|
ในมุมมองของคุณโตมร บรรณาธิการคนล่าสุดของนิตยสาร
GM ในวันนี้ GM เดินทางมาอยู่ ณ ตำแหน่งใด
GM เป็นนิตยสารผู้ชาย ซึ่งก็มีเป้าหมายอยู่ที่ผู้ชายวัยทำงาน เป็นคนทำงานที่เป็นผู้ชายส่วนใหญ่
เราพยายามตอบสนองในหลายๆ ด้าน ทั้งในแง่ของไลฟ์สไตล์ ในแง่ของความคิด
เรื่องของ Intellectual เรื่องของมุมมองที่มีต่อโลก
แต่แน่นอนว่า Magazine ที่มีอายุยืนยาวมาถึง 10 กว่าปีอย่าง GM ได้กลายเป็น
Magazine ที่ไม่ใช่สำหรับตลาดเล็กๆ อีกต่อไป พูดได้ว่า GM เป็น Magazine
ที่ค่อนข้างเป็น MASS ทีเดียว เพราะว่าเป็นหนังสือผู้ชายอันดับหนึ่ง
เพราะฉะนั้นความเป็น MASS ของมันก็มีประโยชน์ของมัน ในแง่ที่ว่ามันสามารถกระจายสิ่งที่เราต้องการจะสื่อสารกับผู้คนออกไปได้กว้าง
แต่ในเวลาเดียวกันความเป็น MASS ก็กัดกินตัวเองนิดหนึ่ง เพราะว่าเราไม่สามารถจะทำในสิ่งที่ลึกมาก
หรือในสิ่งที่เราอยากจะทำอย่างใจจริงๆ ได้ เพราะว่าบางอย่างเราก็จำเป็นต้องสื่อสารให้คนทั้งก้อนที่เป็นกลุ่มผู้อ่านของเราเข้าใจ
โดยถ้าจะทำให้จำนวนมากเข้าใจนั้น บางเรื่องที่มันเฉพาะเกินไป บางเรื่องที่มันเล็กเกินไป
มันก็อาจจะเอามาใช้ใน Magazine เล่มนี้ไม่ได้ มันก็มีทั้งข้อดีและไม่ดีของมัน
GM มีมุมมองเกี่ยวกับบทบาทหน้าที่ของสื่อ
และความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างไรบ้าง
โดยปริยายแล้ว สื่อน่าจะรับผิดชอบอะไรบางอย่าง ถึงแม้ว่าจริงๆ แล้วสื่อที่เกิดขึ้นมาในประเทศนี้
ในสังคมนี้ ถ้าเราจะมอง...แม้แต่สื่อเล็กๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นมาในฐานะสื่อทางเลือกก่อน
แต่ที่สุดแล้วพอเติบโตขึ้นมามันก็จะกลายเป็นสื่อที่ไม่ใช่สำหรับตลาดเล็กๆ
อีกต่อไป โดยเปลี่ยนไปจากสื่อทางเลือกมาเป็นสื่อที่เป็นกระแสหลัก
คิดว่าทุกอย่างในเมืองไทยเกิดขึ้นแบบนี้ทั้งนั้น หนังสือพิมพ์ไทยรัฐก็เกิดขึ้นแบบนี้
ตอนแรกไทยรัฐที่เกิดขึ้น คุณกำพล วัชรพล ก็ไม่ได้คิดว่าจะมาทำหนังสือขนาดนี้
หรือว่า GM ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาโดยที่มาบอกว่าตัวเองจะเป็น MASS ก็คือทุกอย่างเกิดขึ้นจากตลาดเล็กๆ
ซึ่งพยายามจะบอกว่าตัวเองเป็นทางเลือกก่อน แต่ว่าพอที่สุดแล้วเรากลายมาเป็น
MASS กันหมด มันจึงต้องมีภาระ มีความรับผิดชอบบางอย่างเกิดขึ้นอยู่บ้างเหมือนกัน
โดยความเป็น ALTERNATIVE นี่ตอนแรกๆ เราก็อยากจะบอกว่าเรามีจุดดีของเราแบบนี้
เราอาจจะอยากเห็นสังคมเป็นแบบนั้นแบบนี้ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะไปไกลเกินกว่าที่สังคมจะรับได้
มันก็อาจจะมีอะไรที่รู้สึกว่าออกไปนอกกรอบบ้าง ผิดประเพณีผิดค่านิยมอะไรอย่างนั้นบ้าง
แต่พอเราเป็น MASS แล้วนี่ เป็นไปได้ว่าสังคมก็อาจจะตามเรามาทัน หรือสังคมอาจจะไปอีกทางหนึ่งที่ไม่ได้มาทิศทางเดียวที่เรามาก็ได้
ซึ่งถ้าหากว่าสังคมไม่ได้มาทิศทางที่เรามา หนังสือเราอาจจะอยู่ไม่ได้
อาจจะมาไม่ถึงความเป็น MASS ก็ได้ แต่พอเป็น MASS แปลว่าสังคมตามเรามาในทิศทางเดียวกับที่เราไป
มันก็มีทางตันของมันเหมือนกัน เพราะว่าการที่ Magazine เล่มหนึ่งจะโตขึ้นมาจนกระทั่งถึงเป็น
MASS ขึ้นมาได้ คิดว่าคนที่ทำตั้งแต่ต้นแต่ละคนนั้นมีขอบเขตจำกัด มันไปไม่ได้ไกลมากกว่าที่ตัวเองจะไป
พอตัวเองไปจนสุดแล้ว หรือสังคมตามมาทันแล้ว อาจต้องหาคนใหม่หรือว่าเปลี่ยนทีมงานใหม่
หรืออะไรใหม่ให้มันไปเพิ่มขึ้นไปอีก
ตรงนี้สำคัญ เพราะว่าเมื่อเราเปลี่ยนคนใหม่เข้ามา คุณปกรณ์ พงษ์วราภา
ใช้คำว่าผลัดใบ ใบที่ออกมาสีสันใหม่ๆ บางทีมันก็อาจจะไม่สามารถทำสีสันให้แสบตา
หรือฉูดฉาดบาดตาจนคนที่ดูต้นไม้ต้นนั้นอยู่แสบตา และรับต้นไม้นั้นไม่ได้
มันก็ต้องทำให้เกิดความพอดี ตรงนี้เป็นเรื่องที่ยากสำหรับ Magazine
หรือว่าหนังสือที่มีอายุขึ้นมาสักระยะหนึ่งแล้ว
GM เป็นหนังสือผู้ชาย ซึ่งผู้ชายพวกนี้ส่วนหนึ่ง
หรือวันหนึ่งในอนาคตเขาจะเป็นพ่อ เป็นผู้บริหารสังคมหน่วยย่อยคือครอบครัว
นิตยสาร GM ได้สร้างอิทธิพลอะไรไว้กับความเป็นพ่อบ้างหรือเปล่า
เรื่องนี้ก็เป็นปัญหาเหมือนกันเพราะว่าจริงๆ แล้วถ้าดู GM ในสิ่งที่ตนเองทำ
ไม่ได้พยายามบอกว่าผู้ชายต้องไปเป็นพ่อ หรือว่าไปเป็นหัวหน้าครอบครัว
หรือว่าครอบครัวคือเป้าหมาย ไม่พยายามเอา GM ไปไว้ในจุดเปลี่ยนผ่านในชีวิตของคน
แล้วบอกว่าคนควรจะไปเป็นแบบนั้น หรือควรจะไปเป็นแบบนี้ แต่จะพยายามให้
GM เป็น Magazine ที่มีความหลากหลายในตัวเอง เช่น ส่วนหน้าเป็นแบบหนึ่ง
ส่วนหลังเป็นแบบหนึ่ง ส่วนหลังอาจจะวิพากษ์ส่วนหน้าในเล่มเดียวกันด้วยซ้ำไป
หรือว่าส่วนหน้าอาจจะวิพากษ์ส่วนหลังได้ เช่น ส่วนหลังจะเป็นคอลัมนิสต์
ซึ่งอาจจะวิจารณ์ส่วนหน้า ซึ่งจะเป็นเรื่องของไลฟ์สไตล์ เรื่องของการดูแลตัวเอง
ก็อาจจะตั้งคำถามขึ้นว่าทำไมเราต้องทำแบบนั้น ในขณะเดียวกันส่วนหน้าบอกว่าแล้วทำไมคุณต้องเอาแต่คิดอย่างเดียว
โดยที่ไม่ดูแลตัวเองเลยแบบนั้นก็ได้ คือมันต้องวิพากษ์กันไปมา แล้วคำถามก็คือว่า
GM ทำอะไรกับผู้ชาย ที่จะให้ผู้ชายไปตรงนั้น จริงๆ แล้วไม่ได้พยายามทำอะไร
