| Home |  | About Us | | News |  | Yes! Club | | Job | | Book Shelf | | Webboard |  | Letter | 
   
 
บทสัมภาษณ์ Reality ทั้งหมด
REALITY SUPPORT

'วชิรา' - วชิรา รุธิรกนก บรรณาธิการนิตยสาร a day
   

ชีวิตประจำวัน งานของคุณโจ้ คือการเขียน-อ่านหนังสือ เยอะแยะ คุณต้องอ่านหนังสือเป็นอาชีพอยู่แล้ว...อยากทราบว่าหนังสือที่ชอบอ่านเวลาว่างคือหนังสือประเภทไหน ?

คือว่าปกติก็จะอ่านหนังสือสลับประเภทไปเรื่อยๆ นะครับ ชีวิตประจำวันมันก็ต้องอ่านเรื่องที่ต้องทำงาน
อย่างทำ a day เล่มหนึ่งก็ต้องมีหนังสือจำนวนหนึ่งที่ต้องอ่านในแต่ละเดือน ถ้าเวลาว่างจากนั้น เวลาที่อ่านหนังสือที่ไม่ใช่ต้องทำงานโดยมากก็อยากอ่านที่มันเป็นเรื่องแต่ง เป็นนิยาย
โดยมากจะอ่านแบบหนังสือแปลมากกว่าส่วนใหญ่ก็อ่านได้หมดไม่ว่าจะแปลมาจากภาษาอะไร

ภาษาอังกฤษก็อ่านนะยกเว้นบางเล่มที่มันยากมากๆก็อ่านไม่ไหว ยกตัวอย่างเช่น ยูลิซิส เจมส์จอย ก็ไม่ไหว

ก็มีนักเขียนที่ชอบนะ ชอบมุราคามิเป็นพิเศษ วูบแรกที่นึกถึงเลยคือคนนี้

ชอบมากคือได้อ่านต้นฉบับภาษาอังกฤษก่อนที่จะมีแปลในบ้านเรา พออ่านตอนนั้นก็ชอบเลย พอเริ่มมีแปลก็ตามอ่านอยู่ ชอบสไตล์งานเขา ชอบลีลาของเขา ชอบเนื้อหาที่เขาเกี่ยวเรื่องใกล้ตัวมาเขียน คือเขาเขียนเรื่องสังคมเมืองเป็นส่วนใหญ่ คือเขาเป็นคนญี่ปุ่นก็จริง แต่ในงานของมุราคามิจะไม่มีแบบกิโมโน ไม่มีเสื่อทาทามิ ไม่มีอะไรแบบนั้น ก็จะเป็นเรื่องชีวิตประจำวันทั่วไป ไปดูเบสบอล นั่งกินเหล้าในบาร์ เดินเจอกันผ่านร้านซักรีดอะไรแบบเนี้ย แล้วก็ที่สำคัญที่สุดคือชอบวิธีการเขียนของเขา

เวลาเขาเขียนหนังสือ นิยายของเขาจะมีภวังค์บางอย่างที่ทำให้เราหลุดออกไปจากโลกจริงๆแล้วก็เข้าไปอยู่ในนั้น พอเวลาอยู่ในนั้นปุ๊บทุกอย่างมันก็เลยแบบว่าไม่มีอะไรแน่นอน มันจับอะไรไม่ค่อยได้ อยู่ในภวังค์ที่เขาเซตขึ้นมา ก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย เขาเก่งจังทำให้เราแบบหลุดหายเข้าไปได้ ถ้าเป็นนิยายก็จะนึกถึงมุราคามิ

แต่ถ้าเป็นช่วงหลังๆนี้จะสนใจเรื่องที่เป็นของคนจริงๆ เหมือนอัตชีวประวัติอะไรแบบนี้ หรือว่าไปดู The hour มาแล้วก็เข้าไปค้นหาประวัติ เวอร์จิเนีย วูฟ มาอ่าน

หนังสือแปลของแต่ละชาติรู้สึกว่ามันไม่ต่างกันโดยสิ้นเชิงนะ แต่มันจะมีสัญลักษณ์บางอย่างบอกเรา เช่น ชื่อตัวละคร ชื่อสถานที่ แต่สมมุติว่าถ้าลบเรื่องพวกนี้ไปหมดแล้วโยนเรื่องๆหนึ่งมาให้เราอ่านโดยที่ไม่รู้ว่าเป็นเรื่องของประเทศไหน มันมีความแตกต่างในวัฒนธรรมบางอย่างซึ่งอยู่ในนั้นอยู่แล้ว

การดูหนังกับการอ่านหนังสือต่างกันนะ เพราะว่าหนังเนี่ย 2 ชั่วโมงจบส่วนหนังสือเนี่ยบางเล่มอ่าน 3 วันมันหนามาก แล้วอีกอย่างก็คือในหนังมันจะจำกัดจินตนาการ แต่ก็ไม่แน่ใจนะว่ามันใช่จินตนาการรึเปล่า เพราะว่าทั้งสองอย่างมันก็ทำให้เราจินตนาการได้ แต่ว่าในหนังมันจะจำกัดภาพที่มีในหัวเรามากกว่าหนังสือ มันเหมือนกับมันกำหนดภาพให้เราดูมันเหมือนกับมันกำหนดภาพให้เราดูแล้ว เราก็ไปสนุกกับการค้นหาความหมายที่อยู่ระหว่างภาพนั้นหรืออยู่หลังภาพนั้น แต่ว่าหนังสือเนี่ยภาพก็ไม่มี คือเราก็เลยสนุกทั้งสองส่วน สนุกกับการเห็นภาพในหัวตัวเอง
กับสนุกกับการค้นหาความหมายที่อยู่ระหว่างบรรทัด
หรือว่าอยู่หลังภาพที่เราเห็นอยู่ในหัวของเราอีกทีหนึ่ง

 
 

 
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact us: editor@yes-wedo.com