สึกว่าเกิดมาครั้งเดียวต้องใช้ชีวิตให้คุ้ม เราจะแค่กลัวความลำบากแล้วปฏิเสธสิ่งที่อาจจะมีค่ากับเรามากมายมันก็ไม่ใช่เรื่องนะ และผมรู้สึกว่าถ้าไม่ทำก็เหมือนกับจะติดค้างในใจเราไปตลอด ว่าทำไมต้องนั้นเราถึงไม่ลองทำดู เพราะมันก็ไม่ใช่สิ่งที่เสียหาย ไม่ใช่สิ่งผิดด้วย หลายๆ คนเขาต้องการจะไขว่คว้ามันด้วยซ้ำไป

-ตอนเลือกสอบเอ็นทรานซ์ ถ้าไม่เลือกแพทยศาสตร์จะเลือกสาขาใด

ผมเลือกจากความถนัดของตัวเองนะครับ อาจจะเป็นกลุ่มของวิชาทางด้านการแพทย์ อาจจะทันตแพทย์ ผมเห็นมาตลอด หรือไม่ก็อาจจะเภสัช หรือวิทยาศาสตร์ จุลชีวะ เพราะผมชอบทางด้านเคมี ชีวะอยู่แล้ว

-สิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้ค่อนข้างหลากหลาย ต้องต่อสู้กับอะไร

ตอนนี้ต้องต่อสู้กับเวลา ต่อสู้กับตัวเองที่เริ่มอีเรื่อยเฉื่อยแฉะ เริ่มบ่น (ทำเสียงเอื่อย) โอ้ย...ไม่เอาแล้ว เราพยายามเติมไฟ ถ้าหากคิดถึงผลงานผมจะมีไฟ ถ้าเราทำดีๆ ตั้งใจอีกหน่อยนะ ผลลัพธ์ที่ออกมามันอยู่กับตัวเราไปตลอด ผมคิดอย่างนี้ ก็จะเหมือนกับฮึดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ถ้าทำไม่ดีมันก็ติดกับเราเหมือนกันนะ อาการเหนื่อยๆ เบื่อๆ

-ที่พลาดมาในวิชาทางศิลปะเป็นชนักปักหลังไหม

ผมไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องชนักปักหลัง แต่ในที่สุดเราก็ค้นพบนะว่าจุดอ่อนของเราคืออะไร (หัวเราะ) มันไม่ get จริงๆ ยังดีกว่าเราหลงตัวเองว่าเราเก่ง แล้วไปเรียนให้มันลึกลงไปนะครับ

-ในชีวิตเคยตัดสินใจผิดพลาดและส่งผลกระทบมายังส่วนอื่นๆ ของชีวิตไหม

ไม่นะ ผมไม่เคย เหมือนกับทุกอย่างก็ต้องให้อะไรกับเราอยู่แล้วไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม

-ความใฝ่ฝันที่อยากจะเป็นหมอ ณ ตอนนี้ที่ได้เป็นเต็มตัวแล้ว ภูมิใจเพียงใด 

ผมภูมิใจนะ (แววตาเป็นประกาย) มันไม่ใช่ว่าได้มาง่ายๆ มันต้องแลกมาด้วยความเหนื่อยเยอะนะครับ

-ตอนที่เป็นหมออยู่ในต่างจังหวัด คนไข้มีอาการหลากหลายมาก การที่คนหนึ่งเอาชีวิตมากฝากไว้กับคุณเป็นภารกิจหนักเพียงใด

เป็นความรับผิดชอบ เป็นความคาดหวัง ซึ่งบางครั้งเรารู้สึกละอายใจนะ เหมือนกับว่าความรู้ของเรายังไม่พอ เป็นหมอต้องยอมรับมากๆ เลยว่าอย่ากลัวที่จะยอมรับว่าตัวเองไม่ฉลาดหรือว่าไม่รู้ เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เราจะรู้ทุกอย่าง หรือถ้าเกิดเราไม่รู้ก็ต้องถาม ต้องส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญ เขาอาจจะว่าเราก็ต้องยอม มันไม่ใช่ปัญหาของเรานะ เรากำลังแก้ปัญหาให้คนอื่น บางครั้งโดนว่า ทำไมแค่นี้ไม่รู้...ผมยอมที่จะโดนว่ามากกว่าปล่อยให้มันเรื้อรังต่อไป ผมคงไม่ได้เป็นคนที่มีอีโก้ สังคมแพทย์สอนให้ผมเป็นคนที่ไม่ติดกับอีโก้ อะไรไม่รู้ก็คือไม่รู้ ส่งต่อก็คือส่งต่อ

