ตือ สมบัษร ถิระสาโรช เขาเป็นอีกคนที่ประสบความสำเร็จในการบริหาร ด้วยธุรกิจในนามของบริษัท ตือ จำกัด ที่เปิดเป็นบริษัทของตนเองมาประมาณ 8 ปี ทำงานทางด้านออร์กาไนเซอร์ การทำงานแบบสนุกกับงานที่ตนทำ ผนวกกับความสามารถที่หลากหลาย และกล้าลองในสิ่งใหม่ๆ ทำให้งานที่บริษัทเขาผลิตออกมาเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ส่งให้บริษัทตือ จำกัด เจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว
ประวัติการศึกษา
จากหนุ่มที่มีความพอใจในตัวเอง เป็นคนร่าเริง และชอบพบปะผู้คน ทำให้ ตือ สมบัษร์ ได้พลิกผันชีวิตจากการเป็นสถาปนิกออกแบบบ้าน แล้วผันตัวเองไปเก็บเกี่ยวไอเดียกับเอเจนซี่โฆษณาระดับยักษ์ใหญ่ ก่อนที่จะลงเอยที่ผู้ออกแบบงานและนำเสนอสินค้าในรูปแบบบริษัทออกาไนเซอร์
" ผมเรียนด้านสถาปัตยกรรมมา แต่ออกแบบตกแต่งบ้านได้เพียง 3 หลังแล้วก็เลิกทำเลย เพราะรู้ว่าตัวเองชอบงานพบปะผู้คนและชอบการจัดการมากกว่า ประกอบกับได้รู้จักกับคนที่ให้ความรู้เราในเรื่องงานออกาไนซ์ อย่าง พี่กุ๊กกี้ - ทินกร อัศวรักษ์ จึงทำให้ตือได้มาอยู่ ณ. จุดตรงนี้ ได้มีบริษัท ตือ จำกัด อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้"
เริ่มมาเป็นบริษัท ตือ จำกัด ผมเรียนจบมาทางด้านสถาปัตย์ จากเทคโนโลยีเชียงใหม่ ก่อนที่จะมาทำงานที่กรุงเทพฯ ทำงานอยู่ที่เซ็นทรัลประมาณ 2 ปี จนในที่สุดก็ค้นพบว่า มีอย่างอื่นที่อยากทำมากกว่า ก็เลยมาหันมาทำงานโฆษณา ทำงานอยู่ที่บริษัท ลีโอเบอเน็ต ประมาณ 10 ปี ก่อนที่จะขยายออกมาเปิดบริษัทของตัวเอง เป็นบริษัทเล็กๆ มีกันไม่กี่คน ก่อนที่จะมี ดร.กนกวรรณ ว่องวัฒนศิลป์ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนแบบเป็นเรื่องเป็นราวจริงๆ ซึ่งก็จะเข้ามาดูแลในส่วนของงาน management ด้านออฟฟิศ ด้านบุคลากร ด้านการเงิน ส่วนงานที่ผมดูแล จะเกี่ยวกับการคิดงาน ให้ลูกค้า การดีลงานกับลูกค้า การคุมคอนเซ็ปต์งานทั้งหมด คืองานในบ้านจะเป็นหน้าที่ของ ดร.กนกวรรณ ส่วนงานนอกบ้านจะเป็นหน้าที่ของตือเอง นับถึงตอนนี้บริษัทเราก็เปิดมาประมาณ 7 ปีแล้ว มีทีมงานด้วยกัน 11 คน คือเราจะไม่เน้นทำบริษัทให้ใหญ่มาก แต่เราจะเน้นให้พนักงานทุกคนทำงานแบบช่วยกันหมด คือคนหนึ่งคนจะต้องทำงานได้หลายๆอย่าง นอกจากดูแลงานในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบแล้ว จะต้องดูแลงานในส่วนกลางด้วย
นับเป็นการก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 แล้ว กับบริษัทออกาไนเซอร์ที่มีเจ้าของนามว่า ตือ เป็นคนบริหารและจัดการ โดยส่วนใหญ่แล้ว งานแต่ละงานที่เขารับทำเป็นงานประเภท เปิดตัวสินค้า ทำแฟชั่นโชว์ เป็นสไตล์ลิสให้กับโฆษณา , หนังไทย งานเกี่ยวกับเรื่องความสวยงามและแฟชั่นเป็นหลัก