เพราะรู้สึกว่าผู้ชายในสังคมไทยมีความหลากหลาย สิ่งที่ต้องการทำก็คือการนำเสนอความหลากหลายพวกนี้ออกมา
ทั้งในแง่ของการ DISPLAY ร่างกาย ในแง่ DISPLAY ความคิดของตัวเองออกมา
ซึ่งมันคงเป็นไปได้หลายๆ อย่าง
ยกตัวอย่างคือคนบางคนแต่งงานแล้ว ก็เที่ยวกลางคืนได้นะ บางครั้ง GM
ก็ทำเรื่องอาหาร SLOW FOOD ที่ออกมาแข่งกับ FAST FOOD คือเราก็เอามา
CONTEST กัน หรือเราอาจจะมีเรื่องครอบครัวบ้างบางครั้ง ในเรื่องความเป็นพ่อบ้าง
แต่ไม่ได้พยายามบอกว่าพ่อควรจะเป็นอย่างไร เราจะมีเรื่องผู้หญิง...เรื่องความเซ็กซี่ของผู้หญิง
แต่ว่าในเวลาเดียวกันนอกจากความเซ็กซี่ที่มีแล้ว ก็อาจจะมีประเด็นอย่างอื่น
อย่างเช่นอำนาจแห่งความเซ็กซี่มันคืออะไร ทำไมผู้ชายจำนวนมากจึงต้องยอมจำนนกับความเซ็กซี่
อะไรแบบนั้น
ความเป็นพ่อมันก็เป็นส่วนหนึ่งของคนอ่าน ไม่ใช่ทั้งหมด ก็
ถ้าเกิดเรามาทำหนังสือที่เน้นครอบครัว
เน้นความเป็นพ่ออะไรอย่างนั้น มันก็จะเป็นหนังสืออีกแบบหนึ่ง เพราะว่า...ถ้าพูดแบบ
Stereo type ผู้ชายก็คือเด็กผู้ชายตัวโตๆ ไม่มีวัยครับ
เขาว่ากันว่า...จะดูว่าเป็นผู้ชายหรือเป็นเด็ก ให้ดูจากของเล่น ให้ดูจากราคาของเล่นที่ตัวเองเล่น
คือคนที่โตขึ้นมาหน่อยก็จะเล่นของเล่นที่มีราคาแพง แต่มันก็ยังเป็นของเล่นอยู่นั่นแหละ
ซึ่งตรงนี้มันเป็นเสน่ห์ของผู้ชายจริงๆ แล้วที่สำคัญผู้หญิงชอบ มุมมองแบบนี้มันค่อนข้างจะเป็น
Stereo Type นะครับ
โดยส่วนตัวพี่ไม่ค่อยมองว่าผู้ชายเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่ว่าอันนี้มันเป็นลักษณะของผู้ชายจำนวนหนึ่ง
ที่อาจจะเป็นภาพตัวแทนของสังคมที่มีผู้ชายแบบนี้อยู่ มันก็เป็นไปได้
ซึ่งถ้าผู้ชายแบบนี้ผู้หญิงชอบ แล้วก็ไขว่คว้าหาผู้ชายเหล่านี้ไปเป็นสามี
ซึ่งหากว่าผู้หญิงไม่เข้าใจธรรมชาติตรงนี้ของผู้ชาย ก็จะทำให้มีปัญหาเรื่องครอบครัวตามมาได้เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นพี่รู้สึกว่า GM ทำหน้าที่
นอกจากจะนำเสนอความหลากหลายของผู้ชาย
ทั้งกลุ่มผู้ชายในแบบที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว ก็ยังนำเสนอภาพผู้ชายในแบบอื่นๆ
อีกด้วย ช่วยสร้างความเข้าใจ ความหลากหลายของความเป็นผู้ชายให้ผู้หญิงรู้ด้วย
สังคมโดยรวมจะได้รับอะไรจากการที่สื่อนำเสนอในวิธีแบบนี้
คือสิ่งที่เราทำไปมันก็เป็นกรรม อย่างไรมันก็มีวิบากกรรม ทีนี้สิ่งที่คนอ่านหรือคนที่ได้รับสื่อไป
มันก็จะมีคนที่ชอบและไม่ชอบอยู่ทั้งนั้น ถ้าคนที่ชอบก็บอกว่านี่แหละคุณรับผิดชอบต่อสังคม
พาสังคมไปในทางที่ดีแล้ว ถ้าคนที่ไม่ชอบก็บอก โห...คุณไม่รับผิดชอบต่อสังคมเลย
อย่างเช่นเราทำเรื่องความแตกต่างของผู้ชาย เราอาจจะทำเรื่อง Metro
Sexual ซึ่งหมายถึงผู้ชายอย่างเดวิด แบคแฮม ซึ่งมีความเป็นผู้ชายจริงๆ
นะ แต่เขาอาจจะอยาก Display ร่างกายแบบ Feminine บ้าง อาจจะอยากทาเล็บ
อาจจะแต่งหน้า อาจจะกันคิ้ว เราก็บอกว่ามีผู้ชายอย่างนี้อยู่ในสังคมจริงๆ
ซึ่งคนอ่านส่วนหนึ่งก็จะบอกว่า เออ...จริงนี่หว่า อย่างนี้เขาก็เป็นผู้ชาย
เขาอยากจะ Display ตัวเองในแบบไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องถูกจำกัดในแบบที่ผู้ชายเดิมๆ
สั่งสมกันมา แต่สังคมอีกแบบหนึ่งก็อาจจะบอกว่าไม่มีความรับผิดชอบต่อสังคมเลย
เพราะว่าถ้าผู้ชายปกติมา Display ตัวเองแบบนี้มันก็ไม่มีความเป็นผู้ชายแล้ว
ขึ้นอยู่กับว่าคนอ่านมีพื้นฐาน มีประสบการณ์ มีต้นทุนในตัวเองแบบไหน
เท่าไหร่ที่จะรับหรือไม่รับอะไรอย่างนี้ ซึ่งไม่ได้บอกว่าใครก้าวหน้ากว่าใครนะ
ต้นทุนของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อาจจะเท่ากันแต่มาคนละแบบ ก็เป็นไปได้
หนังสือผู้ใหญ่อย่าง GM จะมีผลต่อเยาวชนอย่างไร
เยาวชนยิ่งน่าสนใจ เพราะว่าเราจะรู้สึกว่าเด็กเป็นผ้าขาว เด็กมีไอ้โน่นไอ้นี่
เด็กควรจะได้รับแต่สิ่งดีๆ เช่นช่วง 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่ม เด็กควรจะได้ดูแต่รายการเด็ก
แต่คำถามก็คือ รายการเด็กคืออะไร เพราะว่าเท่าที่จำได้ ตอนที่เรียนอยู่
ป.4 เด็กผู้ชายก็เอาหนังสือโป๊มาดูกันแล้ว เป็นโป๊แบบที่มีการร่วมเพศให้เห็น
ไม่ได้โป๊แบบที่เป็นนางแบบถอดเสื้อนะครับ คือเรียนรู้ในเรื่องเพศตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
พอขึ้น ป.6 ก็มีคนสูบบุหรี่แล้ว อะไรแบบนี้ ทีนี้เราคงคาดหวังถึงสังคมในอุดมคติของคนที่นิยมสัจธรรมหรือว่าจริยธรรมแบบคลั่งไคล้ก็คงจะไม่ได้
เพราะโลกเราไม่ได้เป็นแบบนั้น แล้วผมเห็นว่า ถ้าเรานำเสนอภาพผู้ใหญ่ที่มีหลากหลาย
แบบนี้ แบบนี้ แล้วเด็กสามารถทำให้เป็นแบบนี้ แบบนี้ได้ มันน่าจะดีกว่า
คือโดยส่วนตัวแล้วไม่เคยเชื่อว่าเด็กเป็นผ้าขาว แต่ว่าคนทุกคนที่เกิดมาจะมีต้นทุนอะไรบางอย่างของตัวเอง
ซึ่งถ้าหากว่าเป็นแนวพุทธศาสนาสักหน่อย ที่เชื่อเรื่องชาติก่อน ก็ไม่แน่ใจว่าแต่ละคนอาจจะมีอะไร
พอเกิดมาในชาตินี้ก็...อันนี้ดูเชยนะ (หัวเราะ) แต่ทุกคนมีต้นทุนอะไรบางอย่าง
ตั้งแต่เกิดปุ๊บก็ถูก contruct ถูกประกอบสร้าง อาจจะเป็นพ่อแม่ ครอบครัว
