Home
About
News
Club
Job
Webboard
Contact
Reality Support for professional Dreamers
อ่านบทความอื่นๆ ในคอลัมน์นี้
REALITY SUPPORT
วีระรัตน์ กิจเลิศไพโรจน์: ถ้าจำใจทำอย่างทำเลยดีกว่า




 

วีระรัตน์ กิจเลิศไพโรจน์ ผู้บริหารบริษัท ก. เจริญทอย ด้วยเห็นการทำงานของพ่อมาตั้งแต่เด็กๆ อีกทั้งแววของการทำธุรกิจจากการขายการ์ตูนมาตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นประถม 4 กับความที่ได้ใกล้ชิดของเล่นมาตั้งแต่เด็ก ผนวกกับความรู้ระดับปริญญาโทที่ได้ไปศึกษามา จึงทำให้ธุรกิจของเล่นของเขามีความเจริญรุ่งเรืองมาจนทุกวันนี้

ในการเปิดบริษัท

คุณพ่อทำธุรกิจมาโดยตลอด มันก็เป็นการซึมซับโดยอ้อม ตอนปี 30 คุณพ่อก็เปิดห้างอิมพีเรียล ช่วงเปิดผมก็เข้าไปดูว่ามีแนวคิดยังไง เปิดยังไง เสาร์ อาทิตย์ลูกๆ คนอื่นไปเที่ยวส่วนผมไปดูงาน เราก็เดินดูตามคุณพ่อ อย่างเมื่อก่อนที่คุณพ่อเคยทำเกี่ยวกับของเล่น คือบ้านผมเป็นร้านขายของ ข้างหลังคือโกดังอยู่อย่างนั้นทั้งวันทั้งคืนมันก็ซึมซับ แล้วของเล่นทุกชิ้นที่ผ่านตาผมมันก็อยู่ในความทรงจำ ทำให้ตอนที่เปิดบริษัท ก.เจริญทอย แทบไม่ต้องเรียนรู้อะไรมากเลย มันซึมเข้ามาในตัวเราโดยไม่รู้ตัว

จุดเริ่มต้นมันก็คือเราอยู่ในครอบครัวที่ทำธุรกิจมาโดยตลอด บวกกับประสบการณ์ที่คุณพ่อถ่ายทอดมาให้และบวกกับการที่เราเป็นอาจารย์ได้อยู่กับเพื่อนร่วมงานที่เป็นนักวิจัย นักวิชาการ จึงทำให้เกิดการประสมประสานระหว่างทั้งประสบการณ์ของคุณพ่อ ทั้งแนวคิดในวิชาการมาผนวกกัน ทำให้เราคิดอย่างวิชาการแต่ผสมผสานด้วยประสบการณ์

ปัญหายุ่งยากหนักใจ

หนึ่งคือเรื่องคน สองคือเงิน สามคือระบบธุรกิจที่ทำให้ระบบธุรกิจมันไหลลื่นสำหรับผม เพราะเราไม่สามารถทำคนเดียวได้ ถ้าระบบดีคนไม่ดีก็เจ้ง ถ้าคนดีระบบไม่ดีก็เจ้ง ถ้าคนดีระบบดีแต่ไม่มีเงินก็ไปไม่ได้ อุปสรรคอย่างแรกที่ผมเจอคือระบบ เพราะแนวคิดของทีมงานซึ่งเป็นทีมงานเก่าของคุณพ่อ เขาก็จะคิดย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนซึ่งเขาก็ไม่ผิด ถ้าให้เราไปยืนอยู่ ณ วันนั้นเราอาจจะทำได้ไม่ดีเท่าเขาเลย แต่การที่เราเรียนจบปริญญามาแล้วเชื่อคุณพ่อทุกอย่าง พูดตรงๆ ว่าถ้าอย่างนั้นผมคงไม่ต้องเรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโทมา แค่จบม.3 มาแล้วชวยคุณพ่อทำงานเลยดีกว่า

ย้อนกลับมาเรื่องระบบ ผมต้องบู้สะบั้นหั่นแหลกเลยว่ายังไงก็ต้องเอาระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ โชคดีที่ผมมีเพื่อนทางด้านนี้อยู่ ตอนนี้เราสามารถรู้ ความเคลื่อนไหวของการขายสินค้าได้ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่เหมือนคนตาบอด ตอนนี้รู้หมดแล้วเราต้องสร้างระบบขึ้นมาก่อน ส่วนเรื่องการตลาดเมื่อการขายนำการตลาด การตลาดมีหน้าที่โปรโมชั่น ตบแต่งแต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช้แล้ว ก.เจริญทอย เน้นการตลาดนำขาย หยิบโปรดักส์ขึ้นมาวางกลยุทธ์ มองภาพรวมว่าเป็นยังไงให้การตลาดเป็นโค้ด ส่วนที่ลงไปเล่นลงไปสนามจริงลงไปรบคือฝ่ายขาย