อาชีพของตัวเอง
" พี่ไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นสไตลิส คือมีหลายครั้งที่คนจะถามว่าเราทำอาชีพอะไร พี่จะบอกว่าพี่เป็นทั้งสไตลิส พี่เป็นทั้งโปรดิวเซอร์ พี่เป็นทั้งออร์กาไนเซอร์ พี่เป็นทั้ง เอ่อ ..เป็นทั่ง เป็นทุกอย่าง คือเราไม่มีคำจำกัดความของอาชีพเรา แต่หนึ่งอย่างคือเราเชื่อว่าเราสามารถจะปรับสภาพตัวเองให้ไปทำกับงานแบบนั้น แบบนี้ แบบนี้ได้ เราเชื่อตรงนี้มากกว่า ถ้าตรงนี้เราเชื่อว่าเรา พอดีพี่เป็นคนที่ไม่ได้ฟิคว่า พี่ต้องเป็นอาชีพนี้ๆ อาชีพนั้น อะไรอย่างเนี้ยะ อาชีพเรามันเป็นเหมือนกับว่า ทำไปด้วยความสนุกมากกว่าสำหรับพี่ เพราะฉะนั้นตรงนี้พี่คงต้องบอกว่า ถ้าเกิดใครอยากทำงานแล้ว ขอให้ทำงานแล้ว และทำงานให้มีความสุข มีความสนุกกับการทำงาน ไม่ว่าคุณทำอาชีพอะไรมันก็เหมือนกัน คือมันไม่จำเป็นว่าต้องเป็นอย่างโน้น อย่างนี้ อย่างนี้ ไม่จำเป็นสำหรับพี่"
บุคลิคภาพที่โดดเด่น
" ไม่จำเป็น ก็เป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุดหนะ ไม่ต้องมีบุคลิกอะไรเลย คือพี่ก็ไม่ได้เป็นคนที่เป็นแฟชั่นหรืออะไรซักอย่าง พี่ก็เป็นคนปกติ พี่ไม่ได้บอกว่าแต่งตัวเป็นแฟชั่น แบบ โอ้ยตามเทรนอิน อินเทรนอะไร เปล่า เราก็เป็นคนที่แต่งตัวปกติของเราไปเรื่อยๆ คือคนทุกคนเนี่ยอย่าไปบอกว่า คนแต่งตัวแบบนี้แล้วจะเป็นแบบนี้ได้ ไม่ใช่ คนเราอย่าดูที่ข้างนอก ควรจะดูที่ว่าจริงๆ แล้วคนคนนี้มีความคิดยังไง มีข้างใน ตัวตนเขาเป็นยังไง อันนี้มากกว่า นี่คือตัวตนที่เราต้องเก็บไว้ คือถ้าตัวตนตรงนี้คุณชัดเนี่ย คุณก็ทำอะไรก็ได้ ก็ชัดเจนอยู่แล้ว"
อาชีพนี้ต้องแต่งตัวอลังการ
" อันนี้พี่ไม่ทราบเหมือนกัน เพราะว่าปกติอย่างพี่พี่ก็จะแต่งตัวเรียบร้อยของพี่ไปตามปกติของพี่ พี่ว่าอันนี้มันเป็นความชอบของคนแต่ละคน มันไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเนี่ย มันไม่ผิดไม่ถูกนะการที่คนเราจะแต่งตัวแบบว่า ยังไงก็ได้ อันนี้พี่ว่า แล้วแต่ความพอใจของแต่ละคนว่าจะแต่งตัวยังไง แต่หนึ่งอย่างเนี่ย คือ ถ้าเขาแต่งตัวแล้วมีความสุขที่จะแต่ง พี่ว่าแต่งไปเถอะ อยากแต่งอะไรก็แต่ง เพราะว่าการที่คุณแต่งตัวล้วคุณเป็นสีสันของสังคมเนี่ย พี่ถือว่าคนพวกนี้เขาทำบุญนะ เพราะว่าคนอื่นเขาเห็น พี่ถือว่าคนพวกนี้เนี่ย เขาเป็นการทำบุญให้คนได้เห็นสิ่งที่เขาเป็น สิ่งที่เขาทำอะไรอย่างเงี้ยะพี่ก็ถือว่าทำให้คนได้รู้จักคิดอะไรมากขึ้น พี่ก็ถือว่าดี เราต้องคิดอย่างนั้น บางทีมันคิดไม่ได้หรอก จะไปบอกเขาแต่งตัวแย่ แต่งตัวเว่อ บางทีแบบว่า พี่ว่ามันไม่สมควร เพราะว่าอย่างบางคนเนี่ย เขาแต่งงาน แต่งตัวไปอย่างนั้นบางที่พี่ก็ถือว่าเขาเป็นการให้เกียรติกับงานนะค่ะ พี่คิดอย่างนั้นนะ"