อาจจะเป็นสิ่งที่ตัวเองเลือกรับมาตั้งแต่เกิด เพราะฉะนั้นไม่ได้แปลว่าการที่เราจะเลือกบางอย่างให้กับเด็กในวงกว้างที่เป็น
MASS มันยิ่งอันตรายกับเด็ก สมมุติว่าเด็กค้นพบว่าตัวเองชอบความเจ็บปวด
ตั้งแต่เด็กๆ เลยนะ เพราะว่ามีบางคนที่พี่เคยคุยด้วย เขาก็ชอบความเจ็บปวดตั้งแต่เด็กๆ
แล้วก็ไม่มีที่ทางที่จะเรียนรู้ในเรื่องราวเหล่านี้ ที่สุดมันก็เก็บกดในตัว
มันไม่รู้จะไประบายออกอย่างไร มันก็จะเป็นปัญหาทางจิตปัญหาข้างในตัวเองต่อไป
แล้วก็อาจจะสร้างปัญหาให้คนอื่นๆ ต่อไปได้
คือปัญหามันอยู่ที่ว่าเรามักจะมองว่าเด็กต้องไปทางนี้ถึงจะถูก ไปทางโน้นไม่ถูก
แล้วเรามักจะมีทิศทางที่จะให้เด็กต้องไปในทิศทางที่เราบอกเสมอ ซึ่งโดยตัวเองแล้วไม่ค่อยเชื่อ
ค่อนข้างจะเชื่อว่าคนเรามีสิทธิ์ที่จะเลือกอะไรก็ได้จากต้นทุนของเรา
ถ้ามองว่าทุกๆ อย่างรอบตัวหรือสื่อก็คือการเรียนรู้
GM สามารถเป็นหนังสือเรียนได้ไหม แล้วมันจะมีผลดี ผลเสียอย่างไรถ้าเข้าไปในโรงเรียน
คิดว่าน่าจะดีนะครับ จริงๆ แล้ว GM เป็นหนังสือที่มีเนื้อหาสาระที่คนควรจะอ่านนะ
พูดแล้วก็เหมือนโฆษณาหนังสือตัวเอง แต่มันมีเนื้อหาสาระที่น่าจะอ่าน
อย่างเช่นคอลัมน์ตะแคงคุยนี่น่าจะให้เด็กในโรงเรียนอ่าน
พี่รู้สึกว่า มันไม่ใช่ GM อย่างเดียว สำหรับพี่มันรู้สึกว่า ทั้งนวลนาง
และ FHM มันควรจะอยู่ในโรงเรียนด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม มันควรจะอยู่ในห้องสมุดของโรงเรียนด้วย
เพื่อไม่ให้เด็กหามาแอบอ่าน?
ไม่...แต่ไม่ทางใดทางหนึ่งเด็กก็ต้องไขว่คว้าหามาอ่านอยู่แล้ว เป็นพ่อแม่ต่างหากที่ไม่ให้เด็กเข้าไปเรียนรู้อย่าง...พ่อแม่
ครู แล้วก็ผู้ใหญ่ไม่ได้เข้าไปทำให้เด็กเรียนรู้อย่างเหมาะสม คือถ้าตัวเองคิดว่าเด็กควรจะเรียนรู้แบบไหนให้เหมาะสมก็เข้าไปบอก
แต่ไม่ใช่ปิดกั้นไม่ให้เด็กเรียนรู้อะไรเลย ซึ่งอันนี้น่าจะมีผลทำให้เด็กเขาเก็บกด
ถ้าเข้าไปอยู่ในโรงเรียน หนังสือ GM จัดอยู่ในวิชาอะไรถึงจะเหมาะ
คงเป็นได้ทุกวิชาเลย ใช่ไหม (หัวเราะ) พละศึกษาก็ได้ เพราะบางทีก็มีสอนให้เด็กออกกำลังกายท่านั้นท่านี้
หรือว่าได้รู้เรื่องกีฬาอะไรอย่างนี้ มันอาจจะเป็นวิชาเพศศึกษาด้วยก็ได้
เพราะเรามีเรื่องเพศด้วย มันอาจจะเป็นเรื่องของการเข้าสังคมก็ได้ เรื่องของความคิดก็ได้
มันอาจจะเป็นรัฐศาสตร์ก็ได้ พี่ว่ามันเป็นได้ทุกวิชา แล้วก็ไม่ใช่แต่
GM นะ แต่ว่าทุกสื่อก็เป็นได้ทุกวิชา ขึ้นอยู่กับว่าคนทำเขาอยากให้มันเป็นแค่ไหน
ถ้าพี่ต้องไปทำหนังสือเรียนวิชาใด วิชาหนึ่ง
พี่อยากจะให้มันออกมาเป็นอย่างไร อยากให้รู้อะไรบ้าง
พี่คงไม่มีความอยากเป็นของตัวเองที่อยากให้เด็กรู้อะไรบ้าง แต่พี่อยากรู้ว่าเด็กอยากรู้อะไรบ้าง
สิ่งเดียวที่พี่จะบอกเด็กก็คือว่าอยากทำอะไร ก็ให้ทำตามใจตัวเองเป็นอันดับแรก
แต่ให้ถามตัวเองก่อนว่ามันเป็นสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ หรือเปล่า ถ้าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่หัวใจของเราอยากทำจริงๆ
ให้ทำเลย ไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม
มองระบบศึกษาปัจจุบัน
พี่ว่าตอนนี้ระบบการศึกษาของไทยเราได้สร้างเด็กที่เหมาะสมกับทุนนิยมลึกๆ
ออกมาอย่างยอดเยี่ยมมากเลย ทำให้เด็กขยันในการบริโภคมันมาก คือทุกอย่างในโลกนี้ถูกตีความให้เป็นการบริโภคได้หมดเลย
เช่น เมื่อก่อนเรามีกระแสสิ่งแวดล้อม มีเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมใช่ไหม
ตอนนี้สิ่งแวดล้อมมันกลายมาเป็นการบริโภคเสื้อผ้าแบบหนึ่ง การบริโภคอาหารแบบหนึ่ง
เช่น เสื้อผ้าก็ต้องเป็นเสื้อของคนบางกลุ่ม คือวิธีคิดแบบนี้มันทำให้เราไม่ยึดติดกับอะไร
หรือว่ามองเห็นปัญหาอะไรบางอย่างแล้วเข้าไปแก้ไขมัน แต่กลายเป็นว่าคนที่ยึดเอาอะไรบางอย่างที่มันเป็นปรัชญามาใส่ในชีวิต
ก็ยึดปรัชญานั้นเพื่อเอาไว้ให้ตัวเองมาบริโภคอะไรบางอย่างที่ดูเป็นเฉพาะกลุ่ม
หรือเป็นวัฒนธรรมย่อยของกลุ่มมากขึ้น ซึ่งทุกอย่างมันกลายเป็นว่ามันไปตอบโจทย์ของบริโภคนิยมมากขึ้น
เช่น กระแสสุขภาพที่กำลังมาแรง ทำให้เราต้องเลือกบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพเสริม
เสื้อผ้าที่ไม่ย้อมสี หรือข้าวที่ไม่ขัดสีก็โผล่ขึ้นมา แต่ไม่มีใครลุกขึ้นมาตั้งคำถามแบบนี้
คือทุกคนก็พร้อมที่จะบริโภคอะไรก็ได้ที่สื่อหรือสังคมหรือปรัชญาอะไรบอกว่าดี
แต่ทุกปรัชญามันถูกการศึกษาหรืออะไรก็ตามในสังคม มันน้อมนำปรัชญาต่างๆ
เหล่านั้นไปสู่ปรัชญาของบริโภคนิยมและทุนนิยมเกือบทั้งหมด พี่คิดว่านี่เป็นผลมาจากระบบการศึกษาของเราที่เน้นคนเข้าสู่ลัทธิแบบนี้
ลัทธิแบบทุนนิยม แบบบริโภคนิยมที่ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ทำให้เด็กของเราหรือคนใหม่ๆ
ไม่ได้สนใจอะไร ว่าเราจะบริโภคอะไร เราจะบริโภคสิ่งนั้นได้ไหม แล้วมีอะไรที่ดีกว่านั้นให้เราบริโภคอีกหรือเปล่า
แล้วก็พยายามก้าวหรือว่าผลักดันตัวเองให้บริโภคสิ่งนั้นสิ่งนี้ได้
คิดว่าใครเป็นต้นเหตุ
