Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
REALITY SUPPORT
สมชาย ชีวสุทธานนท์:พี่จะเป็นประเภทครูพักลักจำ





 

สมชาย ชีวสุทธานนท์ หรือที่ใครต่างเรียกเขาว่า "ตี๋ แม็ทชิ่ง" ผู้บริหารบริษัท แม็ทชิ่ง สตูดิโอ จำกัด (มหาชน) บุคคลที่มีความตั้งใจสูงในการทำงาน ทั้งที่ไม่ได้จบจากต่างประเทศ แต่เขาก้าวเข้ามาในสายงานที่ต้องมีแข่งขันกันทางความคิด และเขาก็ทำได้ดี จนบริษัทต่างๆ ยอมรับงานที่ออกมาจากความคิดและฝีมือของบุคคลผู้นี้ ล่าสุดได้รับมอบรางวัลด้านธรรมาภิบาลดีเด่น ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ( SMEs) ปี 2546

เสน่ห์ของงานโฆษณา

ในมุมมองของผม ผมมองว่ามันมีเสน่ห์กว่าผู้หญิงที่สวย เซ็กซี่ที่สุดในโลกซะด้วยซ้ำ เพราะว่ามันเป็นงานที่ไม่จำเจ งานที่เข้ามาแต่ละชิ้นจะแปลกและเปลี่ยนแปลงตลอด สมมติโปรดักส์หนึ่งโปรดักส์เช่น แป๊บซี่ โจทย์ที่เข้ามาแต่ละครั้งจะแตกต่างกันไปตามสภาพ สภาวะ ตามเหตุการณ์การตลาดอะไรอย่างนี้ คือมันเป็นอะไรที่ทำให้เราคิดตลอด จะต้องพัฒนามันตลอดมันจะไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ งานสร้างสรรค์มันก็จะต้องพัฒนาตามไปเรื่อยๆ มันทำให้เราไม่รู้สึกเบื่อ เพราะมีอะไรที่ท้าทายมาตลอด

ปัญหาของงาน

พี่ว่าการทำธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ตามในโลกนี้ ขายข้าวมันไก่ ขายก๋วยเตี๋ยวก็มีปัญหาเพราะลูกค้าที่เข้ามาก็แตกต่างกันไป พี่มองปัญหาทุกอย่างว่ายังไงก็ต้องเจอ คนทำงานก็ต้องเจอปัญหา ถ้าคนที่ไม่เจอปัญหาแสดงว่าไม่เคยทำงาน แต่พี่ไม่เคยคิดเลยว่าปัญหาที่เข้ามาจะเป็นปัญหาหนักอกที่แบกรับไว้ไม่ไหว ถึงแม้ว่าบางครั้งเราแก้ปัญหานั้นได้ บางครั้งเราแก้ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เพราะว่าเราเคยแก้ปัญหาอื่นได้ตั้งเยอะแยะ เช่นมีปัญหาที่โถมเข้ามาใส่พี่มี 100 ข้อ พี่แก้ได้ 80 เหลืออีก 20 ข้อพี่แก้ไม่ได้ไม่เป็นไร เพราะพี่แก้มาตั้ง 0ข้อแล้ว แต่นั้นไม่ได้หมายความอีก 20 ข้อพี่จะละเลยไป พี่จะค่อยๆ แก้ต่อไป แก้ได้ก็ถือว่าโชคดี ถ้าแก้ไม่ได้ก็ถือว่าว่าเราทำเต็มที่แล้ว เพราะปัญหาบางอย่างเป็นปัญหาโลกแตก แต่เราต้องมองในแง่ดีก็คือว่า มันเป็นประสบการณ์ให้เราว่าทำไม่เราถึงแก้ปัญหาตรงนี้ไม่ได้ เช่น ลูกค้าต่างประเทศเข้ามาพี่ บอกว่าทำหนังให้เสร็จภายใน 1 อาทิตย์ มันเป็นไปไม่ได้เพราะอะไร เพราะมันเป็นหน้าฝน ฝนตกตลอดแล้วมันเป็นงานที่ต้องถ่าย out door แต่ในฉากนั้นมันเป็นอะไรที่เกี่ยวกับพระอาทิตย์ ซึ่งมันทำไม่ได้ถามว่าเป็นปัญหาหนักไหม ตอบเลยว่าหนัก เป็นปัญหาโลกแตกด้วย ถามว่าคุณจะไปหยุดฝนได้ยังไง สิ่งเราต้องแก้คือบอกว่าเลื่อนได้ไหม ขยับได้ไหม ถ้าไม่ได้ก็แสดงว่าเราแก้ปัญหาไม่ได้ ลูกค้าก็ต้องไปแก้ปัญหาของเขาเอง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นมันอยู่ที่เราจะมองปัญหามากกว่า บางทีเรามองปัญหาเป็นเรื่องใหญ่ บางทีเรามองปัญหาเป็นเรื่องเล็กทั้งๆ ที่มันเป็นเรื่องเดียวกัน วิธีการแก้มันก็ต่างกันขึ้นอยู่กับเหตุการณ์มากกว่าว่า เราจะมองปัญหาใหญ่ให้เป็นปัญหาเล็ก หรือปัญหาเล็กเป็นปัญหาใหญ่ พี่เชื่อว่าการทำงานยังไงก็ต้องเจอปัญหา เพราะฉะนั้นตั้งรับมันดีกว่าไปกลัวมัน

