Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
REALITY SUPPORT
สุคนธ์ สีมารัตนกุล:บรรณาธิการบริหารฝ่ายแฟชั่น นิตยสาร ลิปส์





สุคนธ์ สีมารัตนกุล ทำหน้าที่บรรณาธิการบริหารฝ่ายแฟชั่น นิตยสาร ลิปส์ หญิงที่ก้าวมาจากบ้านป่า เพื่อเข้ามาแสวงหาสิ่งที่คิดว่าดีกว่า โดยยอมทิ้งอาชีพที่มีความมั่นคงอย่างครูไว้ข้างหลัง เดินหน้าสู้กับสิ่งใหม่ๆ มีความตั้งใจจริงกับงานที่รับผิดชอบ จนก้าวมาสู่ตำแหน่งที่สำคัญ และเป็นที่ยอมรับของคนในวงการ

การค้นหาตนเอง

พี่เป็นเด็กมาจากพังงา พี่เรียนจบครูมา แล้วพี่ก็รับราชการครูมา 3 ปีที่ต่างจังหวัด แต่แฟชั่นมันเป็นสิ่งที่อยู่ในตัวลึกๆ แต่มันยังไม่พร้อมที่จะฉายแวว แล้วมาเจอเพื่อนคนนึง ชื่อสุรพล มโนสุนทร ซึ่งเขาก็เป็นครูเหมือนกัน แล้วเค้าก็ลาออกชวนมาทำงานที่กรุงเทพฯ มาทำงานที่ ไอซีซี ออกแบบดิสเพลย์ของเพี๊ยส เราก็เข้าไปดูว่าเค้าแต่งหน้าเริ่มจากอะไร โดยที่ไม่มีพื้นฐานเรื่องการแต่งหน้า แฟชั่นอะไรเลย พอมาอยู่ที่นี่เราได้พบอะไรหลายอย่าง ได้ไปเรียนกับอาจารย์แดง ชาคริต ไปเรียนก็รู้จักกับต้อม ชัชวาล แล้วเราก็ชอบ ได้ออกแบบ ดีไซน์ วาดรูป เราก็คิดว่าออกแบบเสื้อเราก็ชอบ

วันหนึงต้อมเค้าก็ต้องไปถ่ายแฟชั่น เค้าก็มาชวน ไปแต่งหน้าให้หน่อยสิ แล้วก็โอเค เอาก็เอา แล้วพอกลับไปบริษัทก็ให้พี่ที่สนิทเค้าสอน ว่าอันนี้ทำอะไร อย่างไร แล้วก็เอาของที่แบ่งเป็นตัวอย่างมาใช้ แล้วก็ไปแต่งเลย ไม่ได้เรียนเลย รู้แต่ว่าหนึ่งหน้าต้องลงมอยเจอไรเซอร์ รองพื้น ทำเท่าที่รู้ 1-2-3-4-5-6 ไม่ทำเกินไปกว่านี้ ไปถึงก็ไปเจอนางแบบก็แต่ง ก็แปลกสนุกดี ครั้งแรกยังไม่มีอะไร พอครั้งหน้าเค้าก็ชวนอีก เริ่มลองผิดลองถูก มันก็เริ่มสนุกแล้ว พอบริษัทเริ่มย้ายไปไกล ต้องตื่นเช้าตั้งแต่ตี 5 กว่าจะนั่งรถเมล์ไปถึง ตอนนั้นเริ่มแต่งหน้าเป็นแล้ว พอเราเรียนจบอาจารย์เค้าก็ชวนให้ไปสอนต่อ ไปช่วยดู ช่วยสอน เหมือนเป็นทีมนึงของนักเรียนดีไซน์ เราก็สอนรุ่นต่อไป ก็ไปหาลำไพ่พิเศษ ตามร้านเสื้อ เป็นดีไซน์เนอร์ ขณะเดียวกันก็เริ่มจะแต่งหน้า เริ่มจากต้อมก่อน แล้วพอคนเริ่มรู้ว่าเราแต่งหน้าได้ก็มีหนังสือมาติดต่อ อย่างพริตตี้ก็ไปแต่งให้

หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ

ดูแลรับผิดชอบเรื่องของแฟชั่นทั้งหมด รวมไปถึงหน้าปกของหนังสือแต่ละเล่ม แต่ละปักษ์ เดือนนึงก็ต้องทำแฟชั่นทั้งหมด 4 เซ็ต รวมหน้าปกด้วยก็ 5 เซ็ต เดือนนึง 2 เล่มก็ 10 เซ็ต แล้วก็มีคอลัมน์ make over เมื่อก่อนตอนเปิดหนังสือใหม่ๆ จะมีคอลัมน์ของตัวเอง เขียนไปจนสักพักนึง งานเกี่ยวกับแฟชั่นที่พี่ต้องดูแลมันเยอะ แล้วไม่มีเวลาเขียน ก็ทำให้ไม่สนุก จะพะว้าพะวง ต้นฉบับก็ต้องปิดก็เลย แฟชั่นก็ต้องปิด งานมันมาคาบเกี่ยวกัน กลายเป็นว่าเขียนก็ไม่ดี แฟชั่นก็ไม่สวย ก็เลยมาทำแฟชั่นกัน หน้าที่ก็หนักในแต่ละเล่ม เพราะต้องมาประชุมกันว่าคอนเซ็ปต์แต่ละเล่มจะทำอย่างไร แล้วพี่ก็ต้องติดต่อหาเสื้อผ้า หานางแบบ ช่างแต่งหน้าทำผม ช่างภาพหรือหา stylist ที่เหมาะกับแฟชั่นแต่ละเซ็ต

หนังสืออันดับหนึ่งด้านความสวยงาม

เป็นความฝันของตัวเองว่าเป็นแบบที่เราอยากจะเป็น ทุกคนที่ลุกขึ้นมาทำหนังสือ ก็ต้องมีความคิดว่าหนังสือตัวเองอยากให้เป็นอย่างไร แล้วฝันของเราเราไม่ได้ฝันคนเดียว เรามีเพื่อนมาด้วย อย่างศักดิ์ (ศักดิ์ชัย กาย) ก็เป็นเพื่อนที่คบกันมา 20 กว่าปีแล้ว เข้ามาทำวงการแฟชั่นด้วยกัน เริ่มต้นมาด้วยกัน เพราะฉะนั้นจะเข้าขากัน ทุกคนย่อมมีสิ่งดีของตัวเอง ถ้าเรานำสิ่งดีมาผสมกันมันก็ยิ่งดี แล้วพอมารู้จักกับอ๊อด อนันต์ เค้าก็มีสิ่งดีของเค้า เราสามคนก็วาดฝันไปด้วยกัน เราก็มีไอเดียที่อยากให้หนังสือที่ออกมาแตกต่างจากหนังสือทุกเล่มบนแผง ก็ถ้าเราไปทำเหมือนคนอื่น เราไม่มีทางสู้หนังสืออื่นที่อยู่มาแล้ว 10-20 ปีได้ เราถือว่าเป็นหนังสือใหม่ เราต้องมีมุมมองใหม่ที่ให้หนังสือแตกต่างให้ได้

การบริหารงานแฟชั่นกับการตลาด

จริงๆ แล้ว มันก็ไม่ต่าง เพราะเราคนๆ เดียวกัน เราสามารถวางแนวทางของแฟชั่นที่ต้องการได้อยู่แล้ว เราเป็นคนกำหนดว่าแฟชั่นเราต้องการแบบนี้ แฟชั่นของหนังสือ ลิปส์ เปิดมาเราจะรู้เลยว่าแฟชั่นทันสมัย ภาพสวย เฉียบ เนียบ นี่คือสิ่งที่แตกต่างกับหนังสือเล่มอื่น ไม่มีหนังสือเล่มอื่นที่ทำแบบนี้ แต่เราทำ เราต้องการให้หนังสือเราเป็นหนังสือไทย แต่มีความเป็นสากล เหมือนหนังสือหัวนอกที่เราถือหนังสือไปพรีเซนต์แล้วเมืองนอกยอมรับ เพราะฉะนั้นเราถึงได้ทำหนังสือแบบนี้ขึ้นมา