ก็ทุกๆ คน ทุกๆ คนเลย จริงๆ แล้วสื่อทุกสื่อมันเป็นอย่างนั้น เราก็เป็น
พี่ก็เป็น ผมก็เป็น เพราะว่าเราก็อยู่ในบริโภคนิยม มันก็อยู่ในทุนนิยม
มันช่วยไม่ได้ที่มนุษย์เราเกิดมาในทุนนิยม มันก็ต้องเป็นอย่างนี้ มันช่วยไม่ได้ที่ผู้หญิงเกิดขึ้นมาแล้วทาปากแล้วรูปสวย
แต่งหน้าแล้วรูปสวย สิ่งเหล่านี้มันเข้าไปอยู่ในตัวของเรา เรากลายเป็นส่วนหนึ่งของมัน
แต่ทีนี้ปัญหามันก็คือว่าสิ่งเหล่านี้เข้าไปอยู่ในตัวของเรา เรากลายเป็นมันแล้ว
ทำอย่างไรเราจึงจะมีชีวิตอยู่กับมันได้ แต่ไม่ได้มีชีวิตอยู่ด้วยความไม่รู้ตัว
แต่เราจะทำอย่างไรให้รู้จักตั้งคำถามกับสิ่งที่มันเป็นอยู่ อย่างที่มันบังคับเราอยู่
เราตั้งคำถามกับมันได้ไหม เพราะบางคนก็ไม่ได้อยากให้เราตั้งคำถามอะไร
อยู่ดีๆ เราเป็นอย่างนี้ได้ เราก็น่าจะให้ระบบมันมีความสุขมากขึ้น
เราจะได้ทำงานมาก คือตัวระบบมันจะดูมีความสุขมากขึ้น คือสังคมนี้ดูเรียบร้อยดี
ดูไม่มีคนลุกขึ้นมาตั้งคำถามหรือประท้วงอะไร ดูเผินๆ แล้วเมืองไทยน่ามาเที่ยวอะไรแบบนั้น
ทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวดีขึ้น (ยิ้ม)
แล้วอย่างนี้เราก็น่าจะมีความสุขสิ พ่อแม่ก็มีความสุข
แล้วผลเสียคืออะไร
ผลเสียก็คือสังคมมันจะมีความเหมือนๆ กันไปหมด มันจะมีลักษณะเป็น Homogenize
คือสังคมนี้มันจะเหมือนๆ กันหมด สังคมที่มันเหมือนๆ กันไปหมดมักจะมีอันตราย
ก่อนหน้านี้สังคมของเรา สังคมโลก มันค่อนค่อนข้างจะมีความหลากหลายมากขึ้น
ผู้คนจะมีความหลากหลายมากขึ้น แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์กันยายน ที่เป็นเหตุการณ์ที่สำคัญมากในโลกของเรา
มันทำให้ความนิยมหรือความหลากหลาย การยอมรับในความหลากหลายของผู้คนลดลง
ซึ่งมันยิ่งไปส่งผลให้ทุนนิยมหรือบริโภคนิยมได้แสดงอำนาจของมันมากขึ้น
คือทำให้ผู้คนเหมือนกันหมด ไอ้ความที่เหมือนกันมันทำให้ง่ายที่หยิบอะไรออกมาขายใคร
เพราะคนเขาเป็นอย่างนี้ ช่วงอายุเขาเป็นแบบนี้ แล้วคนเหล่านี้ก็จะผ่านศักยภาพในการตั้งคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่เป็นอยู่
พอเราไม่รู้ เราคิดไปเองว่าเรามีความสุขดีในสังคม แต่เราไม่รู้ทิศทางของเราว่าเราจะไปทางไหน
เมื่อมนุษย์ยังตอบคำถามไม่ได้เลยว่าตัวเราคือใคร เราเกิดมาเพื่ออะไร
มีหน้าที่อะไรในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นคำถามในเชิงศาสนาหรือเชิงวิทยาศาสตร์
พอเรายังตอบคำถามอันนี้ไม่ได้ ซึ่งมันเป็นคำถามสำคัญของการที่เกิดมาในโลกนี้
แต่เรามีชีวิตที่ดูเหมือนว่ามีความสุข แล้วก็ Sharing ระบบนี้ต่อไปเรื่อยๆๆๆ
บางทีเราอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่าเรากำลังเดินไปทางไหน การที่เราไม่ได้ดึงตัวเองให้เห็นทั้งหมด
ให้เห็นระบบทั้งหมดว่ามันทำอะไรอยู่บ้าง แต่เราอยู่ใต้ระบบที่เราคิดว่ามีความสุข
อันนี้เป็นปัญหาสำคัญ เพราะมันทำให้เรามองไม่เห็นอะไรเลย เหมือนปลาอยู่ในน้ำแล้วไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในน้ำ
ไม่รู้ว่าน้ำมันคืออะไรนั่นแหละ
ปัญหาสำคัญก็คือว่า มันทำให้เราละเลยความแตกต่างหลากหลายไป ยิ่งโลกเราเป็นทุนนิยมมากเท่าไหร่
เป็นบริโภคนิยมมากเท่าไหร่ หรืออยู่ในอิทธิพลของความคิดนี้มากเท่าไหร่
มันก็จะทำให้เราทุกคน........ได้น้อยลง ทำไมคุณไม่ขาวล่ะ ไม่ใช่คุณด้วยนะ
ทำไมเราไม่ขาวล่ะ ในเมื่อคนทั่วโลกเขาขาว แล้วก็มีโฆษณาออกมาว่าความขาวดูดีกว่าความดำ
ผู้หญิงก็จะบอกว่าทำไมเราถึงเกิดมาไม่สวย ทำไมเราอายุ 30 แล้วยังไม่ได้แต่งงาน
นี่แหละคือความทุกข์ ความทุกข์ที่มันซ่อนอยู่ แต่ว่าถ้าเราดูเผินๆ
ดูเหมือนว่าเรามีความสุขดี แบบว่าทำไม Holiday นี้ไม่ได้ไปเที่ยวต่างประเทศ
หรือไม่ได้ไปนอนเล่นที่ทะเล ทำไมคนอื่นเขาได้ไปนอน ทำไมเราอายุเท่านี้แล้ว
เราจะมีความสุขอยู่กับการเป็นพนักงานบริษัทจนอายุ 50ไม่ได้หรือ ทำไมพออายุ
40 แล้วต้องดิ้นรนไปมีกิจการเป็นของตัวเอง มันมีความทุกข์ที่ซ่อนอยู่
ไม่ได้มองว่าความทุกข์เหล่านี้มันเป็นธรรมชาติของมดรังหนึ่งหรือ
ปัญหาของเราก็คือ เราอยากเป็นมดกันเหลือเกิน เพราะเราเห็นว่ามดมันมีระเบียบดี
ในหนังสือ "โลกใหญ่ใบมด" ที่คุณโตมรเขียนบอกว่า
มดทั้งรังมันคือชีวิตเดียว แต่ถ้าเรามองถอยไปไกลๆ เราอาจจะเห็นคนหลายกลุ่มเป็นเพียงมดหลายตัวในโลกใบนี้หรือเปล่า
มีคนมากมายบอกว่าสังคมเราดูเรียบร้อยเหมือนมดหนึ่งรังจะดี แต่มดหนึ่งรังมันไม่ได้มีความหลากหลายเลย
มันดูเหมือนว่ามันมีจำนวนเยอะ แต่ว่ามันก็เหมือนๆ กัน คือมันขาดความหลากหลายมาก
ซึ่งการขาดความหลากหลายมันสามารถจัดการได้ง่าย มันสามารถจูงจมูกไปที่ไหนก็ได้
มันจะไม่มีคนออกมาชุมนุมอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยเพื่อไล่นายกรัฐมนตรี
คือมันถูกจูงไปแล้ว มันถูกทุจริตเชิงนโยบายประมาณนั้น ทำให้คนทั้งระบบเห็นว่าทิศทางนั้นมันถูก
คือมันอยู่ใต้อำนาจอะไรบางอย่างนั่นแหละ พอคนเห็นว่าทิศทางนี้ถูกก็จะยอมเดินตามไปอย่างเป็นทาส
มดมันเป็นทาสนะ เป็นทาสของนางพญา แต่เป็นทาสที่เต็มใจจะเป็นทาส แล้วเราก็ยังอยากเป็นทาสแบบนั้นกัน