พอเรื่องระบบจบ ก็จะเป็นปัญหาเรื่องคนที่ตามไม่ทัน นึกภาพไม่ออกว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องอะไร ผมขอฝากไว้เลยว่านอกจากทำงานของตัวเองแล้วต้อง สนับสนุนคนรอบข้างด้วย ทุกวันนี้ผมเขียนคอลัมน์ลงแบรนด์เอท เราเอาสิ่งที่เราทำสิ่งที่เรารู้มาตกผลึก มาประมวลอีกครั้ง มันทำให้เราไม่ลืมองค์ความรู้ของเราไป เพราะถ้าไม่ใช้มันจะลืม แต่ผมไม่ลืมเพราะเขียนบทความ สอนหนังสือ คุยกับนักวิชาการ วงจรเหล่านี้ทำให้ความรู้ผมไม่ตกหล่น

มีวิธการยังไงให้คนเหล่านั้นเชื่อในสิ่งที่เราพูด

มันอยู่ที่ Leadership คือภาวการณ์เป็นผู้นำ ผมยอมรับว่าผมอายุยังน้อย แล้วในการทำงานของผมคือความอ่อนน้อม ตั้งแต่ผมทำงานมาผมไม่เคยด่าใครเลย คุยกันรู้เรื่อง ผมคิดว่าการทำงานยุคใหม่มานั่งด่ากันนี่มันไม่ใช่แล้ว คงเป็นผู้นำที่ตกลงแบบบงการ มันจะดีกว่าไหมถ้าคุณพูดจากับเขารู้เรื่อง ตั้งเป้าหมาย ตั้งเวลา ตามกติกาแล้วคุยกันดีๆ ภาษาดอกไม้ แล้วอีกอย่างผมอายุน้อยแล้วใช้วิธีบงการ แน่นอนบารมีผมจะไม่มีทันที ขาดความเคารพ ตอนนั้นผมอายุ 26 ต้องสั่งงานคนอายุ 40 ผมไม่เคยสั่งใคร ผมขอตลอด เรียกพี่ด้วย เช่น พี่แดงผมขออย่างนี้นะ พี่ว่าดีไหม ผมยังไม่ได้ตัดสินใจพี่ว่าไง ใครจะกล้ามาขัดถูกไหมออกจะดอกไม้ขนาดนี้ ถ้าขัดเขาก็จะบอกว่าคุณป๊อบค่ะ พี่ว่าต้องปรับปรุงตรงนี้อีกหน่อยดีไหมค่ะ เราพูดดีๆ ไปเขาก็กล้าให้ความคิดเห็น ถ้าเราบอกพี่ผมจะเอาอย่างนี้จัดการให้ผมหน่อยเขาจะหยุดแล้วไม่กล้าให้ความเห็น ถ้าเราพูดสิ่งดีไปสิ่งที่ได้กลับมาคือความคิดเห็นดีๆ และความเต็มใจทำคือทำด้วยใจ ไม่ใช่จำใจทำ ผมเชื่อว่าทุกคนที่ทำงานกับผมยินดีและเต็มใจที่จะทำ

ถ้าจำใจทำอย่าทำเลยดีกว่าเพราะงานมันออกมาไม่ดี

ยากไหมในการเป็นผู้นำที่อายุยังน้อย

ผมเริ่มจากผู้จัดการ ผู้อำนวยการตลาด แล้วค่อยๆ เขยิบ คือคุณพ่อก็จะมีเพื่อนคอยประคับประคองในส่วนอื่นๆ อยู่ด้วย ผมยังไม่เข้าใจในระบบขนส่งสินค้า ระบบบัญชีก็ยังไม่คล่อง เรื่องการขายก็ยังไม่ดี เก่งเรื่องการตลาดอย่างเดียว ก็ยังมีหน่วยงานต่างๆ คอยช่วยเหลือ พอเรื่องการตลาดอยู่ตัว ผมก็มาดูเรื่องอื่นต่อ เช่น การขาย การขนส่ง ค่อยๆศึกษา มันไม่มีทางที่คนๆเดียวจะเปิดศึกรอบด้านในทีเดียว ต้องเปิดศึกทีละด้านพออยู่ตัวแล้วหาคนไว้ใจแทน แล้วตัวเองก็ไปดูแลด้านอื่นต่อ องค์กรมันต้องเป็นทีมงานที่ต้องประสานกันตลอด

และการทำงานของผู้บริหารยุคใหม่ไม่ควรอยู่บนหอคอยแล้วคอยสั่งการ ผมต้องลงไป ดูแลลงไปทำตั้งแต่พื้นฐานเพื่อที่จะเข้าใจในธรรมชาติของมัน ผมเป็นผู้บริหารที่มีจิตใจแบบลูกจ้างด้วย เราต้องรู้ว่าลูกจ้างคิดยังไงและเราก็ต้องลงไปทำงานนั้นด้วย เวลาสั่งงานเราจะรู้เลยว่างานนี้จะเสร็จเมื่อไหร่ เพราะผมเคยทำ ตอนนี้ถ้าพนักงานพูดเรื่องบัญชีผมรู้หมดว่าคุณพูดถึงเรื่องอะไร ตอนนี้ผมกำลังเตรียมตัวไปเป็น พีซียืนขายของตามห้างอยู่เพราะผมพึ่งได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายขาย ผมก็ใช้หลักการเดิมคือถ้าคุณไม่เคยยืนขายของคุณจะขายของได้ยังไง เหมือนปลอมตัวไปให้มันสมูทมากที่สุด ให้ผู้จัดการฝ่ายขายส่งตัวไปแล้วก็สัมภาษณ์แล้วก็ไปยืนขาย โดยที่เขาไม่รู้ว่าเราคือใคร คนอื่นใช้เวลาเป็นเดือนแต่เราระดับนี้แล้ว 3 -6 วันก็รู้แล้ว

