| Home |  | About Us | | News |  | Yes! Club | | Job | | Book Shelf | | Webboard |  | Letter | 
 
 
REALITY SUPPORT :

ร.อ.หญิง วราภรณ์ วงษ์มาก
อดีตนักเรียนพยาบาลเกียรตินิยมอันดับหนึ่งของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก ได้ทุนไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เพนน์ซิลวาเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนนักเรียนพยาบาลอยู่ที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก
 

ทำไมถึงอยากเป็นพยาบาล

คิดว่าเป็นอาชีพที่ได้ช่วยคนอื่น แล้วชอบตรงที่ของวิทยาลัยพยาบาลทหารบกจบมาแล้วก็ยังไม่เป็นทหารในเวลาเดียวกัน พอเรียนจบสี่ปีก็ได้ติดยศว่าที่ร้อยตรี แล้วเข้าบรรจุเป็นนายทหารสัญญาบัตรหญิง

 

 
 

อาจารย์พยาบาลแตกต่างจากการเป็นอาจารย์ทั่วๆ ไปอย่างไร

ต่าง เพราะนอกจากเป็นอาจารย์สอนพยาบาลแล้วยังจะต้องสอนให้กับคนที่ไม่เคยทำไม่เคยฉีดยา ดูแลคนไข้ เช็ดตัวทำยังไง เข้าไปคุยกับผู้สูงอายุ คนแก่ทำยังไง ต้องสอนทุกอย่างให้เขาเป็นหมดในระยะเวลา 4 ปี ซึ่งค่อนข้างยาก มันเป็นเรื่องของทักษะ แต่ละคนมีทักษะพื้นฐานไม่เหมือนกัน ต้องรู้ว่านักเรียนแต่ละคนเป็นยังไง คือต้องรู้ว่านักเรียนคนนี้มีความสามารถแค่นี้ เราคาดหวังได้แค่ไหน...ต้องให้เวลากับเขามากขึ้นไหม ขณะที่เด็กอีกคนเขามีทักษะหรือพื้นฐานของนิสัยเขาซึ่งมาจากอีกครอบครัว อาจมีความคล่องตัวก็จะไว้วางใจได้ในระดับหนึ่ง คือแต่ละคนเราจะให้ความพิเศษหรือว่าหรือว่าการดูแลพิเศษแตกต่างกัน

นอกจากนี้เรายังต้องสอนจริยธรรมในการดูแลผู้ป่วย ทำยังไงให้เขารู้สึกว่าวิชาชีพเขาเป็นวิชาชีพที่เสียสละ มีความซื่อสัตย์ เพราะการไปดูแลผู้ป่วยอาจจะมีของมีค่า เราจะทำอย่างไรให้สอนเขาให้เป็นคนที่มีความซื่อสัตย์ มีความเคารพในสิทธิของผู้ป่วย เพราะบางครั้งด้วยความปรารถนาดีต่อผู้ป่วยก็จะอยากให้แต่สิ่งดีๆ แต่มันจะเสี่ยง เนื่องจากผู้ป่วยเองเขาก็มีสิทธิที่จะตัดสินใจว่าจะรับการรักษาหรือไม่ ทำหรือไม่ ฉะนั้นเราต้องสอนเรื่องของสิทธิผู้ป่วยรวมทั้งกฎหมายด้วย คนจะเป็นพยาบาลหรืออาจารย์สอนพยาบาลออกมามีคุณภาพดีเป็นเรื่องที่จะต้องใช้ความพยายาม ความเสียสละ ความอดทนหลายๆ อย่าง ในการที่จะสร้างให้เขาเป็นพยาบาลที่ดีขึ้นมาได้

ศึกษาเล่าเรียนอะไรมาบ้าง

เรียนมัธยมปลาย สายวิทย์ - คณิต แล้วก็สอบเข้าวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกได้ก็เรียน ช่วงแรกที่เรียนสาขาพยาบาลระดับปริญญาตรีจะยังไม่เรียนเฉพาะทาง พื้นฐานเหมือนกับคณะอื่นๆ ที่เขาเรียนกัน พอเรียนแล้วของวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกจะมีทุนการศึกษาก็คือสอบได้ที่หนึ่งตลอด 4 ปี เขาจะส่งไปศึกษาต่อต่างประเทศ เป็นทุนของกองทัพบกไปเรียนปริญญาโทที่สหรัฐอเมริกา ก็ไปเรียน 2 ปี ของคณะพยาบาลค่ะ แล้วก็กลับมาทำงานที่นี่ค่ะ