เพราะมันดูเรียบร้อยดี ดูแล้วมันมีปัญหาอะไร แต่จริงๆ เราไม่ได้อยู่ในรัง
แต่เรามองจากข้างนอกเข้าไปในรัง เราจึงจะเห็นว่าบางทีมันก็มีปัญหาเหมือนกันนะ
เต็มเลย เพราะบางทีมดก็อาจจะเดินเข้าไปในคอมพิวเตอร์ของใครสักคนหนึ่งที่มันไม่รู้ว่าเป็นคอมพิวเตอร์
เข้าไปกัดสายไฟ เข้าไปสร้างปัญหา คือสร้างปัญหาให้อะไรอย่างหนึ่งที่อยู่นอกระบบคิดของเขา
ซึ่งเขาไม่มีวันที่จะมองเห็นเพราะว่ามันไม่มีความหลากหลายในตัวเองเลย
ความหลากหลายกับความเท่าเทียมมันมีความจำเป็นต่อสังคมและต่อเด็กไทยแค่ไหน
คือคนมักจะเข้าใจว่าความเท่าเทียมคือความเหมือนกัน คือคนเราจะเท่าเทียมกันได้เมื่อเราเหมือนกัน
แต่จริงๆ มันไม่ใช่ มันคือการยอมรับในความแตกต่างต่างหาก
เท่าเทียมไม่ได้หมายความว่าเราต้องเหมือนกัน ไม่ได้แปลว่าเราต้องใช้รถยนต์ระดับนี้
แบบนี้ ไม่ได้แปลว่าเราจะต้องมีผิวพรรณแบบนี้หรือแต่งตัวแบบนี้
แล้วความเท่าเทียมในความหมายของคุณคืออะไร
ก็...คนหนึ่งอาจจะมีรสนิยมทางเพศแบบหนึ่ง สมมุตินะ อาจจะเป็นคนที่ไม่ชอบรักเดียวใจเดียวเลย
ไม่แคร์เลยว่าสถาบันครอบครัวคืออะไร ฉันไม่เห็นเลยว่าสถาบันครอบครัวมีอะไรดี
เพราะฉันมีความคิดว่าสถาบันครอบครัวที่เป็นอยู่ตอนนี้ก็คือการที่ผู้หญิงต้องไปอยู่ใต้การปกครองของผู้ชาย
หรือสถาบันครอบครัวคือส่วนแรกที่สร้างความคิดให้กับเด็กว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นอย่างไร
ผู้ชายคนนั้นเป็นอย่างไร ซึ่งจริงๆ แล้วเด็กก็อาจจะไม่ได้อยากเป็นแบบนั้น
เพราะฉะนั้นฉันอาจจะเห็นว่าสถาบันครอบครัวไม่ใช่สิ่งที่ดี ไม่ควรจะมี
ไม่ควรจะมาพูดตามโทรทัศน์ว่าครอบครัวเป็นสิ่งที่ดีเลิศที่สุด ช่วยแก้ปัญหาทุกอย่างในสังคมได้
เพราะจริงๆ มันคือต้นกำเนิดของปัญหาหลายๆ อย่างในสังคมด้วยซ้ำไป
คนอื่นที่เห็นว่าสถาบันครอบครัวแก้ปัญหาได้เพราะที่บ้านฉันดีจริงๆ
ก็ต้องยอมรับความคิดนี้ได้ แต่ที่สถาบันครอบครัวของตัวเองไม่ดี ก็ต้องยอมรับได้ว่า
อ๋อ..สำหรับคนนี้สถาบันครอบครัวของเขาดีนะ ครอบครัวของเขาดีนะ แต่คนที่บอกว่าสถาบันครอบครัวดีก็ไม่ได้เอาครอบครัวหรือสถาบันครอบครัวมาครอบหัวคนทุกคนในสังคมแล้วบอกว่า
คุณต้องเป็นแบบฉัน แล้วถึงจะได้รับการการันตีว่าอย่างนี้สิถึงจะดี
คือทุกวันนี้สังคมเราจะทำเหมือนกับแสตมป์หลังหู ถ้าทำแบบนั้นแล้ว พลิกหูขึ้นมาดูแล้ว
อ๋อ...อย่างนั้นถึงจะดี ฉี่ไม่ม่วงนี่ดี เป็นต้น ซึ่งจริงๆ แล้วเอาสิทธิ์อะไรไปบังคับให้คนฉี่ใส่ขวด
ผมรู้สึกว่าอันนี้มันมีอำนาจอะไรไปบังคับคน แต่อำนาจเกิดจากอะไรรู้ไหม
เกิดจากความคลั่งศีลธรรม เพราะถ้าเราเป็นคนมีศีลธรรมแล้วเราก็จะรู้สึกว่าเราเป็นคนดีมากๆ
เรามีสิทธิ์ที่บอกคนนี้ว่า ฉี่ใส่ขวดดูสิว่าแกดีเท่าชั้นหรือเปล่า
นี่คืออำนาจอีกแบบหนึ่ง
มองระบบการคัดสรรในวงการศึกษา เช่น ระบบเอนทรานซ์
ไว้อย่างไรบ้าง คิดว่ามันเป็นหนึ่งในอำนาจหรือมือที่มองไม่เห็นผลักให้เด็กเข้าไปหรือเปล่า
คือตัวเองเป็นคนที่เรียนเก่งมาตั้งแต่เด็ก ก็เลยถูกอำนาจที่มองไม่เห็นผลักให้เลือกเรียนแพทย์หรือเภสัชอะไรอย่างนี้
แล้วมาตบท้ายด้วยวิทยาศาสตร์ ซึ่งนับว่าโชคดีมากๆ ที่ไม่ได้ติดแพทย์หรืออะไรที่มันต้องเรียนยาวนาน
ก็ติดวิทยาศาสตร์ แล้วก็...เรียกว่าทั้งโรงเรียนหรือทั้งจังหวัดตกใจว่าทำไมเราติดวิทยาศาสตร์
เพราะเราน่าจะติดแพทย์หรืออะไรแบบนั้นไป แต่ปรากฏว่าพอเรียนวิทยาศาสตร์จบ
4 ปีแล้ว คือในขณะที่เรียนอยู่เราก็รู้ว่าเราไม่สามารถเรียนแพทย์ได้
เราไม่เหมาะเลย เราเพียงแต่เรียนเก่งเท่านั้นเอง แต่มันก็มีอำนาจบางอย่างผลักให้เราคิดว่าเราเหมาะสมกับแพทย์เหลือเกิน
เราควรจะเป็นแพทย์
คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเราต้องการอะไร ก็เพราะว่าเราอยู่ในสังคมที่มีอำนาจที่มองไม่เห็นคอยบอกเราอยู่ตลอดเวลาว่า
เราควรจะต้องเป็นอะไร คืออำนาจที่มองไม่เห็นมันมักจะมองเข้ามาลึกในตัวเราว่าเรามีต้นทุนอะไรอยู่บ้าง
ซึ่งต้นทุนของเราก็คือเรียนเก่ง คนเรียนเก่งก็ควรจะไปเป็นแพทย์ เรียนสายวิทย์
ไม่ควรจะไปนั่งวาดรูป ซึ่งโชคดีที่เดี๋ยวนี้มันค่อนข้างจะเปลี่ยนไปมาก
เพราะค่านิยมมันค่อนข้างเปลี่ยน ดีขึ้น พ่อแม่ก็ยังสนับสนุนให้วาดรูป
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่บนพื้นฐานของเงินอยู่นะ เพราะเดี๋ยวนี้วาดรูปรูปหนึ่งก็ได้เป็นแสน
จัดนิทรรศการทีหนึ่งก็อยู่ไปได้ทั้งปี อย่างนักดนตรี ก็สนับสนุนเหลือเกินที่จะให้ลูกไปประกวดร้องเพลง
เผื่อว่าลูกจะได้เป็นศิลปินของค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ก็จะได้เงินเยอะๆ
มีชื่อเสียง คือเบส 2 อย่างที่พ่อแม่อยากให้ลูกในด้านต่างๆ ก็คือเงินกับชื่อเสียงอยู่
ไม่มีพ่อแม่คนไหนผลักดันให้ลูกไปเป็นโสเภณี ทั้งที่จริงๆ แล้วมันได้เงิน
แต่ชื่อเสียงมันไม่ดี ทั้งๆ ที่คิดว่า
มันน่าจะมีคนที่อยากเป็นโสเภณีนะ
เพราะพี่ว่ามนุษย์ทุกคนชอบร่วมเพศ
ไม่ใช่ทุกคนสิ...คนจำนวนมากชอบร่วมเพศ
แต่ถ้าได้เงินด้วย ได้ร่วมเพศด้วย มันจะผิดตรงไหน!!!