หลักการทำงานทางด้านการตลาดให้ประสบความสำเร็จ

จุดหลักคือ เรามีสินค้าอยู่ 4-5 ตัว มันเป็นศิลปะแล้วว่าเราจะทำตัวไหนไม่ทำตัวไหน ไอ้ทำไม่ทำคือการตลาด แต่ขายเราก็ขายอยู่แล้ว ถ้าสินค้าตัวไหนเข้าตาเราก็เรียกทีมงาน เรียกบริษัทพีอาร์ บริษัทออแกไนซ์มาคุยกันว่าจุดขายอยู่ตรงไหน มันเวิร์คไม่เวิร์ค ถ้าทีมงานว่าไม่เวิร์คแล้วให้เหตุผลที่ดีมาผมก็ไม่เอา ผมไม่ใช่คนดื้อ คือรับฟังความคิดเห็น รู้จักใช้เครือข่าย แล้วก็มีพรสวรรค์อยู่ในตัว

ผมคิดว่าผมไม่เก่งแต่ผมมีเพื่อนฝูงที่เก่ง ผมอ่านจากพ่อรวยสอนลูกว่าคนที่ฉลาดคือคนที่ใช้คนฉลาดกว่าทำงาน อย่าใช้คำว่าใช้ ใช้คำว่าช่วยกันดีดกว่าที่ทำให้สินค้าดังได้ ผมไม่ได้เอาเครดิตคนเดียวเผลอๆ ผมไม่มีเครดิตอะไรเลยด้วยซ้ำ เพราะผมเป็นผู้ประสานงาน ผู้บริหารต้องมีศิลปะตรงนี้คือรู้จักประสานให้คนที่มีความสามารถมาทำ ผมรู้ทุกเรื่องแต่ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกเรื่องแต่เราสามารถใช้งานให้บุคคลเหล่านี้ทำงานให้เราได้

การเป็นอาจารย์กับการทำงานในโลกความเป็นจริง

การเป็นอาจารย์มี 2 เฟส คือก่อนออกไปทำธุรกิจและการทำแล้วกลับมาเป็นอาจารย์พิเศษ มันแตกต่างกันมุมมองที่เป็นอาจารย์เพียวๆ ก็คือาจารย์สอนจากตำรา อ่านจากหนังสือพิมพ์ บทความต่างๆ มาสอน ผมจะมีเทคนิคการสอนที่อาจจะไม่เหมือนกับอาจารย์โดยทั่วไป ของผมคือการเดี๋ยวไมโครโฟน ผมไม่เคยนั่งสอนอยู่กับที่ มันเหมือนกับการทอล์คโชว์ ผมดูเดี่ยวไมโครโฟนแล้วก็อปปี้มาเลยนะแต่อาจจะไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์ เราจะทำยังไงให้เด็กขำ เด็กหัวเราะและก็เข้าใจเนื้อหาด้วย ผมเรียกว่ามาชมผมในการสอนไม่ใช้การมาเรียน วิชาผมเด็กจะเข้าเยอะที่สุด เด็กๆ ก็จะบอกว่าเหมือนมีพี่คนหนึ่งมาเล่าอะไรให้เขาฟัง ผมใช้แนวคิดนี้

พอไปทำธุรกิจแล้วกลับมาสอน ไอ้เนื้อหามันก็ถูกโยนลงตะกร้าไปบางส่วน เพราะตำราหาอ่านเองได้แต่ผมเอาประสบการณ์ที่ผมมีมาสอนซึ่งในตำราไม่มี และก็ยังเป็นวิธีการเดิมอยู่คือทอล์คโชว์ พูดในเนื้อหาจะพูดทำไม ผมไม่อยากเป็นอาจารย์ที่ไม่เคยทำธุรกิจแล้วมาสอนธุรกิจ ผมคิดว่าการธุรกิจเป็นเพียงส่วนหนึ่งที่จะทำให้ผมเป็นนักวิชาการที่ดีในอนาคต เป้าหมายในชีวิตของผมคือการเป็นนักวิชาการที่เก่ง เขาบอกว่าการสร้างอะไรก็ไม่ดีเท่าการสร้างคน การสร้างคนคนหนึ่งในเป็นผู้เป็นคนในสังคม และเขาก็สามารถที่จะไปสร้างอะไรต่อไปอีกในอนาคตได้อีกด้วย

 

Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact : editor@yes-wedo.com Tel. 0-2331-1610 Fax. 0-2331-1618