 

ระหว่างศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างไร

การที่ได้ศึกษาที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกเรายังได้ฝึกทหารด้วยเป็นจุดนึงที่รู้สึกประทับใจ เพราะนอกจากเราจะเรียนพยาบาลแล้วเรายังเรียนทหารด้วยค่ะ วินัย ฝึกแถว ไปโดดหอ โดยเรียนพยาบาลเป็นหลักแต่ว่าฝึกทหารเป็นชั่วโมงค่ะ แต่ทุกวันเราจะอยู่ในระเบียบของทหารอยู่แล้ว มีการอยู่หอพัก มีการตื่นนอนเป็นเวลา รับประทานอาหารเป็นเวลา มีระเบียบวินัยขณะอยู่หอพัก อยู่ก็ต้องอยู่ประจำ เสาร์ - อาทิตย์ก็กลับบ้าน

ตอนเรียนปริญญาตรี เริ่มปีที่ 2 เราก็จะเริ่มขึ้น ward คือขึ้นไปฝึกงานที่โรงพยาบาล ก็เริ่มดูแลคนไข้ ช่วงแรกเราจะเริ่มฝึกการพยาบาลเบื้องต้นก่อน ก็คือฉีดยา เช็ดตัว ทำความสะอาดร่างกาย ทำแผล ทั่วๆ ไปเกี่ยวกับการดูแลผู้ป่วย ต่อไปพอปีสูงขึ้นเราก็จะรู้เรื่องการดูแลเฉพาะโรคค่ะ นอกจากนี้แล้วเราต้องศึกษาการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม คือ ดูแลทั้งกาย จิต สังคม วิญญาณ จะดูกระทั่งว่าเขามีสภาพจิตใจเป็นยังไง มีปัญหาทางด้านเศรษฐกิจไหม คือพออยู่โรงพยาบาลแล้วพอกลับไปบ้านใครจะดูแล มันจะเรียนไปเรื่อยๆ ใน 4 ชั้นปี จนสามารถจะดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม ดูทุกอย่างได้ นอกจากนี้ยังมีการไปออกอนามัยชุมชน คือไปสำรวจชุมชน ไปให้ความรู้ ไปตรวจสุขภาพแล้วก็ดูว่าเขามีปัญหาอะไร เราก็จะช่วยแก้ปัญหา คือกินนอนกับชาวบ้านที่นั่น 1 เดือน

ได้อะไรจากการไปออกค่ายครั้งนั้น

ที่ไปอยู่ตอนนั้นเป็นถิ่นทุรกันดารซึ่งมันห่างไกลจากสถานพยาบาลมาก ง่ายๆ คือฟันผุก็ไม่ได้ดูแล ผู้สูงอายุไม่ได้รับการดูแลที่ดี รู้สึกประทับใจที่เรามีส่วนไปช่วยเขาให้เขามีสุขภาพชีวิตที่ดีขึ้น ได้เห็นว่าชาวบ้านอยู่กันอย่างไร กินกันอย่างไร

 
 

หลังจากได้ทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ต้องทำอะไรบ้าง

ช่วงระยะปีแรกที่จบการศึกษาไป ก็ไปเรียนภาษาก่อนเพื่อที่จะสอบ TOEFL สอบ G.I. เพื่อไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ พอต่อไปแล้วเราก็จะแอ็บพลายไป พอปีทัดไปถึงจะได้เริ่มไปเรียน เรียนที่โน่นก็คือว่า ไปเรียนที่ ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เพนน์ซิลวาเนีย คณะเป็นเนอร์สซิ่ง สคูล ใช้ระยะเวลาเรียนเกือบ 2 ปี ไปเรียนที่นั่นก็จะมีเรื่องของภาษากับการปรับตัวใหม่ เพราะว่าเราไปอยู่ในที่ใหม่ หลักๆ ก็จะมีเรื่องของภาษาที่แรกๆ อาจจะฟังไม่รู้เรื่องประมาณ 6 เดือน เราก็จะเริ่มปรับตัวได้ในเรื่องภาษาและความเป็นอยู่ที่นั่นจะต่างกันหรือในเรื่องของเวลาซึ่งจะต่างกันประมาณ 12-14 ชั่วโมงค่ะ ตอนที่ไปเรียนนั่นไปเรียน อะเดาท์องโคโลยี เนอร์สแพททิชันเนอร์ คือ การพยาบาลเวชปฏิบัติของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่ พอเราเรียนสาขานี้ปุ๊บ เขาก็จะมีจัดแอดไวเซอร์ให้เรา แอดไวเซอร์จะช่วยให้คำปรึกษาว่าเทอมนี้เราจะเรียนอะไร เป็นสเต็ปไปค่ะ