ความรู้ไม่ได้อยู่ที่การศึกษาสูงๆ

คือครอบครัวพี่ไม่ใช่ครอบครัวที่รวย พี่ก็จบแค่ ปวส. แล้วออกมาทำงาน ถามว่าเราเองไม่มีโอกาสได้เรียนสูงเพราะว่าเราจำเป็นที่จะต้องสละให้น้องเรียน สิ่งหนึ่งในเหตุการณ์ตอนนั้นมันทำให้เราต้องสู้ เปรียบเหมือนนักรบถ้าเราไม่รบ ไม่เพียงแต่แพ้นะชีวิตเราก็จะไม่มีเลย เพราะว่าคนต้องดำรงชีพ ซึ่งต้องอาศัยปัจจัย 4 เสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค ที่อยู่อาศัย มันเป็นปกติพื้นฐานของมนุษย์ที่ต้องใช้ มันทำให้เราต้องดิ้นรน ต่อสู้ ในการผลักดันตัวเราเองขึ้นมา เพราะว่าเราด้อยความรู้ แล้วไอ้สิ่งที่ได้มาเราได้มาจากการหาประสบการณ์มาทดแทน ประสบการณ์มาจากตัวเรา เราต้องไขว่คว้า วิ่งชนโอกาส วิ่งหาโอกาส สร้างโอกาสให้กับตัวเราเอง เมื่อได้ตรงนั้นพี่จะไม่ยอมปล่อยมัน

สิ่งที่ทำให้พี่มาถึงตรงนี้ได้พี่ว่าพี่เป็นคนชอบคิด กล้าทำ กล้าที่จะเดินหน้า ถึงแม้เรารู้ว่าการวิ่งไปข้างหน้าอาจจะสะดุดขาตัวเองล้มบ้าง แต่เราก็รู้ตัวเราเองว่าเรากำลังวิ่งท่าไหน เรากำลังทำอะไรอยู่ คือพูดง่ายๆ ว่า เป็นคนที่มีความตั้งใจสูงและทะเยอทะยาน ชอบฝันและก็สร้างฝันของตัวเองให้เป็นจริง มันทำให้พี่มาถึงวันนี้ได้