-เป็นเพราะว่ากรณีที่เคยมีการผิดพลาดหรือผิดขั้นตอนทำให้คุณหมอเกรงสิ่งที่จะตามมา

ก็มีส่วนนะครับ ปัจจุบันมันก็มีสาขาวิชาที่แตกแขนงออกไปเยอะ และไม่ใช่ว่าไม่มีคนที่เขาเชี่ยวชาญกว่าเรา เดี๋ยวนี้มีคุณหมอแต่ละท่านที่เขาเฉพาะเจาะจงไป อย่างนี้จะเป็นประโยชน์กับคนไข้มากกว่าถ้าเราสามารถติดต่อให้เขาได้

-การเป็นหมอในยุคนี้ที่ทุกสิ่งอำนวยความสะดวกมากกว่าเดิม เมื่อเทียบกับหมอรุ่นพี่ก่อนหน้านี้ คิดว่าหมอ ณ วันนี้โอกาสดีกว่าเพียงใด

อันแรกเลยคือเรื่องของการเรียนการสอนนะครับผมว่า ยิ่งน้องรุ่นใหม่ๆ ได้เปรียบขึ้นเยอะ เพราะว่าสื่อต่างๆ มันเข้าใจได้มากขึ้น ง่ายขึ้นเยอะเลย อีกอย่างหนึ่งคือระบบเทคโนโลยีที่เป็นการสื่อสารต่างๆ เอื้อเฟื้อให้เราสามารถจะส่งข้อมูลข้ามระหว่างจังหวัด หรือปรึกษากันได้มากขึ้น แค่เรามีจิตใจที่จะส่งต่อหรือให้คำปรึกษากัน ทำให้ลิงค์กันเร็วมาก สมัยก่อนกว่าจะส่งจดหมาย ฟิล์มเอ็กซเรย์กว่าจะส่งไป เดี๋ยวนี้ถ่ายเข้าคอมพิวเตอร์ส่งทางอินเตอร์เน็ตได้เรียบร้อย ข้ามประเทศกันก็ยังมีปรึกษากันข้ามประเทศ ผมคิดว่าสิ่งนี้เป็นประโยชน์มากเลยกับคนไข้ หลายๆ ความคิดเห็นจากคุณหมอหลายๆ ท่านที่มีความเชี่ยวชาญต่างกันมันย่อมดีกว่าคุณหมอคนเดียวอยู่แล้ว เพราะเป็นไปไม่ได้ที่คนหนึ่งจะเก่งทุกๆ ด้าน

-คุณลักษณะของคนที่จะเป็นหมอได้ และคนที่จะเป็นหมอที่ดีต้องมีอะไรบ้าง

อันแรกคือต้องมีหลักวิชาการที่ดี ต้องมีความรู้ อันนี้จำเป็น ความรู้ที่มีต้องบวกไปกับการสื่อสารให้ได้ด้วย เพราะเป็นอาชีพที่ต้องปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งคนไข้ หรือคุณหมอบางแผนกก็ต้องติดต่อกับคุณหมอด้วยกันเอง อีกอย่างก็คือต้องมีจุดประสงค์ที่ดี เพราะมันเกี่ยวกับชีวิตคน

-คล้ายๆ กับงานทางด้านสื่อมวลชน

ผมว่าก็มีส่วนนะ เพราะเกี่ยวกับคน พอมันเกี่ยวกับคนเมื่อไหร่ก็จะมีหลักจริยธรรมกับคนด้วยกัน

-แต่ละงานที่ผ่านมา ประสบการณ์ทำให้คุณหมอแกร่งขึ้นแค่ไหน

อันแรกก็คือทางร่างกายนะครับ ตอนเด็กๆ ผมก็เป็นคนที่อดนอนไม่ได้ อดข้าวไม่ได้เลย ไม่เชิงขี้โรคนะครับ แต่ด้วยความที่เราทำอะไรเป็นตารางเวลาตลอด เหมือนกับทนไม่ได้ หงุดหงิด พออดนอนก็เบลอง่าย แต่เริ่มเรียนแพทย์ต้องปรับตัว ทำให้เรามีความอดทนมากขึ้น และยิ่งบวกกับมาทำงานทางด้านบันเทิงก็เหมือนกัน เพราะวงการบันเทิงก็เริ่มจากเป็นนายแบบโฆษณา ซึ่งพวกนี้ต้องการวินัยมาก ต้องตื่นเช้าอยู่จนดึก ทำให้เราพัฒนาขึ้น และเรื่องความอดทน ทั้งอดทนเรื่องกายด้วย เรื่องความคิดด้วย เรื่องการสื่อสาร คนที่เขาไม่เข้าใจก็ต้องค่อยๆ อธิบายจนเขาเข้าใจ จะมีอารมณ์ใส่เขาไม่ได้เลย ผิดมากสำหรับแพทย์