ในแง่การตลาดเนี่ย เราจะคิดว่าเราต้องทำวิทยานิพนธ์สวยเหมือนกับส่งอาจารย์ก็ไม่ได้ เพราะการลงทุนค่อนข้างสูง เพราะฉะนั้นเราใช้เงินทุนทุกบาททุกสตางค์ที่เราทำไป เราคิดว่าเราต้องมีเรื่องการค้าเข้ามา อย่างน้อยก็เป็นการค้า 50 อาร์ต 50 ให้รู้สึกว่าเราทำออกมาสวยด้วย ได้เงินด้วย เราคำนึงว่าหนังสือที่เราทำออกมามันต้องขายได้ เราต้องมีโฆษณาที่ทำให้หนังสืออยู่รอด ถ้าเราทำหนังสือสวยโดยไม่มีโฆษณาเลยก็เป็นไปไม่ได้ มันก็ไม่มีประโยชน์ถ้าทำเพื่อสนองตัณหาคนทำก็ไม่ทำดีกว่า เหนื่อยเปล่าๆ เพราะฉะนั้นการตลาดมันก็เป็นสิ่งสำคัญมันต้องไปด้วยกัน

บรรณาธิการแฟชั่น

มันก็ดีขึ้น ถ้าไม่มีเราก็ขอเพื่อน พูดตรงๆ เลย แต่พอเราได้สิ่งที่ดีกว่าเราก็ไปทำ 5 ปีไม่ได้กลับบ้านเลย แต่ว่าจะตั้งหน้าตั้งตาทำงานแล้วส่งเงินไปให้แม่ แต่ชื่อเสียงมันก็ไม่ได้มาง่ายๆ พี่เชื่อว่าวันนึงมันต้องถึงเวลาของเราที่มีคนสนับสนุน แล้วมันก็จะดี ในพริบตาเดียวที่จากคนธรรมดากลายเป็นคนที่มีคนรู้จัก เดินไปไหนมีคนรู้จัก เราเริ่มรู้สึกว่าไม่เป็นตัวของตัวเองแล้ว ต้องระมัดระวังตัวเองแล้ว เพราะรู้สึกว่าคนที่รู้จักเราอยู่รอบตัวเรา พี่ทำอยู่หนังสือผู้หญิง 1-2 ปี แล้วก็เก็บเงินไปเมืองนอก เพราะฝันที่ฟังมาจากเพื่อนว่าไปมีชีวิตที่เมืองนอกประเทศนี้ ประเทศนั้น แล้วเรารู้สึกว่าเราโง่ เลยคิดว่าชั้นต้องไปให้ได้

ไปพี่ไปเปิดหนังสือ Vorte Beaute มันเป็นหนังสือเกี่ยวกับความงาม ข้างในเขียนว่าเป็นสถาบันของ เกอลอง ดิออร์ คิดเดาว่ามันเป็นโรงเรียนเสริมสวย ก็มีอยู่อันนึงเป็นเครื่องสำอางที่ชื่อว่า แฮริด อาเย่ ของฝรั่งเศส ก็ส่งจดหมายให้หัวหน้ากองบก. เค้าอ่านแล้วให้ทำจดหมายให้ จะไปเที่ยวฝรั่งเศส พี่ลาแค่อาทิตย์ สองอาทิตย์ แล้วก็ไปปารีสก่อนเพื่อนเลย ไปอยู่กับเพื่อน ให้เขาคอยแปลให้ เค้าก็สอนแต่งหน้าให้ ได้เห็นชีวิตเบื้องหลังแฟชั่นโชว์ของเมืองนอกว่าเค้าทำกันอย่างไร อย่างน้อยเราก็ได้เข้าไปอยู่ตรงนั้น แล้วเราก็ไปต่อลอนดอน เบลเยี่ยม สวิตซ์ เยอรมัน ปีหนึงเพิ่งกลับบ้าน พอครบ 1 ปีพี่ไม่ไหวแล้ว เหมือนร้อนวิชา พร้อมที่จะทำงานแล้ว ทุกอย่างพร้อมแล้ว อยากทำงาน