ช่วงแรกจะไปเรียนเกี่ยวกับภาษาอังกฤษด้วย เขาให้เรียนภาษาไปพร้อมๆ กัน แล้วก็ให้เรียนพื้นเกี่ยวกับทางพยาบาล ทฤษฎีเกี่ยวกับการพยาบาล จากนั้นก็เรียนชีวะ เคมี คือเป็นพื้นฐานก็จะไปเรียนต่อไปค่ะ ต่อมาก็เรียนเภสัชวิทยา เกี่ยวกับทางด้านเรื่องยา

พอเทอมที่ 2 จะเริ่มเรียนเกี่ยวกับทางด้านโรคมะเร็ง แล้วก็ได้ไปฝึกงาน ได้ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลค่ะ เป็นโรงพยาบาลที่ทางมหาวิทยาลัยจัดมาให้ ก็มีเป็นพี่เลี้ยงมาประกบกับเราโดยเฉพาะ อย่างเช่นเราออกไปโรงพยาบาลที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าไปยังไง คนนี้เขาเป็นพยาบาลอยู่แล้วก็จะมารับเรา เป็นพี่เลี้ยงรับเราไปฝึกงานกับคนไข้ คือเราจะต้องเริ่มใช้ความรู้ที่เราเรียนมาในการสัมภาษณ์คนไข้ ตรวจร่างกาย จากนั้นเราก็จะมาดูผลเลือดเขา ยาที่เขาได้รับเป็นยังไง วิชาเวชปฏิบัติที่ฝึกนั้นจะเป็นพิเศษกว่าพยาบาลทั่วไป ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาจะเน้นให้พยาบาลเรียนในลักษณะนี้มากขึ้นเพื่อที่จะสามารถดูแลคนไข้ที่เป็นการปฐมพยาบาลคนไข้ได้ สั่งยาเบื้องต้น แล้วก็ไปพบคนไข้ก่อนโดยทำหน้าที่ในการรายงานแพทย์ หรือว่าไปคอนซัลท์แพทย์ในกรณีที่มีปัญหา พยาบาลจะทำหน้าที่คล้ายๆ กับแพทย์เลยค่ะ ก็ไปตรวจร่างกาย...ไปดูแลคนไข้

วิธีการทำงานกับโรงพยาบาลในสหรัฐต่างกับในเมืองไทยบ้างไหม

จะต่างกันเพราะว่าอยู่โรงพยาบาลในประเทศไทยจะเน้นพยาบาลจะเป็นผู้ดูแล แต่ว่าที่ไปเรียนจะเป็นแพททิชันเนอร์ เป็นลักษณะว่าเข้าไปพูดคุย สัมภาษณ์ เข้าไปดูเรื่องโรคเขา ไปดูเรื่องการรักษา จะครอบคลุมในเรื่องของการดูแลองค์รวม คือการดูแลในด้านสังคมเขา กลับไปจะไปอยู่ที่ไหน ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ ในเรื่องการส่งต่อผู้ป่วย ตรงนี้คือยังทำคล้ายเมืองไทยอยู่ ฉะนั้นเราจะได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับโรคของทางการแพทย์เพิ่มขึ้นประกอบกับทางการพยาบาลเราก็ได้ แต่ว่าจะไม่ต้องไปฝึกในเรื่องของการดูแลคนไข้ เช็ดตัวอะไรอีกค่ะ ที่นั่นเค้าจะมีพยาบาลแบ่งเป็นหลายระดับก็จะเป็นพยาบาลทั่วไปซึ่งจบมาเป็นปริญญาตรีที่ไม่ได้เรียนเสริมค่อยทำ แต่พอเป็นแพททิชันเนอร์ ก็คือจะทำหน้าที่คล้ายกับแพทย์ คือสามารถมาดูแลผู้ป่วยไป สามารถไปรายงายแพทย์ได้ เป็นลักษณะการทำงานเคียงคู่ไปกับแพทย์มากกว่า เป็นทีมหนึ่งของแพทย์แต่ไม่ใช่นั่งอยู่ที่หอผู้ป่วยแต่จะมีห้องเฉพาะ