วิธีการศึกษาหาความรู้

เคยได้ยินคำว่ามหาลัยชีวิตใช่ไหมครับ พี่คิดว่าคำว่ามหาลัยชีวิตเป็นจริงในโลกปัจจุบันนี้นะครับสำหรับคนที่ไม่มีโอกาสเรียน ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้สามารถสอนหรือเป็นประสบการณ์ให้กับเราได้หมด ทำงานชิ้นหนึ่งถึงจะไม่ใช่ชิ้นใหญ่เท่าไหร่ มันก็สามารถให้เรานำไปเป็นแบบแผนในชีวิตต่อไปได้ เช่นเราเริ่มทำงานตั้งแต่งานเล็กๆ การวางแผนงานเล็กให้มันตามสเต็บ บางครั้งเราทำงานแล้วเราก็ขาดทุนมันก็เป็นครูให้กับเราได้ว่าเราบกพร่องตรงไหน เพียงแต่เราต้องเป็นคนสังเกต ช่างจำและก็กล้าที่จะเผชิญกับ ไม่ใช่ว่าเราเคยเจอปัญหาแล้วเรากลัว ครั้งหน้าเราก็จะไม่พยายามเจอะเจอมันอีก มันก็จะทำให้เราไม่มีประสบการณ์ที่ดีขึ้น การเจอปัญหาในการทำงานเราสามารถนำมันมาใช้ได้กับชีวิตประจำวัน ถ้าเราจัดการกับระบบตรงนั้นได้เราก็นำมาจัดการกับระบบกระเป๋าตังค์ของเราได้ด้วย สิ่งที่เข้ามาหาพี่ พี่จะเป็นประเภทครูพักลักจำประมาณนั้น พี่จะจดจำมันตลอดและนำไปใช้กับอย่างอื่นได้ คือการต่อยอดทางการค้า หรือต่อยอดทางความคิด นี่คือคาเร็คเตอร์ของพี่เลย มันเหมือนกับเราเล่นจิกซอร์ หรือการต่อปิระมิด มันต้องเริ่มจากฐานที่กว้างๆก่อน ก่อนที่จะไปถึงจุดสุดยอด บางคนบอกว่ามันยากมากเลยนะกว่าจะถึงยอด แต่ถ้าคุณไม่ปูพื้นฐานให้ดีหรือแข็งแรง คุณก็ไม่สามารถขึ้นไปถึงจุดสุดยอดได้เลย ทุกอย่างในโลกนี้ถ้าจะขึ้นที่สูงมันต้องเริ่มจากข้างล่างก่อน เครื่องบินยังต้องเทคออฟจากข้างล่างเลย ต้นไม้ที่ขึ้นสูงเสียดฟ้ามันก็เริ่มโตขึ้นมาจากดินก่อน เพราะฉะนั้นไปกลัวอะไรกับการที่จะพัฒนาตัวเราเองให้เติบโตขึ้นในแง่ของมุมมองความคิด