อันนี้มันก็เป็นคำถามของนักวิทยาศาสตร์ นักโบราณคดี วิทยาศาสตร์หน่อยๆ
ชีววิทยาสมัยก่อนประวัติศาสตร์ คือว่าทำไมอยู่ๆ มนุษย์เราถึงได้ลุกขึ้นมายืนตัวตรง
มนุษย์ที่เดิน 4 ขาเหมือนลิงเวลามีอะไรกัน ท่าที่สะดวกที่สุดก็คือท่าที่ยืนข้างหลัง
แต่อยู่ๆ มนุษย์ก็ลุกขึ้นมายืนตัวตรง แล้วหัวก็ใหญ่ ศีรษะก็ใหญ่ สมองก็ใหญ่ขึ้นมา
ไอ้การยืนตัวตรงมันทำให้เชิงกรานของมนุษย์แคบลง แล้วหัวใหญ่ขึ้นมันคลอดออกมา
มันไม่ควรจะเป็นวิวัฒนาการที่ดี แต่ทำไมมนุษย์ถึงมีวิวัฒนาการมาแบบนี้
แล้วการที่มนุษย์ยืนตัวตรงทำให้ท่าร่วมเพศเปลี่ยนไป เป็นการร่วมเพศด้านหน้าี้
ถ้าพูดถึงอำนาจที่มองไม่เห็น
เวลาเราพูดถึงอำนาจ เราจะนึกถึงอะไรที่มันใหญ่ๆ มาจากส่วนกลาง เพราะเราเคยชินกับอำนาจที่อยู่สูงๆ
พูดถึงประเทศไทยหรือว่าโลก
จริงๆ โลกก็ได้นะ เพราะว่าคนสมัยก่อนก็มีนับถือคนบางคนให้อยู่เหนือหัวตัวเอง
คนไทยก็เป็น เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี้คนไทยเราก็ปกครองกันอย่างเผด็จการ
เผด็จการทางทหาร สมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็เผด็จการ พ่อปกครองลูกก็เผด็จการ
ลูกสืบทอดหรือลอกเลียนแบบอย่างมาจากการปกครองนั่นด้วย ไม่ว่าศิลาจารึกมันจะจริงหรือไม่จริง
พ่อปกครองลูกมันเป็นตราประทับในครอบครัวด้วย
แล้วพี่ไม่มองว่าความต้องการปกครอง และความต้องการที่จะถูกปกครอง
เป็นสัญชาตญาณหรือธรรมชาติของสัตว์ประเภทหนึ่งหรือ
ก็ใช่ไง นี่เราก็ต้องการจ่าฝูงอยู่ตลอดเวลา
ถ้าอย่างนั้น การถูดกดขี่ หรือการมีอำนาจลดหลั่นกัน
ความไม่เท่าเทียมกันก็น่าจะเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
มันก็เหมือนเดิม คือพอมีจ่าฝูงแล้ว จ่าฝูงก็อยากให้ฝูงเป็นอย่างนี้
ทั้งฝูงควรจะเหมือนกัน ควรจะชอบกินใบหญ้าที่เพิ่งขึ้นเหมือนกันจะได้พาไปถูก
ทำไมตัวนี้ชอบกินหญ้าแก่อยู่ตัวเดียว เหมือนเรื่อง A Bugs' Life ที่มดตัวนั้นถูกเขี่ยออกมาจากรัง
เพราะว่ามีอะไรบางอย่างที่ไม่เหมือนคนอื่น แต่ว่ามนุษย์เราหรือว่าหนังอะไรต่างๆ
แฟนฉันก็เหมือนกัน เมื่อถูกกีดกันให้ออกมาจากกลุ่มแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองผิด
มีอะไรบางอย่างที่ผิด ก็ต้องมีการ conform เข้าไปในกลุ่มให้ได้ ซึ่งอันนี้มันคืออำนาจที่มองไม่เห็น
อำนาจนี้มันไม่ได้เกิดจากข้างนอกอย่างเดียว แต่มันเกิดจากตัวเองด้วย
เพราะว่าพอเราเกิดมาปุ๊บเราก็อยู่ในฝูงอะไรบางอย่าง มนุษย์เป็นสัตว์ฝูง
พอเราเป็นสัตว์ฝูง ความไม่เหมือนคนอื่นมันทำให้เราทุกข์ ซึ่งนี่มันก็เป็นอำนาจที่จะต้อง
conform เข้าไปอยู่ในกลุ่มให้ได้ display ตัวเองให้เหมือนฝูง เปลี่ยนนิสัยตัวเองบางอย่างให้เหมือนฝูง
อย่างในหนังเรื่อง "แฟนฉัน" น่าสงสารเด็กผู้ชายคนนั้นมาก
ที่ไม่สามารถเล่นอะไรที่ตัวเองอยากจะเล่น เช่น เขาอาจจะเคยชอบเล่นขายของกับผู้หญิง
ซึ่งเขาก็มีความสุขดีแล้วกับผู้หญิง แต่พอถึงวัยหนึ่ง เขาก็ต้องเปลี่ยนตัวเอง
conform ตัวเองให้เข้าไปอยู่ในกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่ง ถึงขั้นทำร้ายกลุ่มเดิม
ทั้งที่กลุ่มใหม่ก็เป็นรากเหง้าของปัญหาทั้งปวง เช่น เด็กผู้ชายในกลุ่มนั้นเล่นพนันบอล
เพราะฉะนั้นพี่มีความรู้สึกว่า ยิ่งเราชอบหนังเรื่องแฟนฉันมากขึ้นเท่าไหร่
ก็ยิ่งอันตรายกับคนไทยมากขึ้นเท่านั้น ก็แปลว่าเรา...ยอมรับ myth ต่างๆ
ทั้ง มายาคติ และอคติทั้งหลายที่อยู่ในเรื่องนั้นได้
อย่างนี้มันก็มีความขัดแย้งกันนะ เพราะการสรุปแบบฟรอยด์
ก็บอกว่าการยอมรับมันเป็นธรรมชาติ แต่การที่จะเป็นอะไรเดี่ยวๆ นี่มันมีความขัดแย้งกันอยู่หรือเปล่า
ขัดแย้ง แต่มนุษย์ก็เกิดขึ้นมาด้วยความขัดแย้งนั่นแหละ เรามีชีวิตด้วยความขัดแย้ง
เรามีชีวิตด้วยแรงทั้ง 4 ในเอกภพที่มันขัดแย้งกันอยู่
กลับมามองที่ระบบเอนทรานซ์ สมมุติถ้ามันไม่มี
มันจะส่งผลต่อการคัดเลือกในสังคมบ้างไหม
ถ้าไม่มีการเอนทรานซ์มันก็ดีสิ ถ้าทุกคนสามารถเรียนได้ในสิ่งที่อยากจะเรียน
ไปถึงไหนก็ได้ หรือว่าพอแล้วก็คือพอ
ที่ต้องคัดกันแบบนี้คงจะเป็นเพราะว่า...เราไปรับระบบการศึกษามาจากตะวันตก
พี่รู้สึกว่าเอนทรานซ์...คือตอนที่พี่เข้ามหาวิทยาลัยใหม่ๆ พี่อยากเรียนทุกอย่างเลย
เช่นพี่อยากเรียนผ่าศพด้วยเหมือนกันนะ ในขณะเดียวกันก็อยากไปเรียน
Speech Communication การพูดในที่ชุมนุมชน แล้วก็อยากไปเรียนเรื่องการจัดรายการวิทยุ