-ในธุรกิจทำมากี่ปีแล้ว ได้ประสบการณ์อะไรบ้าง

ร้านอาหารทำมาเพิ่งจะปีเดียวเองเพราะเพิ่งเรียนจบ หุ้นส่วนเขามีโนฮาวมาแล้ว ผมช่วยด้านประชาสัมพันธ์ ติดต่อหนังสือมาถ่าย และพยายามแนะนำให้คนมาทาน

-งานเยอะขึ้นทำให้อ่อนล้าในการทำงาน หรือมีพลังเยอะขึ้นในการทำให้ทุกสิ่งที่ทำอยู่ประสบความสำเร็จ

อันแรกก็เพราะว่างานที่ทำนั้นเกิดขึ้นจากเรามี Passion ที่จะทำ เราจะรู้สึกไม่เหนื่อยเลยเวลาที่จะมาจมกับมัน ไม่ใช่เป็นเพียงกิจการที่เราต้องมาดูแล เพราะฉะนั้นผมไม่เหนื่อยเลยที่จะต้องมานั่งทำหรือว่ามีปัญหาให้เราแก้ มีปัญหาเรื่อยๆ เลยนะครับ มีตลอด เรื่องคนด้วยนะครับ และยิ่งพนักงานหลายๆ คน ที่คลินิกผิวหนังก็จะมีปัญหาของเขา มีพนักงานเยอะ อีกอย่างที่เป็นปัญหาคือคลินิกผิวก็จะมีปัญหาเมื่อผู้หญิงที่อยู่รวมกัน (หัวเราะ) แต่โชคดีที่น้องๆ ทุกคนในตอนนี้เขา set กันได้ดี

-สิ่งที่ทำอยู่พอใจแค่ไหน และวางเป้าหมายไว้จุดใด

ผมคิดว่าตอนนี้มันเกินเป้าหมายที่ผมตั้งไว้ และโอกาสพัฒนาก็ยังมีอยู่ตลอด  

-คุณหมอคิดว่าตัวเองเป็นคนลักษณะไหน

แน่ๆ เลยผมไม่ใช่คนเฮี้ยว ผมเป็นคนที่อะไรเป็นขั้นเป็นสเต็ป ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ นึกจะแบกกระเป๋าก็ไปเที่ยวอย่างนั้น ผมไม่ใช่คนอารมณ์ศิลปินขนาดนั้น ผมชอบทำอะไรตามแผนการ

-เมื่อเกิดปัญหาขึ้นพร้อมกันในหลายงานที่ทำอยู่...

สิ่งแรกก็คือต้องตั้งสติก่อน ผมเป็นคนที่ยังติดใจร้อนอยู่ อาจจะด้วยอายุด้วย หรือสาเหตุอื่นๆ ตอนแรกก็พยายามแก้ให้เร็วที่สุดโดยไม่ได้คิดถึงผล แต่คุณพ่อพยายามเตือนและคุณแม่ก็พยายามเตือน รวมถึงผู้ใหญ่หลายๆ ท่าน โชคดีที่เขาช่วยเตือนว่าปัญหาไม่จำเป็นต้องรีบให้เร็วที่สุดนะ เราถอยออกมาสเต็ปหนึ่งแล้วค่อยคิดดีกว่าว่าอะไรจำเป็นที่สุด และแก้ทีละอย่าง รวมถึงปัญหาบางอย่างยิ่งทิ้งเอาไว้อาจจะยิ่งดีกว่า เขาจะสอนว่าไม่จำเป็นต้องเคลียร์ๆ เดี๋ยวนี้

