|
หลังจากได้ทุนไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา
ต้องทำอะไรบ้าง
ช่วงระยะปีแรกที่จบการศึกษาไป ก็ไปเรียนภาษาก่อนเพื่อที่จะสอบ
TOEFL สอบ G.I. เพื่อไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ พอต่อไปแล้วเราก็จะแอ็บพลายไป
พอปีทัดไปถึงจะได้เริ่มไปเรียน เรียนที่โน่นก็คือว่า ไปเรียนที่
ยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ เพนน์ซิลวาเนีย คณะเป็นเนอร์สซิ่ง สคูล ใช้ระยะเวลาเรียนเกือบ
2 ปี ไปเรียนที่นั่นก็จะมีเรื่องของภาษากับการปรับตัวใหม่ เพราะว่าเราไปอยู่ในที่ใหม่
หลักๆ ก็จะมีเรื่องของภาษาที่แรกๆ อาจจะฟังไม่รู้เรื่องประมาณ
6 เดือน เราก็จะเริ่มปรับตัวได้ในเรื่องภาษาและความเป็นอยู่ที่นั่นจะต่างกันหรือในเรื่องของเวลาซึ่งจะต่างกันประมาณ
12-14 ชั่วโมงค่ะ ตอนที่ไปเรียนนั่นไปเรียน อะเดาท์องโคโลยี
เนอร์สแพททิชันเนอร์ คือ การพยาบาลเวชปฏิบัติของโรคมะเร็งในผู้ใหญ่
พอเราเรียนสาขานี้ปุ๊บ เขาก็จะมีจัดแอดไวเซอร์ให้เรา แอดไวเซอร์จะช่วยให้คำปรึกษาว่าเทอมนี้เราจะเรียนอะไร
เป็นสเต็ปไปค่ะ
ช่วงแรกจะไปเรียนเกี่ยวกับภาษาอังกฤษด้วย เขาให้เรียนภาษาไปพร้อมๆ
กัน แล้วก็ให้เรียนพื้นเกี่ยวกับทางพยาบาล ทฤษฎีเกี่ยวกับการพยาบาล
จากนั้นก็เรียนชีวะ เคมี คือเป็นพื้นฐานก็จะไปเรียนต่อไปค่ะ
ต่อมาก็เรียนเภสัชวิทยา เกี่ยวกับทางด้านเรื่องยา
พอเทอมที่ 2 จะเริ่มเรียนเกี่ยวกับทางด้านโรคมะเร็ง แล้วก็ได้ไปฝึกงาน
ได้ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลค่ะ เป็นโรงพยาบาลที่ทางมหาวิทยาลัยจัดมาให้
ก็มีเป็นพี่เลี้ยงมาประกบกับเราโดยเฉพาะ อย่างเช่นเราออกไปโรงพยาบาลที่เราไม่เคยรู้มาก่อนว่าไปยังไง
คนนี้เขาเป็นพยาบาลอยู่แล้วก็จะมารับเรา เป็นพี่เลี้ยงรับเราไปฝึกงานกับคนไข้
คือเราจะต้องเริ่มใช้ความรู้ที่เราเรียนมาในการสัมภาษณ์คนไข้
ตรวจร่างกาย จากนั้นเราก็จะมาดูผลเลือดเขา ยาที่เขาได้รับเป็นยังไง
วิชาเวชปฏิบัติที่ฝึกนั้นจะเป็นพิเศษกว่าพยาบาลทั่วไป ปัจจุบันสหรัฐอเมริกาจะเน้นให้พยาบาลเรียนในลักษณะนี้มากขึ้นเพื่อที่จะสามารถดูแลคนไข้ที่เป็นการปฐมพยาบาลคนไข้ได้
สั่งยาเบื้องต้น แล้วก็ไปพบคนไข้ก่อนโดยทำหน้าที่ในการรายงานแพทย์
หรือว่าไปคอนซัลท์แพทย์ในกรณีที่มีปัญหา พยาบาลจะทำหน้าที่คล้ายๆ
กับแพทย์เลยค่ะ ก็ไปตรวจร่างกาย...ไปดูแลคนไข้
วิธีการทำงานกับโรงพยาบาลในสหรัฐต่างกับในเมืองไทยบ้างไหม
จะต่างกันเพราะว่าอยู่โรงพยาบาลในประเทศไทยจะเน้นพยาบาลจะเป็นผู้ดูแล
แต่ว่าที่ไปเรียนจะเป็นแพททิชันเนอร์ เป็นลักษณะว่าเข้าไปพูดคุย
สัมภาษณ์ เข้าไปดูเรื่องโรคเขา ไปดูเรื่องการรักษา จะครอบคลุมในเรื่องของการดูแลองค์รวม
คือการดูแลในด้านสังคมเขา กลับไปจะไปอยู่ที่ไหน ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจ
ในเรื่องการส่งต่อผู้ป่วย ตรงนี้คือยังทำคล้ายเมืองไทยอยู่ ฉะนั้นเราจะได้ทั้งความรู้เกี่ยวกับโรคของทางการแพทย์เพิ่มขึ้นประกอบกับทางการพยาบาลเราก็ได้
แต่ว่าจะไม่ต้องไปฝึกในเรื่องของการดูแลคนไข้ เช็ดตัวอะไรอีกค่ะ
ที่นั่นเค้าจะมีพยาบาลแบ่งเป็นหลายระดับก็จะเป็นพยาบาลทั่วไปซึ่งจบมาเป็นปริญญาตรีที่ไม่ได้เรียนเสริมค่อยทำ
แต่พอเป็นแพททิชันเนอร์ ก็คือจะทำหน้าที่คล้ายกับแพทย์ คือสามารถมาดูแลผู้ป่วยไป
สามารถไปรายงายแพทย์ได้ เป็นลักษณะการทำงานเคียงคู่ไปกับแพทย์มากกว่า
เป็นทีมหนึ่งของแพทย์แต่ไม่ใช่นั่งอยู่ที่หอผู้ป่วยแต่จะมีห้องเฉพาะ
ฝึกอยู่นานแค่ไหน
ตอนนั้นก็คือเทอมหนึ่งก็จะฝึกประมาณ 2 เดือน อย่างนี้ค่ะ ฝึกทุกเทอม
...เรียนทั้งหมด 3 เทอม โดยจะเริ่มฝึกเทอมที่ 2
|