แต่เวลาพอเราเอนทรานซ์เข้าไปแล้ว มันเหมือนมันตีกรอบเรา อย่างเช่นคุณได้เข้าคณะแพทย์
คุณก็ต้องเรียนแต่ Anatomy ผ่าศพ ชีววิทยา คุณจะไม่มีโอกาสได้ไปเรียน
Music Programme Present การจัดรายการวิทยุ คุณไม่มีสิทธิ์ไปเรียนเรื่องการจัดดอกไม้หรืออะไรอย่างนั้น
อย่างพี่เรียนคณะวิทยาศาสตร์ ก็ไม่สามารถไปลงทะเบียนเรียนวิชาของแพทย์ได้
อย่างนี้เป็นต้น
แม้แต่ในมหาวิทยาลัยเองมันก็มีการตีกรอบอะไรบางอย่างให้เด็ก เพราะฉะนั้นเด็กจะไม่มีความหลากหลาย
แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือมันมีลำดับขั้น เช่นแพทย์อาจจะมีสิทธิ์เรียนอะไรบางอย่างในคณะมนุษย์
แต่คณะมนุษย์ไม่มีสิทธิ์เรียนอะไรในคณะแพทย์เลย เป็นต้น เพราะว่าอาจจะถือว่าแพทย์ฉลาด
เพราะคะแนนสูงกว่า เป็นต้น
โดยตำแหน่งบรรณาธิการ ให้ความสำคัญกับการคัดสรรผู้ร่วมงานผ่านระบบการศึกษามากน้อยแค่ไหน
พี่ไม่เคยดูว่าใครมาจากไหน เพราะสำหรับพี่งานหนังสือหรืองานกองบรรณาธิการไม่ต้องเรียนอะไรมาเลยก็ได้
อย่างพี่ก็ไม่ได้เรียนอะไรมาเลย เพราะพี่เรียนวิทยาศาสตร์แต่มันก็ทำได้
แล้วการเรียนวิทยาศาสตร์มันยังดีกว่าที่จะเรียนด้านสื่อสารมวลชนโดยตรงด้วยซ้ำไป
เพราะว่ามันทำให้มีหลักอะไรบางอย่าง มีแกน มี theme ในตัวเองอะไรบางอย่าง
อย่างบางคนเรียนการเงินมาก็จะมีความเข้าใจเรื่องการเงินมากกว่าคนที่จบสื่อสารมวลชนมา
เพราะว่าสื่อสารมวลชนส่วนใหญ่ ก็จะสอนเราในแง่ของเทคนิค เขียนอย่างไร
สื่อสารอย่างไร ซึ่งสิ่งเหล่านั้นสามารถเรียนรู้ได้ในเวลา 3 เดือน
6 เดือนของการทำงานจริง
คิดอย่างไรกับระบบการศึกษาในฐานะของระบบที่ผลิตวัตถุดิบมาป้อนทุนนิยม
รวมถึงการเอนทรานซ์
ก็อย่างที่บอกว่า ระบบเอนทรานซ์รวมถึงระบบการศึกษาของไทยรับมาจากตะวันตก
รับมาหมดเลย รับมาทั้งระบบ มันคงไม่ใช่ความผิดของใครที่สร้างระบบนี้ขึ้นมา
แล้วพอรับมาแล้วมันก็ต่อยอดขึ้นไปๆ ทรัพยากรมันก็มีน้อย ในแบบที่เราคิดว่ามันมีค่ามันก็มีน้อย
เช่นตำรง ตำรา แทนที่เราจะคิดว่าการปลูกข้าวในนามันก็เป็นสิ่งที่มีค่าเหมือนกัน
เราก็สร้างคุณค่าของอะไรบางอย่างขึ้นมาตามตะวันตกในสมัยก่อน แล้วเราก็เห็นว่ามหาวิทยาลัยเป็นสุดยอด
แม้กระทั่งทุกวันนี้ สถาบันกษัตริย์ก็ยังต้องมาแจกปริญญาให้แก่นักศึกษาที่จบปริญญาตรี
พี่เองไม่ได้ไปรับปริญญา พี่รู้สึกว่าเวลาของในหลวงท่านน่าจะทรงได้ไปทำอย่างอื่นที่มีประโยชน์มากกว่านี้
ท่านจะทรงมานั่งทรมานพระวรกายทำไม แต่อาจจะเป็นเพราะว่าเมื่อก่อนบัณฑิตยังจบน้อย
จึงดูเหมือนเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าเหลือเกิน ที่จะมาช่วยพัฒนาประเทศชาติได้
ซึ่งจริงๆ แล้วก็คือผลิตนักศึกษามาป้อนทุนนิยมนั่นแหละ
มันไม่ได้น่านิยมยินดีนักหนากับนักศึกษาที่ไม่รู้จักตัวเอง เรียนมาจนจบ
หรือจบมาแล้วกี่ปีๆ ก็ยังไม่รู้ว่าตัวเองชอบสิ่งที่ตัวเองเรียนหรือเปล่า
สักแต่ว่าเรียนเข้าไปให้มันจบๆ ให้ได้ใบปริญญา ได้ถ่ายรูปชุดครุยปริญญา
ได้สวมมงกุฎดอกไม้ ไปยืนถ่ายรูปหน้าสระน้ำ หน้าสวนดอกไม้อะไรต่างๆ
อันนี้ไม่ใช่แค่คนไทยนะ เพิ่งไปไอร์แลนด์มา ไปเจอมหาวิทยาลัยที่รับปริญญาก็เจอแบบนี้เหมือนกัน
พี่ไม่รู้สึกว่าปริญญามันมีคุณค่ามากขนาดนั้น มันก็เป็นแค่ช่วงที่ทำให้เราเปลี่ยนสถานภาพหนึ่งไปสู่อีกสถานภาพหนึ่งเท่านั้นเอง
ซึ่งไอ้การเปลี่ยนแบบนี้มันเหมือนเป็นการสิ้นสุดสถานภาพที่มันต่ำต้อยกว่าไปสู่สถานภาพที่มันสูงส่งกว่า
ซึ่งมันโยงไปสู่เรื่องของคลาสในสมัยก่อน คนที่เป็นนักศึกษาก็จะถูกขนานนามว่าเป็นปัญญาชน
แล้วปัญญาความรู้มันก็เป็นอำนาจอีกอย่างหนึ่ง ที่ตัวเองจะเอาไปใช้กดขี่คนที่มีความรู้น้อยกว่าตนเท่านั้นเอง
เพราะฉะนั้นคนถึงนิยมยินดีกันนักว่าตัวเองมีอำนาจอีกอย่างหนึ่งเข้ามา
โดยมีใบปริญญามารองรับหรือมาการันตีอำนาจของตัวเอง แต่ทุกวันนี้มันไม่สำคัญขนาดนั้นแล้ว
เพราะว่ามันจบกันเยอะ เพราะฉะนั้นอำนาจอันนี้มันก็ลดความสำคัญของมันลง
เพราะใครๆ ก็มีอำนาจอย่างนี้อยู่ในมือเหมือนกัน มันก็เลยต้องขวนขวายเรียนกันต่อไป
ปริญญาโท ปริญญาเอก
ถ้าถึงวันที่ปริญญาเป็นสิ่งที่ใครๆ ก็มีได้เหมือนกันหมด
คนที่อยู่สูงก็ต้องขวนขวายไปให้สูงอีก เพื่อหนีการไต่ตามทางชนชั้น
รักษาความต่าง และคงไว้ซึ่งอำนาจ อย่างนั้นใช่ไหม
ความจริงคนไม่ต้องมีความแตกต่างนะ แต่คนดันอยากแตกต่าง แล้วที่เป็นไปได้มากที่สุดก็คือคนอยากเป็นใหญ่
มนุษย์อยากเป็นใหญ่ อยากเด่นดัง อยากเป็นที่ยอมรับ อยากเป็นที่รักของคนอื่น