-คุณหมอบอกว่าการเรียนแพทย์ไม่ทำให้ยึดติดกับอีโก้ของตัวเอง 

การเรียนแพทย์ช่วยให้เราไม่ยึดติดกับอีโก้ได้เยอะนะครับ ถ้ามีคนบอกว่าผมทำไม่ดีผมก็ยอมเปลี่ยนเลย อาจจะไม่ถึงขั้นที่เชื่อตัวเองไปซะหมด ผมไม่ได้มีปัญหาเรื่องอีโก้ กลายเป็นว่ามีอยู่ช่วงหนึ่งผมมีปัญหาที่เชื่อคนเยอะไปหน่อย เหมือนกับเราไม่นิ่ง พอคนบอกทีก็เฮไปทีหนึ่งงงๆ กลายเป็นว่าก็ต้องมาปรับด้านนี้แทน ตอนนี้ก็พยายามจะรวบรวมทุกอย่างให้เป็นเหตุเป็นผล จะทำอะไรก็พยายามคิดให้ละเอียดมากขึ้น

-ที่ว่าคนถนัดทางวิทยาศาสตร์สมองซีกซ้ายโตกว่าซีกขวา แล้วคุณหมอคิดว่าสมองซีกไหนโตกว่ากัน

ตอนนี้ผมว่าสมองมันพัฒนาทั้งคู่นะครับ และก็คงพัฒนาไปเรื่อยๆ (อมยิ้ม)

-ถือว่าทำงานหนักไหม

โดยส่วนตัวผมคิดว่างานไม่หนัก ผมไม่ได้ไปฝืน ผมรู้สึกว่าสบายๆ ด้วยซ้ำไป เทียบกับเพื่อนๆ ที่เรียนแผนกอื่นๆ ที่ต้องอยู่เวรกันเหนื่อยและอุทิศตัวเองมากซึ่งผมชื่นชมเพื่อนๆ หลายๆ คน ผมรู้สึกว่างานผมสบายมากๆ และได้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักโดยที่ไม่คาดฝันด้วย ก็ถือว่าโอเคที่สุดแล้ว เป็นชีวิตที่ดีมากสำหรับผม

-เคยมีความต้องการไปใช้ทุนในต่างจังหวัดตามข้อกำหนดของบัณฑิตทางการแพทย์ทั่วไปไหม

ก็มีเหมือนกันนะครับ เป็นขั้นๆ พอดีตอนนั้นผมสมัครที่มศว.ก่อน และรู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้เรียนต่อก็อาจจะไปพร้อมกับเพื่อนๆ เพราะเพื่อนไปกันหมด ใจตอนนั้นอยากไปต่างจังหวัดมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะเพื่อนในกลุ่มไปกันหมด เหมือนกับเด็กมหาวิทยาลัยทั่วไป ทำงานก็อยากทำกับเพื่อนๆ เขาให้สิทธิ์เลือกว่าเราอยากไปไหน แต่เพื่อนๆ กลุ่มผมก็จะไปทางใต้กัน ตอนนั้นอาจจะปัญหาไม่เยอะเท่านี้ แต่ก็เริ่มมีเหมือนกันนะครับ เพื่อนๆ เขาไปกันเป็นกลุ่ม เขาพอใจที่จะร่วมกันทำงาน เพื่อนไปแล้วแต่ผมอยู่ แรกๆ ก็โหวงๆ ที่เราต้องไปรวมกับคุณหมอคนอื่น อาจจะจบสถาบันเดียวกันแต่เราไม่ได้สนิทกัน แต่ทุกอย่างก็ต้องปรับตัวนะครับ เพราะโตแล้ว

-แต่ละที่ที่เลือกอย่างนครนายก ฉะเชิงเทรา คุณพ่อคุณแม่บอกว่าอยากให้อยู่ใกล้ๆ หรือว่าบ่นว่าทำไมไม่ไปไกลแบบเพื่อนๆ

การเลือกเป็นแพทย์ Extern และ Intern คุณพ่อคุณแม่ไม่เกี่ยวเลยครับ ไม่เลยจริงๆ (เน้นเสียง) คุณพ่อคุณแม่ถือว่าเป็นเรื่องของผมเลย ท่านไม่ได้มายุ่ง ท่านถือว่าเป็นสิทธิ์ตัดสินใจของเรา คุณพ่อคุณแม่จะพูดด้วยว่าพ่อแม่ก็ไม่ได้รู้ดีเท่าตัวเราเองหรอก เพราะว่าเป็นวิถีทางของเรา เราก็ย่อมรู้ดีกว่าพ่อแม่ ก็คงไม่ไปก้าวก่าย