ฝึกอยู่นานแค่ไหน

ตอนนั้นก็คือเทอมหนึ่งก็จะฝึกประมาณ 2 เดือน อย่างนี้ค่ะ ฝึกทุกเทอม ...เรียนทั้งหมด 3 เทอม โดยจะเริ่มฝึกเทอมที่ 2

 

ถ้าเรียนจบพยาบาลจากที่อื่นจะมีโอกาสได้ไปเรียนพยาบาลต่ออย่างนี้ไหม

มีค่ะ ถ้าจบพยาบาล จะมีพยาบาลที่อื่นอีกค่ะ เพียงแต่เราจะต้องสมัครเรียนที่นั่น ถ้าเราสนใจก็คือเริ่มตั้งแต่เปิดอินเตอร์เน็ตก็ได้ค่ะ ดูว่ามีที่ไหนรับคณะพยาบาลบ้างแล้วขอใบสมัครมา จากนั้นก็ดูว่าเขาต้องการอะไร จะต้องไปสอบอะไรบ้าง เราก็เตรียมตัวสอบแล้วก็แอ็บพลายไป แล้วเราก็จะต้องมีเอกสารทางด้านการเงิน ถ้าเรามีพร้อมก็เรียนได้ แต่จะแนะนำก็คือว่า มีคนอื่นที่เคยไปเรียนก็จะไปสอบทุน ก.พ. หรือทุนของมหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างเช่น ม.มหิดลก็จะมี สามารถไปสอบได้ ไปสอบเพื่อที่จะศึกษาต่อเพื่อที่จะกลับมาเป็นอาจารย์

เป็นอาจารย์ต้องวางตัวอย่างไร

เนื่องจากเป็นอาจารย์พยาบาลแล้วก็เป็นทหารด้วย ฉะนั้นเราคนที่เป็นอาจารย์ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีกับนักเรียน เพราะฉะนั้นการวางตัวเป็นสิ่งสำคัญ เพราะพอเป็นทหาร เราแต่งชุดทหารเราก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของทหารแต่งชุดให้ถูกต้อง หรือพอเป็นอาจารย์เราก็ต้องสามารถพูดกับคนไข้ให้นักเรียนฟัง เพราะว่าการสอนที่ดีที่สุดก็คือการเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเขา...ให้เขาเห็นแล้วปฏิบัติตามไปคุยกับคนไข้ยังไง เช็ดตัวทำยังไง ฉีดยาที่ถูกต้องควรทำยังไง อันนี้ก็คือเป็นเรื่องที่เราอาจจะต้องหนักใจ หรือต้องมีในช่วงที่เราเป็นอาจารย์อาจจะทำให้เราไม่เหมือนคนทั่วไป เป็นคนมีแบบแผนมากขึ้น

 

 

มีปัญหาในการทำงานบ้างไหม

มีในเรื่องระยะเวลาที่ต้องทำงาน บางครั้งภาระงานมีจำนวนมากแต่เวลาไม่พอ เพราะนอกจากจะสอนนักเรียนแล้วที่วิทยาลัยพยาบาลกองทัพบกต้องประชุมทำประกันคุณภาพการศึกษา และมีคณะกรรมการต่างๆ ที่จะรันงาน เช่น งานทางด้านศิลปะวัฒนะธรรมนักเรียน งานประชุมงานกีฬา คืออาจารย์คนนึงต้องทำทุกอย่างเลยแม้กระทั่งงานธุรการ เนื่องจากว่าเป็นของกองทัพบกก็จะต้องมีการเดินหนังสือ มีเป็นนายทหารเวรเดือนละ 1 - 2 ครั้งด้วย ก็อาจจะทำให้มีปัญญาบ้างในเรื่องของเวลา

มีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร

แบ่งดูตามความเร่งด่วนของงาน บางครั้งเราต้องมีความเสียสละ เช่นมีประชุมกีฬาเราก็ต้องไป เสาร์ - อาทิตย์ ต้องพยายามที่จะแบ่งความรับผิดชอบในส่วนต่างๆ ตามหน้าที่ให้ครบถ้วน