การควบคุมดูแลลูกน้อง

ก่อนอื่นเราต้องทำองค์กรของเราให้มีคาแรคเตอร์หรือมุมมองขององค์กรก่อน คืองานที่ออกไปต้องมีคุณภาพดีแล้วมันจะกลับมามีชื่อเสียงแรกๆ จะยาก เพราะมันไม่มีงานงานตัวอย่างอะไรให้เห็น พอเราเริ่มสร้างผลงานที่ดี มันก็เหมือนกับการสร้างบ้าน สร้างหลังแรกด้วยความตั้งใจสร้างแล้วแข็งแรง สวยงาม แต่ไม่มีใครเห็นหรอกครับเพราะมันเพิ่งเป็นหลังแรก คุณก็ค่อยๆ ทำไปเรื่อยๆ อย่างพี่ตึง แลนด์แอนเฮาท์ เขาเป็นคนที่มีเจตจำนงในการทำงานให้มีคุณภาพ เช่น บ้าน 5 คุณภาพอะไรก็ตามที่เกี่ยวกับคุณภาพ เมื่อก่อนก็ไม่มีใครเห็นหรอก อย่างงานโฆษณาพี่ก็ไม่มีใครเห็นพอเราถึงจุดๆ หนึ่ง ผลงานเราเริ่มได้รับรางวัล เขาก็เริ่มรู้สึกภาคภูมิใจแล้ว ถึงแม้เขาจะเป็นเพียงคนยกปูนมาเท หรือเอาดินมาทมให้ที่เต็มเขาก็ภูมิใจกับการสร้างบ้านหลังนี้ งานโฆษณาที่นี่ก็เหมือนแม้ว่าเขาจะเป็นคนเสิร์ฟน้ำเขาก็ภูมิใจเพราะเขาทำงานอยู่แมทชิ่ง แต่ถ้าถามว่าแมทชิ่งไม่มีคนเสิร์ฟน้ำได้ไหมตอบว่าได้ แต่มันก็จะไม่สมบรูณ์มันไม่เป็นทีม หลักๆแล้วมันอยู่ที่ตัวหัวหน้าที่ต้องพยายาม build พนักงานว่าเขาเป็นคนหนึ่งในองค์กรที่มีส่วนสำคัญไม่ว่าเขาจะมีหน้าที่ไหนก็ตาม ถ้าลูกค้ามาแล้วพี่ตี๋ต้องมานั่งเสริฟซ์น้ำเองก็ได้ แต่พี่ตี๋ก็ไม่มีเวลาไปบริหารจัดการองค์กรได้ดี เพราะฉะนั้นหน้าที่เขาคอยเสริมและอุดรอยรัวให้องค์กรแข็งแรงได้ เหมือนนิทานที่เราเรียนเรื่องกิ่งไม้ไผ่ที่รวมกันหลายๆ อันแล้วไม่สามารถหักได้

แรงบันดาลใจที่ทำให้เกิดแนวคิด

พี่ว่าพี่เป็นคนธรรมดาที่ไม่ได้แบบคิดหรูหรา มี pattern ที่ลึกซึ้ง สับซ้อน มันเหมือนการซื้อมาขายไป เราก็เอาผลงานของเราไปแลกเม็ดเงิน การที่เราจะแลกเม็ดเงินได้ ลูกค้าก็ต้องเชื่อใจในผลงานของเรา ผลงานเราก็ต้องมีคุณภาพ เมื่อได้เม็ดเงินมาแล้วผมก็เอามาแลกกับความสามารถของลูกน้อง ไม่ใช่มาอยู่ที่ตัวผมคนเดียว มันคือพื้นฐานของมนุษย์ หลักการคิดของพี่คือหลักจิตวิทยา ที่เป็นพื้นฐานของสามัญสำนึกทั่วไป คุณอยากให้เขารักคุณ คุณก็ต้องรักเขาให้มากๆ เท่าเขารักคุณ คุณอยากได้เม็ดเงินมากคุณก็ต้องสร้างผลงานที่มีคุณภาพให้คุ้มค่ากับเม็ดเงิน ฉะนั้นมันไม่เกิดคำว่า win win situation เราต้อง give before you take การที่เราให้อะไรไปก่อนแน่นอนครับว่าใน 100 คนที่เราให้ไปกลับมา 50 คน นี่พี่ถือว่าประสบความสำเร็จแล้วในขั้นเริ่มต้น เราก็ค่อยๆ ทำไป เพราะอีก 50 คนยังไม่เข้าใจเราก็ได้ ถ้าเราไปหวังกลับมาหมดมันก็เหมือนกับเราไปหวังผลประโยชน์ฝ่ายเดียว การทำประโยชน์มันต้องการ win win ครั้งนี้คุณได้ ครั้งนี้ผมได้ แลกกันไปแลกกันมา มันคือความคิดแบบง่ายๆ พี่ใช้จากประสบการณ์ที่พี่สัมผัส เช่นกับลูกน้องบางอย่างเขารู้เขาก็เอามาเสริมให้เรา

 

Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618