-คุณหมอมีแบบอย่างในการดำเนินชีวิตจากใคร

ผมพูดได้เลยนะว่าผมเป็นคนที่ไม่มี Role model ผมยึดเป็นความคิดมากกว่า แต่สิ่งที่สำคัญเลยก็คือผมเลือกทำในสิ่งที่ผมรัก ผมเชื่อว่าทุกอย่างถ้ามันไม่มีจุดเริ่มต้น Passion ที่อยาก ทำไปได้ไม่นาน

-เคยเสียดายที่ไม่ได้ทำอะไรบ้างไหม

ยังไม่มีเลยนะครับ ผมทำหมด และสิ่งที่ไม่ได้ทำคือสิ่งที่ไม่อยาก วาดรูปผมไม่อยากทำแน่ๆ (หัวเราะ)

-สมัยเป็นนักเรียนมีคนชวนไปประกวด ถ่ายแบบบ้างไหม

ผมไม่ได้เข้าใกล้แวดวงถ่ายแบบเลยครับ ไม่กลัวนะครับ แต่มันไม่ใช่แนวเราเลย

-ตอนนี้ที่ต้องมาอยู่หน้ากล้องถ่ายแบบ หน้ากล้องโทรทัศน์ เอาชนะความรู้สึกเดิมอย่างไร

แรกๆ ก็มีบ้างที่เกร็งๆ ผมเป็นคนที่ค่อนข้างจะฮึดๆ นะครับ ช่วงแรกๆ เหมือนกับเราไม่ get ว่าเขาต้องการอะไร แต่เชื่อว่าพอทำไปสักพักหนึ่งจะจับได้ว่าเออ มันคืออะไร แต่ผมไม่ได้เป็นคนขี้อาย

-เมื่อตอนเรียนได้ขึ้นเวทีร้องเพลงมีคนมามองรู้สึกอย่างไร

ผมรู้สึกเฉยๆ นะครับ ถ้าเราอึดอัดก็คงไม่ทำมาถึงตรงนี้ เราคงปฏิเสธมันไป แต่นี่เรารู้สึกว่าเออ...สนุกดี

-เตรียมการอย่างไรกับการเป็นศิลปินที่จะต้องกลายเป็นเป้าสายของคนมากขึ้น

ผมไม่ได้คิดอะไรเลยนะ เป็นเรื่องปกติ มันเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้วถ้าเราทำงานอยู่ในที่สว่าง แต่ก็ยินดีรับคำวิจารณ์ และเหมือนกับว่าต้องเตรียมตัวเองว่าคำวิจารณ์นั้นต้องมีทั้งบวกและลบ ต้องเตรียมให้เข้มแข็ง อย่างที่บอกว่าผมมีข้อเสียคือไม่ใช่อีโก้ แต่กลับเชื่อเขาไปหมด ก็อาจจะต้องพยายามเริ่มฝึกประมวลความคิดก่อน

-หากวันหนึ่งโด่งดังกว่านี้ เคยคิดไหมว่าชีวิตจะเป็นอย่างไร

หากคนรู้จักหมดผมก็คงเหมือนเดิม คงไม่ไปทำอะไรที่แตกต่างไป

-ทุกวันนี้น้องๆ ไปหาหมอที่คลินิก เขามักเรียกหาหมอโอ๊คเป็นคนแรกไหม

ไม่นะครับ ผมพูดได้เลยว่าคนไข้ที่คลินิกนิ่งมากเหมือนเดิม และคนที่เขาฮือฮาว่าคุณหมอคนนี้เป็นพิธีกรก็ไม่ได้เป็นลักษณะว่าจะต้องมาเป็นคนไข้ อย่างมากเขาก็เดินมาดูหรือถ้าเจอที่คลินิกก็โบกมือให้นะ คนไข้ที่มารักษาเขาอยากให้เรารักษาจริงๆ มันแยกจากกัน

-คุณหมอเคยเช็คเรตติ้งตัวเองบ้างไหม ตอนนี้หลายสิบหน้ากูเกิลแล้ว ทราบว่ามีแฟนคลับทำเว็บบอร์ดให้ด้วย

ไม่เคยนะครับ ไม่เช็คอยู่แล้ว (หัวเราะ) ผมไม่ได้มองว่าเราดังนะ แค่ดีใจที่เขาอุตส่าห์สละเวลาพักผ่อนมาทำเว็บบอร์ดให้ เขาคงติดตาม เขาคงชอบดูรูป ดูผลงานเรา ก็ถือว่าถ้าน้องเขามีความสุขที่ทำก็ดี เหมือนกับการฝึกด้วยนะให้เขาใช้คอมพิวเตอร์