ผลตอบแทนและรายได้เป็นอย่างไร

ของรัฐบาลก็จะเป็นเงินเดือนจากรัฐ แต่สิ่งที่จะได้เพิ่มเติมก็คือการที่เราไปเข้าเวรพิเศษ อย่างเช่น ที่โรงพยาบาลพระมงกุฎ ก็คือจะเป็น 12 ชั่วโมง 1200 แต่ถ้าเป็นคนไข้ที่ใส่เครื่องช่วยหายใจหรือว่ามีการล้างไต ทำไตเทียมก็จะเพิ่มเป็น 12 ชั่วโมง 1500 หรือบางคนนอกจากนี้แล้วยังไปทำงานตามโรงพยาบาลเอกชนได้ด้วยในวันที่ตัวเองว่าง ก็ถือว่ารายได้ดีค่ะ แต่ต้องแลกกับการที่เราต้องใช้เวลาว่างไปทำงานเพิ่มขึ้น

ความก้าวหน้า

เลื่อนขั้นตามวาระไปเรื่อยๆ ค่ะ ทั้งของทหารและของรัฐบาล

 

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็นพยาบาล

เตรียมที่จะเรียนพยาบาลก็คือว่า ต้องมีพื้นฐานสายวิทยาศาสตร์ เพราะว่าจะต้องเรียนเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์ทั้งหมดเลยนะคะ แล้วยังมีความรู้เรื่องเคมี ฟิสิก ก็คือสายวิทย์ทั้งหมด ภาษาก็คือภาษาอังกฤษ ควรจะมีพื้นฐานความรู้เพราะจะต้องใช้ในเรื่องของยาเพราะว่าบางทีต่อไปโรงพยาบาลก็อาจจะเป็นลักษณะอินเตอร์เนชั่นแนล ก็คือจะมีการแลกเปลี่ยนกัน ก็ควรเตรียมความรู้ในเรื่องภาษาอังกฤษ ภาษาไทยก็ควรรู้เพราะจะต้องเขียนเนอร์สโน้ตค่ะ ต้องเตรียมทุกอย่าง คือจะดี...ถ้าคนที่เรียนสายวิทย์มา แต่ถ้าสายอื่นก็จะลำบาก และที่สำคัญก็คือต้องพิจารณาตัวเองว่าเราอยากเข้ามาในวิชาชีพพยาบาลจริงๆ ไหม เนื่องจากว่าเป็นวิชาชีพที่ต้องรับผิดชอบกับชีวิตมนุษย์ นอกจากนี้ก็น่าจะเตรียมตัวในเรื่องของความที่ต้องรู้ว่าอาชีพพยาบาลเป็นอาชีพที่เสียสละ ก่อนจะเข้ามาในอาชีพนี้ก็ต้องรู้ว่าวิชาชีพนี้ต่อไปในอนาคตคุณจะต้องมีความเสียสละดูแลผู้ที่เจ็บป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ อาจจะต้องทำความสะอาดร่างกายคนป่วย เทพวกอุจจาระ ปัสสาวะ หรือว่าไปสัมผัสสิ่งที่ไม่น่าสัมผัส…
ฉะนั้นเราต้องค่อนข้างเป็นคนรับผิดชอบสูง ก็คือเช็คกับตัวเองก่อน สำรวจกับตัวเองว่าใช่ไหมสิ่งที่เรากำลังจะเดินก้าวไป ต่อไปเราจะสามารถเสียสละตัวเองได้ไหม ต้องขึ้นเวร นอนไม่เป็นเวลาเหมือนคนอื่นเพราะว่าจะมีกะเวรเช้า บ่าย ดึก บางทีก็ต้องอยู่เวรดึกอย่างนี้ค่ะ คือเราต้องไม่ได้นานทั้งคืนเลยเพื่อจะมานอนตอนเช้า เราเสียสละตรงนี้ได้ไหม ถ้าเราคิดว่าเราชอบที่จะดูแลคนอื่นๆหรือว่าชอบที่จะช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ตรงนี้จะทำให้เราสามารถที่จะเข้าสู่วิชาชีพได้

 

 
 
Copyright 2003 YES! Magazine All rights reserved
contact us: editor@yes-wedo.com