พอกลับมาที่หนังสือผู้หญิง แต่ตอนนั้นก็จะเปลี่ยนเจ้าของแล้ว เราก็ทำเป็นบก. แฟชั่นอีก แล้วก็ทำแต่งหน้าไปด้วย แต่งหนังสือแพรว แต่งทุกเล่มเลย แล้วก็ไปเจอพี่ชาลีที่พลอยแกมเพชร พี่คิดว่าพี่โชคดี เพราะมีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน ก่อนหน้านั้นพี่ก็รู้จักกับพี่รุตจิตรที่อยู่เครื่องสำอางคริสเตียน ดิออร์ ตอนนั้นพี่ก็เริ่มมีชื่อเสียงแล้วล่ะ เค้าก็เลยชวนพี่มาแต่งหน้าให้เวลามีโชว์ พี่ไปที่ไหนคนจะเยอะมาก คนรู้จักเราแล้ว 30 วันทำงานไป 35 วันไม่ได้หยุดเลย พี่ไม่เคยคิดเลยว่าชีวิตพี่จะเป็นแบบนี้ คิดแต่เพียงว่าอยากทำ มีงานทำ แต่พี่คิดตลอดเวลาว่าเราต้องรักสิ่งที่เราจะทำ แล้วก็ทำด้วยความตั้งใจ ทุกสิ่งทุกอย่างต้องดี แต่มันก็มีอีกหลายอย่างที่อยากทำ เช่นอยากมีเครื่องสำอางเป็นของตัวเอง มีคนมาชวนเหมือนกัน แต่พี่ว่าพี่ยังไม่พร้อม แต่คิดว่าจะมีหนังสือเกี่ยวกับความงามเป็นของตัวเองเหมือนกัน

ปัญหาหรืออุปสรรค

ปัญหาเยอะมาก การทำแฟชั่น 1 เซ็ตคือเริ่มจากการที่เราติดต่อร้านเสื้อ เราต้องหาร้านเสื้อ เรารู้ว่าจะต้องได้เสื้อผ้าแบบนี้ เราต้องคิดว่าเราจะเอานางแบบใครมาใส่ถึงจะเหมาะ แล้วก็ต้องคิดคอนเซ็ปต์ด้วยว่าจะต้องถ่ายอย่างไร ช่างแต่งหน้าทำผม แต่ละคนก็มีสไตล์การแต่งหน้าไม่เหมือนกัน ช่างภาพคนไหนจึงจะเหมาะ โลเกชั่นไหนที่จะถ่าย ตรงนี้คือพี่ดูแลทั้งหมด จะถ่ายแล้วนางแบบไม่มา หรือมาแล้วเสื้อผ้าไม่เสร็จ ทีมงานไปกันหมดแล้วสถานที่ไม่ให้ถ่าย ช่างผม ช่างภาพเบี้ยว หรือช่างภาพถ่ายรูปออกมาแล้วฟิล์มเสีย ไปแล้วสภาพดินฟ้าอากาศไม่เป็นใจ ฝนตกถ่ายไม่ได้ มันเกิดขึ้นได้หมด

การเข้ามาทำลิปส์

พี่ออกจากพลอยแกมเพชรมา แล้วก็เป็นฟรีแลนซ์อยู่ปีนึง ส่วนพี่ศักดิ์ก็ลาออกมา แล้วก็โทรคุยกันแต่พี่บอกเค้าว่าถ้าชวนทำหนังสือชั้นไม่ทำ เพราะพี่รู้สึกว่าทำหนังสือปุ๊บจะกลายเป็นค่ายใครค่ายมัน การเป็นฟรีแลนซ์อิสระก็เหมือนเข้ากับใครก็ได้ ไม่ต้องมีความลับต่อกัน รู้สึกว่าสบาย แล้วพี่ศักดิ์ก็บอกว่าแกจะไม่ทำได้งัย ถ้าไม่ทำแล้วชั้นจะทำกับใคร เอาแน่เหรอพี่ไม่มีตังค์แล้วนะ พี่ศักดิ์ก็บอกว่า...ก็ไปหามา ชั้นก็ไม่มีเหมือนกัน แล้วก็เริ่มกันสองคนก่อน แล้วเราก็มองหาคนที่คิดว่าน่าจะมาทำกับเราได้ แล้วก็ไปเจออ๊อด ก็เลยกลายเป็นคีย์แมน 3 คนทำจนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา

 

Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618