-คุณหมอเอาใจใส่ตัวเองแค่ไหนและมีวิธีการเอาใจใส่คนรอบข้างอย่างไร

แต่ก่อนไม่ค่อยสนใจตัวเองเท่าไหร่ แต่เมื่อเข้ามาทำงานด้านนี้มีคนวิจารณ์เยอะ (หัวเราะ) ก็เลยลองนี่หน่อย นั่นหน่อย พยายามดูแลตัวเองมากขึ้น อย่างแรกคือสุขภาพ เพราะป่วยทีมีผลกระทบถึงหลายคน เช่นเรื่องคิวงาน เรื่องเพลงผมเคยเป็นหวัดอยู่ช่วงหนึ่ง ทีมงานเขาปวดหัวนะครับ เพราะเราทำงานให้เขาไม่ได้ ต้องเลื่อนไปหมด รู้สึกว่าต้องดูแลสุขภาพให้มากขึ้น ถึงแม้เป็นหมอก็ป่วยได้เหมือนกัน ก็ต้องออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ ต้องกันเวลาไว้เลย เย็นนี้นะต้องไปออกกำลังกาย ขี้เกียจไม่ได้ ผมพยายามให้ได้ 3 ครั้งต่อสัปดาห์ ถ้าเราเรียนมาแล้วทำไม่ได้ก็รู้สึกว่าเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีกับคนอื่น

-ถ้าวันหนึ่งชีวิตต้องเลือกทำเพียงอย่างเดียวคุณหมอจะเลือกทำงานไหน

ไม่รู้นะครับ ก็ขึ้นกับสถานการณ์ตอนนั้น แต่หลักๆ แล้วชีวิตผมที่ดำเนินมาตั้งแต่เด็กก็คือการแพทย์นะ เหมือนกับว่าเราถูกปลูกฝังมาให้ทำงานในลักษณะนี้มากที่สุด

-คุณหมอคิดว่าตัวเองมีจุดเด่นด้านไหนที่คนให้ความสนใจ

หน้าตาผมว่าผมไม่ได้โดดเด่นเลย เพราะหน้าอย่างนี้มีตั้งเยอะแยะ ยิ่งไปแคสติ้งโฆษณาเห็นเลยว่าเจอแต่คนเดิมๆ หน้าอย่างนี้เป็นโหลเลย อาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนเปิดกว้างและทำหลายๆ อย่าง เหมือนกับว่าประวัติเราดูแล้วน่าสนใจ และด้านอาชีพด้วย

-สาวๆ คงอยากรู้ คุณหมอมีแฟนรึยัง

ก็...มีเข้ามาเรื่อยๆ ครับ (หัวเราะ)

-ไม่ถามไม่ได้ แต่อยากได้ความรู้สึกจากใจจริงนะว่าผู้หญิงในสเป็คเป็นอย่างไร

ผมชอบคนที่ดูแลตัวเองนะ แสดงถึงความรับผิดชอบ ผมไม่ชอบคนที่ปล่อยตัว ผมชอบคนดูแลตัวเองที่ไม่ต้องสวยก็ได้ แต่เป็นคนใส่ใจกับเรื่องของตัวเอง มันสะท้อนว่าถ้าเขาไม่ใส่ใจแม้แต่ตัวเองเขาจะมาใส่ใจเราได้อย่างไร

-เรียกได้ว่าตอนนี้ชีวิตมีความสุขแค่ไหน

ตอนนี้โอเคเลยนะครับ พอใจแล้ว คงไม่อยากไปเปลี่ยนอะไรเลย

-อายุ 26 ผ่านควอเตอร์แรกของชีวิต เรียกได้ว่าเป็นชีวิตที่สมบุกสมบัน เรียกว่าชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ หรือหนามกุหลาบปนกันไป

ถ้าให้มองตัวเองนะครับ ชีวิตโรยด้วยกลีบกุหลาบ (หัวเราะ) เหมือนกับเป็นไปตามสเต็ปมากๆ ในชีวิต ผลที่ได้รับดีเกินคาด แต่ผลเกิดขึ้นจากเราก็ลงทุนกับมันเหมือนกัน เกิดจากความพยายามของเรา

-ผมเชื่อว่าคุณหมอจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีและมีคุณภาพมากขึ้นๆ

ผมก็คิดว่าอย่างนั้นครับ



..................................................................................................................................................................
 
   
     
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618