ทีนี้ไอ้ความอยากเป็นที่รักของคนอื่น อยากให้ผู้คนชื่นชมยินดีในตัวเอง
มันก็เลยทำให้ทำทุกสิ่งทุกอย่างให้ตัวเองเป็นที่รักของคนอื่นให้ได้
อำนาจอาจจะบอกให้เราทำอะไรๆ แล้วรางวัลมันก็คือว่าคุณจะได้เป็นที่รักนะ
ผิวขาวนี่เป็นที่รักนะ มันบอกผ่านสื่อ คุณมีความรู้ คุณจะได้เป็นที่รักนะ
ก็บอกผ่านระบบการศึกษา จริงๆ แล้วมันคือฟรอยด์ มนุษย์ทำทุกอย่างด้วยแรงขับทางเพศ
เราอยากจะเด่น จะดัง เพราะว่าจะได้มีคนมารุมล้อมเรามากขึ้นอะไรแบบนั้น
ซึ่งจริงๆ มันก็คืออำนาจ
ถ้ามันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ แสดงว่ามนุษย์เราคงต้องเป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ
ตั้งคำถามไปก็เท่านั้น
คำตอบเดิม
ก็นี่ไง คือคำถามที่ว่า ถ้าหากมีคนจำนวนหนึ่งซึ่งมากพอ มองเห็นว่ามันมีคำถามอะไรที่ตัวเองควรจะถามกับระบบที่เป็นอยู่
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเปลี่ยนชีวิตนะ แต่คุณอาจจะตั้งคำถามประมาณว่าทำไมเราต้องมีบ้านใหญ่ๆ
แต่ถ้าเกิดคุณมีอยู่แล้ว ก็ OK. มันก็มี คุณก็ต้องตระหนักว่ามันมีคนที่ไม่มีบ้านใหญ่ๆ
อย่างนี้ เขาอาจจะมีความสุขหรือไม่มีก็ได้
แล้วแต่ อาจจะไม่ต้องเปลี่ยน
แต่คุณเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างกับสิ่งที่รายรอบเราอยู่ หรือบีบเราอยู่
มันต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้
ซึ่งจริงๆ ถ้าเราเข้าใจมัน เรากลับอาจจะทุกข์มากขึ้น ไม่ได้มีความสุขเลยนะ
แล้วถ้ามันเป็นไปอย่างที่พี่พูด มันจะนำไปสู่อะไร
สังคมจะมีความสุขขึ้นหรือจะเป็นการนำไปสู่กระแสใหม่ๆ บางอย่างหรือเปล่า
นี่คือสิ่งที่พี่ค่อนข้างจะกลัวในหลายๆ คน ซึ่งหลายๆ คนก็จะบอกว่าฉันอยากให้สังคมเป็นอย่างนี้นะ
แต่ว่าสังคมไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ฉันอยากให้เป็นอย่างนี้ มันน่าจะดีกว่า
แล้วเราก็จะพยายามบอกว่า ตามฉันมาสิ ตามฉันมาสิ ถ้าเกิดมันสำเร็จมันก็คือสังคมที่เปลี่ยนไปเป็นอีกแบบหนึ่งตามคนนั้น
แต่เวลาเดียวกันมันก็เหมือนเดิม มันก็คือกระแสหลัก คิดว่าสิ่งที่ตัวเองต้องการ
อยากบอกทุกคนว่าไปตามทางของตัวเอง ไปตายก็ได้ ไปเสพยาเสพติดก็ได้ ไปมี
Sex ก็ได้
พี่ค่อนข้างเชื่อเรื่องเสพยาเสพติดนะ ปัญหาเพราะว่ามันแพง ถ้าราคาถูกๆ
คนก็อาจจะเฉยๆ กับมัน แล้วยิ่งไปห้ามก็ยิ่งแพง ยิ่งปราบก็ยิ่งแพง คือถ้าหากเรามีความต้องการจริงๆ
เราอยากจะฆ่าตัวตายก็ฆ่าไปสิ หรืออยากจะเสพยาก็เสพสิ...เสพ แต่ว่าคุณถามตัวเองก่อนนะ
คุณต้องรู้ว่ามันมี price ตรงนั้น มีราคาที่คุณจะต้องจ่ายด้วยนะ เออ...คุณเสพแล้วคุณอาจจะเป็นอย่างนี้ๆ
นะ สุขภาพอาจจะไม่ดี แต่ถ้าคุณมีความสุขที่จะได้หลอน OK คุณอาจจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่ปีก็ตายนะ
แต่ถ้าคุณคิดว่าคุณไม่อยาก คุณอาจจะเป็นทรัพยากรที่จะให้ทุนนิยมมันบอกว่าคุณจะทำอะไร
แต่ถ้าคุณไม่อยาก คุณก็ควรจะสามารถเดินออกมาจากระบบได้ ทำอะไรก็ได้
ทุกวันนี้เราจะฆ่าตัวตายก็ไม่ได้ เพราะว่าเราจะถูกบอกว่าคุณเป็นคนไม่ดี
ไม่มีใครรัก
คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะฆ่าตัวตาย คุณไม่มีอำนาจที่จะฆ่าตัวเอง
คุณไม่มีอำนาจที่จะมี Sex ทุกวันกับคนที่ไม่ซ้ำหน้ากันเลย คุณไม่มีสิทธิ์หรืออำนาจแบบนั้นนะ
ซึ่งจริงๆ แล้วทุกคนควรจะมีสิทธิ์หรืออำนาจที่จะทำอะไรก็ได้แบบนี้
ฟังดูเหมือนจะสรุปว่ามนุษย์เป็นเจ้าของชีวิตตัวเอง
การพูดว่าชีวิตเป็นของเราเป็นเรื่องอันตราย เพราะเราก็ไม่รู้จริงๆ
ว่าเราเป็นเจ้าของชีวิตของเราจริงๆ หรือเปล่า เพราะฉะนั้นมันทำได้แค่เพียงว่า
ในเมื่อเรามีชีวิตอยู่ในขณะนี้ เราสามารถพาให้ชีวิตของเราไปทดลองกับอะไรต่างๆ
เพื่อให้เรารู้ว่ามันมีความแตกต่างหลากหลายอย่างไรบ้าง เราอาจจะไปได้ถึงขอบของชีวิตก็ได้
หรือเราอาจจะอยู่แค่ตรงนี้ก็ได้ แล้วแต่เรา
ด้วยความที่เราดูแลชีวิตนี้อยู่ เราควรจะมีสิทธิ์ที่จะพาให้เราไปตรงไหน
ที่เราจะไปเจอ แต่ไม่ควรถูกตีกรอบเอาไว้ ซึ่งพี่ไม่ได้หมายความว่าเราควรจะลุกขึ้นมาบอกว่าฉันเป็นเจ้าของชีวิตฉัน
100% ซึ่งจริงๆ เราไม่รู้ เราอาจจะแค่เป็นเซลล์หนึ่งในร่างกายของยักษ์ตัวหนึ่งก็ได้
ซึ่งวันหนึ่งมันก็อาจจะถูกกระแสเลือดพัดเข้าไปทำลายในตับหรือในม้าม
อะไรสักอย่างหนึ่ง อันนั้นก็เป็นไปได้
เพราะเราไม่เคยรู้ว่าเราเป็นอะไร
เราไม่รู้เลยจริงๆ
|