กิจกรรมในยามที่ว่าง
" กิจกรรมของพี่หรือพี่ก็อ่านหนังสือ พักผ่อน แบบว่ารดน้ำต้นไม้ ปลูกต้นไม้ที่บ้าน และก็นี่แหละเลี้ยงปลา ก็ปกติมาก ไม่ได้มีกิจกรรมอะไรที่พิเศษ ไปเดินจตุจักร ไปเดินร้านหนังสือ กินกาแฟ อะไรอย่างเนี๊ยะ พี่ก็ทำกิจกรรมแบบนี้วันหยุด"
หนังสือกับเพลง
" หนังสือที่พี่ชอบอ่านเนี่ย พี่อ่านหนังสือทุกแนวเลย อ่านหมดทุกอย่างในโลกนี้ ฟังเพลงทุกอย่างในโลกนี้ เพราะพี่เชื่อว่าหนังสือทุกอย่างและก็เพลงทุกอย่างมันเป็น อินไฟเนชั่นของพี่ มันเป็นตัวที่ทำให้พี่รู้สึกว่ามันเป็นแรงบันดาลใจที่เราจะได้คิดได้อะไรบางอย่างเกิดขึ้น พี่ไม่ได้มีฟิคเลยว่าตัวเองจะต้องอ่านหนังสือเก๋ๆ บางทีอ่านไปหมดตั้งแต่หนังสือแฟชั่น ไปจนถึงหนังสือธรรมะ หนังสือนิยายน้ำเน่า อ่านไปหมดทุกอย่าง เพลงก็ฟังหมดตั้งแต่เพลงไทย เพลงจีน เพลงสากล เพลงฮิปฮอป เพลงหมอลำอะไรพวกนี้ ฟังหมดทุกอย่าง เพราะฉนั้นมันคือ อินไฟเนชั่นของเราหนะ คือพี่เชื่ออย่างหนึ่งว่าสิ่งรอบข้างทำให้เรามีแรงบันดาลใจ"
ร้านที่เข้าประจำ
" ร้านอาหารโปรดของพี่เนี่ย พี่ชอบไปกินร้าน คลอเดลอสโซ่ ที่หลังสวน เป็นอาหารอิตาเลียน"
หลักการทำงาน
" คือจริงๆ แล้วถ้าจะต้องบอกไป คือบอกว่าอยากทำอะไรก็ขอให้เชื่อว่าตัวเองทำในสิ่งนี้ได้ คิดแล้วต้องทำเลย คือไม่ต้องกลัวว่า โอ้ยฉันทำไม่ได้หรือ คือมันไม่มีใครตอบหรอกว่าทำได้ไม่ได้ จนกว่าวันหนึ่งเราจะลงมือไปทำเอง แล้วเราก็จะรู้ว่าทำได้หรือทำไม่ได้ แต่อย่างหนึ่งอยากขอให้มีความเชื่อเสมอว่า เราเนี่ยมีโอกาสที่จะได้ทำอะไรได้มากกว่าคนอื่น เพราะฉะนั้นถ้ามีโอกาสแล้วเราต้องทำให้ดีที่สุด"
ชีวิตที่มีความสุข
" สำหรับพี่อยู่ที่ไหนก็ได้ ที่ให้เราอยู่แล้วเรามีความสุข จะอยู่ในที่แบบว่ามีสิ่งแวดล้อมที่ดี สำหรับพี่ถือว่าอันนั้นมัน คือตรงนั้นมันไม่มีการจำกัดความว่าตรงนี้เป็นที่ที่ดีที่ใช่เสมอไป ไม่ใช่ บางครั้งเราไปอยู่ในที่ที่มันแย่ๆ แต่ถ้าเราอยู่ในสภาพที่สภาพจิตเรายังโอเคหนะ แล้วเราอยู่ในที่ที่มัน
พี่เชื่อว่าชีวิตของเราเนี่ยเราเลือกได้ทุกอย่างในชีวิต เพราะฉะนั้นเนี่ย เราเลือกที่จะมีความสุขให้ตัวเองได้มากที่สุด นี่คือชีวิตที่พี่อยากเลือก
ความที่เราอยู่มีสังคมเยอะแยะไปหมดกับคนหลายประเภท เพราะฉะนั้นบางครั้งมันคอมแพไม่ได้ว่าสิ่งไหนมันจะดีไม่ดี ทั้งหมดนี่มันอยู่ในพื้นฐานของจิตใจเราว่า ถ้าจิตใจเราแบบว่า เออชัดเจนในเรื่องการที่เราบอกว่าเราอยู่ที่ไหนเราก็มีความสุข เราอยู่ตรงไหนก็ได้"